RSS

การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมือง

23 พ.ค.

ความลึกซึ้งและนิ่งของฝ่ายการเมืองและบรรยากาศทางการเมื องเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะฝ่ายการเมืองเป็นผู้อนุมัตินโยบาย คัดสรรและตกลงใจแต่งตั้งบุคลากรสำคัญรวมถึงการอนุมัติงบประมาณสำหรับการดำเน ินการด้วย

ยุคของทักษิณมีการวิเคราะห์กันว่าความผิดพลาดหลักอยู่ที่การวิเคราะห ์ยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากไม่ยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องการก่อการร้ายและความพยายามใน การแบ่งแยกดินแดนหากแต่เป็นเพียงอาชญากรรมธรรมดา
นอกจากนั้นบทบาทของฝ่ายการเมืองในยุค 5 ปี ที่รัฐบาลนั้นครองอำนาจยังมีลีลาการบริหารที่ใช้ได้ดีกับการพัฒนาเศรษฐกิจใน พื้นที่อื่น แต่เป็นข้อด้อยในเรื่องความมั่นคงคือฝ่ายการเมืองลงไปแทรกแซงด้านนโยบายมากเ กินขอบเขต เปลี่ยนแปลงบุคลากรบ่อยและใช้ระบบเชื่อถือตัวบุคคลที่วางใจได้มากกว่าให้ระบ บดำเนินงานไปตามครรลอง

ยุครัฐบาลปฏิวัติโดยนายกสุรยุทธ์ที่ภายหลังเอ่ยวลีว่า “ถ้ารู้อย่างนี้จะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว” นั้นก็มีข้อดีข้อด้อยในการจัดการปัญหา 3 จชต. เช่นกัน ในด้านของข้อดีที่ต้องยอมรับก็คือมีการมองภาพยุทธศาสตร์ในระดับสากลได้อย่าง แนบเนียนคือยอมรับแนวทางสันติวิธี มีการกล่าวขอโทษถึงข้อผิดพลาดของรัฐบาลเดิม ๆ ที่ใช้ความรุนแรง ในช่วงรัฐบาลนี้องค์กรประเทศอิสลามสากล (OIC) ถึงกับยอมรับว่า เรื่องราวใน 3 จชต.เป็นปัญหาภายในรัฐไทยเอง รัฐไทยไม่ได้มีการรังแกหรือใช้กำลังต่อชาวมุสลิมแต่อย่างใด

แ ต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วรัฐบาลสุรยุทธ์กลับมีลีลาการบริหารงาน 3 จชต. ที่ไม่ประสบความ สำเร็จและหลายกรณีสะท้อนอคติในเรื่องตัวบุคคลและปัญหาส่วนตัวเป็นอย่างมาก

ที่มองเห็นง่ายที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงตัวผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแ ห่งชาติ พลเอก ไวพจน์ สีนวล ให้กลับไปทำงานที่กระทรวงกลาโหม เพียงเพราะท่านผู้นี้ได้อภิปรายนายกรัฐมนตรีโดยใช้ฐานะความเป็นสมาชิกสภานิต ิบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในประเด็นการแก้ปัญหา 3 จชต. ของฝ่ายบริหาร

ถ้าหากยอมรับในระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยก็ต้องถือว่าฝ่ายนิติบัญญั ติมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย แต่หากคิดในระบบรัฐบาลและสภาต่างก็มาจากคณะปฏิวัติเดียวกัน ก็ยิ่งต้องสามัคคีกันไว้ เรื่องนี้ผู้อ่านคงใช้วิจารณญาณกันเองได้

ประเด็นต่อมาที่สะท้อนการทำงานตามความรู้สึกของตนเองคือการบรรจุแต่ง ตั้งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พลโท ศิรพงศ์ บุญพัฒน์ เข้าดำรงตำแหน่งแล้วมีข้อมูลรูปธรรมและเสียงสะท้อนจากประชาคมความมั่นคงทั่ว ไปว่า มีปัญหาด้านประสิทธิภาพการทำงานในตำแหน่งนี้ แต่คำตอบอยู่ที่บุคคลผู้นี้ในอดีตเคยเป็นเลขานุการกองทัพบก ในสมัยที่ผู้เลือกและแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบก

มิน่าเล่ารัฐบาลปัจจุบันเขาจึงได้ทำการเปลี่ยนแปลงให้ผู้ที่มีความเหมาะสมกลับเข้าไปดำรงตำแหน่งแทน

อย่างไรก็ตามข้อดีของรัฐบาลสุรยุทธ์ต่องานภาคใต้ก็คือการปรับปรุงองค ์กรการจัดการปัญหาโดยการรื้อและกลับมาจัดตั้ง พตท. และ ศอ.บต.รวมถึงสภายุคนั้นได้ออกกฎหมายความมั่นคงเพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดก ารปัญหาได้อย่างสำเร็จอีกด้วย

ทั้ง ๆ ที่องค์กรการจัดการและเครื่องมือมีครบครันแล้วแต่ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายปร ะจำยังคงมีปัญหาทั้งในส่วนของตัวเองและความสอดคล้องกลมกลืนในเชิงนโยบายต่อก ันและกันอีกด้วย

ยุครัฐบาลสุรยุทธ์อีกเช่นกัน ฝ่ายการเมืองไม่สามารถควบคุมข้าราชการประจำโดยเฉพาะกองทัพได้ กองทัพภายใต้ชื่อ คมช. บอกรัฐบาลว่า “พี่ดูแลเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดได้ ผมจะดูด้านความมั่นคงเอง” เราจึงพบว่าฝ่ายการเมืองมีนโยบายภาพกว้างดีแต่ผู้ปฏิบัติภายใต้ ผบ.ทบ. คนเก่าในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติกลับมีการปฏิบัติที่สวนทาง

นอกจากนั้นเอกภาพในกองทัพเองก็ไม่ค่อยจะมี งานการเมืองภายใต้ คมช.ก็ถูกเจาะยางโดยพวกเดียวกันเองบ่อยครั้งเช่น กลุ่มนายพล ก เสนองานมวลชนหรือประชาสัมพันธ์ กลุ่มนายพล ข เอาข้อมูลมาแอบปล่อยข่าวเพื่อทำลายเครดิต โดยนายพล ค ถึงนายพล ง …….นั่งชื่นชมการทำงานข้อมูลข่าวสารเชิงทำลายในพวกเดียวกันเองด้วยความร ื่นเริง ดังนั้น คณะทหารจึงมีเวลาไว้ทุ่มเทสำหรับงานการเมืองมากกว่าการแก้ปัญหา 3 จชต.

เอกภาพของกองทัพและแนวทางการแก้ปัญหาใน 3 จชต. เพิ่งเกิดสูงสุดเมื่อได้ ผบ.ทบ. คนใหม่ชื่อ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา นี่เอง
พอมาถึงยุครัฐบาลเลือกตั้งในปัจจุบันการแก้ปัญหา 3 จชต. ก็ยังไม่ราบรื่นเพราะรัฐบาลเพิ่งเข้าทำงานมาไม่นานแต่ก็ต้องยอมรับว่ามีแรงเ สียดทานทางการเมืองสูง ประกอบกับมีความพยายามของกลุ่มต่าง ๆ ที่จะทำให้รัฐบาลหมดสภาพลงไปด้วยข้อหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือมีเสียงสะท้อนว่าการปฏิวัติอาจจำเป็นต้องเกิดขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการแก้ปัญหา 3 จชต.คือ รัฐบาลพยายามเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร สมช. และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริหารของกองทัพบกอย่างมากปล่อยให้กองทัพบก ทำการแก้ปัญหาในกรอบอำนาจหน้าที่ของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ ผบ.ทบ.ดำรงตำแหน่งนำใน กอ.รมน. ด้วย

เ หตุการณ์ความไม่สงบในช่วงปัจจุบันหากนับในเชิงปริมาณอาจยอมรับได้ว่ามีการปฏ ิบัติการลดลง แต่หากวิเคราะห์เชิงคุณภาพเราจะเห็นระดับความสามารถที่สูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นเ รื่องการปฏิบัติการอย่างมีแผนพร้อมกันหลายจุด การยกระดับเทคโนโลยีที่ใช้ในการวางระเบิดและท้ายที่สุดการถอดน็อตเสาไฟฟ้า แรงสูงเป็นการก่อวินาศกรรมที่ไม่ได้ใช้อาวุธก็ทำสำเร็จได้เหมือนปลอกกล้วยเข ้าปากมีนัยอย่างสำคัญต่อการวิเคราะห์ปัญหา…..เอกภาพทางการเมืองและการจัดก ารเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวให้ยุติลงได้จริง

ที่มา จาก คอลัมภ์ ดอกไม้ปลายปืน   ใน  ผู้จัดการรายสัปดาห์

About these ads
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 35 other followers

%d bloggers like this: