โดย วิทยากร เชียงกูล
ชนชั้นนำแบ่งเป็นหลายกลุ่มและยอมรับระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามากขึ้น
ยุคประชาธิปไตยเบ่งบานจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีอายุสั้นแค่ 3 ปี เพราะขบวนการนักศึกษาปัญญาชนเป็นกลุ่มนักอุดมคติที่ยังอ่อนประสบการณ์และไม่ สามารถเข้าไปมีบทบาทปฏิรูปสังคมได้มากนัก เมื่อนักศึกษามีแนวคิดก้าวหน้าจะไปช่วยชนชั้นล่างมากขึ้น ก็ถูกชนชั้นสูงชนชั้นกลางปราบอย่างรุนแรงในเหตุการณ์การสังหารประชาชน 6 ตุลาคม 2519 มีการรัฐประหารและจัดตั้งรัฐบาลอำนาจนิยมจารีตนิยม แต่ระบอบที่ถอยหลังเข้าคลองสุดโต่งนั้นก็อยู่ได้เพียงปีเดียว ก็ถูกรัฐประหารโดยคณะนายทหารที่มีแนวคิดเสรีนิยมมากกว่า ขณะที่ฝ่ายสุดโต่งอีกขั้วหนึ่งคือพรรคคอมมิวนิสต์ก็เสื่อมสลายใน 5-6 ปีต่อมา
ถ้าเรามองประวัติศาสตร์ในระยะ 35 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และการต่อสู้ของกลุ่มคนที่ตื่นตัวหลังจากนั้น ก่อให้เกิดผลสะเทือนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและการพัฒนาความคิดจิตใจ ที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชนส่วนที่มีการศึกษาและตื่นตัวทางการเมือง ช นชั้นนำซึ่งก่อนหน้านั้นเคยร่วมมือกันเอาเปรียบประชาชน หลังจากนั้นแบ่งเป็นหลายกลุ่มที่ทั้งร่วมมือและแข่งขันกัน เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกมากขึ้น แม้ชนชั้นนำยังคงเอาเปรียบประชาชน แต่เทียบกับยุคก่อนหน้านั้นก็ต้องถือว่ามีท่าทีผ่อนปรน รักษาระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของชนชั้นสูงและชน ชั้นกลางไว้ในระดับหนึ่ง แม้หลัง 14 ตุลาคม 2516 แล้วจะมีรัฐประหาร 4 ครั้งแต่ละครั้งอยู่ได้ราว 1 ปี ระบบการปกครองไทยไม่อาจจะถอยหลังกลับไปสู่ยุคเผด็จการทหารเต็มที่แบบสฤษดิ์- ถนอม ในยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516 ได้อีก
ปัญหาซับซ้อน แต่องค์ความรู้ที่ก้าวหน้ายังมีน้อยและไม่แพร่กระจาย
สังคมไทยในปัจจุบันมีประชากรเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 35 ปีที่แล้วมาก เมืองขยายตัว ชุมชนอ่อนแอพึ่งตนเองได้ลดลง เพราะต้องพึ่งทุนและพึ่งรัฐบาลแบบชุมชนเป็นฝ่ายเสียเปรียบขึ้น มีการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดที่เป็นบริวาร ที่นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่มีการกระจายที่ไม่เป็นธรรมเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจสังคมรุนแรงกว้างขวางกว่าตอนก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 (เมื่อ 35 ปีที่แล้ว) เช่นมีคนว่างงานและคนจนเพิ่มขึ้นหลายเท่า มีคนติดยาเสพติด โสเภณี คนเป็นโรคเอดส์และคนมีปัญหาด้านอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้นหลายเท่า
แต่เนื่องจากการเมืองยังคงเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และปัญหาเศรษฐกิจสังคมมีลักษณะแบ่งงานกันทำอย่างซับซ้อน ชนชั้นนำค รอบงำระบบการศึกษาสื่อมวลชนและการสื่อสารทางด้านวัฒนธรรมทำให้นักศึกษา ปัญญาชน ประชาชนทั่วไป ที่ได้รับการศึกษาแบบเสรีนิยมที่เน้นการท่องจำและความรู้ทางเทคนิค มองปัญหาบ้านเมืองได้ไม่ชัดเจนเหมือนในยุคเผด็จการทางทหารสมัยก่อน 14 ตุลาคม 2516
นักศึกษาและเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นหลังปี 2520 เป็นต้นมาสนใจปัญหาการเมืองลดลง เพราะพวกเขาถ ูกครอบงำโดยระบบเศรษฐกิจและการศึกษา สื่อสารมวลชน ให้มีแนวคิดค่านิยมปัจเจกชนในระบบทุนนิยมผูกขาดที่มุ่งแข่งขันทางเศรษฐกิจแล ะหาความสุขจากการบริโภคเพื่อประโยชน์ตัวเองเพิ่มขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ก็ถูกหลอกให้มีความหวังว่าระบบทุนนิยมและโครงการประชานิยมแบ บที่รัฐบาลทักษิณทำจะช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความยากจนได้
ในแง่การเมือง คนชั้นสูงและชั้นกลางใช้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เป็นเครื่องมือในการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ คนที่มีโอกาสรับเลือกเข้าไปในสภา มีแต่ตัวแทนของนายทุน และคนชั้นกลางที่มีนโยบายแบบจารีตนิยมและเสรีนิยม กลุ่มที่มีอำนาจมากยิ่งฉ้อฉลหาผลประโยชน์ทับซ้อนมาก ขณะที่คนงาน เกษตรกร ประชาชนทั่วไปยากจน ขาดความรู้ข้อมูลข่าวสาร อยู่กระจัดกระจาย ไม่มีกลุ่มไม่มีอำนาจต่อรองที่เข้มแข็งมากพอ พรรคที่มีแนวคิดก้าวหน้าไปในทางสังคมนิยมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติหรือป ฏิรูปสังคมเพื่อสร้างความเป็นธรรมคนส่วนใหญ่เสื่อมถอยไปหมดสิ้น เหลือแต่พรรคแนวคิดแบบเสรีนิยม จารีตนิยม
