บทความของ วิทยากร เชียงกูล ที่เขียนในผู้จัดการรายสัปดาห์
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์
24 สิงหาคม 2550 15:26 น.
พรรคการเมืองชอบอ้างนโยบายประชานิยมและรัฐสวัสดิการซ ึ่งฟังดูดี แต่มักจะเสนอเป็นโครงการโดดๆ โดยไม่ได้คิดอย่างเป็นระบบว่าจะปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ เพื่อหาเงินมาจากไหน อย่างไร และจะจัดการโครงการเหล่านี้ให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพได ้อย่างไร
ประชาชนเองก็ยังเข้าใจเรื่องโครงการประชานิยมและรัฐสวัสดิการน้อย ประชาชนมักคิดหรือถูกทำให้คิดว่าเป็นโครงการที่รัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งให้บริกา รหรือให้อะไรบางอย่างเป็นพิเศษ โดยไม่ได้ตระหนักว่า โ ครงการต่างๆล้วนมาจากภาษีของประชาชน และการที่ประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรต่างๆ การพัฒนาฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน คือเรื่องสิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชน ที่ประชาชนมีสิทธิควรได้รับอยู่แล้ว
แต่นักการเมืองชอบส่งเสริมโครงการแบบหาเสียงและสร้างหนี้บุญคุณ ทำให้ประชาชนอยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์ของพวกตนประชาชนที่ได้รับการศึกษาแบบท่องจำ และสื่อวิทยุโทรทัศน์แบบครอบงำโฆษณาชวนเชื่อ ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าตนเองเป็นพลเมืองที่เป็นเจ้าของทรัพยากรและผู้เสียภาษีทั้งทางตรงแ ละทางอ้อม ประชาชนไม่รู้ว่าตนเองเป็นผู้จ่ายเงินเดือน นักการเมือง ข้าราชการ และเป็นเจ้าของงบประมาณที่นักการเมืองและข้าราชการใช้อยู่ นักการเมืองและข้าราชการไม่ใช่เจ้านาย แต่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีหน้าที่ต้องทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมหรือประชาชนส่วนใหญ่
แทนที่พรรคการเมืองจะไปหาเสียงแบบเสนอโครงการสวยหรู พรรคการเมืองที่ดีควรให้การศึกษาประชาชนให้พวกเขารับรู้ความจริงว่า
1. งบประมาณประจำปีของรัฐบาลมาจากภาษีและการหารายได้จากทรัพยากรของรัฐ ซึ่งเป็นของประชาชน เป็นสิ่งที่ประชาชนควรหวงแหน ดูแลตรวจสอบให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้จ่ายอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ โปร่งใส
2. ผลผลิตที่เกิดขึ้นของประเทศมาจากแรงงานของประชาชน รัฐบาลควรจัดให้ระบบผลตอบแทนและค่าจ้างที่เป็นธรรม มีระบบเก็บภาษี การจัดสรรงบประมาณ การประกันสังคมและสวัสดิการที่ดี เพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี
เพราะฉะนั้น พรรคการเมืองที่เสนอนโยบายประชานิยมและรัฐสวัสดิการว่ารัฐควรทำโน่นทำนี้โดย ไม่กล่าวถึงเรื่องการเพิ่มค่าจ้างและผลตอบแทนเช่นการขายพืชผลของเกษตรจึงไม่ สอดคล้องกับความจริงทางเศรษฐกิจการเมือง ถ้าค่าจ้างและผลตอบแทนจากการทำงานเป็นธรรมขึ้น [...]
Read Full Post »
กำหนดการ
วันเสาร์ที่ 8 ก.ย. 50
- เวลา 13.00 เป็นต้นไป ออกเดินทางกรุงเทพฯ
วันอาทิตย์ที่ 9 ก.ย. 50
- เวลา 09.00-10.00 น. บรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
ณ หอประชุมโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกระนวน อ.กระนวน จ.ขอนแก่น
***ชาวขอนแก่นอย่าพลาดนะค่ะ อาจารย์ยังฝากมาบอกว่ามีการบรรยายหลายหัวข้อตลอดทั้งวัน ซึ่งสมาชิกของชมรมศึกษาฯ ท่านใดสนใจ หรือผู้สนใจทั่วไปจะเข้ารับฟังการบรรยายในครั้งนี้ก็ขอเรียนเชิญค่ะ หรือจะขอพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์เป็นการส่วนตัวก็แจ้งมายังเว็บของชมรมได้เลยนะค่ะ หรือจะติดต่อมาทาง
e-mail:kanitta_si@hotmail.com ได้เช่นกันค่ะ
และก็พลาดไม่ได้ค่ะ ผู้ดูแลเว็บชมรมศึกษาฯ ก็จะเดินทางไปเป็นกำลังใจให้อาจารย์เช่นกันค่ะแล้วพบกันค่ะ
Read Full Post »
บทที่7
การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย
ความเป็นธรรม และความยั่งยืน
นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่คับแคบนำไปสู่การจัดการศึกษาอย่างคับแคบ
การที่ชนชั้นนำมองการศึกษาแบบแยกส่วนอย่างคับแคบว่า คือการพัฒนาทักษะคนให้เป็นเครื่องมือไปทำงานรับใช้เศรษฐกิจ/ธุรกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม นำไปสู่การจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออกเพื่อคัดคนส่วนน้อยไปทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การศึกษาแบบนี้ช่วยทำให้ เศรษฐกิจ/ธุรกิจเติบโตได้บางส่วน แต่เป็นการเติบโตเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจของคนส่วนน้อยในระยะสั้น มากกว่าเป็นการเจริญงอกงามเพื่อประโยชน์ทุกด้านของคนส่วนใหญ่ในระยะยาว การศึกษาในแนวนี้ยังเน้นการส่งเสริมความรู้ทางวิชาชีพแบบแยกส่วนและความฉลาดแบบเห็นแก่ตัว ซึ่งทำให้สังคมมีปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและขัดแย้งกันมากขึ้นด้วย
ชนชั้นนำไทยซึ่งสามารถครอบงำให้ประชาชนส่วนใหญ่คิดตามในกรอบคิดเดียวกับพวกเขาได้ มองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนสร้างทรัพยากรกำลังคนให้มีความรู้และทักษะด้านต่างๆ ไปทำงานแข่งขันทางธุรกิจกับคนของประเทศอื่น เพื่อพัฒนาให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเจริญเติบโตขึ้น (มีผลผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น) และพวกเขามองการศึกษาในฐานะเป็นเครื่องมือไปบรรลุเป้าหมายคือ การเพิ่มปริมาณผลผลิต แทนที่จะมองแบบเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวมว่า การศึกษาคือการพัฒนาคนให้มีความรู้ ครูฉลาดทางอารมณ์ มีบุคลิกนิสัย และจิตสำนึกที่ดีเพื่อสามารถไปพัฒนาตัวเองให้ใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ มีความสุข แก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองที่เป็นประชาธิปไตย สังคมวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองแบบอารยชน
การศึกษาแบบองค์รวมเป็นเรื่องที่กว้างกว่าแค่การฝึกอบรมทักษะทรัพยากรคนเพื่อไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต การที่นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษาเน้นเรื่องการแข่งขันเพื่อเอาชนะของปัจเจกชนมากเกินไป ทำให้เกิดความโน้มเอียงที่มีผลเสีย เช่น ทำให้ผู้ได้เรียนระดับสูงหยิ่งผยองในความรู้ทักษะของตนเอง มีนิสัยแข่งขันมุ่งเอาชนะเพื่อประโยชน์ตัวเอง มากกว่าเป็นคนที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต รู้จักการปรับตัว การร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของกลุ่มหมู่คณะ ชุมชนและประเทศ
การมองเรื่องการศึกษาแบบแยกส่วนอย่างแคบๆทำให้ชนชั้นนำไทยเน้นการพัฒนาเชิงปริมาณเช่นขยายโรงเรียน การสั่งซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การเรียนการสอน การส่งคนไปเรียนต่างประเทศ การเน้นการพัฒนาด้านภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ และวิชาที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ซึ่งแม้จะมีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่การเน้นเรื่องนี้มากเกินไป ทำให้นำไปสู่ความคิดแบบสุดโต่งที่มองคนเป็นแค่ “ทรัพยากรการผลิต” อย่างหนึ่ง เหมือนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเครื่องจักรพลังงาน วัตถุดิบ [...]
Read Full Post »
บทที่ 6
ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินปฏิรูปการศึกษา
บทนี้คือบทที่ผู้เขียนพยายามจะวิเคราะห์ สังเคราะห์ในภาพรวม ว่าอะไรคือปัญหาคอขวดหรือปัญหาสำคัญที่สุด ที่ทำให้ความพยายามที่จะปฏิรูปการศึกษาในรอบ 7 – 8 ปี ที่ผ่านมาไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร รวมทั้งการเสนอทางออกเพื่อก้าวข้ามพ้นปัญหาคอขวดเหล่านั้น
6.1 ปัญหาคอขวดในการปฏิรูปการศึกษา
1.ครูอาจารย์ ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจว่า การปฏิรูปการศึกษาที่แท้นั้น หมายถึงการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อย่างถึงรากถึงโคน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและแตกต่างไปจากเดิม เช่นการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดวิธีทำงานของผู้บริหารการศึกษาและครูอาจารย์ เปลี่ยนแปลงหลักสูตร ตำรา วิธีการสอนแบบบรรยายให้ผู้เรียนท่องจำไปสอบเป็นแบบครูเป็นผู้ชี้แนะ ช่วยให้เด็กรักการอ่าน การใฝ่เรียนรู้ รู้จักวิธีที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง คิด วิเคราะห์ ทดลอง วิจัย ลงมือปฏิบัติ การปฏิรูปการศึกษาของไทยในรอบ 7 – 8 ปี ที่ผ่านมา ถูกตีความหมายว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารและวิธีการทำงานบางอย่างของครูอาจารย์ตามกฎหมาย นโยบายคำสั่ง และคำชี้แนะต่างๆ จากบนลงล่าง
การที่จะให้คนในองค์กร เช่น ข้าราชการ ครูอาจารย์ ผู้บริหารทุกระดับในกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิรูปการศึกษาหรือปฏิรูปตัวเอง เป็นไปได้ยาก และมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น มนุษย์เราโดยทั่วไปมีความเคยชินกับวิถีชีวิตเดิม ไม่อยากเปลี่ยนแปลง และมักคิดแบบเข้าข้างตัวเอง ว่าตนเองทำถูกอยู่แล้วหรือทำดีอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีคนในองค์กรบางคนที่มีความคิดก้าวหน้า วิเคราะห์องค์กรของตัวเองแบบวิพากษ์วิจารณ์ได้ และสนใจจะปฏิรูปตัวเองและองค์กรตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็มักเป็นคนส่วนน้อยที่มีอำนาจและบทบาทที่จำกัด ทั้งการที่คนภายในองค์กรจะวิเคราะห์องค์กรของตัวเองนั้น [...]
Read Full Post »
วิทยากร เชียงกูล
1. การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยในช่วงปี 2544 – 2549 เน้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ/ธุรกิจ ผ่านการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน การขยายการกู้เงินให้ประชาชน การแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน การรวมศูนย์การผูกขาดความมั่งคั่งและอำนาจ และถือว่าการศึกษา เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อผลิตคนไปรับใช้การพัฒนาทางเศรษฐกิจ มีการเน้นโครงการใหม่บางโครงการเช่น การให้ทุนนักเรียนนักศึกษา ไปเรียนต่างประเทศ การพัฒนาเรื่องคอมพิวเตอร์ และวิชาที่เน้นเรื่องความทันสมัย แต่ไม่ได้มีการทุ่มเทงบประมาณ กำลังคนเพื่อมุ่งที่จะปฏิรูปครูอาจารย์ หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน ทั้งระบบอย่างจริงจัง มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีศึกษาบ่อยถึง 6 คนในรอบ 4 ปีครึ่ง งบประมาณกระทรวงศึกษาปี 2548 – 2549 มีสัดส่วนต่องบประมาณทั้งหมดร้อยละ 21 ลดลงจากปี 2546 – 2547 ที่เคยมีสัดส่วน ร้อยละ 23.5 – 24.5 ของงบประมาณทั้งหมด เพราะรัฐบาลเน้นเรื่องเศรษฐกิจ มากกว่าการพัฒนาทางสังคม
การพัฒนาเศรษฐกิจแบบผูกขาดรวมศูนย์ความมั่งคั่งที่คนกลุ่มน้อย ไม่ได้ส่งเสริมประสิทธิภาพและการแข่งขันที่เป็นธรรม การทุ่มเทงบประมาณไปในโครงการประชานิยมที่ได้ผลน้อย ทำให้มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนต่างๆเพิ่มขึ้น และนำไปสู่การที่คณะนายทหารทำการยึดอำนาจปลดรัฐบาลไทยรักไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะนายทหารให้เหตุผลการยึดอำนาจว่าเพื่อแก้ไขปัญหาความทุจริตฉ้อฉล [...]
Read Full Post »
ปัญหาคอขวดในการปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญคือ
1. สิ่งที่เรียกว่าการปฏิรูปการศึกษา เป็นเพียงการเสนอการปฏิรูปภายในกลุ่มผู้บริหารใน
กระทรวงและนักวิชาการด้านการศึกษา ไม่ได้มีแรงผลักดันมาจากภาคประชาชนและภาคการเมืองอย่างจริงจัง จึงเป็นการปฏิรูปเพียงรูปแบบ เป็นการปฏิรูปโดยระบบบริหารราชการ แบบแก้กฏหมาย ใช้คำสั่งจากบนลงล่าง เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบเล็กน้อย ไม่เกิดแนวคิดใหม่และแรงผลักดันที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอนอย่างขนานใหญ่ (จากแบบท่องจำเป็ฯแบบคิดวิเคราะห์เป็น) ที่ดีขึ้นและแตกต่างไปจากเดิมอย่างแท้จริง
2. การขาดภาวะผู้นำที่ตระหนักถึงรากเหง้าและความสำคัญของปัญหาการปฏิรูปการศึกษา
อย่างเป็นระบบองค์รวมและรู้จักจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา เพื่อก่อให้เกิดแกนนำในการเปลี่ยนแปลงที่จะไปผลักดันการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบได้
3. ระบบคัดเลือก การบริหาร และการให้ความดีความชอบครูอาจารย์และบุคลากร ยังอยู่ภายใต้ระบบราชการแบบรวมศูนย์ ที่เป็นเรื่องการใช้อำนาจนิยมและการวิ่งเต้นเส้นสายมากกว่าระบบให้ผลตอบแทนคนตามความสามารถอย่างมีประสิทธิภาพ
4. ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในแง่การผลิตผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมและอาชีวศึกษาและในแง่ของคุณภาพของผู้จบการศึกษาทุกระดับยังต่ำกว่าหลายประเทศ
5. ระบบการประเมินผลและการสอบแข่งขันเพื่อรับการคัดเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัย ยังเป็นการสอบแบบปรนัยเพื่อวัดความสามารถในการจดจำข้อมูล ทำให้ขัดแย้งกับแนวคิดปฏิรูปการเรียนรู้แบบใหม่ ที่เสนอว่าควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้หัดคิดหัดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประยุกต์ใช้เป็น
ทางออกของปัญหาคือ
1. ลดขนาดและบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการส่วนกลางลง ด้วยการกระจายอำนาจการบริหารและงบประมาณสู่สถานศึกษาโดยตรง ส่งเสริมให้มีการจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน และองค์กรอื่นๆเป็นสัดส่วนสูงขึ้น โดยรัฐสนับสนุนเงินและความช่วยเหลือด้านอื่นๆ
2.ปฏิรูปครูอาจารย์โดยการเพิ่มแรงจูงให้ครูดีครูเก่งอยู่ต่อและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น พัฒนาครูที่มีแววและครูรุ่นใหม่อย่างเอาจริงเอาจัง โดยต้องกล้าตัดสินใจแบบผ่าตัดคัดครูที่มีคุณภาพต่ำที่ฝึกอบรมใหม่ได้ยากออกไป เช่นให้โยกย้ายไปทำธุรการหรือให้เกษียณก่อนกำหนด
3. ปฏิรูประบบการจัดสรรและการจ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมขึ้น เช่น จัดสรรให้สถานศึกษาในจังหวัดและอำเภอรอบนอก อาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้น
4. เน้นการพัฒนาการศึกษาระดับปฐมวัยให้มีคุณภาพ ให้ผู้เรียนได้รับการกระตุ้นให้เรียนรู้ได้อย่างสอดคล้องกับการทำงานของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เพราะนี่คือวัยที่สมองพัฒนาได้มากที่สุดและเร็วที่สุด
5. เปลี่ยนระบบการประเมินผลและสอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ โดยวัดจากการคิดวิเคราะห์เป็น การมีความถนัดเฉพาะทางควบคู่ไปกับการเข้าใจภาพองค์รวม มีความฉลาดทางอารมณ์ [...]
Read Full Post »
วิทยากร เชียงกูล
การพัฒนาแรงงาน ระบบประกันสังคมและสวัสดิการสังคมเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบประชาชนและการพัฒนาประเทศสูง แต่พรรคการเมืองใหญ่ยังไม่สนใจจะเสนอนโยบายด้านแรงงาน การประกันสังคมและสวัสดิการ ที่เป็นระบบชัดเจน พวกเขามักเสนอนโยบายเป็นโครงการย่อย เพื่อหาเสียงและมุ่งให้ประชาชนอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของพวกเขา ตัวอย่างนโยบาย 30 บาทรักษาได้ทุกโรค มีส่วนช่วยให้คนจนมีโอกาสได้ไปโรงพยาบาลและเสียเงินน้อยหน่อย แต่ยังไม่ดีพอ คือ ไม่ได้ช่วยให้คนเข้าถึงบริการอย่างเป็นธรรมและมีคุณภาพ เพราะมีปัญหาเรื่องงบประมาณไม่พอ และประชาชนก็ไม่ภูมิใจด้วย คนที่ไปใช้บริการนี้ยังรู้สึกว่าเหมือนไปขอหรือเป็นหนี้บุญคุณรัฐบาล ถ้าเราจัดให้เป็นระบบประกันสุขภาพเพื่อประชาชนทั้งประเทศ และทุกคนจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพตามความสามารถ คนจนจ่ายเบี้ยประกันน้อยหรือรัฐบาลจ่ายให้สำหรับคนกลุ่มที่จนที่สุด แต่คนที่มีเงินจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพซึ่งขณะนี้อยู่ราว 1 พันกว่าบาทต่อปีต่อคนได้ควรเป็นผู้จ่ายเอง จะทำให้ทั้งประเทศมีงบประมาณสาธารณสุขมากกว่าที่รัฐบาลจะไปแบกภาระทั้งหมด ชนิดที่คนชั้นกลางก็มาใช้สิทธิด้วย ที่สำคัญคือ ประชาชนจะรู้สึกภูมิใจว่าเขาเป็นคนจ่ายเบี้ยประกัน เวลาเราไปรักษาที่โรงพยาบาล เราไปใช้สิทธิของเรา เราไม่ได้ไปขอความอนุเคราะห์จากใคร ระบบประกันสุขภาพแบบนี้จะอยู่ได้ยั่งยืนกว่า จะมีเงินเพียงพอ หมอก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า ประเด็นสำคัญคือต้องจัดระบบประกันสุขภาพให้เป็นระบบที่อยู่ได้อย่างมีคุณภาพ และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นระบบสังคมสงเคราะห์ที่ได้แต่ของบประมาณรัฐมาเพิ่มแล้วก็ใช้ไปอย่างไม่มีคุณภาพที่เป็นมาตรฐาน ไม่ทั่วถึงเป็นธรรมอย่างที่เป็นอยู่ ประเด็นสำคัญคือ ทำอย่างไรประชาชนจึงจะผลักดันให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องเสนอนโยบายในเรื่องแรงงาน การประกันสังคม และสวัสดิการสังคมที่มีแนวคิดก้าวหน้าเป็นระบบชัดเจน น่าเสียดายที่ประเทศของเราในรอบ 20 –30 ปีที่ผ่านมา แรงงานในภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการเพิ่มขึ้นมาก แต่พรรคการเมืองที่เป็นของคนงานเพื่อคนงานหรืออย่างน้อยมีนโยบายทางด้านเพิ่มสิทธิแรงงานไม่ได้เกิดขึ้นเลย มีแต่พรรคชนชั้นกลางที่มีแนวนโยบายจารีตนิยมและเสรีนิยม ไม่แตกต่างกัน ระบบการศึกษาและการครอบงำทางความคิดของไทยยังเป็นระบบเจ้าขุนมูลนาย ถึงเศรษฐกิจจะพัฒนาเป็นทุนนิยมแล้ว แต่ความคิดจิตใจคนยังติดอยู่ในระบบเจ้าขุนมูลนาย [...]
Read Full Post »
วิทยากร เชียงกูล
พรรคการเมืองชอบอ้างนโยบายประชานิยมและรัฐสวัสดิการซึ่งฟังดูดี แต่มักจะเสนอเป็นโครงการโดดๆ โดยไม่ได้คิดอย่างเป็นระบบว่าจะปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ เพื่อหาเงินมาจากไหน อย่างไร และจะจัดการโครงการเหล่านี้ให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพได้อย่างไร นโยบายที่พวกเขาเสนอจึงเป็นเพียงเรื่องการหาเสียงที่จะทำได้จริงแค่บางส่วนหรือทำได้ช่วงหนึ่ง มากกว่าที่จะปฏิรูปทั้งระบบเศรษฐกิจสังคมและสร้างสวัสดิการหรือการกินดีอยู่ดีให้ประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ประชาชนเองก็ยังเข้าใจเรื่องโครงการประชานิยมและรัฐสวัสดิการน้อย ประชาชนมักคิดหรือถูกทำให้คิดว่าเป็นโครงการที่รัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งให้บริการหรือให้อะไรบางอย่างเป็นพิเศษ โดยไม่ได้ตระหนักว่า โครงการต่างๆล้วนมาจากภาษีของประชาชน และการที่ประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรต่างๆ การพัฒนาฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน คือเรื่องสิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชน ที่ประชาชนมีสิทธิควรได้รับอยู่แล้ว
แต่นักการเมืองชอบส่งเสริมโครงการแบบหาเสียงและสร้างหนี้บุญคุณ ทำให้ประชาชนอยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์ของพวกตน ประชาชนที่ได้รับการศึกษาแบบท่องจำและสื่อวิทยุโทรทัศน์แบบครอบงำโฆษณาชวนเชื่อ ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าตนเองเป็นพลเมืองที่เป็นเจ้าของทรัพยากรและผู้เสียภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม(เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ฯลฯ) ประชาชนไม่รู้ว่าตนเองเป็นผู้จ่ายเงินเดือน นักการเมือง ข้าราชการ และเป็นเจ้าของงบประมาณที่นักการเมืองและข้าราชการใช้อยู่ นักการเมืองและข้าราชการไม่ใช่เจ้านาย แต่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีหน้าที่ต้องทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมหรือประชาชนส่วนใหญ่
เวลาประชาชนดูทีวีช่องปรกติ ประชาชนคิดว่าการที่มีโฆษณามากๆชอบธรรมแล้วเพราะช่วยให้เราได้ดูทีวีฟรี ประชาชนไม่รู้เลยว่า จริงๆแล้วคลื่นทีวีรวมทั้งวิทยุ โทรทัศน์เป็นของประชาชน ไม่ใช่ของบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานใด รัฐบาลควรเก็บภาษีค่าธรรมเนียมจากเอกชน ที่ได้สัมปทานไปทำรายการทีวีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและใช้งบดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และควรกำหนดให้เอกชนต้องทำรายการทีวีมีสาระมากกว่านี้
แทนที่พรรคการเมืองจะไปหาเสียงแบบเสนอโครงการสวยหรู พรรคการเมืองที่ดีควรให้การศึกษาประชาชนให้พวกเขารับรู้ความจริงว่า
งบประมาณประจำปีของรัฐบาลมาจากภาษีและการหารายได้จากทรัพยากรของรัฐ ซึ่งเป็นของประชาชน เป็นสิ่งที่ประชาชนควรหวงแหน ดูแลตรวจสอบให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้จ่ายอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ โปร่งใส
ผลผลิตที่เกิดขึ้นของประเทศมาจากแรงงานของประชาชน รัฐบาลควรจัดให้ระบบผลตอบแทนและค่าจ้างที่เป็นธรรม มีระบบเก็บภาษี การจัดสรรงบประมาณ การประกันสังคมและสวัสดิการที่ดี เพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี
เพราะฉะนั้น [...]
Read Full Post »
โดยบทความที่ อ.วิทยากร เชียงกูล เขียนที่ ผู้จัดการรายสัปดาห์
17 สิงหาคม 2550 12:52 น.
ปัญหาคอขวดในการปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญคือ
1. สิ่งที่เรียกว่าการปฏิรูปการศึกษา เป็นเพียงการเสนอการปฏิรูปภายในกลุ่มผู้บริหารในกระทรวงและนักวิชาการด้านกา รศึกษา ไม่ได้มีแรงผลักดันมาจากภาคประชาชนและภาคการเมืองอย่างจริงจัง จึงเป็นการปฏิรูปเพียงรูปแบบ เป็นการปฏิรูปโดยระบบบริหารราชการ แ บบแก้กฏหมาย ใช้คำสั่งจากบนลงล่าง เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบเล็กน้อย ไม่เกิดแนวคิดใหม่และแรงผลักดันที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรี ยนการสอนอย่างขนานใหญ่ (จากแบบท่องจำเป็ฯแบบคิดวิเคราะห์เป็น) ที่ดีขึ้นและแตกต่างไปจากเดิมอย่างแท้จริง
2. การขาดภาวะผู้นำที่ตระหนักถึงรากเหง้าและความสำคัญของปัญหาการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบองค์รวมและรู้จัก จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา เพื่อก่อให้เกิดแกนนำในการเปลี่ยนแปลงที่จะไปผลักดันการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบได้
3. ระบบคัดเลือก การบริหาร และการให้ความดีความชอบครูอาจารย์และบุคลากร ยังอยู่ภายใต้ระบบราชการแบบรวมศูนย์ ที่เป็นเรื่องการใช้อำนาจนิยมและการวิ่งเต้นเส้นสายมากกว่าระบบให้ผลตอบแทนคนตามความสามารถอย่างมีประสิทธิภาพ
4. ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในแง่การผลิตผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมและอาชีวศึกษาและในแง่ของคุณภาพของผู้จบการศึกษาทุกระดับยังต่ำกว่าหลายประเทศ
5. ระบบการประเมินผลและการสอบแข่งขันเพื่อรับการคัดเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัย ยังเป็นการสอบแบบปรนัยเพื่อวัดความสามารถในการจดจำข้อมูล ทำให้ขัดแย้งกับแนวคิดปฏิรูปการเรียนรู้แบบใหม่ ที่เสนอว่าควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้หัดคิดหัดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประยุกต์ใช้เป็น
ทางออกของปัญหาคือ
1. ลดขนาดและบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการส ่วนกลางลง ด้วยการกระจายอำนาจการบริหารและงบประมาณสู่สถานศึกษาโดยตรง ส่งเสริมให้มีการจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน และองค์กรอื่นๆเป็นสัดส่วนสูงขึ้น โดยรัฐสนับสนุนเงินและความช่วยเหลือด้านอื่นๆ
2.ปฏิรูปครูอาจารย์โ ดยการเพิ่มแรงจูงให้ครูดีครูเก่งอยู่ต่อและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่ม ขึ้น พัฒนาครูที่มีแววและครูรุ่นใหม่อย่างเอาจริงเอาจัง โดยต้องกล้าตัดสินใจแบบผ่าตัดคัดครูที่มีคุณภาพต่ำที่ฝึกอบรมใหม่ได้ยากออกไ ป เช่นให้โยกย้ายไปทำธุรการหรือให้เกษียณก่อนกำหนด
3. ปฏิรูประบบการจัดสรรและการจ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมขึ้น เช่น จัดสรรให้สถานศึกษาในจังหวัดและอำเภอรอบนอก อาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้น
4. [...]
Read Full Post »
ทางออกของปัญหา:กกต. ควรเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในบัตรลงประชามติได้
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์
3 สิงหาคม 2550 12:33 น.
การลงประชามติที่ดี ควรผ่านการประชาพิจารณ์ หรือการประชุมอภิปรายข้อดีข้อเสียของเรื่องที่จะลงประชามติอย่างกว้างขวางรอบด้าน เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล เพราะการลงประชามติ เปิดให้ประชาชนเลือกได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ในประชาพิจารณ์ เราอาจจะช่วยกันสร้างทางเลือกที่ 3 ที่ 4 ที่ดีกว่าทางเลือกแค่ 2 ทางได้
การลงประชามติเรื่องเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มีปัญหา 2 ด้าน คือ 1. การลงประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเป็นเรื่องที่ใหญ่โต
ซับซ้อนมากเกินไป การลงประชามติในประเทศอื่นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องประเด็นเดียวที่เห็นชัดๆเช่น การลงประชามติของประเทศในยุโรปบางประเทศว่าจะเข้าร่วมสหภาพยุโรปหรือไม่ จะเปลี่ยนเงินตราของประเทศตนไปเป็นเงินยูโรของสหภาพยุโรปหรือไม่
2. มีการทำประชาพิจารณ์อภิปรายข้อดีข้อเสียของรัฐธรรมนูญก่อนการลงประชามติน้อยเกินไป ทั้งเรื่องมีเวลาจำกัด งบประมาณจำกัดและรัฐบาลไม่เข้าใจความสำคัญของเรื่องนี้
ครม.ไปมีมติครม. ทำไมก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลต้องวางตัวเป็นกลาง ในขณะที่ฝ่ายอำนาจเก่าไทยรักไทยและนักวิชาการปัญญาชนประเภทคิดแบบสองขั้วสุดโต่งและประเภทนักเย้ยหยัน นักวิจารณ์ว่าทุกฝ่ายแย่กว่าตัวเองหมดเป็นฝ่าย รณรงค์ให้คนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างแข็งขัน โดยพวกเขาเลือกใช้จุดอ่อนและจิตวิทยาง่ายๆแบบเร้าอารมณ์ มาโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นตามพวกเขา แต่ไม่ได้ให้ข้อมูล จุดแข็ง และจุดอ่อน ของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างรอบด้านและเป็นธรรม
จากการที่คณะอำนวยการการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน ได้ออกไปรับฟังความคิดของประชาชนระดับรากหญ้าทั่วประเทศ เราได้พบว่า ประชาชนมีข้อเสนอดีๆ ที่จะทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้นจำนวนมาก แต่น่าเสียดายที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ คือ สสร.ได้ยินหรือรับข้อเสนอไปพิจารณาเพียงบางส่วน ซึ่งเป็นส่วนน้อย เพราะ [...]
Read Full Post »
บทความที่ วิทยากร เชียงกูล เขียนใน ผู้จัดการรายสัปดาห์
9 สิงหาคม 2550 21:08 น.
การพัฒนาแรงงาน ระบบประกันสังคมและสวัสดิการสังคมเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบประชาชนและการพ ัฒนาประเทศสูง แต่พรรคการเมืองใหญ่ยังไม่สนใจจะเสนอนโยบายด้านแรงงาน การประกันสังคมและสวัสดิการ ที่เป็นระบบชัดเจน พวกเขามักเสนอนโยบายเป็นโครงการย่อย เพื่อหาเสียงและมุ่งให้ประชาชนอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของพวกเขา
ตัวอย่างนโยบาย 30 บาทรักษาได้ทุกโรค มีส่วนช่วยให้คนจนมีโอกาสได้ไปโรงพยาบาลและเสียเงินน้อยหน่อย แต่ยังไม่ดีพอ คือ ไม่ได้ช่วยให้คนเข้าถึงบริการอย่างเป็นธรรมและมีคุณภาพ เพราะมีปัญหาเรื่องงบประมาณไม่พอ และประชาชนก็ไม่ภูมิใจด้วย คนที่ไปใช้บริการนี้ยังรู้สึกว่าเหมือนไปขอหรือเป็นหนี้บุญคุณรัฐบาล ถ้าเราจัดให้เป็นระบบประกันสุขภาพเพื่อประชาชนทั้งประเทศ และทุกคนจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพตามความสามารถ คนจนจ่ายเบี้ยประกันน้อยหรือรัฐบาลจ่ายให้สำหรับคนกลุ่มที่จนที่สุด แต่คนที่มีเงินจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพซึ่งขณะนี้อยู่ราว 1 พันกว่าบาทต่อปีต่อคนได้ควรเป็นผู้จ่ายเอง จะทำให้ทั้งประเทศมีงบประมาณสาธารณสุขมากกว่าที่รัฐบาลจะไปแบกภาระทั้งหมด ชนิดที่คนชั้นกลางก็มาใช้สิทธิด้วย
ที่สำคัญคือ ประชาชนจะรู้สึกภูมิใจว่าเขาเป็นคนจ่ายเบี้ยประกัน เวลาเราไปรักษาที่โรงพยาบาล เราไปใช้สิทธิของเรา เราไม่ได้ไปขอความอนุเคราะห์จากใคร ระบบประกันสุขภาพแบบนี้จะอยู่ได้ยั่งยืนกว่า จะมีเงินเพียงพอ หมอก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า ประเด็นสำคัญคือต้องจัดระบบประกันสุขภาพให้เป็นระบบที่อยู่ได้อย่างมีคุณภาพ และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นระบบสังคมสงเคราะห์ที่ได้แต่ของบประมาณรัฐมาเพิ่มแล้วก็ใช้ไปอย่า งไม่มีคุณภาพที่เป็นมาตรฐาน ไม่ทั่วถึงเป็นธรรมอย่างที่เป็นอยู่
ประเด็นสำคัญคือ ทำอย่างไรประชาชนจึงจะผลักดันให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องเสนอนโยบายในเรื่องแรงงาน การประกันสังคม และสวัสดิการสังคมที่มีแนวคิดก้าวหน้าเป็นระบบชัดเจน น่าเสียดายที่ประเทศของเราในรอบ 20 -30 ปีที่ผ่านมา แรงงานในภาคอุตสาหกรรม การค้า [...]
Read Full Post »
ทางออกของปัญหา:คิดให้ดีรับ-ไม่รับ “ร่างรัฐธรรมณูญ”
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์
23 กรกฎาคม 2550 12:52 น.
การที่กลุ่มอดีตพรรคไทยรักไทยและกลุ่มแนวร่วม ออกมารณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่าง รัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากคณะรัฐประหาร และเป็นรัฐธรรมนูญแบบ อำมาตยาธิปไตย เป็นวิธีการเล่นการเมืองและการทำตัวเป็นผู้รู้ดีกว่าประชาชนแบบเก่าๆ ที่ไม่ช่วยให้ประชาชนได้ข้อมูลที่ดี ฉลาดและเข้มแข็งขึ้น
เพราะพวกเขาไม่ได้ให้เหตุผลที่น่าเชื่อถือว่าร่าง รัฐธรรมนูญ 2550 มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อย่างไร
การอ้างว่ารัฐบาลทักษิณมาจากการเลือกตั้งจึงเป็นประชาธิปไตย ส่วนรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารเป็นเผด็จการ เป็นการมอง 2 ขั้วสุดโต่งอย่างง่ายๆมากไปหน่อย
จริงๆแล้วเราควรมองอย่างจำแนกว่า รัฐบาลนั้นๆมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใส ชอบธรรมมากน้อยแค่ไหน รัฐบาลนั้นๆแทรกแซงองค์กรอิสระ ใช้อำนาจคดโกงหาผลประโยชน์ ปราบปรามลิดรอนเสรีภาพของประชาชนหรือไม่เพียงใด
ถ้าไม่มีองค์ประกอบความเป็นประชาธิปไตยในหลายๆด้าน ถึงจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบซื้อเสียงใช้อำนาจและระบบอุปถัมภ์รัฐบาล เช่น รัฐบาลทักษิณ ก็ไม่ควรถือเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย คำตัดสินของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกรณีพรรคไทยรักไทยไปจ้างวานพรรคอื่นว่าทำผิดจริง ให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี อธิบายให้เห็นชัดว่าพรรคไทยรักไทยทำลายประชาธิปไตยอย่างไร
รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ก็ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นกัน แต่ การรัฐประหารในแต่ละประเทศ ในแต่ละครั้ง มีฐานะในสังคมที่ต่างกัน ต้องวิเคราะห์เป็นกรณีๆไป
การมองตามตำราตะวันตกอย่างง่ายๆ ว่ารัฐประหารทุกครั้งเป็นเผด็จการไม่อาจใช้อธิบายการเมืองไทยได้ลึกพอ การรัฐประหารในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คือการใช้กำลังยึดอำนาจจากระบอบราชาธิปไตยเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
การรัฐประหารปี [...]
Read Full Post »