ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองคุกรุ่น ความเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเปิดเผย เพียงแต่รอจังหวะเหมาะ ของกลุ่มทุนข้ามชาติในการยึดกุมภาคธุรกิจและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอาณา จักรทุนยังดำรงอยู่ต่อเนื่องและน่าเกรงขาม
ข่าวที่แพร่ในตลาดหุ้น และเป็น “จิ๊กซอ” สำคัญ นั่นก็คือ การเข้ามาของคือ อาซีลอร์-มิตตาล (Arcelor Mittal) ของ “ลักษมี มิตตาล” เจ้าพ่อวงการเหล็กเบอร์ 1 ของโลก เพื่อนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะเข้ามาซื้อหุ้น บริษัท จี สตีล ของ “สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล”
ลักษมี มิตตาล เป็น 1 ในเจ้าของ 4 บริษัทเหล็กชั้นนำของโลกที่ ยื่นความเจตจำนงจะตั้งโรงงานผลิตเหล็กต้นน้ำ กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) หลังจากที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ มีมติเห็นชอบกำหนดแนวทางการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตเหล็กขั้นต้นคุณภาพ สูงแต่สิ่งที่ลืมไม่ได้เป็นอันขาดก็คือ แม้ ลักษมี มิตตาล ต้องการสร้างอาณาจักรเหล็กของตน เมื่อหลายปีก่อน แต่เขาก็เรียนรู้ว่า ระหว่างการสร้างด้วยตัวเองกับการซื้อกิจการของคนอื่น แนวทางประการหลังทำได้รวดเร็วและง่ายกว่า
โดยเฉพาะการซื้อในช่วง 30 ปีที่โรงงานเหล็กย่ำแย่ (คศ.1970-2000)สร้างเป็นอาณาจักรมีกำลังผลิตประมาณ 60 ล้านตันต่อปี หลังจากนั้นก็ซื้อ Arcelor ซึ่งมีกำลังผลิตประมาณ 60 ล้านตัน เปลี่ยนชื่อเป็น Arcelor Mittal ทำให้ปัจจุบันนี้อาณาจักรเหล็กของเขาใหญ่ขึ้นประมาณ 4 เท่า
ArcelorMittal แสดงตัวเลขรายรับประจำปี 2007 มีถึงกว่า หนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐและผลิตเหล็กต้นน้ำออกสู่ตลาดโลกถึง 116 ล้านตัน หรือคิดเป็นเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดรวม
ดังนั้นการมีแผนเข้าซื้อ จี สตีล ก็เป็นกลยุทธอันเป็นลักษณะเด่นของลักษมี มิตตาล ซึ่งไม่ได้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์หุ้นจีสตีล ในช่วงปี 2549-2550 ตกจาก 1.60 บาท ลงไปต่ำสุด 0.62 บาท แต่ไม่นานมานี้ Mr. Shadow อย่าง สมศักดิ์ เคยออกมาให้ข่าวว่า อีกไม่นานหุ้นของเขาจะวิ่งอย่างผิดหูผิดตา ซึ่งแน่นอน สมศักดิ์ไม่ปฏิเสธ แนวทางการหาพันธมิตรเพื่อเดินไปถึงจุดนั้น
การเข้ามาของ Arcelor Mittal จึงเป็นคำเฉลย แต่จะในสัดส่วน 10-15 เปอร์เซ็นต์ตามที่แหล่งข่าวในบริษัท จีสตีล ระบุหรือไม่ ยังไม่สรุป เพราะในแง่นักลงทุนก็ย่อมปรารถนาสัดส่วนที่มากกว่านั้นเพื่ออำนาจในการบริหา ร
แม้ข่าวดังกล่าวจะเป็นผลบวกต่อจีสตีล แต่ประเด็นน่าสนใจก็คือ ก่อนหน้านี้ จีสตีล ถือหุ้น บมจ.นครไทยสตริปมิล ของ สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ผ่านบริษัท โอเรียลทัล แอ็กเซส จำนวน 49.5% จากปัจจุบันถืออยู่ 40.12%
หากพิจารณาแผนของจีสตีล ที่สมศักดิ์เคยระบุว่า ในช่วงปลายปี 2552 อาจมีกำลังการผลิตรวมกันถึง 6 ล้านตันต่อปีก็ย่อมหมายความว่า Arcelor Mittal ได้สยายปีกเข้ามามีส่วนในส่วนแบ่งตลาดนี้โดยไม่จำเป็นต้องรอตั้งโรงงานเอง ซึ่งยังมองไม่เห็นอนาคต เพราะปัญหาความขัดแย้งระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชน แก้ไม่ตก ดังกรณีของเครือสหวิริยา
