วิทยากร เชียงกูล
ความคิดว่าถ้ารัฐบาลมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมให้ดีแล้ว ปัญหาโสเภณีจะค่อยๆลดลงเป็นความคิดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ถูกต้อง
การพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นความเจริญเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 7-8 เปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องกันมาในรอบ 30 ปี ไม่ได้ทำให้โสเภณีลดลง จำนวนโสเภณีในรูปแบบต่างๆกลับยิ่งเพิ่มในอัตราสูงกว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหลายเท่า เพราะเศรษฐกิจโต แต่ไม่ได้กระจายอย่างเป็นธรรม การศึกษาของมูลนิธิเพื่อนหญิง รายงานว่าปี 2500 เมืองไทยมีโสเภณี 2 หมื่นคน ปี 2527 เพิ่มเป็น 7 แสนคน ตั้งแต่ปี 2531 มีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน คิดเฉลี่ยแล้วอัตราเพิ่มปีละกว่า 100 % สถิติโสเภณีของทางการอาจจะต่ำกว่าของมูลนิธิเอกชนแต่เป็นที่ยอมรับกันว่า ตั้งแต่ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจมากว่า 30 ปีแล้วที่โสเภณีเพิ่มขึ้น
ที่เพิ่มอย่างน่าสมเพชคือ โสเภณีที่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี (หลายคนต่ำกว่า 15 ปี) แม้ว่ารัฐบาลจะลงทุนเรื่องการศึกษามากแล้วก็ตาม แต่ก็มีคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ต้องมาเป็นโสเภณีอยู่มาก โสเภณีที่อายุระหว่าง 15-18 ปี คงมีนับแสนคนถ้านับตามคำจำกัดความของสหประชาชาติ จะถือว่าคนอุต่ำกว่า 18 ปีเป็นเด็ก แต่ทางการไทยมักนับที่ 15 ปี หรือบางที่ก็นับต่ำกว่านั้นด้วย คนอายุ 15-18 ปี จึงมักไม่ได้รับการดูแลความคุ้มครองเป็นพิเศษทั้งๆที่ตามความเป็นจริงแล้วพวกเธอและเขาก็ยังไม่ได้เป็นผู้ใหญ่เต็มที่
ปัญหาโสเภณี เกิดจากสาเหตุทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม การที่พ่อแม่ในชนบทบางแห่งนิยมให้ลูกสาวมาทำงานเป็นโสเภณี โดยรับเงินค่าตัวล่วงหน้านั้นบางคนอาจจนมากจริงๆ จนไม่มีทางเลือกมากนัก แต่บางคนอาจจะแค่จนปานกลาง คือ ไม่ถึงกับอดตาย แต่ก็มีความอยากได้เงิน บางคนก็รู้ว่าลูกสาวต้องไปทำอะไร บางคนอาจไม่รู้ อาจถูกหลอกว่าไปทำงานอื่น เนื่องจากมีตัวอย่างว่า บ้านที่มีลูกสาวไปทำงานแบบนี้สามารถช่วยให้พ่อแม่มีฐานะดีขึ้นได้ ก็เลยทำให้เกิดการเลียนแบบกัน รวมทั้งมีขบวนการชักชวน ขบวนการส่งเสริมการซื้อหรือการเช่าซื้อเด็กผู้หญิงอย่างเป็นระบบ เพราะมีคนได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์กันหลายกลุ่มด้วย ก็เลยทำให้กิจการนี้เติบโตเร็วมาก
พระราชบัญญัติโสเภณีฉบับใหม่ที่ให้เอาผิดกับพ่อแม่ที่ขายลูกสาวได้ เป็นความพยายามสกัดกั้นปัญหานี้ แต่เราคงต้องพิจารณาปัจจัยอื่น และโทษฝ่ายอื่นๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมด้วย ปัญหาการกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ยังคงต้องถือเป็นประเด็นสำคัญ แต่แม้ว่าพ่อแม่บางคนจะขายลูกสาวทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้จนมากถึงกับอดอยาก และคนจนหลายคนก็ไม่จำเป็นต้องให้ลูกขายตัวเสมอไป แต่การที่บางคนตัดสินใจทำเช่นนั้น เราต้องยอมรับความจริงว่า เพราะค่าตอบแทนจากการทำงานอื่น เช่น ทำนา ทำไร่ รับจ้าง ฯลฯ ต่ำกว่าการขายตัวหลายเท่า รวมทั้งบางแห่งไม่มีแม้แต่งานให้ทำด้วยซ้ำ การที่โรงงานเริ่มใช้เครื่องจักรแทนคนมากขึ้น จะยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ ถ้ารัฐบาลยังมะงุมมะงาหรา ไม่คิดเรื่องการสร้างงานที่ให้ค่าตอบแทนยุติธรรมเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง
นอกจากเรื่องขายลูกเพราะความต้องการทางเศรษฐกิจแล้ว ปัจจัยสำคัญอีก 2 อย่าง คือ การล่อลวงบีบบังคับ และการชักจูงใจด้วยวิธีต่างๆเนื่องจากธุรกิจโสเภณีในประเทศไทย เป็นธุรกิจที่มีวงเงินหมุนเวียนเป็นแสนล้านบาท ที่พวกพ่อค้า นายหน้า ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่ได้ส่วนแบ่งมีผลประโยชน์มาก ทำให้มีขบวนการหาเด็กแรกรุ่นมาเป็นโสเภณีอย่างเป็นระบบซับซ้อน มีเครือข่ายใหญ่โตทันสมัย มีทั้งการสั่งเข้าและส่งออก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยมีชื่อเสียในด้านนี้ถึงจะมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อสกัดกั้นโสเภณีเด็กมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้สกัดกั้นโสเภณีอายุ 15 ปีขึ้นไป
คนที่ควรรับผิดชอบในเรื่องนี้ คือ รัฐบาลและภาคเอกชนที่มุ่งพัฒนาประเทศโดยไม่กระจายทรัพย์สินรายได้ โอกาสในการทำงานอย่างเป็นธรรม ทำให้คนรวย คนจนต่างกันมาก คนมีเงินมีอำนาจซื้อได้ทุกอย่าง แม้แต่การหาความสำราญจากร่างกายคนด้วยกัน ยิ่งคนต่างชาติที่มีรายได้สูงรายได้ถั่วเฉลี่ยของคนไทยยิ่งจะเห็นว่าราคาค่าตัวโสเภณีไทยถูกมากสำหรับพวกเขา
นอกจากนี้ การพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางวัตถุ เน้นการบริโภคมาก ก็มีส่วนล้างสมองประชาชนทั่วไปมีค่านิยมอยากร่ำรวย อยากมีเครื่องอำนวยความสะดวก และสินค้าต่างๆมากจนหน้ามืดตามัว นับถือแต่พระเจ้าเงินตราไปตามๆกัน
ปัญหาโสเภณีเป็นปัญหาซับซ้อนเชื่อมโยงไปถึงนโยบายการพัฒนาของรัฐบาล โยงไปถึงการที่รัฐส่งเสริมให้ธุรกิจและสื่อมวลชนโฆษณาสินค้า และเสนอความบันเทิงที่สร้างค่านิยมลัทธิการบริโภคกันอย่างเต็มที่ด้วย โดยเฉพาะสื่อบันเทิงและการโฆษณาที่เน้นเนื้อหนังมังสาผู้หญิง การหาความสุขทางเพศรส การประกวดนางงามนุ่งน้อยห่มน้อย ฯลฯ ที่ทำได้อย่างเสรีโดยแทบไม่มีการควบคุมดูแลแต่อย่างใด จริงอยู่ที่รัฐบาลอาจอ้างว่าเราเป็นประเทศเสรี ห้ามประกวดนางงามไม่ได้ แต่น่าจะมีการห้ามการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ได้ โดยทำให้งานประกวดนางงามเป็นงานเล็กๆลดความสำคัญลง ไม่ใช่ยิ่งส่งเสริมการประกวดนางงามให้ใหญ่โต
การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพและโดยไม่มีการควบคุมดูแลก็มีส่วนทำให้กิจการโสเภณีเติบโตมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นทางอ้อมก็ตาม
การแก้ไขปัญหาด้วยการสั่ง หรือกำชับตำรวจ สั่งผู้ว่าราชการจังหวัดให้กวดขันเรื่องโสเภณีที่ยังเป็นเด็กมากขึ้น คงมีผลแบบฉาบฉวย จริงๆ แล้วต้องผ่าตัดกรมตำรวจเสียใหม่ เพราะตำรวจท้องที่ก็มักได้ผลประโยชน์จากซ่องโสเภณี ควรปลดคนทำผิดออก หรือลงโทษอย่างจริงจัง วิธีการทำผิดแล้วถูกย้ายก็เท่ากับย้ายคนผิดไปสร้างปัญหาที่อื่น ควรพัฒนาหน่วยงานติดตามดูแลเรื่องโสเภณีโดยเฉพาะ โดยควรเป็นหน่วยงานที่ระดมคนมีคุณภาพด้านซื่อตรง และมีกำลังมีความรู้ความสามารถทำงานสกัดกั้นปัญหาโสเภณีอย่างจริงจัง
รัฐบาลและภาคเอกชนควรให้ข้อมูลและการศึกษาปัญหาโสเภณี ปัญหาโรคเอดส์แก่เด็กและเยาวชนมากขึ้น รวมทั้งการขยายการศึกษาภาคบังคับ ให้ทุนสนับสนุนคนจนให้มีโอกาสได้เรียนมากขึ้น อย่างน้อยโรงเรียนน่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กต้องเข้าโรงงาน หรือซ่องโสเภณีตั้งแต่อายุน้อยเกินไป และเด็กน่าจะมีโอกาสหางานอื่นได้มากกว่า โดยรัฐต้องช่วยพัฒนาการสร้างงานด้วย
ที่สำคัญ เราต้องพยายามแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุให้ได้อย่างแท้จริง นั่นก็คือ ต้องปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ปฎิรูปการเกษตร ปฏิรูประบบราชการ การบริหารท้องถิ่น งบประมาณ ภาษีอากรอย่างขนานใหญ่ เพื่อกระจายทรัพย์สินและรายได้ให้เป็นธรรม ให้คนมีโอกาสทางการศึกษาและการมีงานทำอย่างทั่วถึงและได้รับผลตอบแทนสมน้ำสมเนื้อ ไม่ใช่ปล่อยให้ค่าจ้างแรงงานกับค่าขายตัวของโสเภณีแตกต่างกันมากมายหลายเท่าอย่างที่เป็นอยู่
รวมทั้งรัฐบาลต้องปฏิรูปทางการเมือง กระจายอำนาจการปกครองให้สิทธิและโอกาสในเรื่องการเมือง กฏหมาย การศึกษา และเรื่องอื่นๆแก่ประชาชนในชนบท และในสลัมอย่างทั่วถึงเป็นธรรม เพราะปัญหาโสเภณีไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ ของคนเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมโดยตรง
ความคิดว่าการพัฒนาแบบเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของส่วนรวมหรือเน้นการพัฒนาให้เป็นนิกส์ (ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่) จะแก้ปัญหาโสเภณี การเอาเปรียบแรงงานเด็กและสตรีได้ เป็นความคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จในการพัฒนาให้เศรษฐกิจเติบโตสูงอยู่มาก แต่ปัญหาสังคมรวมทั้งการกดขี่ขูดรีดแรงงาน ร่างกายและวิญญาณของผู้หญิงและเด็กกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้ลดลงอย่างที่เคยเชื่อกัน เพราะ 1. เศรษฐกิจที่ดีขึ้นไม่ได้กระจายอย่างเป็นธรรม 2.การที่สังคมส่งเสริมค่านิยมการหากำไร การบริโภค การเสพสุขมาก ยิ่งส่งเสริมกิจการโสเภณี แม้แต่เด็กวัยรุ่นที่ไม่ได้มาจากครอบครัวที่จนมาก ก็เริ่มเป็นโสเภณีแบบสมัครเล่นมากขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมทางสังคมยั่วยุ
เราจึงต้องทบทวนนโยบายทางการพัฒนาประเทศเสียใหม่ โดยต้องคำนึงถึงการพัฒนาเพื่อประโยชน์และคุณภาพชีวิตคนส่วนใหญ่มากขึ้น ไม่ใช่คิดถึงแต่การเพิ่มขึ้นของตัวเลขรายได้ประชาชาติซึ่งเป็นภาพลวงตา เพราะการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือฟุ่มเฟือย เช่น ใช้น้ำมันมากเพราะรถติด ใช้ไฟฟ้าประดับประดาในกรุงเทพฯ มาก ก็ล้วนเป็นการเพิ่มรายได้ประชาชาติเท่านั้น
การที่เด็กของเราต้องถูกบังคับ โดยอำนาจเศรษฐกิจการเมืองและประเพณี (การรู้คุณพ่อแม่) ให้ต้องเป็นโสเภณี และทาสแรงงานจำนวนมาก นอกจากจะเป็นความผิดของพ่อแม่เด็กแล้ว ยังเป็นความผิดของพวกเราทุกคน ที่มีส่วนในการสร้างแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและระบบเศรษฐกิจสังคมแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา แบบคนกินคนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ขึ้นมา
นอกจากผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศ นักการเมือง ตำรวจ ข้าราชการที่ควรจะรับผิดชอบต่อการที่เมืองไทยมีปัญหาโสเภณีมาก พวกนักวิชาการเทคโนแครต นักธุรกิจที่มุ่งแต่ความเจริญเติบโตและหากำไร ก็ควรมีส่วนรับผิดชอบไม่น้อยไปกว่านักการเมืองและข้าราชการ เพราะปัญหาโสเภณีและปัญหาสังคมทั้งหลายแหล่ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ คือ ผลงานของนักวิชาการและพวกเทคโนแครต ที่คิดแต่ในกรอบของการพัฒนาแบบเน้นความเติบโตทางวัตถุนี้มาตั้งแต่ 30-40 ปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง แต่แทนที่พวกเขาจะเข้าใจปัญหาหรือช่วยหาทางแก้ไขปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง พวกเขากลับคิดว่าโสเภณีเป็นปัญหาของคนกลุ่มน้อยที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับพวกเขานัก และคิดว่าเมื่อเศรษฐกิจดี โสเภณีก็จะหมดไปเอง แต่การคิดแบบซื่อบื้อเช่นนี้ เป็นตัวการทำให้เมืองไทยมีปัญหาและความเสื่อมโทรมทางสังคมมากขึ้น ควบคู่ไปกับความร่ำรวยฟุ้งเฟ้อทางเศรษฐกิจของคนรวย คนชั้นกลางซึ่งเป็นเพียงคนส่วนน้อย
ที่มา …จาก
วิทยากร เชียงกูล – ปฏิรูปการเมือง.– กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2540.
152 หน้า
ISBN 974-89872-7-2
+ +

ผมว่าเป็นความ”ชาติฃั่ว”ของประเทศไทยน่ะ ที่บังอาจ “บิดเบือน” การค้าประเวณี
ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการ”ขายบริการ” ซึ่งการกระทำเช่นนั้น ถ้าไม่ใช่
เป็นการสนับสนุนส่งเสริม แล้วเรียกว่าอะไร