ประชาชนควรพิจารณาเรื่องการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร
วิทยากร เชียงกูล
การอ้างแบบ 2 ขั้วสุดโต่งไม่ใช่ความจริงทางการเมืองไทย
กลุ่มที่ออกมารณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มอดีตพรรคไทยรักไทยและกลุ่มแนวร่วม กลุ่มที่ 2 คือ นักวิชาการและนักพัฒนาเอกชนที่อาจไม่ได้มีสายสัมพันธ์กับไทยรักไทยโดยตรง กลุ่มแรกเป็นพวกเสียงดังแต่มีเหตุผลน้อย พวกเขาให้เหตุผลว่า ที่ไม่รับร่างเป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดจากคณะรัฐประหาร และเป็นรัฐธรรมนูญแบบอำมาตยาธิปไตย โดยไม่ได้ให้เหตุผลที่น่าเชื่อถือว่าร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มีข้อดีข้อด้อยต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อย่างไร กลุ่มที่ 2 ให้เหตุผลมากขึ้น แต่เป็นการอ้างเฉพาะข้อด้อยบางข้อ โดยไม่ได้ชั่งน้ำหนักทั้งข้อดีและข้อด้อย กลุ่มแรกที่อ้างว่ารัฐบาลทักษิณมาจากการเลือกตั้งจึงเป็นประชาธิปไตย ส่วนรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารเป็นเผด็จการ เป็นการมอง 2 ขั้วสุดโต่งอย่างง่ายๆมากไปหน่อย จริงๆแล้วเราควรมองอย่างจำแนกว่า รัฐบาลนั้นๆมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใส ชอบธรรมมากน้อยแค่ไหน รัฐบาลนั้นๆแทรกแซงองค์กรอิสระ ใช้อำนาจคดโกงหาผลประโยชน์ ปราบปรามลิดรอนเสรีภาพของประชาชนหรือไม่เพียงใด ถ้าไม่มีองค์ประกอบความเป็นประชาธิปไตยในหลายๆด้าน ถึงจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบซื้อเสียงใช้อำนาจและระบบอุปถัมภ์รัฐบาล เช่น รัฐบาลทักษิณก็ไม่ควรถือเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย คำตัดสินของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกรณีพรรคไทยรักไทยไปจ้างวานพรรคอื่นว่าทำผิดจริง ให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี อธิบายให้เห็นชัดว่าพรรคไทยรักไทยทำลายประชาธิปไตยอย่างไร รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ก็ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นกัน แต่ การรัฐประหารในแต่ละประเทศ ในแต่ละครั้ง [...]
ประวัติเอกสารสำหรับ กรกฎาคม, 2007
ประชาชนควรพิจารณาเรื่องการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร
Posted in การปฏิรูป, การศึกษา, บทความใหม่, รัฐธรรมนูญ, วิทยากร เชียงกูล on กรกฎาคม 30, 2007 | 1 ความคิดเห็น »
ทางออกที่แท้จริงคือต้องปฎิรูปเศรษฐกิจการเมืองในแนวทางสหกรณ์สังคมนิยมประชาธิปไตย และเศรษฐกิจพอเพียง
Posted in การปฏิรูป, การศึกษา, บทความ, รัฐธรรมนูญ, วิทยากร เชียงกูล on กรกฎาคม 29, 2007 | 1 ความคิดเห็น »
ทางออกที่แท้จริงคือต้องปฎิรูปเศรษฐกิจการเมืองในแนวทางสหกรณ์สังคมนิยมประชาธิปไตย และเศรษฐกิจพอเพียง
ปัญหาที่สำคัญของสังคมไทยในปัจจุบันไม่ใช่ปัญหาการเลือกตั้ง คือ ปัญหาวิกฤติศรัทธาใหม่ในแต่รัฐบาลทักษิณประชาชนที่มีการศึกษารับรู้ข้อมูลข่าวสารมากหรือรู้ทันรัฐบาลออกมาประท้วงว่ารัฐบาลใช้อำนาจในทางที่ผิดแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างมากมาย และเรียกร้องนานยกฯทักษิณลาออกและแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฎิรูปการเมืองก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ แต่รัฐบาลทำให้ปัญหายุ่งเหยิงมากขึ้นเมื่อเลือกใช้วิธียุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่อย่างรีบเร่ง หลังจะใช้คะแนนเสียงจากประชาชนที่รู้ไม่เท่าทันรัฐบาล และอำนาจอิทธิพลต่างๆ เอาชนะเลือกตั้ง เพื่อฟอกข้อกล่าวหาเรื่องการคอรัปชั่นแต่การเลือกตั้งแบบไม่โปร่งใสไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะมีพรรคใหญ่พรรคเดียว การจ้างพรรคเล็กมาลงเพื่อแก้ปัญหาผู้สมัครสส.แบบแบ่งเขตได้รับคะแนนไม่ถึง 20 % และการโกงเลือกตั้งทำให้มีการเรียกร้องจนศาลตัดสินว่าการเลือกตั้งไม่ชอบธรรม ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง รัฐบาลก็ยังดันทุรังหนุนกกต.เดิม ซึ่งเอียงข้างรัฐบาลให้อยู่ต่อทั้งที่ศาลฎีกาสรุปความเห็นว่ากกต.ชุดนี้เหลือ 3 คนไม่เป็นกลางขาดความชอบธรรม ทั้งนี้เท่ากับรัฐบาลปิดประเด็นให้คนไปสนใจเรื่องกกต.และการจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่รากของปัญหาคือ การคอรัปชั่นควรเลือกตั้งให้นายกฯทักษิณ ข้าราชการและคณะกรรมการสอบสวนที่เป็นอิสระ การใช้อำนาจหาผลประโยชน์ทับซ้อนของคุณทักษิณและการใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด ทั้งเรื่องการเลี่ยงภาษีและขายทรัพย์สมบัติที่เป็นสิทธิเฉพาะของชาติไทย เช่น สถานีโทรทัศน์ ดาวเทียม สายการบิน ให้กับบริษัทต่างชาติ รวมทั้งการใช้อำนาจที่ผิดๆเช่น ยุบสภา จัดการเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรม การจ้างพรรคเล็ก การโกงการเลือกตั้ง ฯลฯ ปัญหาหลัก คือ รัฐบาลทักษิณไม่เพียงแต่รวบอำนาจผูกขาดและแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนเอาเปรียบประเทศอย่างมากมายเท่านั้น แต่ยังใช้นโยบายพัฒนาประเทศแบบกอบโกยล้างผลาญทั้งเปิดเสรีให้ทุนต่างชาติและทุนขนาดใหญ่มากเกินไป เร็วเกินไป ทำให้มีการถลุงใช้ทรัพยากรรวมทั้งเอาเงินอนาคตมาใช้มาก การพัฒนาขาดความสมดุล คนส่วนน้อยร่ำรวยขึ้น คนส่วนใหญ่ได้เป็นหนี้สินเพิ่มขึ้น เพราะบริโภคมากกว่าผลิตหรือขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาแนวนี้ทำให้ตัวเลขเติบโตแบบฉาบฉวยในระยะสั้น แต่ประชาชนและชุมชนยังอ่อนแอ และจะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหม่ ซึ่งจะรุนแรงกว้างขวางยิ่งกว่าปีพ.ศ. 2540 ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจไทยยิ่งผูกพันกับต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐซึ่งเศรษฐกิจกำลังเป็นขาลง ฟองสบู่จะแตกภายในไม่กี่ปีนี้มากขึ้น ผูกพันกับการใช้น้ำมันซึ่งราคาสูงอย่างไม่มีทางลดลงรวมทั้งเงินคงคลังระดับกลางระดับล่างเป็นหนี้สินล้นตัวยิ่งกว่าปีพ.ศ. 2540 [...]
ระบอบทักษิณทำความเสียหายมากกว่าแค่เรื่องเลี่ยงภาษี
Posted in การปฏิรูป, การศึกษา, บทความ, รัฐธรรมนูญ, วิทยากร เชียงกูล on กรกฎาคม 28, 2007 | Leave a Comment »
ระบอบทักษิณทำความเสียหายมากกว่าแค่เรื่องเลี่ยงภาษี
ประชาชนไทยกำลังแบ่งเป็น 2 ขั้ว ระหว่างผู้ที่เรียกร้องให้คุณทักษิณลาออก และผู้ที่ชอบ/เชียร์คุณทักษิณ ถ้าสังคมใจกว้าง และใจเย็นพอที่จะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายโต้แย้งกันด้วยเหตุผล น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้ประชาชนสนใจ และเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจการเมืองมากขึ้น แต่สังคมที่คุณยังใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าความคิดเป็น มีแนวโน้มจะนำไปสู่การ..ของกลุ่มคนที่เชื่อแบบ 2 ขั้ว สุดโต่งมากกว่าการจะเรียนรู้ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษา และข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพต่ำ การศึกษามีแต่สอนให้ท่องจำ ไม่สอนให้คนคิดวิเคราะห์เป็นข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่ครอบงำโดยรัฐบาลได้แต่โฆษณา ให้คนเชื่อตามด้านเดียวว่า คุณทักษิณ และรัฐบาลนี้ เก่งทุกอย่าง ดีทุกอย่าง แม้แต่กรณีซุกหุ้น และถ่ายเทหุ้น 7.3 หมื่นล้านบาท เพื่อเลี่ยงภาษี 2 หมื่นล้านบาท ก็สามารถปกป้องได้ว่าเป็นความบกพร่องโดยสุจริตบ้าง , เป็นเรื่องที่ใครๆเขากำลังทำกัน โดยไม่ผิดกฎหมายบ้าง รวมทั้งการให้ข้อมูลข่าวสารที่เร้าอารมณ์มากกว่าเหตุผลว่าต้วโกงบ้าง แต่ทำงานเก่งก็ดีกว่าคนอื่นที่โกงเหมือนกัน แต่ทำงานไม่เป็น ประชาชนควรได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร 2 ด้านว่า นโยบายการบริหารแบบทักษิณในรอบ 5 ปีที่ว่าทำให้เศรษฐกิจฟื้นฟูได้ หรือว่าทำให้ประชาชนได้กู้ยืมมีเงินจับจ่ายใช้สอยกับคล่องมือในระยะสั้นๆนั้นมีข้อเสียอะไรบ้าง ทั้งในระยะกลางและระยะยาว ในฐานะ..เศรษฐศาสตร์และ..สังคมศาสตร์ที่ติดตามวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยมาตลอดโดยไม่เคยเข้าไปร่วมกับพรรคการเมืองไหน ผมคิดว่าระบอบทักษิณทำให้เกิดผลเสียหายต่อการพัฒนาประเทศมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เข้าใจนัก คือ ไม่ใช่แค่เรื่องการซุกหุ้น เลี่ยงภาษี ขาดคุณธรรม จริยธรรม ในฐานะผู้นำเท่านั้น แต่จะทำให้ประเทศเสียหายอย่างน้อย 7 [...]
ทางแก้ไขความขัดแย้ง ต้องทำเพื่อคนส่วนใหญ่ ใช้เหตุผล และสันติวิธี
Posted in การปฏิรูป, บทกวี, บทความ, รัฐธรรมนูญ, วิทยากร เชียงกูล on กรกฎาคม 27, 2007 | Leave a Comment »
ทางแก้ไขความขัดแย้ง ต้องทำเพื่อคนส่วนใหญ่ ใช้เหตุผล และสันติวิธี ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วมีต้นเหตุมาจาก การคอรัปชั่นแบบผลประโยชน์ทับซ้อน ของรัฐบาลทักษิณ ที่ทำให้เกิดวิกฤติศรัทธา รัฐบาลขาดความชอบธรรม ประชาชนกลุ่มที่รู้เท่าทันออกมาคัดค้าน แต่รัฐบาลใช้วิธียุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรม จ้างพรรคเล็ก แทรกแซงกกต.ชุดเก่า จัดตั้งกลุ่มสนับสนุนมาเล่นงานกลุ่มคัดค้าน ซึ่งทำให้ความขัดแย้งยิ่งขยายตัว ทางแก้ไขความขัดแย้งคือต้องเปิดเวทีให้คนทั้ง 2 กลุ่มได้อภิปรายกันโดยใช้เหตุผล มากกว่าอารมณต้องเน้นประโยชน์เพื่อคนส่วนใหญ่มากกว่านักการเมือง / พรรคการเมือง และต้องสันติวิธี การตั้งกกต.ใหม่ และเลือกตั้งใหม่ยังไม่อาจแก้วิกฤติทางการเมืองได้อย่างแท้จริง เพราะความชอบธรรมของรัฐบาลไม่ได้อยู่แค่การได้รับเลือกได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง แต่อยู่ที่การยอมรับการนับถือของประชาชนทุกวงการ อยู่ที่การแก้ไขปัญหาให้ตรงประเด็น เช่น การสอบสวน และลงโทษผู้คอรัปชั่น แสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน และใช้อำนาจในทางที่ผิด การยอมรับสิทธิเสรีภาพประชาชนในการคัดค้านระบอบทักษิณทำให้เกิดปัญหาทางโครงสร้างและเสี่ยงต่อวิกฤติครั้งใหญ่ที่รุนแรงกว่าเก่า ที่นักวิชาการต้องขนานนามนโยบาย มาตรการ และพฤติกรรมของรัฐบาลชุดนี้ว่า “ระบอบทักษิณ” เพราะมีลักษณะเฉพาะ เช่นการรวบอำนาจผูกขาดและแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้นโยบายพัฒนาประเทศแบบเกินพอหรือแบบกอบโกยล้างผลาญ เปิดเสรีให้ทุนต่างชาติและทุนขนาดใหญ่มากเกินไป เร็วเกินไป ถลุงใช้ทรัพยากรรวมทั้งเอาเงินอนาคตมาใช้เพื่อหาเสียง และครอบงำหลอกลวงประชาชนชนบทให้มีความหวังแบบไม่สมจริง บริโภคและเป็นหนี้สินเพิ่มขึ้น ระบอบทักษิณทำให้คนรวยส่วนน้อยรวยขึ้น คนส่วนใหญ่เป็นหนี้มากขึ้น เศรษฐกิจเติบโตแบบฉาบฉวยในระยะสั้น แต่ประชาชนและชุมชนอ่อนแอ เกิดความไม่สมดุล ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงเพิ่มขึ้น และจะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหม่ ซึ่งจะรุนแรงกว้างขวางยิ่งกว่าวิกฤติเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. 2540 [...]
ประชาชนควรมองการเมืองอย่างจำแนกและต่อสู้อย่างมีจังหวะก้าว
Posted in การปฏิรูป, การศึกษา, บทความใหม่, รัฐธรรมนูญ, วิทยากร เชียงกูล on กรกฎาคม 26, 2007 | Leave a Comment »
วิทยากร เชียงกูล
การที่กลุ่มอดีตพรรคไทยรักไทยและกลุ่มแนวร่วม ออกมารณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่าง รัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากคณะรัฐประหาร และเป็นรัฐธรรมนูญแบบ อำมาตยาธิปไตย เป็นวิธีการเล่นการเมืองและการทำตัวเป็นผู้รู้ดีกว่าประชาชนแบบเก่าๆ ที่ไม่ช่วยให้ประชาชนได้ข้อมูลที่ดี ฉลาดและเข้มแข็งขึ้น เพราะพวกเขาไม่ได้ให้เหตุผลที่น่าเชื่อถือว่าร่าง รัฐธรรมนูญ 2550 มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อย่างไร การอ้างว่ารัฐบาลทักษิณมาจากการเลือกตั้งจึงเป็นประชาธิปไตย ส่วนรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารเป็นเผด็จการ เป็นการมอง 2 ขั้วสุดโต่งอย่างง่ายๆมากไปหน่อย จริงๆแล้วเราควรมองอย่างจำแนกว่า รัฐบาลนั้นๆมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใส ชอบธรรมมากน้อยแค่ไหน รัฐบาลนั้นๆแทรกแซงองค์กรอิสระ ใช้อำนาจคดโกงหาผลประโยชน์ ปราบปรามลิดรอนเสรีภาพของประชาชนหรือไม่เพียงใด ถ้าไม่มีองค์ประกอบความเป็นประชาธิปไตยในหลายๆด้าน ถึงจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบซื้อเสียงใช้อำนาจและระบบอุปถัมภ์รัฐบาล เช่น
รัฐบาลทักษิณ ก็ไม่ควรถือเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย คำตัดสินของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกรณีพรรคไทยรักไทยไปจ้างวานพรรคอื่นว่าทำผิดจริง ให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี อธิบายให้เห็นชัดว่าพรรคไทยรักไทยทำลายประชาธิปไตยอย่างไร
รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ก็ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นกัน แต่ การรัฐประหารในแต่ละประเทศ ในแต่ละครั้ง มีฐานะในสังคมที่ต่างกัน ต้องวิเคราะห์เป็นกรณีๆไป การมองตามตำราตะวันตกอย่างง่ายๆ ว่ารัฐประหารทุกครั้งเป็นเผด็จการไม่อาจใช้อธิบายการเมืองไทยได้ลึกพอ การรัฐประหารในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คือการใช้กำลังยึดอำนาจจากระบอบราชาธิปไตยเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา การรัฐประหารปี 2520 [...]
นโยบายที่เป็นแนวคิดหลัก
Posted in บทความ, วิทยากร เชียงกูล on กรกฎาคม 25, 2007 | 1 ความคิดเห็น »
นโยบายที่เป็นแนวคิดหลัก
ปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เป็นระบบผสม ระหว่างระบบตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม กับระบบสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชนและ บริษัทมหาชนที่พนักงานและประชาชนถือหุ้นใหญ่และร่วมบริหาร เน้นการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพึ่งพาตนเองหรือแบบพอเพียงในระดับประเทศเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้น ลดการพึ่งพาทุนและการค้ากับบริษัทข้ามชาติลง และเพิ่มการจ้างงานและใช้ทรัพยากร ใช้ภูมิปัญญาคนในชาติ พิทักษ์ผลประโยชน์ชุมชนและชาติมากกว่าของกลุ่มทุน เน้นการกระจายทรัพย์สิน รายได้ที่เป็นธรรม และเพื่อความสุขประชาชาติ มากกว่าตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม
ปฏิรูปการเมืองและการบริหารแผ่นดินให้เป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงเพิ่มขึ้น เช่น แก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบเปิดที่เปิดทางให้การเมืองภาคประชาชนมีบทบาทเพิ่มขึ้น ลดการผูกขาดครอบงำอำนาจ ทุน ความรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยนักธุรกิจการเมือง สร้างมาตรป้องกันและปราบคอรัปชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ลงโทษตัวบุคคลบางคน
ปฏิรูปการศึกษา และสื่อมวลชนให้มีคุณภาพ ทำให้ประชาชน คิด วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างฉลาด ใจกว้าง มีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ปฏิรูปการสาธารณสุข ระบบประกันสังคม และสวัสดิการสังคมให้ประชาชนมีความสุข ความพอใจ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ยอมรับความแตกต่าง และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรม
พัฒนาพลังงานทางเลือก เกษตรทางเลือก สาธารณะสุขทางเลือก การใช้ภูมิปัญญา และเทคโนโลยีทางเลือกอื่น ๆ ที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขในระดับพอเพียง ฟื้นฟู และอนุรักษ์ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม ให้เกิดความสมดุล และการพัฒนาที่ยั่งยืน
ส่งเสริมพัฒนาเด็ก และเยาวชน สถาบันครอบครัว กลุ่ม องค์กร ชุมชน [...]
