Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ประวัติเอกสารสำหรับ ธันวาคม, 2007

บทความที่ตีพิมพ์ใน นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์
28 ธันวาคม 2550 11:07 น.

ตอนนี้ชนชั้นนำโดยเฉพาะนักการเมืองจากพรรคอำนาจเก่าและพรรคที่อยากร่ วมรัฐบาลกับใครก็ได้ชอบพูดถึงการสมานฉันท์ การปรองดอง หรือความสามัคคีบ่อยครั้งมาก คำว่าสมานฉันท์ ที่พรรคการเมืองพูดถึง มีนัยว่าให้พรรคการเมืองไม่ต้องวิจารณ์กันมาก และมาร่วมมือกันเป็นรัฐบาลโดยไม่ต้องสนใจเรื่องความแตกต่างของที่มาของกลุ่ม คน ผลประโยชน์และนโยบาย
แน่ละ ความสามัคคีเป็นสิ่งที่ดีกว่าความไม่สามัคคีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ต้องเป็นความสามัคคีของคนในกลุ่ม ชุมชน หรือสังคมเดียวกัน เมื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ร่วมกัน ไ ม่ใช่ความสามัคคีแบบให้ชนชั้นนำรวมหัวกันปกครองประชาชนที่มีสิทธิและโอกาสน้ อยกว่า โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบคัดค้านและการวิพากษ์วิจารณ์ที่เข้มแข็ง
ความสามัคคีคือการร่วมมือร่วมใจของสมาชิกในสังคมที่จะทำอย่างหนึ่งอย่างใดหร ือไม่ทำอย่างหนึ่งอย่างใดร่วมกัน ภายใต้แนวคิดหรือระเบียบวินัยที่สมาชิกเห็นพ้องต้องกัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน เราจะพัฒนาความสามัคคีของคนในชาติได้จริงก็ต้องสร้างบนเงื่อนไขนี้ ค ือ ต้องทำลายหรือลดความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์และแนวคิดที่ต่างกันให้น้อยลง สร้างผลประโยชน์และแนวคิดร่วมกันเพิ่มขึ้น เปิดให้มีวิธีทางที่จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยเหตุผลและตกลงกันด้วยสันติประชาธ รรมได้มากขึ้น
ความสามัคคียุคใหม่ ต้องทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ความสามัคคีที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย คือ ความสามัคคีเพื่อต่อสู้กับศัตรูต่างชาติในยามสงคราม แต่ยุคนี้สงครามแบบนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ความสามัคคีที่ชาติต้องการในยุคปัจจุบันคือค วามสามัคคีในการช่วยกันพัฒนาคน พัฒนาเศรษฐกิจสังคมให้เจริญเติบโตเข้มแข็ง ประเทศสามารถต่อรองเพื่อลดการเสียเปรียบต่างชาติให้น้อยที่สุด และความสามัคคีในการพัฒนาการเมืองและสังคมให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรม มีรัฐบาลที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ เห็นแก่ประโยชน์คนส่วนใหญ่ มีแนวทางพัฒนาประเทศอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน และดำเนินนโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศที่ชาญฉลาด ป้องกันการเสียเปรียบต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติจากประเทศมหาอำนาจ
การจะสร้างความสามัคคีที่ทันสมัยสำหรับโลกยุคนี้ได้ ไม่ได้อยู่ที่การโฆษณาเรียกร้องให้นักการเมืองเลิกขัดแย้งกัน หรือให้ประชาชนสงบเสงี่ยมเชื่อฟังผู้นำและรัฐบาลโดยไม่ปริปากหรือโต้แย้ง เรียกร้อง ชุมนุม [...]

Read Full Post »

รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ออกรายการ คนในข่าว เมื่อ 24  ธ.ค.2550 เวลา 21.40-22.40 น. ทาง ASTV News1 พูดคุยเรื่องการจับขั้ว ตั้งรัฐบาล

Read Full Post »

ทางออกของปัญหา:จะมองและสร้างเศรษฐกิจทางบวกได้อย่างไร

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์
6 ธันวาคม 2550 18:52 น.

