RSS

ฐานะทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

28 ก.พ.

แต่ไม่ว่าการสั่งตะลุมบอนนักศึกษาประชาชนในเช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จะเป็นความผิดพลาดเนื่องจากความสับสน หรือ เป็นการตั้งใจสร้างสถานการณ์นั้นก็เป็นรายละเอียดของเหตุการณ์ตอนหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์จะต้องค้นคว้าวิเคราะห์ต่อไป (6) สิ่งที่ผู้เขียนสนใจจะกล่าวถึงในบทความนี้ คือประเด็นที่ว่า 14 ตุลาคม 2516 มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอย่างไร และเราจะประเมินเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเดินที่ยาวนานของประวัติศาสตร์ไทยอย่างไร


ในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแต่ผู้มีอำนาจในสังคมเท่านั้นที่ต้องการลดความสำคัญของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ให้มีค่าเท่ากับศูนย์หรือแม้แต่มีค่าเป็นลบ แม้แต่ปัญญาชนที่เคยมีความคิดวิพากษ์วิจารณ์ระบบสังคมบางคนก็ยังพลอยมองว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีค่าเท่ากับศูนย์หรือเกือบศูนย์เพราะพวกเขาเห็นว่าาเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมาแต่อย่างใด หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ผ่านไปได้สิบกว่าปีแล้ว สังคมไทยก็ยังย่ำอยู่กับที่ คือ เป็นสังคมที่ไม่ได้มีประชาธิปไตย ไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพ ความเป็นธรรมและยังคงไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจสังคมในแง่ต่างๆได้อยู่เหมือนเดิม

การที่ปัญญาชนหลายคนคิดเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลสะท้อนมาจากความผิดหวังต่อกระแสตกต่ำของขบวนการนักศึกษาประชาชนในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อขบวนการนักศึกษาประชาชนถูกกลุ่มผู้มีอำนาจที่เคยเป็นพันมิตรกับนักศึกษาประชาชนช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ปราบปรามอย่างหนัก ทำให้ขบวนการนักศึกษาประชาชนที่มีบทบาทสูงในช่วงปี 2516-2519 ต้องถูกลดบทบาทลงเกือบโดยสิ้นเชิง แม้บางส่วนจะเข้าไปร่วมกับขบวนการของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย แต่อีก 4-5 ปีต่อมาขบวนการคอมมิวนิสต์ก็แตกแยกและขบวนการนักศึกษาทั้งหมดซบเซา

แต่วิธีคิดวิธีมองสภาพสังคมของคนนั้น จริงๆแล้วไม่ได้เป็นผลมาจากสถานการณ์ช่วงนั้นๆ ที่เห็นอยู่เฉพาะหน้าเท่านั้น หากมีที่มาย้อนไปในประวัติศาสตร์ได้ไกลนับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักคิดกันทีเดียว การที่ปัญญาชนหลายคน มองว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเลยนั้น ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลของการที่ชนชั้นผู้นำมีอำนาจครอบงำทางอุดมการณ์จิตสำนึกต่อเนื่องกันมาเป็นร้อยๆปี สามารถปลูกฝังให้คนทั่วไปในสังคมไทยมีวิธีคิดวิธีมองสภาพสังคมแบบจิตนิยม เช่น การมองว่าสังคมก็คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งมีลักษณะที่แน่นอน เป็นสากล ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าจะมีสิ่งที่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลง ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะรูปแบบเป็นแบบวัฏจักรขึ้นๆลงๆ วนเวียนซ้ำซากอยู่อย่างนั้น แต่สิ่งที่เป็นธรรมชาติหรือเนื้อแท้ไม่เคยเปลี่ยน

การปลูกฝังให้คนมีวิธีคิดทำนองนี้เป็นวิธีการที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้มีอำนาจในสังคมสามารถทำให้ประชาชนยอมจำนนทางด้านอุดมการณ์จิตสำนึก ซึ่งมีผลในการทำให้พวกชนชั้นนำรักษาโครงสร้างเดิมของสังคมและสถานภาพของพวกตนอยู่ได้อย่างมั่นคงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุฉะนี้ ในการที่เราจะประเมินฐานะทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ที่สำคัญเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เราจึงต้องหลีกเลี่ยงวิธีคิดครอบงำปิดกั้นทัศนะแบบวิพากษ์วิจารณ์ของคนเราแบบดังกล่าว โดยเราจะต้องประเมินเหตุการณ์นั้นๆ ในฐานะที่เป็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ในทุกๆแง่ ทุกๆระดับ และประเมินเหตุการณ์นั้นๆ อย่างเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะต่อเนื่องยาวนาน กินความตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและถึงอนาคตด้วย ไม่ใช่ประเมินแต่ปรากฏการณ์ที่เห็นในช่วงใดช่วงหนึ่งเพียงระยะสั้นๆ

เพราะถ้าหากเราจะดูแค่ปรากฏการณ์ช่วงสั้นๆ ก็จะดูเหมือนกับว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เกิดขึ้นเพราะมีคนอย่างธีรยุทธ บุญมี, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และเพื่อนๆ เป็นผู้ทำให้เกิดขึ้น ทั้งที่จริงแล้ว คนอย่าง ธีรยุทธ บุญมี และเพื่อนๆ ก็เป็นผลผลิตที่แน่นอนอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ซึ่งย้อนไปได้ไกลถึงตั้งแต่มีสังคมชนเผ่าไทยในภูมิภาคแถบนี้ แต่ถ้าจะมองกันให้ใกล้กับเรื่องประชาธิปไตยเข้ามาหน่อย อย่างน้อยก็ต้องมองย้อนไปถึงกรณีกบฏ รศ.130. ของนายทหารกลุ่มหนึ่งในรัชกาลที่ 6 ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เป็นแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีผลต่อมาถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยรูปแบบต่างๆ คั้งแต่ 2475 เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม

รวมทั้งเรายังจะต้องมองผลที่จะต่อเนื่องต่อไปในอนาคตด้วย เพราะประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของอดีตเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่มีลักษณะต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบันและอนาคต (7)

ดังนั้น ในการประเมินฐานะทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เราจึงต้องมองพัฒนาการของขบวนการนักศึกษาประชาชน ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ยาวไกลกว่าเหตุการณ์ช่วงสั้น ตอนก่อน ระหว่าง และหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั่นก็คือ เราต้องมองขบวนการนักศึกษาประชาชนและบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคม ตั้งแต่ก่อนสมัยที่ ธีรยุทธ บุญมี และเพื่อนๆจะเกิด และมองไกลออกไปมากกว่าปรากฏการณ์ที่ดำรงอยู่ในปี 2528 ซึ่งเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว

การมองเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางอันยาวไกลของประวัติศาสตร์ ทำให้ผู้เขียนประเมินว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีฐานะแลบทบาทที่สำคัญในการทำลายระบบการปกครองเผด็จการเบ็ดเสร็จโดยทหาร ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ทำรัฐประหารครั้งที่ 2 ในปี 2501 (8) แม้ว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จะไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมือง เนื่องจากถึงประชาชนจะได้มาซึ่งระบบรัฐสภาและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ชนชั้นนำกลุ่มน้อยรวมทั้งทหารก็ยังคงมีอำนาจอยู่มาก แต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็ได้ทำลายการผูกขาดอำนาจโดยสิ้นเชิงของทหาร เปิดให้กลุ่มเจ้าที่ดินใหญ่ซึ่งได้ปรับตัวให้ทันสมัยมากขึ้น และกลุ่มนายทุนช้าราชการพลเรือนและชนชั้นกลางได้เข้ามามีบทบาทและอำนาจทางการเมืองมากขึ้น

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้ผลักดันให้ชนชั้นนำในสังคมไทย รวมทั้งทหารจำเป็นต้องยอมรับหนทางการพัฒนาแบบรัฐสภาหรือประชาธิปไตยแบบทุนนิยมมากขึ้น จำเป็นต้องยอมรับการต่อรองอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างกลุ่มชนต่างๆ เช่น พรรคการเมือง สหภาพแรงงาน สมาคมของเกษตรกร และสมาคมอาชีพต่างๆ หนังสือพิมพ์ นักศึกษาปัญญาชน และกลุ่มกิจกรรมทางสังคมอย่างเปิดเผยถูกกฏหมายมากขึ้น

สภาพเช่นนี้ต่างจากสมัยจอมพลสฤษดิ์-ถนอม ช่วงปี 2501-2516 อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าเมื่อดูปรากฏการณ์และความสามารถในการต่อรองของคนงานชาวนาชาวไร่ แล้วยังจะคงเห็นว่า แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งบางกลุ่มก็ยิ่งมีฐานะความเป็นอยู่เลวลง แต่เราก็ต้องเปรียบเทียบว่า ในสมัย 15 ปีก่อนหน้าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้น กลุ่มผู้นำทางทหารเป็นใหญ่อยู่ฝ่ายเดียวโดยแทบไม่ฟังเสียงใครเลย และประชาชนแทบไม่มีสิทธิเสรีภาพหรืออำนาจต่อรองใดๆทั้งสิ้น (นอกจากจะต่อสู้ด้วยอาวุธของ พคท.ซึ่งมีข้อจำกัด)

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างความสัมพันธ์ของอำนาจชนิดที่ยากที่จะนำเผด็จการเบ็ดเสร็จแบบจอมพลสฤษดิ์มาใช้ได้อีกต่อไป ดังจะเห็นได้ว่าแม้ว่าชนชั้นนำหัวเก่าบางกลุ่มได้พยายามสถาปนารัฐบาลเผด็จการขวาจัดขึ้นมาช่วงหลังการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 แต่ก็อยู่ได้เพียงปีเดียว เพราะกลุ่มการเมืองต่างๆ ไม่อาจยอมรับการปกครองในรูปแบบที่ล้าสมัยดังกล่าวได้อีกต่อไป นอกจากกลุ่มนายทุนสมัยชนชั้นกลางเติบโต เข้มแข็งขึ้นหลังจาก 14 ตุลาคม 2516 แล้ว กลุ่มนายทหาร เช่น คณะนายทหารหนุ่ม (หรือยังเติร์ก) หรือกลุ่มทหารประชาธิปไตย เรียนรู้ความเป็นจริงทางการเมืองมากขึ้น ก็เติบโตมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ด้วยเช่นกัน (9) แม้ว่าจะเป็นการเติบโตเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของพวกเขาเองก่อนของประชาชนส่วนใหญ่ แต่เราก็ต้องถือว่าเป็นการเติบโต หรือความก้าวหน้าของพัฒนาการทางการเมืองอย่างหนึ่ง

จริงอยู่ที่นักศึกษาประชาชน ที่เข้าร่วมการรณรงค์ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จำนวนมากคาดหวังที่จะได้มาซึ่งประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ความเป็นธรรม ความเจริญก้าวหน้าของสังคมในชั้นที่สูงกว่าสภาพ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” สิทธิในการต่อรองที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเสียเปรียบ เศรษฐกิจที่เป็นปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่การคาดหวังกับความเป็นไปได้ในทางประวัติศาสตร์ อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับเสมอไป อย่างที่นักคิดฝ่ายประชาชนคนสำคัญคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “คนเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยตัวของเขาเองก็จริง แต่พวกเขาไม่ได้สร้างประวัติศาสตร์ได้ตามเจตจำนงหรือแผนการรวมหมู่ของพวกเขาโดยไม่มีข้อจำกัด หากแต่สร้างมันขึ้นมาภายใต้เงื่อนไขของความจำเป็นทางประวัติศาสตร์” (ที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละช่วงตอน) (10)

เมื่อเรามองย้อนกลับไปดูเงื่อนไขของขบวนการนักศึกษาประชาชนช่วง 14 ตุลาคม 2516 เราสามารถเห็นได้ชัดขึ้นในปัจจุบันว่า ขบวนการนักศึกษาประชาชนในช่วงนั้น ไม่อยู่ในวิสัยที่จะผลักดันเปลี่ยนแปลงสังคมก้าวไปในทิศทางที่ก้าวหน้าประชาธิปไตยได้มากกว่าที่ทำไปแล้วมากนัก เพราะโดยเงื่อนไขความจำเป็นทางประวัติศาสตร์แล้ว ขบวนการนักศึกษาประชาชนเติบโตอย่างรวดเร็วในสถานการณ์พิเศษกลับเป็นกลุ่มพลังที่มีการจัดตั้งยังไม่เข้มแข็ง และอำนาจจำกัด เมื่อเทียบกับพลังของชนชั้นนำที่มีอำนาจอยู่เดิม เช่น กลุ่มเจ้าที่ดินใหม่ กลุ่มนายทหาร และกลุ่มพลังของชนชั้นนำที่กำลังเติบโตคือ กลุ่มนายทุนสมัยใหม่ ที่มีกำลังทางเศรษฐกิจ อาวุธที่ใช้ในการปราบปรามควบคุม การสั่งสมประสบการณ์ทางด้านยุทธศาสตร์การเมืองและการจัดการ ตลอดจนได้เปรียบในด้านการเป็นฝ่ายควบคุมกลไกรัฐ และการครอบงำอุดมการณ์จิตสำนึก

ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ใหม่ๆ นักศึกษาได้รับการยอมรับให้มีสิทธิเสรีภาพและมีบทบาทสูงเพราะนักศึกษามีบทบาทที่เห็นได้ชัด ในการทำให้การโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการถนอม-ประภาสเป็นไปได้ ประชาชนทั่วไปต่างยอมรับข้อนี้ ขณะที่กลุ่มผู้มีอำนาจทั้งหลายที่จำเป็นต้องยอมรับเพราะพวกเขาก็ต้องผสมโรงแสดงบทบาทเป็นนักประชาธิปไตย ตามกระแสความคาดหวังต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ด้วย

อย่างไรก็ตามพวกชนชั้นนำที่กุมอำนาจอยู่ก็ฉลาดพอที่จะระมัดระวังไม่ให้นักศึกษาเข้ามามีอำนาจความรับผิดชอบมากนัก ดังจะเห็นได้ว่า ในการแต่งตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติหลายพันคน เพื่อไปเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติซึ่งเป็นสภาชั่วคราวนั้น ผู้นำนักศึกษาประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมด้วยเลย มีชื่อของอาจารย์มหาวิทยาลัย นักหนังสือพิมพ์ ผู้นำแรงงานติดไปด้วยจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อยมากเท่านั้น อำนาจทั้งทางนิติบัญญัติและอำนาจใจการบริหารอยู่ในมือของกลุ่มชนชั้นสูงผู้มีอำนาจและข้าราชการเทคโนแครต ที่ภักดีต่อพวกเขาทั้งนั้น สิ่งที่พวกชนชั้นสูงต้องยอมให้นักศึกษาประชาชนมีบทบาทได้ก็คือ สิทธิเสรีภาพภายในการแสดงออกและเผยแพร่ความคิดเรื่องประชาธิปไตย รวมทั้งสิทธิในการต่อรองทางเศรษฐกิจของคนงานและชาวนาชาวไร่ในระดับหนึ่ง

แต่หลังจากที่พวกชนชั้นสูงเริ่มจัดองค์การปกครองและควบคุมอำนาจได้มั่นคงขึ้น พวกเขาก็เริ่มใช้กลยุทธ ต่อหน้าประชาธิปไตย หลับหลังเผด็จการฟาสซิสต์ เพื่อหาทางลดบทบาทและทำลายขบวนการนักศึกษาประชาชน ที่เรียกร้องการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมอย่างสันติวิธีว่าเป็นฝ่ายมุ่งร้ายทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสร้างขบวนการฝ่ายจารีตนิยมสุดขั้วขึ้นมาต่อต้านขบวนการประชาธิปไตยด้วยวิธีการต่างๆนานา ตั้งแต่การโฆษณา การข่มขู่ขัดขวางไปถึงการลอบทำร้ายและการลอบสังหาร และตั้งแต่ต้นปี 2519 นักศึกษาก็เป็นฝ่ายถูกรุก ถูกทำลายภาพลักษณ์อย่างเป็นขบวนการ จนในที่สุดก็นำไปสู่การฆ่าหมู่นักศึกษาอย่างโหดร้ายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 (11)

นักวิเคราะห์หลายคนชอบกล่าวว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 น่าจะประสบผลสำเร็จในการสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตยให้กับสังคมไทยได้มากกว่านี้ ถ้าขบวนการนักศึกษาประชาชนสมัยนั้น รู้จักดำเนินการรณรงค์อย่างเฉลียวฉลาด รอบคอบ ไม่ใจร้อน หรือไม่ดำเนินนโยบายที่ซ้ายเกินไป ถ้าขบวนการนักศึกษาประชาชนจะรู้จักทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ฯลฯ การวิจารณ์ดังกล่าวก็มีส่วนถูกอยู่ในขอบเขตหนึ่ง เพราะขบวนการนักศึกษาประชาชนก็มีจุดอ่อนหรือข้อจำกัดจริง ผู้นำในช่วงนั้นตอนหลังก็ยอมรับความจริงข้อนี้ แต่คำวิจารณ์ดังกล่าวก็มีส่วนไม่ถูกอย่างยิ่ง ถ้าผู้วิจารณ์เลยไกลไปถึงขั้นที่ว่าถ้าขบวนการนักศึกษาประชาชนดำเนินการที่รอบคอบเฉลียวฉลาดกว่านี้แล้ว จะหลีกเลี่ยงการต่อต้านทำลายจากฝ่ายที่กลัวผลประโยชน์ของตนจะสูญเสียไป หรืออีกนัยหนึ่งหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ทำนองการฆ่าหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ได้

ประเด็นที่ว่า ใครเป็นคนก่อให้เกิดเหตุการณ์ฆ่าหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่น่าเป็นประเด็นที่ต้องสงสัยหรือต้องมาถกเถียงกันเลย แม้กระนั้น อิทธิพลของความรู้วิธีคิดแบบจิตนิยมแบบเฟ้อฝันทั้งหลาย ก็ยังครอบงำภูมิปัญญาแบบไทยๆหนาแน่น เสียจนทำให้นักวิเคราะห์บางคนยังมองว่าขบวนการนักศึกษาประชาชนเป็นฝ่ายผลักดันหรือยั่วยุ (แม้จะไม่ได้ตั้งใจ) ให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ จนถึงขั้นเกิดเหตุการณ์ฆ่าหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ขึ้น