เราจะไปทางไหนกัน
Posted in บทความ, วิทยากร เชียงกูล on กรกฎาคม 24, 2007 | Leave a Comment »
เราจะไปทางไหนกัน
วิทยากร เชียงกูล
ถ้าเราไม่รู้รากเหง้าตัวเอง ก็จะเดินหน้าไปอย่างหลงทาง
การรำลึกและศึกษาถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เช่น การอภิวัฒน์ พ.ศ. 2475 การเรียกร้องประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516 และการต่อต้านการกลับมาของเผด็จการ 6 ตุลาคม 2519 จะมีความหมายในทางสร้างสรรค์สำหรับสังคมไทยในยุควิกฤติทางเศรษฐกิจสังคมนี้อย่างมาก หากเราสนใจที่จะวิเคราะห์บทเรียนทางประวัติศาสตร์อย่างมีวิจารณญาณ เพราะอย่างที่ปราชญ์ชาวอเมริกันอินเดียผู้หนึ่งได้พูดไว้ “หากเราไม่รู้ว่าเรามาจากที่ไหน เราก็ไม่รู้ว่าเราจะไปทางไหน”
ปัจจุบันชนชั้นนำของไทยกำลังพาประเทศพัฒนาตามกรอบคิดเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมตะวันตก คือ เน้นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและการค้าที่พึ่งพาทุนต่างชาติและทุนขนาดใหญ่ เพื่อการบริโภคทางวัตถุของคนส่วนน้อย มากกว่าที่จะเน้นการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อคุณภาพชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ เป็นการพัฒนาตามกระแสที่มหาอำนาจชี้นำเนื่องจากชนชั้นนำไทยรุ่นนี้เป็นคนรุ่นที่เรียนแบบตะวนตก ใช้ชีวิตและคิดแบบตะวันตก พวกเขาจึงไม่รู้จักตัวเองว่าเป็นใครมาจากไหน (ไทยเป็นสังคมที่มีอารยธรรมมาอย่งน้อยพันปีในสมัยที่ฝรั่งเหลายชนชาติยังเป็นพวกป่าเถื่อน) และไม่รู้ว่าจะไปทางไหน นอกจากคอยตามกระแสความคิดฝรั่ง เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ก็พลอยหลงทางไปกับกระแสการพัฒนาที่เน้นลัทธิบริโภคนิยมไปอย่างสุดโต่ง ทำให้พวกเขาส่วนใหญ่ไร้เป้าหมาย ไร้อุดมการณ์ในชีวิต นอกจากจะคิดแบบเสพสุขระยะสั้นไปวัน ๆ
ชนชั้นนำกลุ่มน้อยผู้ผูกขาดอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจการเมืองและการผลิตการกระจายข้อมูลข่าวสาร ได้บิดเบือนข้อเท็จจริงและลดความสำคัญของเหตุการณ์เดือนตุลาคมลงเท่าที่เขาทำได้ เพราะคิดคับแคบที่หวังแค่ผลประโยชน์ระยะสั้น ชนชั้นนำทำให้คนรุ่นหลังเข้าใจว่า 14 ตุลาคม 2516 เป็นแค่การเรียกร้องประชาธิปไตยแบบสภา ซึ่งเดี๋ยวนี้เราก็มีแล้ว และ 6 ตุลาคม 2519 เป็นความเอียงซ้ายไร้เดียงสาของคนหนุ่มสาวยุคนั้น ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว
ชนชั้นนำเผยแพร่แนวคิด (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่) ว่าเยาวชนยุคนี้ไม่จำเป็นต้องสนใจการเมือง ไม่จำเป็นต้องสนใจสังคมเหมือนเยาวชนคนหนุ่มสาวในยุคปี 2516 [...]
