ประเด็นปัญหาสำคัญของชาติที่รอการตัดสินใจของรัฐบาลมาทุกยุคสมัยได้แก่การแ ก้ไขปัญหาจากภายนอกเรื่องการพึ่งพิงพลังงานที่รัฐไทยจำเป็นต้องนำมาใช้บริโภ คและเป็นปัจจัยการผลิตจนกระทั่งสูญเสียเงินตราต่างประเทศ สั่งน้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาบริโภคภายในประเทศ ซึ่งปีที่ผ่านมาถือเป็นการนำเข้าน้ำมันมูลค่า 137,366 ล้านบาท
เมื่อรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ตัดสินใจแก้ปัญหาด้านพลังงานโดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงาน หากแต่ช่วยเหลือด้านภาคขนส่งด้วยการประกาศสนับสนุนโครงการผลิตน้ำมัน E-85 อย่างแข็งขันรวมถึงการเจรจากับผู้ผลิตรถยนต์จากสหรัฐอเมริกาและยุโรป ให้นำเข้ารถยนต์ ที่สามารถใช้กับเชื้อเพลิงดังกล่าวได้ โดยยินยอมมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีนั้น
ใ นภาพรวมแล้วถือว่านโยบายนี้ของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ยังเป็นการแก้ปัญหาโดยไม่สามารถมองการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังง าน ทำได้แค่เพียงรักษาโครงสร้างการใช้พลังงานแบบเดิมไว้เพียงแต่ปรับปรุงประเภท ของพลังงานให้มีราคาถูกเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตามโครงการใช้เอทานอล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ได้จากผลิตผลทางการเกษตร เช่น อ้อย และมันสำปะหลัง นำมาผสมกับน้ำมันเบนซินจากฟอสซิลนั้น เป็นโครงการที่เริ่มต้นมาหลายรัฐบาลแล้วและรัฐบาลเองก็สนับสนุนให้ภาคเอกชนท ำการผลิตเอทานอลดังกล่าวได้ โดยมีบริษัทยื่นขออนุญาตจดทะเบียนและได้รับอนุญาตไปแล้วก่อนหน้ารัฐบาลนี้ถึ ง 48 ราย แต่ในความเป็นจริงมีเอกชนเพียง 11 รายเท่านั้น ที่เริ่มทำการผลิตเอทานอลตามที่ได้ขอไว้ เพราะรัฐบาลต่าง ๆ ไม่ได้ให้ความมั่นใจกับเอกชนเหล่านี้ว่า จะเอายังไงกับโครงการผลิตและในภาพรวมกำลังการผลิตของแต่ละรายก็มีมากมายเกิน กว่าความต้องการในระดับปกติที่รัฐให้ผลิตเพื่อสนองน้ำมัน E-10 (แก๊สโซฮอล) อยู่แล้ว
ในปัจจุบันเอกชน 48 รายนี้สามารถมีกำลังการผลิตรวมกันได้ 12 ล้านลิตรต่อวัน โดยใช้กากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบผลิต 3.49 ล้านลิตรต่อวัน ที่เหลือใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบผลิตได้ 8.51 ล้านลิตรต่อวัน
โดยปกติปริมาณการบริโภคน้ำมันเบนซินของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านลิตรต่อวัน หากจะทำการผลิตเชื้อเพลิง E-85 จะต้องใช้เอทานอลในกระบวนการผลิตคือ 85% ของ 20 ล้านลิตร ซึ่งเท่ากับประมาณ 11 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตที่กล่าวข้างต้นเพียง 11 ราย ก็ผลิตได้เกือบเพียงพออยู่แล้ว
ด ังนั้น ถ้ารัฐบาลสามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้ผลิตได้จริงภาคเอกชนที่เหลือที่ขอใบอน ุญาตไว้แล้วยังไม่ได้ทำการผลิต ก็จะมาร่วมวงด้วย ทำให้การผลิตเอทานอลพอเพียงสำหรับแปลงเป็น E-85 เพื่อการบริโภคภายในภายใต้ปริมาณความต้องการดังกล่าวข้างต้น
ปัญหาประการต่อไปคือข้อสงสัยของประชาชนที่ถูกทำให้เชื่อว่าการเอาพืช เกษตรมาผลิตพลังงานอาจทำให้ขาดแคลนพืชเกษตรเพื่อการบริโภคนั้นก็เป็นเพียงคว ามเชื่อที่ปราศจากข้อเท็จจริงรองรับ ในกรณีนี้การผลิตเอทานอลของเราใช้วัตถุดิบอ้อยและมันสำปะหลังเป็นหลัก ซึ่งกรณีอ้อยผลิตผลของประเทศไทยทำได้ปีละ 70 ล้านตัน โดยบริโภคภายใน 20 ล้านตัน เช่น ทำน้ำตาลและอื่น ๆ และทำการส่งออกถึง 50 ล้านตัน หากไม่ส่งออกและนำมาผลิตจะสามารถแปลงเป็นเอทานอลได้ 4 พันล้านลิตร ซึ่งก็ไม่กระทบการบริโภค
ส่วนมันสำปะหลังเองมีผลผลิตปีละ 28 ล้านตัน โดยบริโภคภายใน 7 ล้านตัน ส่งออก 21 ล้านตัน หากใช้วิธีคิดเดียวกันกับกรณีอ้อย จะนำมาผลิตเอทานอลได้ 3,500 ล้านลิตร รวมทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์จะได้เอทานอลปีละ 7,500 ล้านลิตร โดยไม่กระทบการบริโภคภายใน
ซึ่งมูลค่าการผลิตเอทานอลนี้ หากเราผลิต E-85 ได้ตามเป้าจริงเท่ากับสามารถลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้ถึง 137,366 ล้านบาท (ยังไม่หักราคาหากขายอ้อยและน้ำตาลในตลาดโลก)
อย่างไรก็ตามกรณีเหล่านี้ปัญหาไม่อยู่แค่เพียงเทคนิค กลไก หรือความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ หากแต่ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองด้วย โชคดีที่รัฐบาลทุนคลื่นลูกที่สาม มีฐานการผลิตหลักหรือวิถีการผลิตที่สื่อสารโทรคมนาคมไม่เหมือนทุนคลื่นลูกที ่สองที่อยู่กับแหล่งน้ำ ป่าไม้ ที่ดิน ดังนั้น รัฐบาลชุดทุนคลื่นลูกที่สามจึงไม่มีผลประโยชน์โดยตรงในกิจกรรมด้านการเกษตร จึงสามารถประกาศสนับสนุนโครงการได้อย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลกลุ่มทุนคลื่นลูกที่สองค่อนข้างลังเลใจ หากจะสนับสนุนก็คงไปไม่ถึงขั้น E-85
นอกจากนั้นกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ โดยเฉพาะค่ายญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่ตั้งฐานการผลิตในประเทศอยู่แล้ว ค่อนข้างจะตีรวนอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาไม่ยอมผลิตรถสนับสนุนโครงการนี้เพราะอาจกลัวของเก่าที่ค้างสต๊อกขายไม่อ อก หรือไม่ก็กลัวต้องรับผิดชอบต่อรถที่ตนผลิตและวิ่งอยู่ตามท้องถนนในปัจจุบันน ี้เจ้าของรถอาจจะอยากให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบแปลงเครื่องหรือส่วนประกอบเพื่ อมาใช้ E-85 ให้ได้ ซึ่งทำให้บริษัทต้องขาดทุนหรือพบปัญหาอุปสรรค
รัฐบาลจึงก้าวข้ามไปเจรจากรับค่ายรถสหรัฐและยุโรป ให้นำเข้ามาได้เลย โดยรัฐบาลพร้อมเยียวยาและให้ส่วนลดด้านภาษี ซึ่งคงต้องดูต่อไปว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด
ส่วนบริษัทน้ำมันโดยเฉพาะต่างประเทศ ซึ่งเป็นกระดูกชิ้นใหญ่นั้น คงไม่ค่อยจะพอใจนักที่ตนจะต้องขาดรายได้จากการขายน้ำมันจากฟอสซิลที่ประเทศไ ทยพึ่งพิงนำเข้าและสร้างรายได้มหาศาลให้พวกตนอยู่นี้ หากต้องเสียรายได้ลดลงไปถึง 85% แล้วนั้น การต่อสู้อาจจบลงด้วยการจ่ายเงินจ้างแก๊งค์ข้างถนนออกมาเดินขบวนขับไล่ ล้มล้างนโยบายดังกล่าวก็จะใช้จ่ายถูกกว่า แถมยังสร้างงานและรายได้ต่อชีวิตแก๊งค์เหล่านี้ด้วย
ก ลไกรัฐไทยเองก็ค่อนข้างลำเอียงเข้าข้างผู้ผลิตน้ำมัน รัฐบาลใดก็ตามหากรักชาติและประชาชนผู้ผลิตผลผลิตการเกษตรจริงแล้วละก็ น่าจะออกกฎหมายห้ามข้าราชการกระทรวงสำคัญเช่น กระทรวงพลังงาน อุตสาหกรรม และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปเป็นกรรมการในบริษัทน้ำมันที่ดำรงอยู่เช่น ปตท. และอื่น ๆ รวมถึงเมื่อเกษียณไปแล้วต้องเลย 5 ปี จึงสามารถเป็นกรรมการได้ เพียงแค่นี้ก็ทำให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเราเลิกถือหางสนับสนุนบริษัทผู้ผ ลิตน้ำมัน และหันกลับมาดูแลประเทศชาติและประชาชนอย่างจริงจังเสียที
ี่ที่มา จากบทความ ดอกไม้ปลายปืน ใน
| ผู้จัดการรายสัปดาห์ | 21 สิงหาคม 2551 09:02 น. |