       ปัญหาน้ำมันแพง และเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว ทำให้นักเศรษฐศาสตร์พากันกล่าวว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าต้องลดลงด้วย เพราะเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการลงทุนและการค้าต่างประเทศ (ส่งออก) เป็นหลัก นี่คือการคิดอยู่ในกรอบว่าเราต้องพัฒนาเศรษฐกิจแนวพึ่งต่างชาติแนวเดียว ไม่กล้าคิดว่าเราสามารถแหกกรอบไปทางอื่น เช่นการพึ่งเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้นได้
       
        นักการเมืองและชนชั้นนำของไทยมักอ้างว่าไทยเป็นประเทศเล็กที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนโยบายเปิดการลงทุนและการค้าเสรี แต่ประเทศไทยมีประชากรใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของโลก ใหญ่กว่าอังกฤษ ฝรั่งเศสนิดหน่อยด้วยซ้ำ แต่คนส่วนใหญ่ของประชากร 64 ล้านของไทยยากจน พวกเขาไม่มีอำนาจซื้อ ตลาดภายในประเทศของไทยจึงเล็กกว่าอังกฤษ ฝรั่งเศสหลายเท่า
       
       ประเทศไทยมีพื้นฐานการเกษตรที่ค่อนข้างดี มีอาหารพอกินและเหลือส่งออกด้วย ซึ่งดีกว่าประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ภาคเกษตรยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกมาก ส่วนแรงงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ซึ่งเป็นกำลังแรงงานที่สำคัญก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกมากเช่นกัน ถ้าหากรัฐทุ่มเทการพัฒนาคนจน ทำคนส่วนใหญ่ให้มีความรู้ มีงานที่มีรายได้สูงขึ้น จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศสูงขึ้น จนลดผลกระทบจากปัญหาการส่งออกชะลอตัวได้
       
       นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตลาดต่างประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นนโยบายที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ยิ่งถ้าเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวและน้ำมันแพง เศรษฐกิจไทยจะยิ่งตกต่ำหนัก แต่ถ้ารัฐบาลฟังนักวิชาการ ผู้นำชุมชน ผู้นำสังคมและกล้าคิดกล้าเลือกทางเดินใหม่ คือเน้นพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศแบบพึ่งตนเองและพึ่งตลาดภายในระดับชุมชนและประเทศเป็นด้านหลัก ส่งเสริมการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศเฉพาะที่จำเป็นและไทยได้ประโยชน์จริงๆ ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนเศรษฐกิจต่างประเทศลดลง และพัฒนาจากภายในประเทศเป็นด้านหลักได้
       
       ประเทศไทยมีเงินออมในระบบธนาคารมากกว่า 5 ล้านล้านบาท สภาพคล่องเหลือ ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ แต่เป็นเพราะรัฐบาล (ทุกรัฐบาล) ขาดภูมิปัญญาและขาดจิตสำนึกที่จะคิดแนวใหม่ เช่น เศรษฐกิจพึ่งตนเอง [...]

Read Full Post »

บทความของวิทยากร เชียงกูลที่ตีพิมพ์ใน นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์
6 ธันวาคม 2550 18:52 น.

ปัญหาน้ำมันแพง และเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว ทำให้นักเศรษฐศาสตร์พากันกล่าวว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าต้องลดลงด ้วย เพราะเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการลงทุนและการค้าต่างประเทศ (ส่งออก) เป็นหลัก นี่คือการคิดอยู่ในกรอบว่าเราต้องพัฒนาเศรษฐกิจแนวพึ่งต่างชาติแนวเดียว ไม่กล้าคิดว่าเราสามารถแหกกรอบไปทางอื่น เช่นการพึ่งเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้นได้
นักการเมืองและชนชั้นนำของไทยมักอ้างว่าไทยเป็นประเทศเล็กที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนโยบายเปิดการลงทุนและการค้าเสรี แต่ประเทศไทยมีประชากรใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของโลก ใหญ่กว่าอังกฤษ ฝรั่งเศสนิดหน่อยด้วยซ้ำ แต่คนส่วนใหญ่ของประชากร 64 ล้านของไทยยากจน พวกเขาไม่มีอำนาจซื้อ ตลาดภายในประเทศของไทยจึงเล็กกว่าอังกฤษ ฝรั่งเศสหลายเท่า
ประเทศไทยมีพื้นฐานการเกษตรที่ค่อนข้างดี มีอาหารพอกินและเหลือส่งออกด้วย ซึ่งดีกว่าประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ภาคเกษตรยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกมาก ส่วนแรงงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ซึ่งเป็นกำลังแรงงานที่สำคัญก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกมากเช่นกัน ถ้าหากรัฐทุ่มเทการพัฒนาคนจน ทำคนส่วนใหญ่ให้มีความรู้ มีงานที่มีรายได้สูงขึ้น จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศสูงขึ้น จนลดผลกระทบจากปัญหาการส่งออกชะลอตัวได้
นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตลาดต่างประเทศและการลงทุนจากต่างปร ะเทศ เป็นนโยบายที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ยิ่งถ้าเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวและน้ำมันแพง เศรษฐกิจไทยจะยิ่งตกต่ำหนัก แต่ถ้ารัฐบาลฟังนักวิชาการ ผู้นำชุมชน ผู้นำสังคมและกล้าคิดกล้าเลือกทางเดินใหม่ คือเน้นพ ัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศแบบพึ่งตนเองและพึ่งตลาดภายในระดับชุมชนและประเทศเป ็นด้านหลัก ส่งเสริมการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศเฉพาะที่จำเป็นและไทยได้ประโยชน์จริ งๆ ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนเศรษฐกิจต่างประเทศลดลง และพัฒนาจากภายในประเทศเป็นด้านหลักได้
ประเทศไทยมีเงินออมในระบบธนาคารมากกว่า 5 ล้านล้านบาท สภาพคล่องเหลือ [...]

