0 ปี ฉันจึงมาหาความหมาย
‘Beauty is in the eye of beholder’ หากวลีที่ว่านี้ยังเป็นจริงฉันใด… การให้ความหมายต่อสิ่งที่ผันผ่านเข้ามาในชีวิตคนเราก็ย่อมแตกต่างกันได้ฉันนั้น ยิ่งในวันวัยหนุ่มสาวห้าวหาญที่ถูกท้าทาย ทดสอบจากห้วงคับแค้นเผด็จการอยุติธรรมด้วยแล้ว การค้นหาความหมายของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่ไขว่คว้ากระดาษหนึ่งแผ่น
เพื่อความก้าวหน้าทางการงานเฉกเช่นหนุ่มสาวทุนนิยมอย่างแน่นอน
“ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”
4 วรรคทองของบทกวี ‘เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน’ ที่นักศึกษาปี 3 เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ‘วิทยากร เชียงกูล’ รังสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2511 ไม่เพียงเผยสารัตถะสำคัญของนักศึกษาและมหาวิทยาลัยที่ขาดหายไปในช่วงก่อน 14 ตุลาเรื่อยมากระทั่งปัจจุบันได้เท่านั้น หากยังรัดร้อยแรงบันดาลใจหนุ่มสาวต่างยุคสมัยเข้าไว้ได้ด้วยกันอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะหมุดหมายปลายฝันชีวิตนักศึกษาที่ไม่ได้สุดสิ้นแค่รับปริญญาบัตร!
เกี่ยวเก็บแรงบันดาลใจ
จริงทีเดียวที่กวี นักเขียน ศิลปิน มักอาศัยความทดท้อสิ้นหวังมาสรรค์สร้างผลงานเลิศล้ำที่เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์
ทั้งในระดับปฏิบัติและจิตวิญญาณของผู้เสพงานศิลป์ ดังพลังเพลงเถื่อนแห่งสถาบันที่ผันพลิกชีวิตหนุ่มสาวไม่น้อยทั้งในห้วง
อดีตและปัจจุบันให้ลุกขึ้นมาตั้งคำถามอย่างเคร่งครัดในความหมายแห่งชีวิต
และสังคมก็ถ้อยถักมาจากความหมดอาลัยตายอยากหลังก้าวเท้าเข้ามหาวิทยาลัยได้แค่ 3 ปีของคนหนุ่มผู้มุ่งมาดความดีงามอันแตกต่าง
“เขียนตอนเรียนปี 3 เริ่มเบื่อมหาวิทยาลัย เพราะคาดหมายสูงว่ามหาวิทยาลัยคงมีสติปัญญามาก สอนดี บรรยากาศวิชาการ แต่พอเข้าไปกลับไม่ต่างจากโรงเรียนมัธยมมากนัก เลยใช้เวลาอ่านหนังสือเองเยอะ และแม้ธรรมศาสตร์จะไม่มีการรับน้องใหม่ แต่ช่วงนั้นนักศึกษาก็ชอบทำกิจกรรมฟุ้งเฟ้อ งานเต้นรำ ศิษย์เก่า รวมถึงทุ่มเทเวลาเตรียมกีฬาฟุตบอลประเพณี ซ้อมเพลงเชียร์ทั้งปี”
วิทยากรย้อนรอยแรงบันดาลใจในการเรียงร้อยบทกวี [...]
