Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ประวัติเอกสารสำหรับ กันยายน, 2007

วิทยากร เชียงกูล เขียนใน ผู้จัดการรายสัปดาห์
27 กันยายน 2550

พรรคใหม่ต้องมีนโยบายก้าวหน้าและเป็นตัวแทนประชาชนระดับพื้นฐาน
พรรคการเมืองถ้าทำให้เป็นพรรคที่มีฐานมวลชนจริง จะมีบทบาทในการรณรงค์เผยแพร่ความคิดและจัดการตั้งกลุ่มประชาชนได้อย่างสำคัญ โดยอาจทำงานร่วมกันกับองค์กรประชาชนรูปแบบอื่นๆในลักษณะเครือข่ายพันธมิตร หรือช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันได้
พรรคการเมืองใหญ่ขณะนี้ล้วนเป็นพรรคแนวจารีตนิยมและเสรีนิยมที่เป็นต ัวแทนของนักธุรกิจและชนชั้นกลางที่มีแนวนโยบายทุนนิยมเสรี ประเทศไทยยังขาดพรรคที่มีนโยบายก้าวหน้าแบบพรรคแรงงาน พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย และพรรคกรีน (อนุรักษ์สภาพแวดล้อม) ที่เป็นตัวแทนของเกษตรกร คนงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย และประชาชนกลุ่มที่มีแนวคิดรักชาติ รักความเป็นธรรมและประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนกำหนดอย่างแท้จริง
พรรคใหม่ควรเน้นการพึ่งตนเองระดับประเทศและสังคมประชาธิปไตย
พรรคการเมืองใหญ่ยังคิดในกรอบของการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนกับต่างชาติ เน้นการเพิ่มความเติบโตทางเศรษฐกิจแบบเน้นการส่งออกและสั่งเข้า และให้โฆษณานโยบายแบบประชานิยมโดยไม่เสนอเรื่องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจสังค ม รวมทั้งการเก็บภาษีและกระรายได้เข้ารัฐอย่างจริงจัง แนวนโยบายแบบนี้ อาจจะกระตุ้นเศรษฐกิจแบบช่วยนายทุนรายใหญ่ได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้ช่วยธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมและประชาชนทั่วไปให้เข้มแข็งขึ้นได้อย่ างจริงจัง เศรษฐกิจประเทศจะถูกครอบงำจากต่างชาติและทุนขนาดใหญ่มากขึ้น มีความไม่สมดุล ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและปัญหาความขัดแย้งเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะแข่งขันสู้ประเทศอื่นได้ยาก
พรรคการเมืองใหม่ของประชาชน ควรมีกรอบคิดแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่คัดค้านระบอบทักษิณ แต่ต้องก้าวข้ามระบอบทักษิณ คือ เน้นการพึ่งตนเองแนวเศรษฐกิจพอเพียงและเน้นความเป็นธรรมแบบสังคมประชาธิปไตย ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเ น้นการพัฒนาแรงงาน ทรัพยากร และตลาดภายในประเทศ เน้นการพัฒนาระบบสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการขนาดย่อมและขนาดกลาง เน้นความเข้มแข็งและความอยู่เย็นเป็นสุขของชุมชน ทำให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ผลจริง สร้างการพัฒนาที่สมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน
นโยบายที่สำคัญ
1) เน้นการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สร้างองค์กรประชาชน ชุมชนทั้งในชนบทและในเมืองให้เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้เพิ่มขึ้น กระจายอำนาจการบริหาร ทรัพยากร [...]

Read Full Post »

