ความผิดพลาดของรัฐบาลทักษิณไม่ได้อยู่เพียงแค่ 4 ข้อ คือ โกง แทรกแซงองค์กรอิสระ ทำให้คนในชาติแตกแยก หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่คณะปฏิรูปฯ ใช้อ้างเป็นเหตุผลในการล้มรัฐบาลทักษิณ แต่ยังอยู่ที่นโยบายพัฒนาประเทศแบบกอบโกยล้างผลาญ ภายใต้ทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารทุนต่างชาติ เช่น การเร่งรีบเปิดเสรีทางการลงทุนและการค้า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นทุนของต่างชาติและนายทุนใหญ่ การเร่งแปรทุกอย่างเป็นสินค้า และเป็นหนี้อย่างสุดโต่ง ทำให้ประชาชนและเยาวชนบูชาเงินและหลงใหลลัทธิบริโภคนิยม มีค่านิยมเห็นแก่ตัว ฉ้อฉล ฯลฯ
นโยบายทักษิณที่ดูผิวเผินเหมือนทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจโต แต่จริงๆแล้วทำให้เศรษฐกิจพัฒนาอย่างไม่สมดุล สร้างหนี้ ความแตกแยกและปัญหาอื่นๆมากมาย เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มขึ้น ส่วนทางด้านการเมืองและสังคมก็เล่นพรรคเล่นพวกหาประโยชน์ส่วนตัวจนเกิดความปั่นป่วนไปทั่ว
นโยบายหลักของรัฐบาลสุรยุทธ์กลับสานต่อนโยบายตลาดเสรีของทักษิณมากกว่าจะมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง แม้จะใช้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนเป็นเบรคชะลอพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสุดโต่งให้ช้าลงมาบ้าง สอบสวนเอาผิดคนโกงบางคน และ คมช.อาจส่งเสริมร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ดีขึ้นนิดหน่อย แต่รัฐบาลสุรยุทธ์ยังอ่อนด้อยในการที่จะปฏิรูปแบบเปลี่ยนแปลงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมครั้งใหญ่ โดยเฉพาะด้านสนับสนุนเพิ่มความรู้ ความคิดอ่านและการจัดตั้งองค์กรของประชาชน เพื่อให้รู้เท่าทัน และมีอำนานต่อรองกับนักธุรกิจการเมืองได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญยิ่งกว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่
รองนายกฯ และ รมต.เศรษฐกิจในรัฐบาลสุรยุทธ์ตีความคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงแบบประนีประนอมกับระบบตลาดเสรี เช่น กล่าวว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ขัดกับการเปิดการลงทุนและการค้าเสรี ไม่ขัดกับการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม ไม่ขัดกับตลาดหลักทรัพย์ สรุปแล้วก็ดูเหมือนไม่มีอะไรขัดกับนโยบายการพัฒนาแบบที่รัฐบาลทักษิณทำมามากนัก นอกจากรัฐบาลทักษิณจะโกงและเปิดเสรีสุดโต่งไปหน่อย
แต่ความจริงนโยบายแบบทักษิณเป็นนโยบายพัฒนาทุนนิยมผูกขาดแบบกอบโกยล้างผลาญ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง เศรษฐกิจยั่งยืน โดยหลักการขั้นพื้นฐาน เศรษฐกิจพอเพียงจะมีความหมายได้ ก่อนอื่นต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนมีความพอเพียงในเรื่องปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร ที่อยู่ ยา เสื้อผ้า เครื่องใช้ การศึกษา ฯลฯ ไม่ใช่ปล่อยเสรีให้ทุนใหญ่คงหากำไรแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาซึ่งไม่ต่างไปจากระบอบทักษิณ พร้อมกับพูดว่าผมก็เศรษฐกิจพอเพียงด้วยเช่นกัน กลายเป็นนักธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมือง ต่างคนต่างตีความเศรษฐกิจพอเพียงแบบเข้าข้างตัวเองโดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปอย่างแท้จริง
นโยบายที่สำคัญ เช่น การตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีกับประเทศต่างๆ และเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลสุรยุทธ์ก็ไม่ได้ทำอะไรที่ต่างไปจากระบอบทักษิณ แถมยังเซ็นสัญญาตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่น ทั้งๆที่เป็นรัฐบาลชั่วคราว ไม่ควรตกลงในเรื่องที่ผูกพันมีผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เรื่องที่สำคัญทั้ง 2 เรื่องนี้ควรจะจัดตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลาง เพื่อวิเคราะห์ผลดี ผลเสีย แล้วเสนอข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ และอภิปราย ถกเถียงกันอย่างมีข้อมูล มีเหตุผล (ประชาพิจารณ์อย่างมีคุณภาพ) เพราะเท่าที่ผ่านมารัฐบาลทักษิณเสนอแต่ข้อมูลด้านดีด้านเดียว ว่านโยบาย 2 เรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ แต่จริงๆแล้วเป็นผลดีกับทุนต่างชาติ และกลุ่มนายทุนใหญ่ การตกลงการค้าเสรีเป็นผลเสียกับภาคเกษตร และการแปรรูป ปตท.เป็นผลเสียต่อประชาชนส่วนใหญ่
วิทยากร เชียงกูล
ก้าวข้ามระบอบทักษิณ สู่เส้นทางปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ. _ _ กรุงเทพฯ
บ้านพระอาทิตย์, 2550
ISBN 978-974-8003-90-0

ควายเอ๊ยย ทุกวันนี้เค้าวิ่งนำหน้าทิ้งเราไปไม่เห็นฝุ่นแล้ว มึงมัวแต่งุ่มง่ามๆ จะไปทำอะไรเค้าได้ เคยแหกตามอง ชาวบ้านที่มันอุแว๊ ลืมตาดูโลกทุกวันๆ บ้างหรือเปล่า จะให้พวกเขาไปทำอาชีพอะไร ข้าราชการงั้นหรือ หรือว่า จะผลักไสให้พวกเค้าไป ขายตัว มั่วยา ค้าม้า ค้าสิ่งผิดกฏหมายอีก
ระบบทุนนิยม สร้างทางเลือกให้พวกเขา “เพียงแค่” สร้างทางเลือกให้พวกเขาเท่านั้น ไม่ต้องให้พวกเขาต้อง “หมดทางเลือก” จนต้องหันไปหาสิ่งที่ผิดกฏหมาย เพื่อประทังชีวิต
เรื่องพวกนี้ ถ้ามึงยังไม่เข้าใจ ก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว
คุณ killerpress ขอบคุณมากนะค่ะที่ได้เข้่ามาร่วมแสดงความคิดเห็น และถ้อยคำในแบบที่เป็นตัวของตัวเองมาก..จะว่าไปแล้วคนเราเกิดมาร้อยพ่อ
พันแม่จะให้มีความคิดและทัศนะคติเหมือนกันคงเป็นไปไม่ได้..แต่การเป็นสุภาพชนที่ดี
นั้นทุกคนมีสำนึกอยู่ในตัวตนของตัวเองทั้งนั้นใช่มั้ยค่ะ