Read Full Post »

ทางออกของปัญหา:การสร้างและการคัดเลือกผู้นำในประเทศไทย

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์
29 พฤศจิกายน 2550 17:45 น.

       การคัดเลือกผู้นำไทยยังล้าหลัง
       
        ระบบประชาธิปไตยแบบไทยที่พึ่งการหาเสียงแบบใช้เงิน ใช้ระบอบอุปถัมภ์และการพูดเก่ง ประชาสัมพันธ์ตัวเองได้เก่ง ทำให้เรามีโอกาสได้ผู้นำทางการเมืองที่มีคุณสมบัติในการหาเสียงได้เก่ง แต่อาจไม่ใช่นักบริหารจัดการที่เก่งและเป็นคนดี ตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมเสมอไป ระบบบริหารราชการไทยก็เลื่อนและคัดเลือกคนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงขึ้นโดยระบบอาวุโส การเอาใจเจ้านาย และการวิ่งเต้นเส้นสายซึ่งทำให้เราไม่ได้ผู้นำที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ขณะที่ประเทศจีน เวียดนาม สิงคโปร์ มีวิธีคัดคนเก่งและคนดีตั้งแต่เด็ก เยาวชน และหนุ่มสาว เพื่อไปเป็นผู้นำในระบบราชการและการเมืองระดับต่างๆได้มีประสิทธิภาพกว่าไทย
       
       คนไทยส่วนใหญ่ยังมองผู้นำโดยเน้นตำแหน่งและการมีอำนาจบารมีสูงและคาดหมายว่าผู้นำควรเก่งในทุก ๆ ด้าน รู้ทุกเรื่อง กล้าตัดสินใจและตัดสินใจถูกทุกเรื่อง ซึ่งเป็นการมองที่ล้าหลังและการคาดหมายที่เกินความจริง ในโลกสมัยใหม่ ที่ประเทศมีปัญหาขัดแย้งอย่างซับซ้อน ประชาชนแบ่งเป็นหลายกลุ่มและมีความต้องการที่หลากหลาย ต้องการผู้นำและวิธีนำแบบประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ คือผู้นำที่ ผ่านการคัดเลือกจากสังคมทั้งในแง่ความเก่งและความดี รู้จักรับฟังปัญหา ความต้องการของคนอื่น รู้จักการนำแบบทำงานรวมหมู่ ไม่สุ่มเสี่ยงแบบสุดโต่ง เข้าใจและสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน
       
        การที่ผู้นำไทยยังเป็นแบบอำนาจนิยม และผู้ตามของไทยชอบประจบสอพลอ ยกย่องผู้นำมากไป ทำให้ผู้นำมีโอกาสที่จะทุจริตฉ้อฉล และตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย เพราะไม่มีการตรวจสอบที่ดี ไม่มีระบบข้อมูลที่ดี ผู้นำแบบนี้ไม่มีทางที่จะรู้ข้อมูลทุกอย่าง ตัดสินใจถูกทุกอย่าง ประเทศไทยยุคใหม่ที่ต้องแก้ปัญหาซับซ้อนและต้องแข่งกับคนอื่นมากต้องการระบบการนำที่ฉลาด (เพื่อส่วนรวม) ซึ่งหมายถึงผู้นำ/กลุ่มผู้นำต้องมีเป้าหมายเพื่อส่วนรวมที่ชัดเจน สร้างและสื่อสารให้เกิดทีมงานที่ฉลาด มีระบบวิจัยข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งการกลั่นกรองที่ดี มุ่งความถูกต้องและประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน
       
       ทางออกคือประเทศต้องสร้างผู้นำและผู้ตามที่ดี
       
        ประชาชนไทยยังล้าหลังด้านความคิดความรู้เรื่องการเป็นผู้นำ [...]

Read Full Post »