1 คนยากจนคือใคร วัดกันอย่างไร?* 
การให้คำนิยาม และการขีดเส้นว่าใครคือคนจน
      เวลาใครกล่าวถึงความยากจน ผู้กล่าวมักจะมีกรอบคิดในเรื่อง ความหมายและสาเหตุที่มาของความยากจนไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่) เช่น กรอบคิดว่า คนจนคือผู้มีรายได้ต่ำไม่เพียงพอกับการยังชีพ  หรือมีฐานะความเป็นอยู่ต่ำกว่าคนอื่น ๆ เนื่องมาจากเป็นคนที่ฉลาดน้อยกว่าคนอื่น เกียจคร้าน,  ไม่ขวนขวาย  ไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบสมัยใหม่ ฯลฯ แต่กรอบคิดแบบนี้ เป็นแค่ความคิดความเชื่อของคนที่รวยแล้วหรือไม่ค่อยจน โดยที่ไม่ใช่ความจริงทางสังคมทั้งหมด 
      การที่เราจะสามารถทำความเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหาความยากจนได้อย่างถูกต้องหรือใกล้เคียงความจริงมากที่สุด เราจึงควรจะต้องวิเคราะห์ตั้งแต่กรอบคิดในเรื่องคำนิยามของความยากจน หรือคนจน เราจะได้ทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า คนจนที่เรากำลังกล่าวถึงหมายถึงใคร  อย่างไร เพราะการให้คำนิยามที่ต่างกัน จะทำให้เกิดกรอบคิดในการวิเคราะห์สาเหตุและแนวทางแก้ไขความยากจนที่แตกต่างกัน ซึ่งมีผลอย่างมากต่อความสำเร็จหรือไม่สำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจน 
1. การนิยามและชี้วัดความยากจน  โดยมองจากรายได้
      นักเศรษฐศาสตร์นิยมวัดความยากจน  โดยใช้รายได้เป็นเกณฑ์ มีวิธีวัด 2 ทางใหญ่คือ

 

ความยากจนเชิงสัมบูรณ์ (Absolute poverty) ใช้วิธีคำนวณว่า รายได้ขนาดไหนที่คนเราจะใช้ยังชีพและดำรงชีวิตต่อไปได้ (มีอาหารกินกี่แคลลอรี่ เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ เช่น ค่าเช่าบ้าน, เสื้อผ้า, เชื้อเพลิง ฯลฯ) และนิยามว่าคนที่มีรายได้ต่ำกว่า เส้นความยากจน(เช่น 922 บาทต่อเดือนต่อคนในปี 2545) ถือว่าเป็นคนยากจน (ธนาคารโลกและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ)
ความยากจนเชิงเปรียบเทียบ (Relative [...]

Read Full Post »

แก้ปัญหาคนจนให้ถูกทาง
พัฒนาประเทศให้ยั่งยืน

วิทยากร เชียงกูล 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สารบัญ
คำนำ
1.คนจนคือใคร วัดกันอย่างไร
2.ทัศนะต่อความยากจนในสังคมไทย
3.ความยากจนสมัยใหม่ – ใครสร้าง, สร้างอย่างไร
4.ระบบความมั่นคงทางสังคม-ทางแก้ไขปัญหาความจนเชิงโครงสร้าง
5.การพัฒนาแบบยั่งยืน อยู่คนละขั้วกับ การพัฒนาแบบเน้น กำไรและการบริโภคสูงสุดของเอกชน
6.ต้องเข้าใจและปฏิรูประบบเศรษฐกิจมหภาคทั้งระบบจึงจะแก้ไขปัญหาคนจนได้
7.คนรวยและคนชั้นกลางจะช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างไร  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
คำนำ 
      หนังสือรวมบทความเกี่ยวกับปัญหาความยากจนและการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน เล่มนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ข้อมูลและแง่คิดทั้งในเชิงประวัติศาสตร์, ปรัชญาแนวคิดและเศรษฐศาสตร์การเมืองของปัญหาคนจนและแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการมองปัญหาอย่างเชื่อมโยงเป็นองค์รวมที่ต่างไปจากความรู้และแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่
      รัฐบาลไทยรักไทยสนใจปัญหาคนจนก็จริง แต่ยังเข้าใจปัญหาคนจน/ความจนแบบแยกส่วน เช่นมองว่าที่ประเทศไทยยังมีคนจน เพราะพวกเขาปรับตัวให้เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ไม่ได้ดีพอ และถ้ารัฐช่วยให้พวกเขามีทุนรอน,มีเครื่องมือในการพัฒนาการทำมาหากินได้แล้ว ปัญหาคนจนก็จะหมดไปได้ใน 6 ปี แต่จริง ๆ แล้วคนจนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง คือคนจนส่วนใหญ่จน เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของและผู้ควบคุมปัจจัยการผลิต และจนเพราะถูกการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาดแบบปลาใหญ่กินปลาเล็กทำให้จนลงด้วย การพัฒนาเศรษฐกิจในรอบ 50 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทยอาจจะลดลงจากเมื่อ 50 ปีที่แล้วแต่เส้นความยากจนที่กำหนดไว้ที่เติบโตโดยเฉลี่ยปีละ 6-7 แต่ประเทศไทยมีคนจน ทั้งจนโดยสมบูรณ์ (ไม่พออยู่ไม่พอกิน)และจนโดยเปรียบเทียบ (รายได้ต่ำกว่าคนอื่น ๆ ในสังคมเดียวกันมาก)เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด คนจนตามนิยามแบบทางการที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน (เส้นพอยังชีพ)ที่ 922 บาทต่อคนต่อเดือน ในปี 2545 นั้นต่ำมากกว่าระดับพอยังชีพ คนที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าแรงงานขั้นต่ำที่อยู่ราว 4,000-5,000 บาทต่อคนต่อเดือนควรจะถือว่าเป็นคนจนด้วย
      รัฐบาลไทยรักไทยอาจจะเห็นความสำคัญของปัญหาคนจน แต่พวกเขาอาจจะนิยามคนจนและวิเคราะห์สภาพปัญหา,สาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหาคนจนในเชิงเทคนิค มากกว่าจะเข้าใจเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยไม่ได้จนเงิน, จนทรัพยากรแต่คนส่วนใหญ่จนเพราะโครงสร้างการกระจายทรัพย์สินและรายได้ไม่เป็นธรรมอย่างมาก
      ประเทศไทยในปัจจุบันมีเงินฝากธนาคาร 5ล้านล้านบาท,ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชากร [...]