ขอให้ลองวิเคราะห์ดูอย่างวิพากษ์วิจารณ์ว่า ในสภาพการณ์ในช่วงปี 2518-2519 ที่กลุ่มชนชั้นนำสังคม เจ้าที่ดินใหญ่ นายทหาร นายทุน พ่อค้านักธุรกิจ นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ผู้มีทั้งอำนาจวัตถุ (กำลังที่สามารถนำมาใช้ควบคุมและปราบปรามเศรษฐกิจ กลไกรัฐและสื่อมวลชน) และอำนาจในทางกล่อมเกลาให้คนยอมรับความชอบธรรมโดยอุดมการณ์จิตสำนึกมากกว่ากลุ่มนักศึกษาประชาชนหลายร้อยเท่า ขบวนการนักศึกษาประชาชนจะสามารถต่อสู้ เปลี่ยนแปลงแก้ไข สภาพความไม่สมดุลทางอำนาจและความไม่เป็นประชาธิปไตยได้มากสักแค่ไหน และในสภาพการณ์ที่ความขัดแย้งของกลุ่มพลังทางสังคม โดยเฉพาะระหว่างฝ่ายผู้มีอำนาจที่มั่งคั่งส่วนน้อยและเห็นแก่ตัว กับฝ่ายประชาชนที่ยากจน และนักศึกษาที่มีอุดมคติมีความแหลมคมมาก จะเป็นไปได้อย่างไร ที่ฝ่ายแรกจะไม่หาทางต่อต้านและทำลายขบวนการนักศึกษาประชาชนที่เขาเห็นว่าขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพวกเขา

ดังนั้นในทางความเป็นจริง คือ ไม่ว่าขบวนการนักศึกษาประชาชน จะใจร้อนหรือใจเย็น ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าไปช่วยประชาชนที่เดือดร้อนทุกกลุ่มทุกเรื่อง ไม่ว่าพวกเขาจะดำเนินนโยบายซ้ายหรือไม่ซ้าย การต่อต้านการปราบปรามขบวนการนักศึกษาประชาชนก็จะต้องเกิดขึ้นไม่ทางใด็ทางหนึ่งอยู่วันยังค่ำ เพียงแต่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร ที่ไหน อย่างไรเท่านั้น เพราะสิ่งนี้ก็คือความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ในทัศนะของชนชั้นนำผู้มีอำนาจ ที่เราได้เห็นการแสดงออกของมันอยู่เสมอในสังคมอื่นๆในยุคสมัยอื่นๆ ไม่ว่าจะในอินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ศรีลังกา ชิลี หรือในสังคมไทยเอง อย่างเช่น สมัยการเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติภาพ 2495 การเคลื่อนไหวต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา สนับสนุนความเป็นกลาง และการพึ่งตนเองใน พ.ศ.2500 เป็นต้น

ถ้าเราจะวิจารณ์ความผิดพลาดหรือจุดอ่อนของขบวนการนักศึกษาประชาชน 14 ตุลาคม เราก็คงจะยังวิเคราะห์ได้ในขอบเขตที่ว่าพวกเขามีส่วนกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านปราบปรามที่เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่เป็นเพราะว่า พวกเขาเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้กเดิการต่อต้านปราบปรามแบบสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 จริงๆแล้วฝ่ายผู้มีอำนาจได้วางแผนที่จะปราบขบวนการนักศึกษาอย่างรุนแรงอยู่แล้วและไม่ปิดบังที่จะโฆษณาว่าจะทำอย่างนั้น เพียงแต่พวกเขายังรอหาจังหวะเหมาะเท่านั้น การปราบปรามและความรุนแรง เป็นสิ่งที่ดูไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ต่อไปในปี 2519 หรือถ้าไม่ใช่ปีนั้นก็คงจะเป็นในปี 2520 หรือในปีใดปีหนึ่ง และถึงไม่ใช่เหตุการณ์แบบสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ก็คงจะเป็นเหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน หรือคล้ายๆกันอย่างใดอย่างหนึ่ง

เป็นการง่ายที่จะมาวิเคราะห์หรือวิจารณ์ในทีหลังว่าถ้าผู้นำนักศึกษาประชาชนช่วง 14 ตุลาคม 2516 รู้จักวิเคราะห์เศรษฐกิจการเมือง สังคมไทยได้ถูกต้องกว่าที่ได้ทำมา ถ้ารู้จักใช้ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ที่รอบคอบเฉลียวฉลาดกว่าที่ได้ทำมา ก็คงหรืออาจจะทำให้นักศึกษาประชาชนมีเวลาที่จะเรียนรู้ขยายฐานความรู้และองค์กรจัดตั้งเพื่อสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยความเป็นธรรมได้ดีขึ้นกว่าสภาพที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว คำวิจารณ์นั้นแม้จะมีส่วนถูกอยู่มาก แต่ว่าต้องเข้าใจว่าถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม คงจะทำอะไรได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น คงไม่ถึงกับจะทำอะไรได้มากมายแบบที่นักวิเคราะห์จิตนิยมชอบฝันหวาน

