RSS

แนวคิดของฟูโกต์เรื่องปัญญาชน

12 มี.ค.

ฟูโกต์วิเคราะห์ว่าแนวคิดที่เป็นกระแสหลัก มองความเป็นจริง (Truth) และปัญญาชนผู้เสนอความเป็นจริงอย่างแยกเป็นอิสระจากความสัมพันธ์ทางอำนาจ (Power Relations) รวมทั้งยังมองว่า ปัญญาชนที่แท้นั้นเป็นฝ่ายค้านการใช้อำนาจในทางกดขี่ด้วย แนวคิดดังกล่าวมองว่า ปัญญาชนเป็นผู้สืบทอดค่านิยมที่ เป็นสากล เช่นการพูดในนามของเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ ความเป็นธรรม ความเป็นจริง แนวคิดที่มองปัญญาชนแบบสากล (Universal Intellectual) นี้ เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญายุคส่องสว่างทางภูมิปัญญา (Enlightenment) ของนักคิดกระฎุมพีมนุษย์นิยม (Bourgeois humanist) ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ แนวคิดนี้ได้ส่งถ่ายต่อมาในวัฒนธรรมตะวันตก จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

พวกมนุษย์นิยมมองว่าปัญญาชน คือ ปัจเจกชนเด่นๆบางคนที่เป็นผู้พิทักษ์สิทธิโดยธรรมชาติของมนุษย์ เป็นผู้สนับสนุนมนุษย์นิยมและสืบทอดค่านิยมหรือ จิตสำนึกที่เป็นสากล คนพวกนี้ได้แก่พวกนักเขียนเด่นๆ เช่น วอลแตร์, รุสโซ, มองเตสกิเออหรือพวกนักกฏหมายที่ต่อต้านการใช้อำนาจเผด็จการและความไม่ เป็นธรรมทางสังคม ปัญญาชาเหล่านี้เรียกร้องให้มีกฏหมายที่เป็นธรรม สิทธิรัฐธรรมนูญที่พวกเขาเห็นว่า เป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปควรมีเป็นสากล (Universal) (5)

ฟูโกต์จัดว่า แม้แต่คาร์ล มาร์กซ์ ซึ่งเข้าข้างประชาชนที่อยู่ในชั้นล่าง ก็อยู่ในกลุ่มปัญญาชนแบบสากลเช่นกัน จากการที่มาร์กซ์มองว่าชนชั้นคนทำงาน (นำ โดยพรรคปฏิวัติ) เป็นตัวแทนของผลประโยชน์ของมนุษย์ทั้งหมด โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของผู้หญิง เด็ก และสังคมนอกยุโรป ซึ่งจริงๆ แล้วปัญหาเฉพาะและไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกับผลประโยชน์ของพรรคคนงานที่ปฏิวัติในยุโรป และจากการที่มาร์กซ์อ้างว่ามาร์กซิสต์เป็นวิทยาศาสตร์ที่เป็นสากล แตกต่างจากจิตสำนึกที่จอมปลอม (6) ทำให้มาร์กซิสต์เป็นทฤษฎีที่มีนัยว่ามีแต่พวกที่ยึดกุมทฤษฎีมาร์กซิสต์เท่านั้น ที่จะเข้าถึงความรู้ที่แท้จริง ซึ่งฟูโกต์เห็น ว่าแนวคิดแบบนี้นำไปสู่การผูกขาดครอบงำความรู้/อำนาจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่กันอยู่ตลอดเวลา

ฟูโกต์จึงคัดค้านมาร์กซิสต์ในลักษณะนี้ เพราะเขาเห็นว่าไม่มีความจริงใดๆ ที่ดำรงอยู่นอกอำนาจแต่ละสังคมต่างก็มีระบบที่เป็นตัวกำหนดว่าอะไรคือความจริง (Regime of truth) นั่นคือการกำหนดว่า การสื่อสารแสดงออก (Discourse) แบบไหนที่เป็นที่ยอมรับ( ในสังคมนั้น) ว่าเป็นความจริงและทำหน้าที่ (Function) ในฐานะความจริง (7)

