นักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจไทยมองว่าปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว คือปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย เพราะระบบเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการลงทุนและการค้ากับสหรัฐและประเทศอื่นๆมากและพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศหรือตลาดภายในประเทศน้อย มูลค่าการค้าต่างประเทศของไทยมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศราว 130 – 140 % ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศ แค่ 30 – 40 % และพึ่งพาตลาดภายในประเทศตนเองถึง 60 – 70 %
โครงสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมบริวารของไทยทำให้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษ ฐกิจของระบบทุนนิยมโลกเช่น การขึ้นลงของค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินบาท น้ำมันราคาสูง ปัญหาหนี้เสียจากการปล่อยสินเชื่อบ้านและที่ดินให้กับลูกหนี้ประเภทเสี่ยง (ซับไพรม์ คือ ต่ำกว่าลูกหนี้ชั้นดี) ในสหรัฐ ฯลฯ มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยมากเกินกว่าที่ควรเป็น นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นนำไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกประเทศที่เราควบคุมไม่ได้ มากกว่าที่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศ
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเล็กที่ต้องพึ่งพาการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศโดยไม่มีทางเลือกอื่น ป ระเทศไทยมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 19 ของโลก มีอาหารเหลือส่งออก และสามารถผลิตที่อยู่อาศัย ยา เสื้อผ้า ได้เองมากพอสมควร ไทย ไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากรอย่าง ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งต้องพึ่งพาการลงทุนและการค้าต่างประเทศเขาจึงจะอยู่รอดได้ แต่การที่ไทยต้องกลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพาการลงทุนและการค้ากับต่างชาติมาก รวมทั้งเป็นหนี้มาก เนื่องจากชนชั้นนำไทยโง่และเห็นแก่ตัวเน้นการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกข าดที่เป็นบริวารต่างชาติที่ตนเองได้ประโยชน์ (ระยะสั้น) ด้วย ไม่ได้สนใจการปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคมเพื่อประชาชนส่วนใหญ่อย่างเป็นธรรม จึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่ยากจน
ตอนนี้เราเพิ่งตระหนักกันว่าทางออกต่อปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวคือก ารเร่งหาตลาดใหม่แทนสหรัฐ แต่นั่นอาจเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นที่ยังคิดในกรอบการพัฒนาทุนนิยมโลกเป็นด้ านหลักเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว เศรษฐกิจประเทศอื่นก็ชะลอตัวด้วย ประเทศอื่นที่ขายของให้สหรัฐได้ลดลงก็จะซื้อสินค้าจากไทยลดลงอยู่ดี เราควรคิดแก้ปัญหาแบบนอกกรอบคิดแบบเดิม กล้าเปลี่ยนแปลงนโยบายพัฒนาประเทศใหม่ด้วยการทำให้ตลาดและขนาดเศรษฐกิจของไทยใหญ่กว่านี้ เ พราะถ้าเราทำให้คน 64 – 65 ล้านคน มีการศึกษาดีและงานที่เหมาะสมทำ มีรายได้เพิ่ม ประชาชนไทยจะมีอำนาจซื้อเพิ่ม ทำให้การผลิตสินค้าบริการเพิ่มและเศรษฐกิจหมุนเวียน เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นได้หลายเท่า
วิธีการคือต้องใช้นโยบายระดมทุน (รวมทั้งการออกพันธบัตร) ระดมแรงและทรัพยากรภายในประเทศเพื่อปฏิรูปการศึกษาและเศรษฐกิจสังคม พัฒนาคน การใช้ทรัพยากร และทุนภายในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพ เกิดมูลค่าเพิ่ม เกิดการส่งเสริมการผลิตและบริโภคสินค้าและบริการที่มีประโยชน์อย่างขนานใหญ่ แ ละเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดที่เป็นบริ วาร เป็นระบบเศรษฐกิจระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรมกับระบบสหกรณ์ผู้ ผลิต ผู้บริโภค สังคมนิยมประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ไทยจึงจะแก้หรือลดความรุนแรงของปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้อย่างแท้จริง
หากรัฐบาลใหม่ยังคิดในกรอบที่เน้นการขยายสินเชื่อ การกู้และการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระยะสั้นๆ แต่เป็นประโยชน์กับทุนต่างชาติและคนรวย คนชั้นกลางมากกว่าคนจน คนจนอาจได้ส่วนแบ่งในการได้กู้ยืม ได้บริโภค และเป็นหนี้เพิ่มขึ้นบ้าง แต่การพัฒนาแนวนี้จะไม่ช่วยคนจนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร คนงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ให้เข้มแข็งและมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง
การพัฒนาแนวเปิดเสรีให้กับทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างสุดโต่งมีผลเสียมาก กว่าผลดี เพราะเป็นการพัฒนาแบบกอบโกยล้างผลาญที่ตรงข้ามกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาแนวเปิดเสรีให้กับทุนต่างชาติและทุนใหญ่กดขี่ขูดรีดทั้งธรรมชาติ สภาพแวดล้อม และคน ทำให้เกิดความไม่สมดุลทั้งด้านสภาพแวดล้อม และความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมในประเทศ อย่างรุนแรง
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพยายามเสนอทางเลือกใหม่ที่ต่างจากแนวทางการพัฒ นาทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกอย่างสุดโต่ง แต่ไม่ค่อยมีพลังต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป็นปรัชญากว้างๆที่ถูกชนชั้นนำที่คิดในกรอบการพัฒนาแนวทุนนิยมอุตสาหก รรมตีความแบบเข้าข้างผลประโยชน์ระยะสั้นของพวกตน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะมีพลังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจไทยที่กำลังมีปัญหามากได้ จะต้องเดินทางคู่ไปกับแนวการพัฒนาทางเลือกใหม่ ค ือเน้นการพัฒนาคน ทรัพยากร ตลาด และเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และเป็นธรรม เน้นการปฏิรูปองค์กรทางเศรษฐกิจให้เป็นแบบสหกรณ์ผู้ผลิตผู้บริโภค สังคมนิยมประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการ ชุมชนสวัสดิการ และการพัฒนาแนวอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อม แนวพัฒนาทางเลือกใหม่นี้ นอกจากจะแก้หรือลดปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้ดีกว่าแล้วยังเป็นธรรม เป็นประชาธิปไตย และยั่งยืน กว่าแนวทางทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดที่เป็นบริวารทุนข้ามชาติอย่างมากด้วย
ทางเลือกใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น แทนที่จะคิดในกรอบของการลงทุนก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ควรคิดนอกกรอบด้วยโครงการใหม่ๆเช่น ส่งเสริมให้ทั้งรัฐ เอกชน ชุมชน สหกรณ์ ปลูกป่าไม้โตเร็วทั่วประเทศ โดยรัฐออกพันธบัตรและใช้มาตรการต่างๆสนับสนุน, การปรับปรุงชลประทานขนาดเล็กที่เหมาะสมทั่วประเทศ, การยกระดับคุณภาพศูนย์เลี้ยงเด็ก โรงเรียน สถานีอนามัย สถานพยาบาล การสังคมสงเคราะห์ ประเภทต่างๆ ฯลฯ อย่างขนานใหญ่ การปฏิรูปการศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพ การยกระดับสหกรณ์และขยายสหกรณ์ใหม่ทุกประเภท การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติสภาพแวดล้อมและศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ
โครงการและกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เกิดการจ้างงาน การพัฒนาคุณภาพคน เกิดการใช้จ่ายที่เป็นประโยชน์ เพิ่มการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตได้ โครงการเหล่านี้ทำได้โดยการกู้เงินในประเทศหรือออกพันธบัตร และใช้แรงงานและทรัพยากรในประเทศและลดการกู้เงินต่างประเทศ การสั่งเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบจากต่างประเทศลง เพื่อที่จะระดมทุนได้
นอกจากนี้ควรจะระดมทุนอีกทางหนึ่งด้วยการหารายได้จากสาธารณสมบัติ เช่นคลื่นความถี่เข้ารัฐเพิ่มขึ้น ปฏิรูปภาษีและงบประมาณ เก็บภาษีจากคนรวย เช่น ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ฯลฯ เพื่อรัฐจะได้มีงบประมาณมาลงทุนกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้น การเก็บภาษีจากคนรวย จะมีผลกระทบทางลบน้อย เพราะพวกเขาสามารถจ่ายได้อยู่แล้ว และในยามที่เศรษฐกิจไม่ดี เขามักไม่ปล่อยเงินมาลงทุนอยู่แล้ว แต่จะมีผลกระทบในทางบวกมากกว่า เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น คนรวยซึ่งมีที่ดิน หุ้น กิจการ ทรัพย์สินต่างๆ ก็จะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น
การปฏิรูปเพื่อช่วยให้คนจนมีการศึกษาและงานทำที่ดีขึ้น ทำให้พวกเขามีอำนาจซื้อและเศรษฐกิจภายในเติบโตขึ้น จะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของคนทั้งประเทศ ถ้าคนรวยฉลาดและมองการณ์ไกลหน่อย พวกเขาจะช่วยกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศแบบช่วยกระจายทรัพย์สิน รายได้ การศึกษาให้คนส่วนใหญ่ในประเทศเพื่อที่เราจะได้ชนะด้วยกันทุกฝ่ายได้
บทความของวิทยากร เชียงกูล ที่เขียนลงใน นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์
31 มกราคม 2551 18:30 น.