ทางออกของปัญหา:คิดให้ดีรับ-ไม่รับ “ร่างรัฐธรรมณูญ”
Posted in บทความ, วิทยากร เชียงกูล on กรกฎาคม 24, 2007 | 1 ความคิดเห็น »
บทความของ วิทยากร เชียงกูลที่เขียนใน นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์
ผู้จัดการรายสัปดาห์
23 กรกฎาคม 2550 12:52 น.http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9500000085680
การที่กลุ่มอดีตพรรคไทยรักไทยและกลุ่มแนวร่วม ออกมารณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่าง รัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากคณะรัฐประหาร และเป็นรัฐธรรมนูญแบบ อำมาตยาธิปไตย เป็นวิธีการเล่นการเมืองและการทำตัวเป็นผู้รู้ดีกว่าประชาชนแบบเก่าๆ ที่ไม่ช่วยให้ประชาชนได้ข้อมูลที่ดี ฉลาดและเข้มแข็งขึ้น
เพราะพวกเขาไม่ได้ให้เหตุผลที่น่าเชื่อถือว่าร่าง รัฐธรรมนูญ 2550 มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อย่างไร
การอ้างว่ารัฐบาลทักษิณมาจากการเลือกตั้งจึงเป็นประชาธิปไตย ส่วนรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารเป็นเผด็จการ เป็นการมอง 2 ขั้วสุดโต่งอย่างง่ายๆมากไปหน่อยจริงๆแล้วเราควรมองอย่างจำแนกว่า รัฐบาลนั้นๆมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใส ชอบธรรมมากน้อยแค่ไหน รัฐบาลนั้นๆแทรกแซงองค์กรอิสระ ใช้อำนาจคดโกงหาผลประโยชน์ ปราบปรามลิดรอนเสรีภาพของประชาชนหรือไม่เพียงใด
ถ้าไม่มีองค์ประกอบความเป็นประชาธิปไตยในหลายๆด้าน ถึงจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบซื้อเสียงใช้อำนาจและระบบอุปถัมภ์รั ฐบาล เช่น รัฐบาลทักษิณ ก็ไม่ควรถือเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย คำตัดสินของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกรณีพรรคไทยรักไทยไปจ้างวานพรรคอื่นว่าทำผิ ดจริง ให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี อธิบายให้เห็นชัดว่าพรรคไทยรักไทยทำลายประชาธิปไตยอย่างไร
รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ก็ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นกัน แต่ การรัฐประหารในแต่ละประเทศ ในแต่ละครั้ง มีฐานะในสังคมที่ต่างกัน ต้องวิเคราะห์เป็นกรณีๆไป
การมองตามตำราตะวันตกอย่างง่ายๆ ว่ารัฐประหารทุกครั้งเป็นเผด็จการไม่อาจใช้อธิบายการเมืองไทยได้ลึกพอ การรัฐประหารในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คือการใช้กำลังยึดอำนาจจากระบอบราชาธิปไตยเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐ สภา
การรัฐประหารปี [...]
ข้อคิดส่งท้าย – เราเรียนรู้อะไรจากภัยพิบัติคลื่นยักษ์ปลายปี 2004
Posted in บทความ, วิทยากร เชียงกูล on กรกฎาคม 23, 2007 | Leave a Comment »
ข้อคิดส่งท้าย - เราเรียนรู้อะไรจากภัยพิบัติคลื่นยักษ์ปลายปี 2004
เหตุการณ์แผ่นดินไหว/คลื่นยักษ์ถล่มประเทศชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติคในปลายปีที่ผ่านมา ที่ทำให้คนเสียชีวิตกว่า 1.5 แสนคน บาดเจ็บและเป็นแผลทางจิตใจอีกหลายแสนคน น่าจะให้ข้อคิดในเชิงปรัชญาแก่เราได้ไม่น้อยว่า ความเชื่อมั่นของมนุษย์ที่คิดว่าพวกตนเป็นสัตว์ประเสริฐที่เอาชนะหรือควบคุมธรรมชาติเพื่อการเสพสุขของมนุษย์ได้ เหนือสิ่งอื่นใดในโลกเลยอย่างไม่แคร์การทำลายสภาพแวดล้อม, การทำลายความสมดุลของธรรมชาตินั้น เป็นความอหังการหยิ่งผยองที่ถูกธรรมชาติสั่งสอนอย่างน่าสมเพช
แม้มนุษย์จะมีความรู้พอที่จะสร้างระบบเตือนภัยเรื่องแผ่นดินไหว/คลื่นยักษ์ได้บ้าง แต่การที่มนุษย์มัวหมกหมุ่นกับการเพิ่มผลผลิตและการค้าเพื่อการบริโภคและหากำไรเป็นด้านหลัก ทำให้รัฐบาลประเทศด้อยพัฒนาแถบชายฝั่งแอตแลนติคละเลยที่จะศึกษาค้นคว้าและสร้างระบบเตือนภัยเรื่องแผ่นดินไหว/คลื่นยักษ์ที่มหาสมุทรแอตแลนติคเหมือนกับที่สหรัฐ/ญี่ปุ่นทำไว้ที่มหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งเป็นระบบที่ใช้เงินลงทุนเพียงราว 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ด้วยเงินทุนเพียงแค่นี้สหรัฐ/ญี่ปุ่นและประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งร่ำรวย และมีเทคโนโลยีสูงน่าจะสนใจช่วยติดตั้งให้ครอบคลุมทั่วโลก เพราะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของมนุษย์ชาติ แต่ปรัชญาการพัฒนาแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาของระบบทุนนิยม ทำให้รัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนของนายทุนคิดถึงผลประโยชน์เฉพาะหน้าระยะสั้นของตนเอง มากกว่าจะคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมระยะยาว
เป็นเรื่องน่าเย้ยหยัน ที่เทคโนโลยีของโลกทุนนิยมสมัยใหม่ ทำให้เราถ่ายทอดราคาหุ้น, น้ำมัน,อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ฯลฯ กันได้แบบสด ๆ ทั่วโลก และมีดาวเทียมของประเทศมหาอำนาจซึ่งจารกรรมและจับภาพการเคลื่อนไหวของสิ่งต่าง ๆ ได้ทั่วโลกตลอดเวลา เราไม่รู้จักใช้เทคโนโลยีนี้เตือนให้คนในประเทศชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกอพยพหนีคลื่นยักษ์ ซึ่งกว่าจะเคลื่อนไปถึงหลายประเทศก็หลังจากแผ่นดินไหวในมหาสมุทรแถบเกาะสุมาตราถึงราว 1 ½ – 2 ชั่วโมงขึ้นไปหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐรู้เรื่องนี้และเตือนฐานทัพเรือของตนที่อยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติคได้ทันโดยพวกเขาไม่ได้รับความเสียหายเลย พวกเขาอ้างว่าได้เตือนประเทศเอเชียทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต แล้วแต่คุณสมิทธ์ ธรรมโรจ อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาของไทยออกมาโต้ว่าเป็นการเตือนแบบแผ่วเบาเกินไป
ประเทศเอเชียรวมทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาของไทยก็มีปัญหาวิธีคิดวิธีการทำงานด้วยเช่นกัน อย่างน้อยพวกเขาได้รับรายงานเรื่องแผ่นดินไหวความรุนแรงขนาด 8 ริกเตอร์ซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดคลื่นยักษ์ได้ ตั้งแต่เช้า แต่พวกเขาก็แถลงทางวิทยุเรียบ [...]