Read Full Post »

 *งานชินนี้เป็นรายงานการวิจัยของอาจารย์วิทยากร เชียงกูล  เกี่ยวกับปัญหาความยากจนของคนไทย*

[ABSTRACT]
SUSTAINABLE   APROACH  FOR  SOLVING  PROBLEMS  OF THE POOR
Mr.Witayakorn  Chiengkul 
      The main stream economists defining  The poor as those who has income below income poverty line [based on human basic minimum needs] is  too narrow and led to early-presumed conclusion that since Thailand  has implemented the pro-growth market oriented development plan in 1961 up  to [...]

Read Full Post »

บทบาทของผู้มีการศึกษาในยุคบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ครอบครองโลก
(ดัดแปลงจากปาฐกถาศรีบูรพา ครั้งที่ 1 วันที่ 31 มีนาคม 2550) 
      สถานการณ์โลก
      โลกในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด หลังจากที่การทดลอง สร้างสังคมนิยมของหลายประเทศเช่นโซเวียตรุสเซีย ยุโรปตะวันออกล้มเหลว และประเทศทุนนิยมอุตสาหกรรมปรับตัวได้ดีเกินคาด โลกได้ก้าวสู่ยุคหลังสงครามเย็นซึ่งเป็นโลกยุคเผด็จการทุนนิยมที่ซ่อนรูปและหลอกลวงได้แนบเนียนยิ่งกว่าครั้งใดในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
      โลกทุนนิยมสมัยใหม่เป็นเผด็จการในแง่ของการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ และทางสื่อสารมวลชนของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่จากสหรัฐและประเทศทุนนิยมศูนย์กลางเพียงไม่กี่บรรษัท บรรษัทข้ามชาติหลายแห่งมียอดขายสินค้าและบริการสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทยด้วยซ้ำ
      บรรษัทข้ามชาติมีทั้งอำนาจผลประโยชน์ และมนต์ขลังที่ทำให้รัฐบาลประเทศส่วนใหญ่ในโลกโดยเฉพาะรัฐบาลไทย ต้องเปิดเสรีด้านการลงทุนและการค้าให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามากอบโกยล้างผลาญทรัพยากร ครอบงำวิถีชีวิต หรือแม้แต่การคิดของคนไทย โดยที่คนไทยซึ่งมองฝรั่งในแง่ดีเพราะไม่เคยเป็นเมืองขึ้น มักไม่รู้ตัว และคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากการเปิดการลงทุนและการค้าเสรีในแง่ที่ว่าทำให้ประชาชนได้มีโอกาสบริโภคสินค้าและบริการต่างๆอย่างหลากหลายและตื่นตาตื่นใจในราคาที่คนฐานะปานกลางโดยทั่วไปสามารถซื้อหาได้
      ประชาชนไทยส่วนใหญ่ถูกนักการเมือง นักวิชาการ และสื่อบอกเล่าซ้ำซากทำให้เชื่อว่า เรากำลังอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์หรือโลกของความก้าวหน้าสมัยใหม่ที่ทำให้พวกเรามีสิทธิเสรีภาพที่จะได้บริโภคสินค้าและบริการด้วยความสะดวกสบายรวดเร็ว อย่างชนิดที่คนรุ่นพ่อแม่ของเรา ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ขณะที่คนงานที่มาจากชนบทตื่นเต้นกับห้างสรรพสินค้า และสถานบันเทิงต่างๆในเมืองใหญ่ คนชั้นกลางก็คิดว่าเราช่างโชคดี ที่สามารถกดปุ่มเพื่อชมข่าวสารจาก CNN ดูหนังจาก HBO ซีนีแมกซ์ วอเนอร์บราเธอร์ และอื่นๆ รวมทั้ง อ่านหนังสือพิมพ์ TIME, FORTUNE และอื่นๆ ได้อย่างหลากหลายและสะดวกสบายมาก โดยที่เราไม่ค่อยรู้ตัวว่าในบรรดาชื่อทั้งหมดนี้ และยังมีสื่อชื่ออื่นๆอีก ล้วนเป็นทรัพย์สินของบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงบริษัทเดียวคือ TIME WARNER
      เมื่อพิจารณาถึงสื่อของโลกทั้งโลกในปัจจุบัน เราจะพบว่าบริการสื่อสารมวลชน 70% ของทั้งโลกเป็นเจ้าของและบริหารโดยบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ [...]