เพราะเราจะต้องไม่ลืมปัจจัยด้านอัตวิสัยอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ คือ บทบาทของปัจเจกชนและกลุ่มชนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับนักศึกษาประชาชนคือ พวกชนชั้นผู้นำ ที่จะต้องหาทางต่อต้านปราบปราม ควบคุมบทบาทของนักศึกษาประชาชนอยู่ในขณะเดียวกัน เมื่อมองบทบาาทของกลุ่มนี้ในช่วงปี 2518-2519 เราจะเห็นได้ว่า พวกเขาเป็นพวกที่มีความคิดจารีตนิยมล้าหลังสุดกู่ที่ไม่ยอมรับแม้แต่การปฏิรูป การเปลี่ยนแปลงแบบสันติวิธีที่ขบวนการนักศึกษาประชาชนในช่วงนั้นเรียกร้อง เป็นกลุ่มชนที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงอย่างงมงายและหน้ามืดตามัว พร้อมที่จะปลุกระดมอารมณ์ความรู้สึกของคนให้ถึงจุดที่พร้อมจะฆ่าแกงกันได้ โดยไม่หวาดหวั่นต่อศีลธรรมหรือจริยธรรมใดๆ (12) ปัจจัยด้านบทบาทของเอกชนและกลุ่มชนฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยนี้เองก็เป็นปัจจัยสำคัญ นำไปสู่การปราบปรามที่หฤโหดในวันสังหารประชาชน 6 ตุลาคม 2519

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม นอกจากจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างกลุ่มชนต่างๆในสังคมไทยในทศวรรษต่อมาแล้ว เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ยังก่อให้เกิดการกระจายความคิดเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยไปในหมู่นักศึกษาประชาชนในระดับที่กว้างขวางกว่าครั้งไหนในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาด้วย เพราะเหตุการณ์ที่สำคัญก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การเคลื่อนไหวกู้ชาติของเสรีไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติภาพ 2495 การเดินขบวนการคัดค้านเลือกตั้งสกปรก 2500 ตลอดจนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยและความเป็นธรรมอื่นๆ ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนมีส่วนเข้าร่วมมีบทบาทโดยตรงน้อยกว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม มีคนเข้าร่วมชุมนุมเดินขบวนเฉพาะในกรุงเทพฯ ไม่ต่ำกว่า 4-5 แสนคน และในต่างจังหวัดก็มีการเคลื่อนไหวชุมนุม สนับสนุนเผยแพร่ ให้ข่าวสาร ให้การศึกษา บริจาคเงิน ฯลฯ แทบทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆที่มีสถาบันการศึกษาระดับสูงตั้งอยู่ มีการเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม และให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พร้อมๆกันกับการประท้วงในกรุงเทพฯ ซึ่งถ้ารวมคนที่เข้าร่วมทั้งประเทศแล้วคงมีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน โดยที่ยังไม่ได้นับผู้ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมโดยตรง แต่ได้รับรู้ข่าวสารผ่านทางสื่อสารมวลชน และปากต่อปากอีกหลายล้านคน เพราะการสื่อสารคมนาคมในปี 2516 ได้พัฒนาไปกว่าสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาก นอกจากเหตุการณ์ครึกโครมในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 แล้วเหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องหลังจากนั้น เช่นการที่นักศึกษาออกไปเผบแพร่ประชาธิปไตยในต่างจังหวัด การที่ประชาชนลุกขึ้นมาเรียกร้องให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้างแรงงาน ชาวนาเรียกร้องให้ควบคุมค่าเช่านาให้เป็นธรรม ฯลฯ ก็ได้มีส่วนให้การศึกษาประชาชน และกระจายความคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยไปอย่างกว้างขวาง

แม้เหตุการณ์เหล่านี้จะดำรงอยู่ได้แค่ 3 ปี ก็ถูกสกัดกั้นด้วยการปราบปรามที่รุนแรงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้เราประเมินอย่างหาหลักฐานมาสนับสนุนได้ยากว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้มีผลกระทบต่อความคิดความอ่านของประชาชนจำนวนมากน้อยเพียงไร และลึกซึ้งแค่ไหน แต่ผู้เขียนก็คิดว่าถ้าวิเคราะห์ในแนวพัฒนาการทางประวัติศาสตร์แล้วน่าจะประเมินได้ว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีผลกระทบต่อการเติบโตทางภูมิปัญญา ความคิดความอ่านของประชาชนไทยอยู่ไม่น้อย การประเมินเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพิจารณาจากกรากฏการณ์ในช่วงปี 2516-2519 เท่านั้น เราสามารถประเมินจากปรากฏการณ์ของการเติบโตทางด้านวิชาการวงการนักพัฒนาและนักทำงานเพื่อสังคม ศาสนา สื่อสารมวลชน วรรณกรรมและศิลปวัฒนธรรมด้านต่างๆ ในปัจจุบันได้

ปัจจุบันเรามีหนังสือหนังหาดีๆ มีการสัมมนาอภิปราย กิจกรรมทางด้านการพัฒนาสังคม ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ มากกว่าสมัยจอมพลสฤษดิ์-ถนอมค่อนข้างมาก แม้ว่าการเติบโตของกิจกรรมหลายอย่างจะเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในระดับที่สูงขึ้น จะเป็นการเติบโตทางปริมาณมากกว่าคุณภาพแต่ก็มีสิ่งที่มีคุณภาพเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน งานที่สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตทางภูมิปัญญา หรือความพยายามที่จะแสวงหาภูมิปัญญาเหล่านี้ เป็นผลสะท้อนที่ไม่อาจแยกออกจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ซึ่งเป็นเสมือนเส้นแบ่งยุคสมัยที่สำคัญเส้นหนึ่งได้

สรุป

กล่าวโดยสรุปคือ ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการประเมินฐานะทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่ามีค่าเท่ากับศูนย์หรือเกือบศูนย์ ในความหมายที่ว่าไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในด้านใดๆ ที่สำคัญ ขณะเดียวกัน ผู้เขียนตระหนักดีว่าเราควรจะหลีกเลี่ยงที่จะประเมินฐานะทางประวัติศาสตร์ที่เรามีส่วนร่วมหรือมีทัศนที่ดีต่อ เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สูงเกินความเป็นจริง (หรือความเป็นไปได้) ทางประวัติศาสตร์ ตัวอย่างเช่น การประเมินว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นการปฏิวัติที่ล้มเหลวในตอนท้าย อาจเป็นการประเมินที่สูงเกินความเป็นจริงไปก็ได้ ถ้าหากเราไม่ประเมินเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่าเป็น “การปฏิวัติ” ในความหมายของความพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมอย่างถึงรากถึงโคน เราก็ไม่จำเป็นต้องคิดต่อไปในทางนั้นว่าเป็นการปฏิวัติที่ล้มเหลว เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คงไม่ได้ถึงกับเป็นการปฏิวัติ แต่ก็เป็นความพยายามที่จะผลักดันเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมขึ้น ครั้งที่สำคัญมากครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ขบวนการ 14 ตุลาคม 2516 ได้แสดงบทบาทเท่าที่สามารถทำได้ในขอบเขตที่จำกัดของความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองและความคิดความอ่านของคนจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่เคยมีส่วนร่วมหรือได้รับผลสะเทือนจากเหตุการณ์ในช่วงนั้น ซึ่งแม้คนจำนวนหนึ่งจะเปลี่ยนความคิดไปแล้วในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากพอสมควร ที่มีความคิดในเชิงรักความเป็นธรรม รักสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย แม้ว่าภาพของผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยหลายอย่างยังจะเห็นได้ไม่ชัด เพราะกระแสการประนีประนอมและการพยายามปฏิรูปของชนชั้นสูง ผู้มีอำนาจในสังคมปัจจุบัน ดูจะบดบังภาพอื่นๆไปหมด แต่จริงๆแล้วการประนีประนอมและโครงการพัฒนาแบบปฏิรูปของชนชั้นผู้นำหลายอย่างที่พวกเขาพยายามทำอยู่เวลานี้ ก็เป็นผลสะเทือนที่พวกเขาเรียนรู้มาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และผลที่ต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์นั้นนั่นเอง

วิทยากร เชียงกูล….

+/+/+/+/+/

(6) ผู้เขียนได้เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในปี 2517 มีข้อความตอนหนึ่งว่า “หนังสือพิมพ์และประชาชนโดยทั่วไปเพ่งเล็งไปที่ตัว พล.ต.ท. มนต์ชัย (พันธุ์คงชื่น) เป็นพิเศษโดยกล่าวว่า หาก พล.ต.ท.มนต์ชัยอะลุ้มอล่วยยอมให้ผู้เดินขบวนกลับบ้านทางถนนด้านที่ตำรวจขวางทางอยู่แล้วเรื่องทั้งหมดก็คงจะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามได้มีผู้พยายามป้องกัน พล.ต.ท.มนต์ชัยว่า เขาทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมาเท่านั้น โดยเฉพาะ พ.ต.อ. วิสิษฐ เดชกุญชร นายตำรวจประจำราชสำนัก (ผู้มีหน้าที่ถวายอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ถึงกับพยายามป้องกันพล.ต.ท.มนต์ชัยอย่างเป็นที่น่าสังเกต ด้วยการเขียนบทความลงใน สยามรัฐ พยายามอธิบายให้คนทั่วไปเห็นว่าเป็นความเข้าใจผิดของประชาชนบ้าง เป็นเพราะตำรวจต้องเหน็ดเหนื่อยตึงเครียด ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้บ้าง แต่คนจำนวนมากที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ รวมทั้ง เชิดสกุล เมฆศรีวรรณ นักข่าวเดลินิวส์ ได้เขียนไปโต้แย้ง โดยที่ พ.ต.อ วิสิษฐไม่ได้แย้งกลับ และใครต่อใครทางฝ่ายรัฐบาลพยายามที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ นอกจากฝ่ายนักศึกษาและประชาชนที่ยังข้องใจ และได้เขียนลงในที่ต่างๆ ประปราย” วิทยากร เชียงกูล, เล่มเดิม หน้า 85-86.

(7) ปรีดี พนมยงค์ อาจเป็นนักประวัติศาสตร์คนแรกของไทยที่แสดงออกถึงความเข้าใจในความหมายของ History ในลักษณะของพัฒนาการ เขาได้เขียนไว้ตั้งแต่ราวปี 2500 หรืออาจก่อนหน้านั้น ในหนังสือ “ความเป็นอนิจจังของสังคม” (2500) ว่าการแปล History ว่า “ประวัติศาสตร์” ทำให้ชวนเข้าใจผิดได้ว่าเป็นการศึกษาแต่เรื่องของอดีต เขาได้เสนอให้แปลคำว่า History ว่า “วิวรรตการ” แต่ก็เช่นเดียวกับคำหลายคำที่เขาเสนอ คือ แม้จะมีเหตุผลที่ดีแต่ก้ไม่ได้เป็นที่นิยมใช้ ปัจจุบันเรายอมรับกันว่า ความสำคัญของสัพท์บัญญัติที่อยู่ในความนิยมของคนส่วนใหญ่ คำว่าประวัติศาสตร์ได้ถูกใช้แพร่หลายจนคนไม่มีทางที่จะเปลี่ยนได้ สิ่งที่ควรจะเปลี่ยนคือ แนวคิด (concept) ของคนเกี่ยวกับคำๆนี้ ซึ่งคงจะทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของอดีตล้วนๆ แต่เป็นเรื่องของอดีตของปัจจุบัน (History of the Present) ซึ่งกินความถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดต่อไปในอนาคตด้วย”

(8) กลุ่มทหารขึ้นมามีอำนาจในการปกครองจริงๆ ตั้งแต่รัฐประหาร 2490 แต่รัฐบาลช่วงปี 2490-2500 ก็ยังยอมรับระบบรัฐสภาอยู่ และกลุ่มอำนาจทางการเมืองก็ยังมีหลายกลุ่ม ซึ่งต่างจากสมัยรัฐบาลสฤษดิ์ ที่ล้มระบบรัฐสภา และคอยคุมอำนาจการเมืองโดยเด็ดขาดอยู่กลุ่มเดียว.

(9) ดู Chai-anan Samudavanija, The Thai Young Turks, Singapore ISEAS, 1982 (มีฉบับภาษาไทยด้วย).

(10) Frederick Engels, Letter to W. Borgius, Jan 25, 1894 in K. Marx and F. Engels Selected Wosrks Vol 3 p.503 rogess Publishers, Moscow, 1970.

(11) สุธรรม แสงประทุม, ผมผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคมมาได้อย่างไร
ป๋วย อึ้งภากรณ์, อันเนื่องมาแต่ 6 ตุลาคม 2519, มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2523.
ป๋วย อึ้งภากรณ์, คำให้การของ ดร.ป๋วย, สนุกนึก, 2524.
David Morell, Chai-Anan op.cit.

(12) ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างของพระสงฆ์ที่ใกล้ชิดชนชั้นสูงและเป็นพระที่มีอิทธิพลมากรูปหนึ่ง ได้เผยแพร่ความคิดว่าการฆ่าคอมมิวนิสต์นอกจากไม่บาปแล้ว ยังได้บุญอีกด้วย โดยมีนัยหมายถึงพวกนักศึกษาก้าวหน้า ซึ่งตอนนั้นแม้จะเริ่มนิยมแนวคิดแบบสังคมนิยมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็นคอมมิวนิสต์

(13) ดูรายละเอียดใน, องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เล่มเดิม

วิทยากร เชียงกูล
ปัญญาชน : ชนชั้นนำในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร

ISBN 974-89302-5-2

+ + +

About these ads
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 35 other followers

%d bloggers like this: