จากการที่ผู้บัญชาการทั้ง 4 เหล่าทัพ ได้ออกมานั่งแถลงทางสื่อโทรทัศน์ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนโดยมีข้อความพาดพิ งและมีลักษณะกดดันการดำรงอยู่ของนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นเป็นต้นมานักวิเคราะห์การเมืองและนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์โดยเ ฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สนใจเรื่องบทบาททหารกับการเมืองพากันตั้งคำถามว่า ทหารไทยปัจจุบันได้มีบทบาทเป็นทหารอาชีพไปแล้วหรือยังเป็นทหารการเมืองอยู่
เพราะในอดีตกองทัพไทยและรัฐไทยถูกยกย่องอย่างมากในลักษณะที่มีความก้าวหน้าส ามารถหยุดยั้งปัญหาสงครามเย็นด้วยการเสนอตัวแบบให้รัฐไทยใช้ประชาธิปไตยต่อส ู้แก้ไขปัญหาภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ รูปธรรมคือกองทัพถอนตัวจากการเมือง มีการเลือกตั้งและใช้กฎเกณฑ์ประชาธิปไตยฝ่ายผู้ที่ต่อสู้ในป่าพากันกลับมาสู ้ทางการเมืองในระบบแทน
ผลพวงที่กองทัพได้รับคือเกียรติยศและศักดิ์ศรีในวงการนานาชาติพากันยกย่องว่ าทหารไทยก้าวหน้าแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ด้วยการใช้การพัฒนานำการปราบปรามและทำใ ห้รัฐไทยเป็นประชาธิปไตย ส่วนกองทัพก็ได้บทบาทการพัฒนาเพิ่มขึ้นถึงขั้นบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญโดยกองทั พอื่น เช่น สหรัฐฯ มาภายหลังจึงพากันหาทางเพิ่มบทบาททหารของตนเองเช่นกันโดยเรียกว่าการปฏิบัติ การอื่น ๆ นอกเหนือการสงคราม (Operation Other Than War)
แต่ในมิติด้านความสัมพันธ์ทหารกับพลเรือนตามทฤษฎีและตัวแบบสากลแล้ว วิธีวัดว่ากองทัพใดมีระดับความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใดเขาให้ดูที่ควา มสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับพลเรือนผู้บริหารซึ่งมีที่มาจากการเลือกตั้งของปร ะชาชน เช่น ในกองทัพที่เป็นสากลจะยอมรับการปกครองของนักการเมืองฝ่ายพลเรือนซึ่งมาจากกา รเลือกตั้ง
ในสถานะของกลไกรัฐตามระบอบประชาธิปไตยนั้น กองทัพต้องถือว่าตนเองเป็นกลไกรัฐ รับใช้ประชาชนและฟังคำสั่งผู้มีอำนาจรัฐที่ชอบธรรมไม่มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ ์ผู้บังคับบัญชาโดยเฉพาะที่มาจากการเลือกตั้ง….. แต่นั่นก็เป็นมุมมองตามตัวแบบตะวันตก ซึ่งลักษณะสังคมไทยเป็นอีกแบบหนึ่ง
เข้าใจได้ว่า ผู้บัญชาการทหารบก ถูกกดดันจากทุกทิศทางไม่ว่าจะจากข้างบน พันธมิตร ฝ่ายรัฐบาลและประชาชน ดังนั้น เดิมจากการที่ ผบ.ทบ.เคยมีจุดยืนหนักแน่นในเรื่องการเมืองว่าจะเดินสายกลาง “เรื่องการเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองด้วยกัน ทหารจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว” และที่สำคัญ ผบ.ทบ.เน้นย้ำเสมอว่าจะไม่ปฏิวัติ แต่วันนี้จากอาการที่ผู้บัญชาการทั้ง 4 เหล่าทัพออกมาแถลงข่าว เหตุการณ์ย่อมเปลี่ยนไปแล้ว
ฝ่ายพันธมิตรเองมองสถานการณ์ทางการเมืองเป็นลักษณะ ดำ-ขาว เหมือนประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์ช บุช พูดกับชาวโลกว่า “หากไม่อยู่กับผมก็เท่ากับเป็นศํตรูกับผม” โดยพันธมิตรมองว่ากลุ่มตนเองเท่านั้น ที่รักษาชาติและราชบัลลังก์ คนที่อยู่ตรงข้ามหรือไม่เข้าพวกตนเป็นผู้ไม่จงรักภักดีจ้องทำลายสถาบัน ซึ่งเท่ากับไม่มีที่ว่างให้คนกลาง ๆ เหลืออยู่เลย
อย่างไรก็ตาม บทบาทของทหารในประเทศต้นแบบประชาธิปไตยนั้น แท้จริงแล้วเป็นผู้ที่พิทักษ์และปกป้องสภาวะความมั่นคงของประเทศทุกมิติในบา งกรณีจึงสามารถที่จะให้ข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็นต่อประเด็นต่าง ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงคล้ายกรณีที่ ผู้บัญชาการเหล่าทัพของไทยกระทำกัน เพียงแต่ประเทศที่เจริญแล้วเขาใช้เวทีลับหรือปกปิด เช่นใช้ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นที่ถกแถลงและเป็นเวทีที่ข้าราชกา รประจำจะเสนอแนะประเด็นด้านความมั่นคงต่อฝ่ายการเมืองได้อย่างมีความชอบธรรม ซึ่งของรัฐไทยวิธีการค่อนข้างพิศดารไปหน่อย
ส่วนประเด็นบทบาทของทหารไทยในประเทศประชาธิปไตยที่ลักษณะเฉพาะเช่นนี้ ต้องยอมรับว่ามีความซับซ้อนถึงขนาดที่กองทัพไทยได้วางบทบาทของตนไว้รองรับกั บลักษณะเฉพาะดังกล่าว คือถือว่าทหารไทยเป็นทหารของพระเจ้าอยู่หัวและมีหน้าที่ปกป้องรักษาสถาบันพร ะมหากษัตริย์
ใ นความเป็นจริงแล้วราษฎรไทยทุกหมู่เหล่าและทุกคนต่างเทใจและมีความรักในสถาบั นกันทุกคน เพราะฉะนั้นทหารควรวางบทบาทของตนเองว่าเป็นทหารของประชาชนซึ่งจะต้องพิทักษ์ รักษาระบอบการปกครองประชาธิปไตยและความมั่งคั่งสมบูรณ์ของระบบดังกล่าวเท่าน ั้นที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์คงอยู่คู่กับสังคมไทยตลอดไปและหน้าที่นี้ ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมเท่าเทียมกัน ไม่ได้ผูกขาดความรักสถาบันไว้เพียงกับกองทัพหรือพันธมิตรเท่านั้น
เมื่อทหารไทยอยู่ในวังวนของสถานภาพและบทบาทพิเศษที่กล่าวข้างต้นทำให้วนเวีย นและวกวนอยู่กับบทบาทที่ใกล้กับการเมือง ไม่หลุดออกจากการเมืองในความหมายที่แท้จริงความเป็นทหารอาชีพจึงย่อหย่อนลง หากเกรงใจกันก็คงพูดเท่านี้ แต่หากพูดตามข้อเท็จจริงถือว่าความเป็นทหารอาชีพของไทยนั้นมีลักษณะที่ต่ำมา ก เพราะดันไปทำหน้าที่ด้านอื่นมากไปหน่อย
ไม่แน่ใจว่าประเมินตนเองกันหรือเปล่าว่าหน้าที่ในการรักษาความมั่นคง ของตนเองความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด ตั้งแต่ปัญหาภาคใต้ก็ยังแก้ไม่ตก ด้านกัมพูชาไม่ต้องพูดถึง แถมยังมีปัญหากองกำลังกะเหรี่ยงบุกข้ามเขตแดนไทยเข้ามาหมายสังหารกำนันแถบภา คเหนือในดินแดนของไทย โดยทหารไทยทำได้แค่เพียงไปถึงที่เกิดเหตุพร้อมนักข่าวเท่านั้น
ด้านของความเป็นทหารอาชีพ เรื่องที่ใหญ่มากคือความซ้ำซ้อนในโครงสร้างของกองทัพไทย ซึ่งประเทศทั่วโลกเขามีลักษณะบูรณาการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันหมดแล้วแต่กองทัพ ไทยยังล้าหลัง เช่น มีโรงเรียนเสนาธิการของกองทัพทุกกองทัพ มีโรงเรียนตามแนวทางรับราชการ เช่น โรงเรียนกิจการพลเรือน โรงเรียนพยาบาลกันทุกกองทัพ และทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกันไปหมด
ดูแค่กรณีของประเทศอินโดนีเซีย ผู้บัญชาการเหล่าทัพของเขาพร้อมใจกันเสียสละอำนาจและความมั่งคั่งในลักษณะอั ตตาคือจากที่ทุกเหล่าทัพมีสิทธิเสนองบประมาณด้วยตนเองและบริหารทรัพยากรหรือ บุคลากรแบบแยกส่วน เขารวมตัวกันเดินไปบอกนักการเมืองให้ปฏิรูปกองทัพตามแนวสากล คือให้มีกองบัญชาการร่วมแห่งเดียวลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานที่ทุกเหล่าเคยมี มา เท่ากับสามารถปฏิรูปกองทัพให้มีลักษณะบูรณาการได้
ห ากผู้บัญชาการเหล่าทัพของไทยก้าวหน้ามากนัก ก็ควรที่จะเลือกประเด็นของความก้าวหน้าที่จะเกิดประโยชน์กับสังคม ด้วยการปฏิรูปกองทัพแค่ให้เหมือนอินโดนีเซียที่กล่าวมา ลดผลประโยชน์ส่วนตนที่แต่ละกองทัพอุบเอาไว้ในกรณีสามารถมีสิทธิเสนองบประมาณ ด้วยตนเอง เลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ของตนเองและท้ายที่สุดเมื่อเวลาปฏ ิบัติการก็ไม่สามารถบูรณาการการปฏิบัติกันได้จริง…… ถ้ายอมตัดผลประโยชน์ตรงนี้ออกมาได้ถึงจะเรียกว่ามีความก้าวหน้าอย่างแท้จริง .
ที่มา นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์ | บทความ
บทความ ดอกไม้ปลายปืน
