บทความที่เขียนลงใน นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์
9 มีนาคม 2551
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมล้วนๆมีปัญหาเรื่องการผูกขาดกลุ่มในมือนายท ุนขนาดใหญ่ การกระจายทรัพย์สินรายได้ไม่เป็นธรรม และการมุ่งค้ากำไรสูงสุดของเอกชนจนไม่คำนึงถึงการทำลายสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และศีลธรรม ขณะที่สังคมนิยมแบบเก่าคือสังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลางซึ่งรัฐมีบทบาทสูง ก็มีปัญหาเรื่องการขาดประสิทธิภาพและแรงจูงใจ ประชาชนในหลายประเทศจึงแสวงหาทางเลือกที่ 3 ใน รูปแบบต่างๆกัน เช่น รัฐสวัสดิการและระบบประกันสังคมในยุโรปเหนือ
เวเนซูเอล่า ประเทศกำลังพัฒนาในลาตินอเมริกา (พลเมือง 27 ล้านคน มีพื้นที่ใหญ่กว่าไทยและส่งออกน้ำมันได้มาก) เป็นกรณีที่น่าศึกษาสำหรับไทย น ับตั้งแต่ อูโก ชาเวซ นายทหารหัวก้าวหน้าผู้มีแนวคิดรักชาติและรักความเป็นธรรมได้รับเลือกขึ้นมาเ ป็นประธานาธิบดีในปลายปีพ.ศ. 2541 และได้รับเลือกในสมัยที่ 2 มาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลเวเนซูเอล่าได้ใช้รายได้จากการส่งออกน้ำมันมาให้บริการทางการศึกษา สาธารณสุข การปฏิรูปที่ดิน การจัดหาอาหารราคาถูกให้กับประชาชน โดย เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ การต่อต้านการเอาเปรียบของบริษัทข้ามชาติและการกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่ เป็นธรรม
เวเนซุเอล่าได้สนับสนุนให้ประชาชนจัดตั้งองค์กรต่างๆรวมทั้งสภาชุมชน สหกรณ์และระบบบริหารร่วมกันระหว่างนายจ้างลูกจ้างเพื่อกระจายอำนาจสู่ชุมชนร ะดับรากหญ้า ซึ่งพวกเขาเห็นว่าจะเป็นแนวทางใหม่ในการพัฒนา “สังคมนิยมในทศวรรษที่ 21″ ได้อย่างเป็นประชาธิปไตยและมีประสิทธิภาพ
เมื่อชาเวซขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีในต้นปี 2542 เศรษฐกิจเวเนซูเอล่าซึ่งขึ้นอยู่กับการลงทุนและการค้ากับบริษัทข้ามชาติมากก ำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำมาเป็นเวลา 2 ทศวรรษเขาได้เปลี่ยนแปลงกฎหมายการให้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันแก่บริษัทข้ามชาติ ใหม่ โ ดยกำหนดให้บริษัทเหล่านั้นต้องจ่ายค่าสัมปทานและเสียภาษีเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐมีรายได้จากบริษัทเพิ่มขึ้น เขายังแปรรูปบริษัทโทรคมนาคมและไฟฟ้าของบริษัทข้ามชาติมาเป็นของรัฐ นำรายได้จากน้ำมันที่รัฐหาได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล(ส่วนหนึ่งเพราะน้ำมันราค าสูงขึ้น) มาพัฒนาระบบสหกรณ์ และองค์กรประชาชน ให้บริการการศึกษา การรักษาพยาบาล การช่วยให้คนจนซื้ออาหารได้ในราคาถูก และการพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง
รัฐบาลออกกฎหมายและจัดตั้งองค์กรเพื่อหนุนช่วยให้คนงานในบริษัทขาดทุ นปิดกิจการไปให้ตั้งสหกรณ์คนงาน เข้าไปเป็นเจ้าของและฟื้นฟูบริหารบริษัทขึ้นมาใหม่แทน โดยมีรัฐบาล ให้กู้ยืมเงินทุน คิดดอกเบี้ยต่ำและปลอดดอกเบี้ยในช่วงแรกๆ ทั้งรัฐบาลยังตั้งวิทยาลัย ฝึกอบรมผู้ประกอบการ บริหารจัดการระบบสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมให้บัณฑิตจบใหม่ไปสร้างงานด้วยตนเอง ด้วยการจัดตั้งสหกรณ์ย่อยๆขึ้น
ภายในร ะยะเวลา 7 ปี สหกรณ์ในเวเนซูเอล่า เพิ่มจาก 762 แห่ง เป็น 108,000 แห่ง ในกลางปี พ.ศ. 2549 มีสมาชิกรวมราว 1.5 ล้านคน หรือ 10% ของประชากร สหกรณ์ส่วนใหญ่ 31% เป็นสหกรณ์การค้าและบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร 29% เป็นสหกรณ์ขนส่ง คลังสินค้าและโทรคมนาคม 18% เป็นสหกรณ์เกษตร และการประมง 8.3% เป็นสหกรณ์การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม รัฐบาลยังมีนโยบายพยายามสร้าง เพิ่มผลผลิตรวมทั้งอาหารเพื่อลดการพึ่งพาการสั่งเข้า ด้วยปฎิรูปที่ดิน นำที่ดินของรัฐและซื้อคืนจากเอกชนนำที่ดินที่ทิ้งรกร้างมาจัดสรรให้เกษตรกรไ ด้ปลูกพืชที่เป็นอาหารเพิ่มขึ้น
ชาเวซกล่าวว่า “เราไม่ได้โอนโรงงานเป็นของคนงานเพียงเพื่อช่วยให้คนงานกลุ่มนี้รวยขึ้น เราต้องการให้ประชาชนทุกคนรวยขึ้น”
การปฎิวัติแบบสันติวิธีของเวเนซูเอล่าเน้น 3 แนวทางคือ
1.ปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม เช่นการจัดตั้งสภาชุมชน สภาคนงาน ฯลฯ ทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งมากขึ้น
2.ปฎิรูปเศรษฐกิจให้เป็นแบบสหกรณ์ และระบบรัฐวิสาหกิจเพื่อประชาชน แทนธุรกิจเอกชนในระบบทุนนิยม เป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น
3.เพื่อป้องกันปัญหาที่ทหารในลาตินอเมริกามีอำนาจมากเกินไปและทำรัฐป ระหารได้บ่อยครั้ง เวเนซูเอล่าปฎิรูปทหารและพลเมืองให้ทำงานร่วมมือกันมากขึ้น ด้วยการลดจำนวนของทหารอาชีพลง สนับสนุนให้พลเมืองเข้ามาเป็นทหารสำรองเพิ่มขึ้น
แม้นโยบายเศรษฐกิจของชาเวซจะถูกโจมตีจากโลกตะวันตกว่าเป็นพวกซ้ายหรือชาตินิยม แ ต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจเวเนซูเอล่าในยุค 4 – 5 ปี ที่ผ่านมาเติบโตกว่ายุคก่อน และปัญหาความยากจนและการขาดบริการทางสังคมของประชาชนในเวเนซูเอล่า ลดลงจากเมื่อก่อนหน้าอย่างมาก
นโยบายช่วยเหลือคนจนของประธานาธิบดีชาเวซ ดูเผินๆอาจจะเป็นนโยบายประชานิยมแบบที่รัฐบาลประเทศในลาตินอเมริกาหลายแห่งช อบใช้ แต่ประชานิยมของชาเวซนั้น ไม่ใช่โครงการลดแลกแจกแถมแบบเก่า แต่เ ป็นการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการกระจายอำนาจครั้งสำคัญ เปิดโอกาสให้คนชั้นล่างได้มีการศึกษา เป็นเจ้าของและผู้บริหารเศรษฐกิจและธุรกิจด้วยตัวของพวกเขาเอง สหกรณ์คนงานที่ตั้งใหม่หลายแห่ง สมาชิกลงมติที่จะทำงานเกินเวลา และรับค้าจ้างต่ำกว่าในตลาดแรงงาน เพื่อให้สหกรณ์ของพวกตนตั้งได้ และมีเงินหมุนไปใช้หนี้เงินกู้ได้ก่อน เพื่อที่เมื่อสหกรณ์เติบโตในปีหลังๆ พวกเขาจะได้ปันผลในภายหลัง
นี่คือทางเลือกใหม่สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งต่างไปจากการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม ที่ครอบงำโดยบริษัทข้ามชาติจากสหรัฐที่กดขี่ขูดรีดชาวลาตินอเมริกา (และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ) มานับร้อยปี แม้เวเนซุเอล่าจะโชคดีที่มีรายได้จากการส่งออกน้ำมันมาช่วยแก้ปัญหาและพัฒนา ประเทศได้มาก แต่ประเทศที่มีน้ำมันหรือทรัพยากรอื่นๆมาก ก็ไม่ได้เลือกแนวทางพัฒนาเพื่อประชาชนส่วนใหญ่แบบเวเนซุเอล่า ดังนั้น อุดมการณ์ แนวคิด ความตั้งใจของรัฐบาลและประชาชนในการพัฒนาทางเลือกใหม่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
