โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 6 พฤศจิกายน 2551 08:49 น.
ปรากฏการณ์การรวมพลและจัดกิจกรรมของคนเสื้อแดง ที่มีผู้ร่วมชุมนุมจำนวนมากในวันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าจะวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวแล้วในเบื้องต้นต้องมองความเป็นจริงเสียก่ อนว่า ผู้ร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางในเขตกรุงเทพมหานคร และภาคกลาง มากกว่าชาวชนบทที่ถูกระดมจัดตั้งมาอย่างเป็นระบบ
ซึ่งที่จริงแล้วการเข้าร่วมของชนชั้นกลางเหล่านี้นั้น สามารถสังเกตได้ไม่ยาก เพราะเป็นกลุ่มคนที่พอจะมีพลังทางเศรษฐกิจ ทำการจับจ่ายซื้อสัญญาลักษณ์และข้าวของต่าง ๆ ที่นำมาจำหน่าย จนผู้ค้าพากันแฮปปี้กันพอควร
ผ ู้เขียนเชื่อว่าชนชั้นกลางส่วนหนึ่งกลับเข้าร่วมในการชุมนุมของกลุ่มคน เสื้อแดง ในขณะที่บางส่วนของชาวชนบทก็กลับสามารถรับสื่อและสารการรณรงค์ของกลุ่มพันธม ิตรจนสามารถเข้าใจยอมรับและกลับมาร่วมกับกลุ่มพันธมิตร ซึ่งทั้งสองกรณีหากมองให้เป็นบวกก็จะสะท้อนความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และพัฒนาการของแนวทางประชาธิปไตยของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
อย่าลืมว่า กลุ่มพันธมิตรเองเป็นผู้เริ่มส่งสัญญาณ เปิดประเด็นวิเคราะห์ถึงความพิกลพิการของประชาธิปไตยไทยในเชิงโครงสร้างอำนา จ ที่มีกลุ่มเศรษฐกิจสามารถใช้พลังอำนาจด้านเศรษฐกิจมาครอบงำปัจจัยทางการเมือ งเอาไว้ได้ จนทำให้กลไกต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ บิด เบี้ยว เบน ไปจากภาวะที่ควรจะเป็น
การรณรงค์ด้วยเนื้อหาดังกล่าวข้างต้นมีประสิทธิภาพสูง จนกระทั่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยการใช้อำนาจนอกระบบ ตามด้วยการแสดงความยินดีจากประชาชนต่อกองกำลังที่ทำการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้า งขวาง
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์หลังการปฏิวัติ 1 ขวบปี ได้ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอย่างมาก เพราะผลของการปฏิวัตินั้นไม่ได้เชื่อมโยงกับการวิเคราะห์ปัญหาที่พันธมิตรรณ รงค์เอาไว้ กล่าวคือ ฝ่ายคณะปฏิวัติไม่ได้ทำการแก้ไข เปลี่ยนแปลง แก้ปัญหาถึงระดับปัญหาโครงสร้าง แต่กลับไร้ประสิทธิภาพ มีความแตกแยกและแก้ปัญหาที่ระดับพื้นผิว ดังได้กล่าวไว้หลายวาระแล้วในบทความที่ผ่านมา
โดยแนวคิดทฤษฎีของการรณรงค์นั้น เนื้อหาการรณรงค์ การประชาสัมพันธ์นั้น มีลักษณะเป็นนามธรรม ซึ่งต้องการรูปธรรมมารองรับ ดังนั้นการที่นามธรรมของการรณรงค์ไม่ตรงกับรูปธรรมของการแก้ปัญหา ทำให้สารที่พันธมิตรส่งออกมาในสังคม ด้อยคุณค่าและลดประสิทธิภาพลง จนพันธมิตรเองก็ต้องเปลี่ยนแปลงเนื้อหาและวิธีการนำเสนอใหม่ ๆ อีก
ห ลังจากคณะปฏิวัติล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้ว และหลังการเลือกตั้ง กลับมีการได้มาซึ่งตัวแทนของพรรคดังเดิมในรูปแบบใหม่ ๆ กลุ่มพันธมิตรเองต้องปรับเนื้อหา ส่งสารใหม่ ๆ ของการรณรงค์ เช่น การนำเสนอการเปลี่ยนแปลงการเมืองไปสู่เนื้อหาใหม่ ๆ เช่น การเมืองใหม่ การคัดสรรระบบโควตา แต่อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจดังกล่าวยังไม่บรรลุผล เพราะผู้รับสารส่วนใหญ่ที่เป็นชนชั้นล่าง มักจะคำนึงถึงปัญหาใกล้ตัว เช่น ปากท้อง ปัจจัย 4 มากเสียกว่าจะคำนึงถึงเรื่องที่เป็นนามธรรมสูงมาก ๆ เช่น ประชาธิปไตยเชิงโครงสร้าง เป็นต้น
ต้องยอมรับอีกด้วยว่า พฤติกรรมทางการเมืองและวิธีคิดของชนชั้นกลางโดยมากมีแนวโน้มมองเป็นกลไก แต่ก็เรียกร้องต้องการเรื่อง เกณฑ์ ความเป็นระบบ สากล ความเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรง (Radical Change) และมีความอ่อนไหวในเรื่อง ความเป็นธรรม ชอบธรรมอยู่ด้วย
ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรเริ่มสูญเสียกลุ่มชุมชนที่มาจากฐานชนชั้นกลาง หลังการเลือกตั้งครั้งใหม่ จึงต้องไปพึ่งพิงกลุ่มก้อนของมวลชนบางแหล่ง จึงทำให้การเคลื่อนไหวบางครั้งมีหลายแนวทาง โดยเฉพาะมีพวกแนวทางรุนแรงปะปนอยู่ จนบางครั้งเกิดความเพลี่ยงพล้ำ เช่น การยึดสถานี NBT หรือการไม่ลงลอยกันของระดับนำ
ส่วนด้านการรณรงค์นั้น พันธมิตรก็เปลี่ยนแนวทางคล้ายการนำเสนอเรียลิตี้ (Reality) ใช้ถ้อยคำที่ฟังง่าย แต่ปนด้วยความรุนแรง ซึ่งวิธีการสื่อและรณรงค์แบบนี้กลับตรงใจ และเข้ากันได้กับพฤติกรรมของคนชนบทและหรือระดับล่างที่ชอบความมัน สะใจ ถึงใจ การรับสารที่เข้าใจง่ายไม่ต้องแปล ด่าทอกันได้ตรงไปตรงมา ดังนั้นจึงพบว่า คนชนบทก็กลับกลายมาเป็นฝ่ายแนวร่วมกับพันธมิตรอย่างกว้างขวาง
ซึ่งก็ในทำนองเดียวกันชนชั้นกลางในเมือง ที่ไม่ชอบการใช้ความรุนแรง มักเห็นใจคนที่ถูกรังแก ไม่ได้รับความยุติธรรม เสมอภาค เสมอหน้า อะไรทำนองนั้น ก็เลยกลับมาร่วมกับกลุ่มเสื้อแดงมากขึ้น แต่กลุ่มชนชั้นกลางเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มองประชาธิปไตยและสนับสนุนประชาธิปไตย ในระดับรูปแบบกันเสียเป็นส่วนใหญ่
อ ย่างไรก็ตาม การรณรงค์ของทั้งสองฝ่ายต้องระมัดระวังประเด็นการสร้างความชอบธรรมให้ดี เพราะโลกยุคนี้จะเอาชนะกันได้ก็ต้องคำนึงถึงประเด็นความชอบธรรมให้มาก ในขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงอาจมัวกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่กับปริมาณผู้คนที่เข้าร่วมช ุมนุม แต่การชูประเด็นตัวบุคคลอย่างทักษิณ รวมถึงประเด็นการขอพระราชทานอภัยโทษจนเกินพอดี อาจกลายเป็น หอกดาบกลับมาทิ่มแทงให้มีปัญหาความชอบธรรม โดยเฉพาะประเด็นขอพระราชทานฯ นั้น ละเอียดอ่อนมาก สุดท้ายแล้วปริมาณไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความสำเร็จเสมอไป
ที่มา นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์ | บทความ
บทความ ดอกไม้ปลายปืน

การกระทำของรัฐที่ใช้ 2 มาตรฐานในการดำการกับฝ่ายที่ตรงข้ามกับตน ยิ่งที่ให้ขาดการยอมรับและชอบธรรม อย่าอ้างประชาชนเลย เนื่องจากพวกเรารู้เท่าทันพวกท่าน เราต้องการประชาธิปไตยจึงออกมาเรียกร้อง
ไล่คนคนดีเข้าป่า เอาคนใจยักษ์ ชั่วครองเมือง
ผมชอบเรื่องราวของประเทศไทยมากเลยครับ