Read Full Post »

ระบบสหกรณ์ ทางเลือกที่ดีกว่าทั้งทุนนิยม และสังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลาง 
      สหกรณ์ หมายถึง “สมาคมที่เป็นอิสระของกลุ่มคนที่สมัครใจเข้ามาเป็นสมาชิก เพื่อสนองความต้องการและเป้าหมายทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ของพวกเขา โดยการเป็นเจ้าของ ร่วมกันและดำเนินการบริการแบบประชาธิปไตย” คำว่าสหกรณ์จึงมีความหมายกว้างว่า สหกรณ์เกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ ฯลฯ ที่จดทะเบียนภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรฯ คือยังหมายรวมถึง กลุ่มเหมืองฝาย กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เครดิตยูเนียน ธนาคารข้าว ธนาคารควาย และชื่อกลุ่มขององค์กรทางเศรษฐกิจของประชาชนอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้คำว่าสหกรณ์นำหน้าด้วย
      ระบบสหกรณ์ดีกว่าทุนนิยม ในแง่ที่ว่าสมาชิกเป็นทั้งเจ้าของและผู้ซื้อผู้ใช้บริการ จึงลดการเอาเปรียบหากำไรเกินควรของนายทุนพ่อค้าคนกลางไปได้ และเป็นระบบบริหารที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าระบบการถือหุ้นในบริษัทภายใต้ระบบทุนนิยม เนื่องจากสมาชิกสหกรณ์แต่ละคนมีเสียงในที่ประชุมใหญ่เท่ากัน ไม่ว่าใครจะถือหุ้นมากหรือน้อย การปันผลกำไรของสหกรณ์ก็ไม่ได้จ่ายตามสัดส่วนการถือหุ้นเท่านั้น แต่ยังจ่ายตามกิจกรรมที่สมาชิกดำเนินการกับสหกรณ์ รวมทั้งสหกรณ์หลายแห่งยังจ่ายเงินปันผลกำไรส่วนหนึ่งให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนด้วย
      ระบบสหกรณ์ดีกว่าสังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลาง คือเป็นองค์กรขนาดกะทัดรัด ที่มีระบบบริหารแบบประชาธิปไตย มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ สมาชิกตรวจสอบดูแลความโปร่งใสในการบริหารของคณะกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งได้ง่ายกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับระบบสังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลาง ซึ่งเป็นระบบข้าราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่โตเทอะทะ มีลักษณะบังคับใช้อำนาจจากบนลงล่าง มีโอกาสขาดประสิทธิภาพ และทุจริตได้มากกว่า ขณะที่ระบบสหกรณ์ การเป็นสมาชิกเป็นโดยสมัครใจ เป็นประชาธิปไตยแบบสมาชิกมีส่วนร่วม ที่สมาชิกมีความรู้สึกมีส่วนได้เสียโดยตรง
      อย่างไรก็ตาม สหกรณ์จะพัฒนาได้มากน้อยแค่ไหน ก็อยู่บนเงื่อนไขที่ว่า สหกรณ์จะต้องมีสมาชิกและคณะกรรมการที่เข้าใจอุดมการณ์สหกรณ์ และมีการจัดระบบบริหารที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพด้วย
      ที่สหกรณ์ในประเทศไทยพัฒนาได้จำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศลาตินอเมริกาบางประเทศ เกิดจากหลายปัจจัยเช่น
      1) [...]

Read Full Post »

“เศรษฐกิจพอเพียง” จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ได้ ต้องควบคู่ไปกับระบบสหกรณ์ 
      เป็นปรัชญามากกว่าการเสนอระบบเศรษฐกิจใหม่
      คำเต็ม คือ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ใช่ “เศรษฐกิจพอเพียง” เฉยๆ จึงเป็นปรัชญามากกว่าแนวคิดในทางเศรษฐศาสตร์ แนวคิดหลักของปรัชญานี้ คือ การเสนอให้ประชาชนรู้จักทำมาหาเลี้ยงชีพ และดำเนินชีวิตแบบมีเหตุผล มีความพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกันในตัว โดยอยู่บนเงื่อนไขของความรู้ และคุณธรรม หรือจะอธิบายง่ายๆ คือ การเดินทางสายกลาง ไม่เป็นหนี้มากไป ไม่เป็นทุนนิยมบริโภคสุดโต่ง
      เกษตรทฤษฎีใหม่ซึ่งใช้อธิบายคู่กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวถึง การให้เกษตรกรเพาะปลูกแบบผสมผสานและผลิตเพื่อใช้เป็นสัดส่วนสูงขึ้น ถ้าผลิตได้มาก ก็ขายได้ตามความเหมาะสม และอาจพัฒนาไปตามลำดับขั้นเป็นเศรษฐกิจที่มีการค้ามากขึ้นได้ คำอธิบายของทั้ง 2 แนวคิดนี้มักเน้นที่ภาคเกษตรหรือภาคชนบท ไม่ได้อธิบายเศรษฐกิจทั้งระบบ
      คำว่า “พอเพียง” เป็นคำที่มีความหมายในเชิงคุณค่าที่ขึ้นอยู่กับการตีความตามอัตวิสัย(Subjective) ของคนแต่ละคน ไม่ได้เป็นคำที่มีความหมายเจาะจงที่เป็นภววิสัย(Objective) ชัดเจนดังนั้นจึงถูกนักการเมือง , นักธุรกิจ , นักวิชาการ , ชนชั้นกลางตีความได้ต่างๆนานา ส่วนใหญ่คือ การตีความแบบประนีประนอมกับแนวทางการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม เช่นบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่ขัดกับระบบตลาดเสรี ไม่ขัดกับการส่งเสริมการลงทุนและตลาดหลักทรัพย์ ไม่ขัดกับการส่งเสริมการลงทุนของต่างประเทศ เพียงแต่ต้องไม่เน้นการเติบโตทางวัตถุอย่างสุดโต่ง หากควรพัฒนาแบบทางสายกลาง ไม่โลภ ไม่เป็นหนี้มาก
      ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ซีพีกล่าวว่าเราก็ใช้เศรษฐกิจพอเพียงอยู่ ขนาดเรา ถ้าลงทุนร้อยล้านพันล้านก็ต่ำกว่าพอเพียง [...]

Read Full Post »

สร้างความเข้มแข็งให้กับการเมืองภาคประชาชน 
วิทยากร  เชียงกูล
 
      การต่อสู้ทางการเมืองแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วระหว่างกลุ่มตัวแทนระบอบทักษิณกับกลุ่มคัดค้านระบอบทักษิณยังคงดำรงอยู่ แต่ประชาชนควรมองปัญหาความขัดแย้งและการต่อรองทางการเมืองให้กว้างกว่าการมองแบ่งเป็น 2 ขั้วสุดโต่ง เพราะกลุ่มการเมืองที่มีผลประโยชน์และแนวคิดต่างกันมีอย่างน้อย 4 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มอาจแยกเป็นกลุ่มย่อยได้อีก
      4 กลุ่มประกอบด้วย 1.) กลุ่มระบอบทักษิณ 2.) กลุ่มทหาร/ขุนนางที่ 3.) กลุ่มนักธุรกิจ นักการเมือง อาชีพ ที่อยู่นอกกลุ่มทักษิณ เช่นประชาธิปัตย์ ชาติไทย ประชาราช  และนักธุรกิจอื่นๆ        4.) กลุ่มประชาชนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองและการจัดตั้งองค์กร เช่น นักเคลื่อนไหวทางสังคม นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน นักวิชาชีพ ผู้นำแรงงาน ผู้นำเกษตรกร ผู้นำชุมชน คนชั้นกลางสาขาอาชีพต่างๆ
      การเมืองแบบเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อสู้ของคน 3 กลุ่มแรก เนื่องจากกลุ่มที่ 4 คือกลุ่มประชาชนยังอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ไม่เป็นเอกภาพ และไม่มีการจัดตั้งที่เข้มแข็งพอที่จะสร้างพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนชั้นล่างและชั้นกลางที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ได้ แต่ในบางสถานการณ์และบางจังหวะ กลุ่มประชาชนที่ตื่นตัวอาจจะเลือกเป็นพันธมิตรกับบางกลุ่มและมีบทบาทสร้างอำนาจต่อรองในการเมืองภาคประชาชนได้สูง เช่น การคัดค้านระบอบทักษิณในช่วงปี 2549 ซึ่งนอกจากจะมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแกนนำแล้ว ยังมีนักวิชาการ/นักวิชาชีพเข้าร่วมด้วยมาก
      หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 [...]

Read Full Post »

บทความใน ผู้จัดการรายสัปดาห์

ประเทศไทยยุคใหม่มีทรัพยากรจำกัด ประชากรเพิ่มขึ้นมาก มีโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมืองแบบทุนนิยมผูกขาดและระบบอุปถัมภ์ที่ล้าหลัง มีปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างกลุ่มคนต่างๆมาก ประเทศจึงต้องการการบริหารจัดการปัญหาและความขัดแย้งอย่างซับซ้อนได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเป็นธรรม ผู้นำยุคใหม่ควรเป็นผู้นำที่มีทีมงานที่ดี มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศอย่างเป็นระบบองค์รวม รู้จักการทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิสัยทัศน์ เห็นการณ์ไกล และรักความเป็นธรรม
ผ ู้นำสมัยใหม่ควรเป็นคนที่ซื่อตรงและจริงใจ มีวิสัยทัศน์ เป้าหมายเพื่อส่วนรวม สามารถที่จะสร้างความไว้วางใจและจูงใจคนอื่นๆให้ทำงานเพื่อองค์กรได้อย่างมี ประสิทธิภาพ คือเป็นคนที่เก่งในการช่วยให้คนได้พัฒนาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของเขาออกมาได้ อย่างต่อเนื่อง เพราะการนำสมัยใหม่ ต้องการทีมงานที่ดี เป็นการนำแบบรวมกลุ่ม มากกว่าการนำแบบเดี่ยวๆ
ผู้นำแบบมีภาพพจน์ดีในสายตาผู้ลงคะแนนเลือกสส. อาจไม่ใช่ผู้นำที่เหมาะกับโลกยุคใหม่เสมอไปผู้นำแบบเดี่ยวๆที่มีอำนาจมากไป ได้รับการยกย่องมากเกินไป มีโอกาสที่จะทุจริตฉ้อฉลและตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย เพราะไม่มีการตรวจสอบที่ดี ไม่มีระบบข้อมูลที่ดี ผู้นำแบบเดี่ยวๆที่ไม่ค่อยรู้จักฟังคนอื่น เพราะคิดว่าตัวเองฉลาด/เก่งกว่าคนอื่น ไม่มีทางที่จะรู้ข้อมูลทุกอย่างและตัดสินใจถูกทุกอย่าง สังคมต้องการระบบการนำแบบรวมหมู่ที่ฉลาด (เพื่อส่วนรวม) ซึ่งหมายถึงต้องมีเป้าหมายเพื่อส่วนรวมที่ชัดเจน สร้างและสื่อสารให้เกิดทีมงานที่ฉลาด มีระบบวิจัยข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งกลั่นกรองที่ดี มุ่งความถูกต้องและประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง
ดังนั้น ประเทศไทยต้องปฏิรูปการศึกษา การบริหารราชการ และการเมืองเพื่อสร้างผู้นำในระดับต่างๆต ั้งแต่ผู้นำครอบครัว ผู้นำโรงเรียน ผู้นำองค์กร ผู้นำชุมชน ผู้นำทางการเมือง ฯลฯ และทำให้ประชาชนตื่นตัวมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างเอาการเอ างาน ปัญหาไม่ใช่การขาดแคลนคนที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แต่เรายังขาดผู้นำระดับต่างๆจำนวนมาก [...]

Read Full Post »

สารบัญ หน้า บทคัดย่อสำหรับผู้บริหาร 1 Executive Summary 9 คำนำ 14 บทที่ 1 ความหมาย ขอบเขต ความเป็นมา ตัวอย่างกรณีศึกษาและผลกระทบ ของปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนต่อการพัฒนาประเทศ 17 บทที่ 2 นโยบายของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ การทุจริตคอรัปชั่นและ ผลประโยชน์ทับซ้อน 36 บทที่ 3 การที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัท ชินคอร์ป 62 บทที่ 4 การที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัทตนเอง และพรรคพวกด้วยวิธีต่าง ๆ 79 บทที่ 5 การหาประโยชน์จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัทเอกชน 94 บทที่ 6 การทำข้อตกลงเปิดเสรีการค้า (FTA) กับผลประโยชน์ทับซ้อน 112 บทที่ 7 การหาประโยชนทางธุรกิจและการเมืองจากสื่อมวลชน 137 บทที่ 8 แนวทางแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อน 155 บทที่ 9 สรุปและข้อเสนอแนะ [...]

Read Full Post »

คำนำ
      รายงานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยในเชิงคุณภาพที่เน้นการวิจัยทางเอกสาร ใช้เวลาในการทำราว 6 เดือน คือในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ถึงเมษายน พ.ศ. 2549
วัตถุประสงค์

 

ศึกษาวิเคราะห์แนวนโยบายและมาตรการของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจว่า ก่อให้เกิดหรือมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาเรื่องการทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Conflict of  Interest) ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐและ

 
ผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือไม่  อย่างไร รวมทั้งปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกลุ่มทางสังคมกลุ่มต่าง ๆ และการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศอย่างไร

 

ยกตัวอย่างและอธิบายปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนให้สาธารณชนเข้าใจเพิ่มขึ้น และนำเสนอแนวทาง มาตรการ ในการการป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องการทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ   (Conflict of  Interest) 

 
สมมุติฐาน/โจทย์วิจัย

      การดำเนินนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตรในหลายด้าน เช่น  นโยบายการเปิดเสรีให้กับธุรกิจบางอย่าง  การเปิดเสรีการค้า (FTA)  ในบางเรื่องกับบางประเทศ  การให้/ต่อสัมปทาน  การเพิ่มภาษีหรือยกเว้นภาษี ให้กับธุรกิจบางอย่าง ฯลฯ เป็นเรื่องที่อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความทับซ้อนด้านผลประโยชน์ (Conflict of Interest)  ระหว่างผลประโยชน์ของสาธารณชน  กับผลประโยชน์ของเจ้าของ/ผู้ประกอบธุรกิจบางอย่าง  ซึ่งเป็นกิจการของผู้มีตำแหน่งทางการเมือง เครือญาติหรือพรรคพวกของผู้มีตำแหน่งทางการเมืองได้  การทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจในลักษณะเช่นนี้ จะทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม  และไม่ส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้ค้าดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ประชาชนผู้บริโภคเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมเจริญเติบโตได้ช้าลง พัฒนาไปอย่างไม่มั่นคง และไม่ยั่งยืนได้ [...]

Read Full Post »

(Executive Summary)
Government Economic Policy And Conflict Of Interest Problem
      Objective
      This research’s aim is to analyse Thaksin Shinnawatra’s government economic policy and programs during 2001 – 2005 to see whether they have caused conflict of interest between the public officials private interest and the public interests or not.It will also try to answer how such cases will [...]

Read Full Post »

เรื่องที่เก่ากว่า