ความรู้ของปัญญาชนเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจ ไม่ได้เป็นอิสระหรือเป็นสากลแต่ประการใด การที่สังคมภายหลังการปฏิวัติสังคมนิยมของโซเวียต ยังคงมี ลักษณะคนกลุ่มน้อยผูกขาดครอบงำอำนาจ/ ความรู้อยู่ เป็นสิ่งที่ยืนยันแนวคิดของฟูโกต์ ผู้มองว่าไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของปัจเจกชนอย่างสตาลิ นและพรรคพวก มากไปกว่าความผิดพลาดของระบบคิดทั้งหมดของปรัชญา Enlightenment ซึ่งครอบงำแนวคิดตั้งแต่สำนักเสรีนิยมจนถึงมาร์กซ์ซิสม์ (8)

ฟูโกต์วิเคราะห์ว่าเมื่อสังคมยุโรปตะวันตกได้เปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านวิถีการผลิต วิธีการสื่อสาร วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีต่างๆไปอย่างมาก โดยเฉพาะนับ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา หน้าที่ที่เคยเป็นหน้าที่ของปัญญาชนแบบสากล (Universal intellectual) ก็ค่อยๆหมดไป และถูกแทนที่โดย ปัญญาชนประเภทที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ศึกษาวิชาการแขนงใดแขนงหนึ่งโดยเฉพาะมากขึ้น ฟูโกต์เรียกปัญญาชนแบบนี้ว่า ปัญญาชนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง (specific intellectual) ซึ่งเขาหมายความครอบคลุมถึงคนที่ทำงานในอาชีพต่างๆ อย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ จิตแพทย์ นักสังคมวิทยา นัก วิจัย นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ

ปัญญาชนแบบเฉพาะเรื่องนี้ต่างจากปัญญาชนแบบสากลที่เป็นปัจเจกชนเด่นๆ ไม่กี่คน ที่พูดแทนคนอื่นทั้งหมด ในแง่ที่ว่าปัญญาชนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง มักจะยุ่งเกี่ยวเฉพาะชีวิตส่วนที่เขาเกี่ยวข้องด้วยในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นในโรงพยาบาล การเคหะสงเคราะห์ การจัดการปัญหาคนเกเร โรงงานนิวเคลียร์ ฯลฯ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เฉพาะส่วนที่เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่มีลักษณะเฉพาะอาณาบริเวณ (Local) (9)

ฟูโกต์เห็นว่า ในปัจจุบันเราควรเลิกมองปัญญาชนในฐานะผู้สืบทอดค่านิยมสากล หากควรมองปัญญาชนในฐานะคนที่มีฐานะที่เฉพาะเจาะจง (Specific position) สถานะที่เฉพาะเจาะจงนี้เชื่อมโยงกับการทำหน้าที่ โดยทั่วไปในการเป็นเครื่องมือของความจริงที่ถูกกำหนดโดยสังคม

ลักษณะเฉพาะเจาะจงของปัญญาชนอาจพิจารณาได้ใน 3 ด้าน คือ 1) สถานะทางชนชั้น ว่าเขาเป็นนายทุนน้อยที่ทำงานรับใช้ทุนนิยม หรือปัญญาชนของ ชนชั้น (organic intellectual) ของคนงาน 2) สภาพของชีวิตและการงานที่เชื่อมโยงกับสภาพของการเป็นปัญญาชน (สาขาวิชาที่เขาทำการวิจัย) สถานที่ ทดลอง การเรียกร้องความต้องการทางเศรษฐกิจการเมืองที่เขาต้องทำตามหรือต่อต้าน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ฯลฯ 3) ความเฉพาะเจาะจงของการ เมืองของความจริง (politics of truth) ในสังคมของเขา

ในด้านที่สามนี้เองที่สถานะของปัญญาชน มีความสำคัญและการต่อสู้ที่เฉพาะเจาะจงในอาณาบริเวณของเขา จะมีผลกระทบแและความหมายไม่เฉพาะใน ทางอาชีพหรือสาขาวิชาการเท่านั้น หากกระทบถึงชีวิตความเป็นความตายของประชาชนทั่วไป (10)

ปัญญาชนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง ต้องเผชิญกับอุปสรรคและการเสี่ยงที่แน่นอนบางอย่าง เช่น เสี่ยงกับการที่เขาจะถูกพรรคการเมือง สหภาพแรงงานหรือ องค์กรอื่นๆ ใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญ พวกเขายากที่จะพัฒนาการต่อสู้ระดับเฉพาะอาณาบริเวณให้เติบใหญ่ได้ เพราะขาดยุทธศาสตร์ทั่วไป หรือการสนับสนุน จากคนนอกวงการ ไม่มีผู้คล้อยตาม หรือมีผู้คล้อยตามในวงจำกัด

ตัวอย่างที่ฟูโกต์ได้ประสบมาด้วยตนเองก็คือ การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบคุก การลงโทษ และระบบตำรวจ กาารพิพากษาในฝรั่งเศสซึ่งรณรงค์โดยนัก สังคมสงเคราะห์ และอดีตนักโทษนั้นค่อนข้างจะโดดเดี่ยว แต่ฟูโกต์ก็มองไม่เห็น (สำหรับสังคมตะวันตกที่สับซับซ้อน) ว่าจะมีทางเลือกที่ดีไปกว่านี้ เพราะ อำนาจนั้นเป็นสิ่งที่แผ่ไปทั่ว และปัญญาชนไม่สามารถพูดแทนคนอื่นและทำแทนคนอื่นได้ เพราะจะนำไปสู่การครอบงำมากกว่าการปลดปล่อยประชาชน อย่างแท้จริง

ทัศนะของฟูโกต์ในแง่นี้ เป็นทัศนะที่ถูกวิจารณ์มากว่าเป็นเหมือนทัศนะของพวกเพื่อฝัน ที่ไม่มีทางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมเป็นจริงได้ แม้แต่ฟูโกต์ ในบางครั้งจะดูเหมือนคนมองโลกในแง่ร้าย ที่ว่าอำนาจครอบงำไปหมด และการพัฒนาของศาสตร์ทั้งหลายเท่าที่ผ่านมาก็เป็นเพียงการเสริมอำนาจ ทำให้ ความรู้เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจ และอำนาจก็สร้างความรู้ แต่เขาก็เป็นคนที่มีความผูกพันทางการเมืองและปรารถนาให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและ สังคมไปในทางที่เป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยขึ้น ดังนั้นเขาจึงมีส่วนที่มองโลกในแง่ดีและมีความหวังอยู่เช่นกัน แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เป็นนัยมากกว่า การกล่าวเช่นนั้นโดยเปิดเผย เพราะท่วงทำนองการคิดการเขียนของเขา ปฏิเสธการแสดงตนเป็นเจ้าทฤษฎีหรือผู้ชี้นำอยู่ตลอดมา

ฟูโกต์คาดหมายว่าปัญญาชนน่าจะเป็นผู้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงได้อยู่ไม่น้อย เขาเคยกล่าวว่าจะเป็นความผิดพลาดที่อันตรายถ้าเราพยายามตัด ปัญญาชนบางกลุ่มออกไป โดยมองแต่ความสัมพันธ์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น การมองว่าพวกนักวิทยาศาสตร์เป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับมวลชน เพราะจริงๆแล้ว พวกเขามีความตระหนักอยู่และก็เกี่ยวข้องกับมวลชนด้วย หรือการมองว่าปัญญาชนบางกลุ่มรับใช้รัฐหรือทุน ซึ่งก็จริง แต่ขณะเดียวกันก็ สะท้อนให้เห็นว่าปัญญาชนมีฐานะทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ (ซึ่งเราไม่ได้มองข้าม) (11)

ฟูโกต์เห็นว่าแม้ปัญญาชนจะสัมพันธ์กับอำนาจ /ความรู้อย่างลึกซึ้ง แต่ปัญญาชนที่เข้าใจลักษณะกลไกความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ก็สามารถมีบทบาทในการ ต่อสู้คัดค้านการครอบงำของผู้ปกครองกลุ่มน้อยได้ด้วยเช่นกัน ทัศนะของเขาต่อบทบาทของปัญญาชนดังกล่าว โดยเฉพาะปัญญาชนผู้ทำงานค้เนคว้า ขีด เขียน พูด เผยแพร่ เป็นอาชีพ อาจสรุปได้เป็น 2 ประเด็น คือ

ประเด็นแรก ปัญญาชนสามารถพัฒนาเครื่องมือในการใช้ร่วมกับคนอื่นๆ ต่อสู้ทางการเมือง (สำหรับฟูโกต์ กิจกรรมทางสังคมทุกอย่างก็คือ การเมือง) ใน ส่วนใดส่วนหนึ่งของสังคมได้ บทบาทของปัญญาชนไม่ใช่การให้จินตภาพอนาคต (Vision) และการชี้นำ และไม่ใช่การเสนอทฤษฎีทางสังคมและการเมืองที่ เป็นสากลทั่วไป แต่เป็นการให้การวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของกลไกของอำนาจ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงและข่ายงานเพื่อที่จะสร้างความรู้ในทางยุทธ ศษสตร์ (strategic knowledge) ของสถานการณ์ แต่ละสถานการณ์ขึ้นมาทีละน้อยๆ (12)

ในประเด็นนี้ ฟูโกต์เคยตอบคำถามผู้สัมภาษณ์ในปี 1975 ว่า

“ปัญญาชนไม่จำเป็นต้องเล่นบทบาทของที่ปรึกษาอีกต่อไป โครงการ ยุทธวิธีและจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาขึ้นมา เป็นเรื่องของคนที่ทำการต่อสู้ สิ่งที่ ปัญญาชนทำได้ คือการให้เครื่องมือในการวิเคราะห์และในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ก็คือบทบาทของนักประวัติศาสตร์ สิ่งที่จำเป็นอย่างมาก คือ การวิเคราะห์ ภาพปัจจุบันที่ครอบคลุมและเจาะลึกจนสามารถมองเห็นจุดอ่อน จุดแข็ง และสถานะ (Positions) ซึ่งำอำนาจได้เป็นผู้สร้างขึ้น โดยระบบการจัดองค์กรที่นับ ย้อนหลังไปได้กว่าร้อยห้าสิบปี กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การสำรวจชัยภูมิของสนามรบนั่นเอง นี่แหละคือ บทบาทของปัญญาชน” (13)

บทบาทของปัญญาชนในประเด็นที่สอง คือ ปัญญาชนสามารถพัฒนาการวิเคราะห์และวิพากษ์ (analysis and critique) ระบบที่เป็นตัวกำหนดความจริง (regime of truth) ทั้งระบบได้ ฟูโกต์มองว่า สังคมทุกสังคมจะมีเศรษฐศาสตร์การเมืองของความเป็นจริง ซึ่งกำหนดการสื่อสารแสดงออก (discourse) ที่ เป็นความจริง กลไกและการแทรกแซงวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อแยกความจริงออกจากความเท็จ เทคนิคในการให้ได้มาซึ่งความเป็นจริงดังกล่าว รวมทั้งสถานะ ของคนที่ได้รับอำนาจให้พูดว่าสิ่งไหนเป็นความจริง (14)

ตัวอย่างก็คือ ในสังคมตะวันตก “ความจริง” มีศูนย์กลางอยู่ที่การสื่อสารแสดงออก (discourse) ทางวิทยาศาสตร์ และสถาบันต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการ ผลิตทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมือง ความจริงถูกสร้างและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยกลไกทางเศรษฐกิจและการเมือง เช่น มหาวิทยาลัย สื่อมวล ชน กองทัพ

ในระบบความจริงชนิดนี้ มีความรู้หลายรูปแบบที่ถูกแยกไปไม่ถูกนับว่าเป็นความรู้หรือไม่ก็ถูกกดเอาไว้ คนที่มีสถานะต่ำที่สุดในสังคมสถาบันต่างๆ ในสภาพ ต่างๆของชีวิต เช่น พวกคนไข้ คนบ้า แม่บ้าน นักเรียน นักศึกษา ต่างพบว่าความรู้ส่วนที่เป็นของเขาเองไม่เป็นที่ยอมรับ พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ อำนาจ ซึ่งหักล้างการสื่อสารแสดงออก (discourse) ของพวกเขา บางครั้งโดยการปฏิเสธอย่างดื้อๆ แต่ที่ทำอย่างต่อเนื่องก็คือ กฏที่วางไว้โดยมีความ หมายเป็นนัยว่า แนวคิดแบบไหนศัพท์แบบไหน จะเป็นที่ยอมรับและการสื่อสารแสดงออก (discourse) จะต้องมีความน่าเชื่อถือ หรือสถานะขนาดไหนจึงจะ เป็นที่ยอมรับว่านั่นเป็นความรู้ (15)

ดังนั้นปัญหาทางการเมืองสำหรับปัญญาชน จึงไม่ใช่อยู่ที่การวิจารณ์เนื้อหาทางอุดมการณ์ที่เชื่อมโยงกับศาสตร์ หรือการทำให้แน่ใจว่าการปฏิบัติทางวิทยา ศาสตร์ของเขาจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับอุดมการณ์ที่ถูกต้อง แต่อยู่ที่การพยายามหาความเป็นไปได้ของการสร้างเมืองของความจริงชนิดใหม่ขึ้นมา ใน ทัศนะของฟูโกต์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนจิตสำนึก หรือสิ่งที่อยู่ในหัวของประชาชน แต่อยู่ที่การเปลี่ยนระบบที่เป็นตัวกำหนด เศรษฐกิจ และสถาบันของ การผลิตความจริง (Political economic, institutional regime of the production of truth) (16)

แม้ว่าเป้าหมายที่ฟูโกต์เสนอยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ปัญญาชนแต่ละคนยังต้องช่วยกันขบคิดช่วยกันทำต่อไป กล่าวในส่วนของฟูโกต์แล้ว เราก็จะเห็นได้ว่า เขาได้พยายามแสดงบทบาทของปัญญาชนอย่างที่เขาเห็นว่าควรจะเป็นมาโดยตลอดไม่ว่าจะโดยการเขียนบรรยาย ให้สัมภาษณ์ หรือโดยการเข้าร่วมเคลื่อน ไหวต่อต้านระบบคุก อำนาจกดขี่ และความไม่เป็นธรรมอื่นๆ งานวิจัยค้นคว้าในเชิงประวัติศาสตร์ของเขาเป็นตัวอย่างที่ดีของการศึกษาในอาณาบริเวณ เฉพาะของจิตวิเคราะห์ การแพทย์ อาชญาวิทยา และระบบความคิดของมนุษย์ โดยในแต่ละกรณีเขาได้ตรวจสอบถึงสมมติฐานทางปัญญาชนและโครง สร้างอำนาจ ที่ประกอบขึ้นเป็นองค์รวมอำนาจ ความรู้ที่ต่างฝ่ายต่างใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรม ซึ่งทำให้เราได้ตระหนักถึงกลไกการทำงานของ อำนาจในส่วนต่างๆ ของสังคมได้ลึกซึ้งอย่างที่ไม่มีใครทำได้เท่านี้มาก่อน

บทความนี้จะขอจบด้วยการยกคำพูดของฟูโกต์ จากการให้สัมภาษณ์ก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิตไม่นานนัก มาเป็นการยืนยันถึงจุดยืนของเขา ทั้งในฐานะ ปัญญาชน และฐานะพลเมืองคนหนึ่ง

“บทบาทของปัญญาชน ไม่ได้อยู่ที่การบอกคนอื่นว่าควรจะทำอะไร เขามีสิทธิอะไรที่จะทำเช่นนั้น ดูซิว่าคำทำนาย คำมั่นสัญญาระเบียบและโครงการที่ ปัญญาชนสร้างขึ้นมาในรอบสองร้อยปีที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดผลในปัจจุบันอย่างไรบ้าง ภาวะของปัญญาชนไม่ได้อยู่ที่การไปก่อรูปเจตจำนงทางการเมือง ของคนอื่น หากแต่อยู่ที่การตั้งคำถามใหม่ โดยการวิเคราะห์ของเขาตามแนวที่เขาถนัด ถึงสิ่งที่ดูเหมือนแจ่มชัดและยอมรับกัน โดยไม่มีการตั้งข้อสงสัยแล้ว อยู่ที่การเปลี่ยนนิสัยและวิธีคิดวิธีทำแบบเดิมเสียใหม่ ทำลายความเคยชินที่เป็นที่ยอมรับ โดยไม่ตั้งข้อสงสัย ประเมินคุณค่ากฎและสถาบันเสียใหม่ และจาก พื้นฐานของการตั้งคำถามใหม่ (ซึ่งเป็นการทำหน้าที่เฉพาะของเขาในฐานะปัญญาชน) นี่เอง ที่ปัญญาชนควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมการก่อรูปเจตจำนงทางการ เมือง (ในฐานะของพลเมืองคนหนึ่ง)” (17)

+-/+/+/+/

(5) M. Foucault, “Truth and Power” in Colin Gordon (ed.) ibid p.128.

(6) Mark Poster, Foucault, Marxism and History Cambridge: Polity Press, 1984. p.153.

(7) M. Foucault “Truth and Power” in Colin Gordon (ed.) ibid p.131.
Alan Sheridan, Michel Foucault : The will to Truth London and New York : Tavistock Publications, 1980, p. 222.

(8) Mark Poster, op.cit. p. 67-68, 45-46.

(9) Larry Shiner, “Reading Foucault : Anti-method and the Genealogy of Power-Knowledge” in History and Theory, Vol. 21 No. 3 (1982) p. 383.

(10) M. Foucault, “Truth and Power” in Colin Gordon (ed.) op.cit. p.132

Alan Sheridan, op. cit. p.129.

(11) Colin Gordon, (ed.) op.cit, p.131.

(12) M. Foucault, “Power and Strategies” (1977) in Colin Gordon (ed.) ibid., p.145.

(13) M. Foucault, “Body/Power” (1975) in Colin Gordon (ed.) ibid, p.62.

(14) M. Foucault, “Truth and Power” (1977) in Colin Gordon (ed.) ibid., p.131.

(15) M. Foucault, Language, Counter, Memory, Practice Donald. F. Bouchard ed., Cornell University Press and Oxford, Blackwell, 1977. p. 207.

(16) M. Foucault, “Truth and Power” (1977) in Colin Gordon (ed.) op.cit, p.133.

(17) M. Foucault, “Le Souci de la Verite” Magazine Littefair 1984, 207, 22 แปลเป็นภาษาอังกฤษ และอ้างไว้โดย Paul Patton, “Michel Foucault : Ethics of an Intellectual” in Thesis Eleven A Socialist Journal No. 10/11 1984-85, p.75.

วิทยากร เชียงกูล
ปัญญาชน : ชนชั้นนำในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร
ISBN 974-89302-5-2

About these ads
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

2 responses to “แนวคิดของฟูโกต์เรื่องปัญญาชน

  1. kosolanusim

    มีนาคม 17, 2008 at 12:33 am

    อ่านแล้วทำให้มองเห็นภาพความคิดของฟูโก้ชัดเจนขึ้นครับ แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ฟูโกต์ได้พูดไว้นี้ เราจะมีความหวังจากปัญญาชนไทยอยู่หรือไม่?

     
  2. stemis

    มิถุนายน 22, 2009 at 5:46 pm

    ผมชอบเรื่องราวของประเทศไทยมากเลยครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 35 other followers

%d bloggers like this: