ภาวะปัจจุบันผู้คนน่าจะรู้สึกถึงฤทธิ์เดชของคำว่า “เงินเฟ้อ”ดีขึ้นว่าทำไมคนที่มีหน้าที่บริหารเศรษฐกิจต้องห่วงการเพิ่มขึ้นข องอัตราเงินเฟ้อ
ความจริงจะยิ่งเข้าใจดีหากคนแรกที่แปลคำว่า Inflation ไม่ใช้คำว่า “เงินเฟ้อ”เพราะภาวะที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของเงินที่พองตัวหรือขยายตัว
ผมจำได้ว่าเมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้ว ธนาคารกรุงเทพ ยุคที่ ดร.นิมิต นนทพันธาวาวาทย์ ดูแลสายงานวิชาการได้เคยเสนอคำว่า “ราคาเฟ้อ”เพราะเห็นว่าเป็นปัญหาของราคาที่เพิ่มขึ้น
แต่ทำอย่างไรได้คำใหม่ไม่ติดตลาดเพราะคนใช้คำเก่าว่าเงินเฟ้อกันจนเคยชินเสียแล้วแม้จะผิดความหมายของภาษาไทยก็ตาม
แล้วคำว่าเงินเฟ้อก็เป็นการเรียกภาวะอัตราการเพิ่มขึ้นหรือลดลงเทียบ เป็นร้อยละของช่วงที่ปัจจุบันกับช่วงอดีตโดยประมาณจากข้อมูลดัชนีราคาผู้บริ โภค (Consumer price index)หรือ CPI ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะสำรวจราคาสินค้าว่าของกินของใช้แพงขึ้นเท่าไหร่
อัตราเงินเฟ้อจึงเป็นการสะท้อนอำนาจซื้อของเงินบาทขณะนั้นถ้าสูงขึ้น อย่างเช่นปัจจุบันนี้อัตราเงินเฟ้อประมาณ 6 % แสดงว่าเงินร้อยบาทซื้อของได้น้อยลง 6 บาท โดยที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2551 จะอยู่ที่ 5.6% ขณะที่ปีก่อนอยู่แค่ 2-3%
เมื่อดูสาเหตุสำคัญของภาวะเงินเฟ้อครั้งนี้มาจากต้นทุนที่สูงขึ้นเพร าะราคาน้ำมันขึ้นไม่หยุด บรรดาของกินของใช้โดยเฉพาะค่าโดยสารทุกประเภทล้วนขึ้นราคากันหมด
คนที่เดือดร้อนย่อมตกอยู่กับผู้มีรายได้น้อยหรือคนทำงานระดับล่างไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนก็ตาม
แม้ว่าเดือนพฤษภาคมนี้จะดูเหมือนเป็๋นข่าวดีที่การจ้างงานภาคเอกชนจะ มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแต่ก็ยังเป็นอัตราต่ำแค่ 3-11 บาท ที่แต่ละภาคขึ้นไม่เท่ากัน เช่นจังหวัดนครพนมจากวันละ 148 บาท บาทได้เพิ่มอีก 5 บาท จังหวัดตรัง จากวันละ 154 บาท ได้เพิ่มอีก 3 บาท จังหวัดเชียงรายจากค่าแรงวันละ 146บาทได้เพิ่มอีก 11 บาท
ขณะที่คนทำงานในกรุงเทพจากที่เคยได้วันละ 194 บาท จะได้เพิ่มอีก 9 บาท เป็น 203 บาท ทั้งนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนศกนี้
ส่วนข้าราชการชั้นผู้น้อยก็จะมีการให้เงินช่วยค่าครองชีพโดยระดับเงิ นเดือนที่ต่ำสุดที่ 7700 บาท จะได้เพิ่มอีก 500 บาท และคนที่มีเงินเดือนระดับ 11,000 บาท จะได้เพิ่ม 700 บาท โดยเฉลี่ยก็เพิ่มประมาณ 6%แล้ว
การขยายตัวเพิ่มขึ้นของอัตราค่าแรงขั้นต่ำและการให้ค่าครองชีพแก่ข้า ราชการชั้นผู้น้อยก็ได้ก่อกระแสแรงกระเพื่อมให้บรรดานายจ้างและผู้บริหารหน่ วยงานต่างๆต้องมีการพิจารณาขยับค่าแรงหรือเงินช่วยค่าครองชีพในวงการต่างๆเพ ื่อบรรเทาความเดือร้อนของคนทำงาน
อย่างไรก็ตามอัตราเงินเฟ้อประมาณ 6%ขณะนี้อาจเป็นตัวอ้างอิงในการพิจารณาปรับเงินเพิ่มจ่ายให้คนทำงานได้มากแค ่ไหนจึงบรรเทาความเดือดร้อนกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้
ขระเดียวกันฝ่ายนายจ้างหรือผู้ประกอบการแม้จะร้องเหมือนกันว่าต้นทุน และค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแต่ในยามนี้จึงต้องร่วมมือร่วมใจกันเพราะเห็นชัดอยู่ว่ าลูกจ้างหรือพนักงานกำลังเดือดร้อนจากค่าคราองชีพ แนวคิดใหม่ในการบริหารทรัพยากรบุคคลย่อมมองกำลังแรงงานเป็นปัจจัยของหุ้นส่ว นความสำเร็จของธุรกิจ
จึงมีสัญญาฯที่ดีของกิจการจำนวนมากไม่อยู่และมีการปรับค่าตอบแทนไม่ว ่าจะเป็นแบบเพิ่มเงินเดือนหรือให้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพก็ตาม
แ ต่ถึงอย่างไรก็คงเป็นการให้เพิ่มในระดับหนึ่งอาจไม่พอนักกับอัตราเพิ่มขึ้นข องราคาของสิ่งต่างๆ การทบทวนแนวทางการดำเนินชีวิตและการใช้จ่ายด้วยการยึดหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”จะเป็นทางสายกลางที่ยั่งยืน
ที่มา จาก คอลัมภ์ ตะวันออกที่ท่าพระอาทิตย์ ใน ผู้จัดการรายสัปดาห์