นี่ยังไม่พูดถึงเจ้าพ่อวงการเหล็กอันดับรองๆลงมา ไม่ว่าจะเป็น Shoji Muneoka ประธานบริษัท Nippon Steel ,Hajime Bada ของ JFE Steel Corporation,Ku-Taek Lee ของ Posco ,Xu Lejiang ของ baosteel และ Mr Ratan Tata ของบริษัท TATA ที่ต่างก็พยายามช่วงชิงการนำในวงการ
ภาพในระดับโลก ก็คือ กำลังการผลิตซึ่งกระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มทุนไม่กี่คน ทำให้อำนาจต่อรองของกลุ่มทุนเหล่านี้ค่อนข้างสูง
ภาพในระดับประเทศ กลุ่มทุนเหล่านี้ก็กำลังจะเข้ามาสยายปีกเข้ามาสร้างเมืองขึ้นในประเทศไทยโดย เป็นบริษัทที่ล้วนเสนอตัวเข้ามาทำอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ
หากคาดการณ์อนาคตของอุตสาหกรรมเหล็กภายใต้การผูกขาดของทุนข้ามชาติ อาจต้องมองบทเรียนการผูกขาด ของกลุ่มทุนแร่เหล็ก ซึ่งอยู่ในมือคนเพียง 3 คน และเป็นการผูกขาดในขั้นสุดยอด หรือ Oligopoly ใน end stage โดย คุมแร่เหล็กในโลกถึง 75 เปอร์เซ็นต์
เบอร์ 1 คือ Roger Agnelli ของบริษัท Vale ซึ่งคุมการส่งออกแร่เหล็ก 35 เปอร์เซ็นต์ และในการเจรจาราคาแร่เหล็กแต่ละจำปี Roger Agnelli คือ คนกำหนดราคา
ส่วนเบอร์ 2 คือ Marius Kloppers ของบริษัท BHP Billiton บริษัทสัญชาติออสเตรเลีย และ Tom Albanese ของบริษัท Rio Tinto
เวลานี้ มีข่าวว่า BHP Billiton จะเข้า take over บริษัท Rio Tinto ซึ่งหากสำเร็จก็จะกลายเป็นว่า อำนาจกุมตลาดแร่เหล็กจะอยู่ในมือแค่ 2 คน
ต้นทุนแร่เหล็ก ตั้งแต่ปี 1995 ราคาอยู่ที่ 25-30 เซ็นต์ หลังจากปี 2004 เป็นต้นมา ราคาขึ้นมาเรื่อยๆ โดยปี 2008 ขึ้น 65-71 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมาเกือบ 6 เท่า
แม้สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนของเหมืองปรับตัวขึ้น แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการกำหนดราคาโดยกลุ่มทุนผูกขาด ซึ่งนั่นคือสิ่งที่จะได้เห็นในกรณีการผูกขาดของเจ้าพ่อบริษัทเหล็กข้ามชาติ
วิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้า เคยระบุว่า แนวโน้มอีก 3-4 ปีข้างหน้าความต้องการใช้เหล็กในประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 13 ล้านตัน/ปีเป็น 17-18 ล้านตัน/ปี ซึ่งในจำนวนนี้ใช้เศษเหล็กในประเทศ 3 ล้านตัน/ปี ที่เหลืออีก 10 ล้านตันเป็นการนำเข้า
เม็ดเงินนำเข้าที่ประเทศต้องเสียไปนั้นปัจจุบันประมาณ 4 แสนล้านบาทต่อปี และอาจเพิ่มเป็น 5-6 แสนล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า
นั่นย่อมหมายความว่า อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทกำลังถูกรุกคืบโดยทุนข้ามชาติ
เป็นภัยจักรวรรดินิยมใหม่ ซึ่งคนในประเทศไม่ตระหนักรู้เท่าทัน
บทความจากคอลัมภ์ เวทีทัศนะ
นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์ 4 กันยายน 2551 09:02 น.

ประเทศไทย มีการบริโภคเหล็ก คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าถึง ห้าแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งจัดได้ว่าเป็นสินค้านำเข้าที่มีมูลค่า สูง รองจากน้ำมัน
หมายความว่าทุกวันนี้เรามีเงินไหลออก ประมาณ ห้าแสนล้านบาทต่อปี
หากว่าคนไทยสามารถมีอุตสาหกรรมเหล็กเป็นของชาติได้ เราจะประหยัดเงินตราต่างประเทศ หลายล้านล้าน บาทในระยะเวลาสิบปีข้างหน้า ประเทศไทย อาจจะกลายเป็น ยักษ์ ที่คุกคามต่อเศรษฐกิจของบางประเทศได้
เกมส์ ล่าอานานิคมทางเสรษฐกิจ ยังดำเนินต่อไป ประเทศไทยจะรอดพ้นจากรับเป็นรุกหรือไม่ คงจะแล้วแต่วาสนาของ คนไทยทั้งปวง ว่าจะมีความสามมัคคี หรือมัวแต่ทะเลาะกัน เอง