เราเรียนรู้อะไรจากสี่ปีของรัฐบาลไทยรักไทย
Posted in บทความ, วิทยากร เชียงกูล on กรกฎาคม 22, 2007 | Leave a Comment »
เราเรียนรู้อะไรจากสี่ปีของรัฐบาลไทยรักไทย
วิทยากร เชียงกูล
ไทยรักไทยมีกรอบนโยบายในการพัฒนาประเทศแบบส่งเสริมการลงทุน การค้ากับทุนต่างชาติ, เอาเงินรัฐไปอุ้มธนาคาร และช่วยนักธุรกิจ นายทุนและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจตามนโยบายการค้าเสรีแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ฯลฯ ไม่ได้ต่างไปจากกรอบนโยบายของทุกรัฐบาลที่ผ่านมารวมรัฐบาลที่ประชาธิปัตย์
แต่ไทยรักไทยมีวิธีการนำเสนอเรื่องที่จะต้องโอบอุ้มธนาคารสถาบันการเงินขายรัฐวิสาหกิจให้ต่างชาติให้ต่างชาติและนายทุนในชาติได้เงียบ ๆ นุ่มนวล ทำให้ประชาชนทั่วไป (รวมทั้งกลุ่มที่เคยต่อต้านรัฐบาลประชาธิปัตย์อย่างกลุ่มลูกศิษย์หลวงตาบัว) ยอมรับได้มากกว่า และไทยรักไทยไปมุ่งโฆษณาอย่างครึกโครมโครงการประเภทกองทุนกู้ยืมสำหรับคนจน, รักษาโรค 30 บาล ฯลฯ ที่หาเสียงได้มากกว่าทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วโครงการช่วยคนจนใช้เงินน้อยกว่าโครงการอุ้มคนรวย เช่น ที่กองทุนฟื้นฟูธนาคารและสถาบันการเงินไปช่วยอุ้มธนาคารและสถาบันการเงินที่ปล่อยหนี้จนขาดดุลมหาศาลไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท หลายสิบเท่า
โครงการหาเสียงกับคนจนทุกโครงการจริง ๆ แล้วเป็นเงินของรัฐ หรือ ของประชาชนนั่นเอง แต่ไทยรักไทยรู้จักใช้เงิน, รู้จักการทำการตลาด ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มัวเดินตามแนวทางไอเอมเอฟ ธนาคารโลกและเอาใจพวกนายธนาคารอย่างทื่อ ๆ โดยไม่รู้จักต่อรองกับพวกมหาอำนาจต่างชาติ ไม่รู้จักต่อรองกับนายธนาคาร และไม่รู้จักกระจายเงินงบประมาณมาให้ประชาชนใช้บ้าง รวมทั้งทำงานแบบราชการ ไม่คิดโครงการใหม่ ๆ ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรใหม่ ๆ จึงทำให้ไทยรักไทยยิ่งเด่นขึ้นโดยเปรียบเทียบ
อย่างไรก็ตามประชาชนควรจำแนกให้ดีว่า ไทยรักไทยไม่ได้ค้านประเทศมหาอำนาจทุกเรื่อง เพียงแต่เขารู้จักต่อรอง เพราะพวกเขาเป็นนักธุรกิจที่รู้เท่าทันนักธุรกิจต่างชาติมากกว่าประชาธิปัตย์ และเพราะการต่อรองกับต่างชาตินิยมในบางเรื่องพวกเขาได้ประโยชน์ จึงเป็นเรื่องเฉพาะประเด็นมากกว่าที่จะเป็นนโยบายทั่วไปของไทยรักไทย เพราะนโยบายทั่วไปไทยรักไทยต้องการขยายการลงทุนและการค้าขายกับต่างชาติพวกเขาจะทำได้มากกว่า ไวกว่า เพราะคล่องแคล่ว กล้าเสี่ยงแบบนักธุรกิจมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ด้วยซ้ำ
หากประชาธิปัตย์และพรรคมหาชน จะตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจพรรคไทยรักไทยได้อย่างมีพลังพอสมควร พวกเขาจะต้องศึกษา [...]
เศรษฐกิจของภาคกลาง (ตอนกลาง)
Posted in บทความ, วิทยากร เชียงกูล on กรกฎาคม 22, 2007 | Leave a Comment »
เศรษฐกิจของภาคกลาง (ตอนกลาง)
ภาคกลางเมื่อเรียกแยกจากกรุงเทพและปริมณฑล, ภาคตะวันออก และ ภาคตะวันตก ประกอบไปด้วย 6 จังหวัดคือ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง เอกสารบางแห่งก็เรียกว่าภาคกลางตอนกลาง
ภาคกลาง (ตอนกลาง) ในที่นี้มีเนื้อที่ 10,370,922 ไร่ (หรือ 16,593.5 ตารางกิโลเมตร) คิดเป็นร้อยละ 3.2 ของพื้นที่ทั้งประเทศ และมีประชากรเมื่อ 31 ธันวาคม 2544 รวม 2,984,711 คน คิดเป็นร้อยละ 4.8 ของประชากรทั้งประเทศ ผลิตภัณฑ์ภาคตามราคาประจำปี ในปี 2542 มีรวม 207,653 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.5 ของผลิตภัณฑ์ประจำภาคของทั้งประเทศ เฉลี่ยเป็นผลิตภัณฑ์ต่อหัวได้ 71,334 บาท อยู่ระดับกลาง ๆ ค่อนข้างสูง คือต่ำกว่ากรุงเทพมหานคร (228,921 บาท ), [...]
อนาคตเศรษฐกิจการเมืองไทย
Posted in บทความ, วิทยากร เชียงกูล on กรกฎาคม 21, 2007 | 1 ความคิดเห็น »
อนาคตเศรษฐกิจการเมืองไทย
วิทยากร เชียงกูล
ประเทศไทยใน 5 – 10 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มว่าจะยังคงอยู่ภายใต้การนำของนักการเมืองหน้าเดิม ๆ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของไทยที่ขึ้นอยู่กับคนรวยและคนมีฐานเสียงดีคงจะยังไม่เปลี่ยนแปลง ถึงจะมีเลือกตั้งอีก 2 – 3 ครั้ง เราก็ยังคงได้พรรคเดิม ๆ คนประเภทเดิม ๆ เป็นส่วนใหญ่ อาจจะมีหน้าใหม่มาเสริมบ้างแต่จะไม่มีบทบาทสูง ประชาชนใน 5 – 10 ปีข้างหน้าถึงจะรู้ข่าวสารการเมืองหรือมีการศึกษามากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็คงยังติดวัฒนธรรมผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์และยกย่องตัวบุคคล ดังนั้นหากยังคงมีระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาต่อไป โดยไม่มีใครทำรัฐประหาร พรรคไทยรักไทยมีโอกาสอยู่เป็นรัฐบาลได้ยาว เพราะเพียบพร้อมทั้งเรื่องทุน, การสร้างคะแนนเสียงจากโครงการต่าง ๆ การให้ความอุปถัมภ์ประชาชนและการโยกย้ายครอบงำข้าราชการเข้ามาเป็นพวก หากไทยรักไทยจะอยู่เป็นรัฐบาลไม่ได้ก็คงเนื่องมาจากเพราะขัดแย้งกันเองหรือเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรง หรือผู้นำพรรคมีอันเป็นไป
ความไม่สมดุล เนื่องจากพรรครัฐบาลมีอำนาจมากไป พรรคฝ่ายค้านอ่อนเกินไป
พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่เป็นฝ่ายค้านที่อ่อนเพราะมีเสียงน้อยกว่ามากเท่านั้น แต่ยังอ่อนเรื่องความรู้ความสามารถด้วย เพราะหมดยุคการใช้วาทศิลป์ฟาดฟันฝ่ายตรงข้ามแล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังถนัดค้านแบบนั้น บ่อยครั้งที่ค้านประเด็นย่อย ๆ หรือเรื่องที่เป็นปัญหาเทคนิคทางกฎหมาย ภายในพรรคเองก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใหม่ในอีก 7 เดือนข้างหน้าหรือไม่ หรือคุณชวนจะเป็นต่อไปอีก ในสภาพเช่นนี้ พรรคไทยรักไทยซึ่งคิดเร็วทำเร็ว โดยเฉพาะในด้านบริหารจัดการประเทศ จะวิ่งนำหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไปมากขึ้นทุกที และมีแนวโน้มจะผูกขาดการเป็นรัฐบาลไปได้อีกนาน เพราะคงสามารถดึงพรรคการเมืองอื่น หรือนักการเมืองจากพรรคอื่นเข้าร่วมได้ง่ายกว่าพรรคประชาธิปัตย์
สถานการณ์ที่ไทยรักไทยดูดพรรคอื่น ๆ [...]