ในแง่เศรษฐกิจและสังคม ประเทศไทยในรอบ 35 ปีหลัง 14 ตุลาคม 2516 มีการพัฒนาแบบทุนนิยมผูกขาดแบบปลาใหญ่กินปลาเล็กมากขึ้น การกระจายทรัพย์สินและรายได้มีความไม่เป็นธรรมเพิ่มขึ้น ในปี 2549 คนที่รวยที่สุด 20% แรกมีสัดส่วนในรายได้ถึง 56.5% ของรายได้ของคนทั้งประเทศ คน 80% มีสัดส่วนรายได้แค่ 43.5% เทียบกับเมื่อ 35 ปีที่แล้ว คนจนเพิ่มมากขึ้น การทำลายสภาพแวดล้อม และความเสื่อมโทรมทางสังคมและวัฒนธรรมเพิ่มในอัตราสูงแบบทวีคูณ แต่ชาวบ้านได้รับเงินกู้แบบง่าย ๆ ยังคงมีความหวังแบบลม ๆ แล้ง ๆ ว่าพวกเขาจะรวยขึ้นสักวันหนึ่ง
ในรอบ 35 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทุกรัฐบาลไม่ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการเมือง เช่นปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูประบบการคลังและภาษีอากรอย่างแท้จริง รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (2544-2549) มีโครงการกระจายทรัพยากรออกไปสู่ชนบทและคนจนในเมืองพอสมควร แต่กลายเป็นโครงการประชานิยมแบบฉาบฉวย คือปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนกู้เงินได้ง่ายขึ้น เป็นหนี้เพิ่มขึ้น มีการขายทรัพย์สมบัติ เช่นรัฐวิสาหกิจของชาติ การกู้เงิน (รวมทั้งการออกพันธบัตร) ของภาครัฐเพื่อกระตุ้นการบริโภคเพิ่มขึ้น ประชาชนพอใจที่ได้มีเงินใช้จ่ายหมุนเวียน แต่ไม่ตระหนักว่าพวกเขาเป็นหนี้ และถูกครอบงำให้เป็นฝ่ายเสียเปรียบธนาคารและทุนขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น กลายเป็นไพร่สมัยใหม่คือผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์ของนักธุรกิจการเมืองเพิ่มขึ้น
การที่กลุ่มทักษิณรวบอำนาจ ทุจริตฉ้อฉลและแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างมากมายมหาศาล สร้างปัญหาการพัฒนาที่ไม่สมดุล และความขัดแย้งกับคนหลายกลุ่ม ทำให้เกิดการชุมนุมคัดค้านต่อต้านจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มแนวร่วมเฉพาะกิจของทั้งกลุ่มคนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และปัญญาชน ประชาชนกลุ่มหัวก้าวหน้า กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมคัดค้านต่อสู้ทางการเมืองแบบสันติวิธีเพื่อมุ่งโค่นล้มระบอบทักษิณและ ตัวแทนได้อย่างมีพลังหนุนและยืดเยื้อ แต่นอกจากชูธงโค่นล้มระบอบทักษิณและปกป้องพระมหากษัตริย์แล้ว พวกเขายังไม่ได้ก่อให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า และไม่ได้มีแนวคิดการพัฒนาทางเลือกใหม่ที่ก้าวหน้าหรือเป็นเอกภาพ แม้จะเริ่มเสนอเรื่องการเมืองใหม่หรือการปฏิรูปการเมืองและสังคมบ้าง ก็ยังเป็นแนวคิดอุดมคติแบบหลวม ๆ
คนไม่รู้จักประวัติศาสตร์ ได้บทเรียนราคาแพง
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีผลสะเทือนจำกัด เพราะไม่ได้มีการปฏิรูปการศึกษาสื่อสารมวลชนและการจัดตั้งองค์กรมวลชนที่จะท ำให้ประชาชนได้เรียนรู้แบบคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ถูกชักจูงโดยชนชั้นนำด้วยอารมณ์ ความรู้สึกจงรักภักดีต่อชนชั้นนำคนหนึ่งคนใดมากเกินไป การจัดตั้งองค์กรประชาชนและการค้นคว้าแนวคิดที่ก้าวหน้ามีน้อยเกินไป
ประชาชนทั่วไปในวันนี้ยังติดอยู่ในกรอบคิดที่มองอะไรแบบ 2 ขั้วสุดโต่งอยู่มากทีเดียว เช่นคนที่เข้าข้างกลุ่มทักษิณกับคนที่ต่อต้านกลุ่มทักษิณ การมองว่าพรรคหรือพวกที่ฉันสนับสนุนดี พรรคหรือพวกแกเลว ฉันเป็นฝ่ายถูก แกเป็นฝ่ายผิด ถ้าฉันหรือพรรคพวกทำสิ่งนี้ถือว่าถูกหรือดี พวกแกทำถือว่าผิด เลว
การที่ตำรวจใช้อาวุธร้ายแรงปราบประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติ 7 ตุลาคม 2551 สะท้อนว่า รัฐบาล/เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากการใช้ความรุนแรงแบบไร้สติในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เลย ก ลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้กำลังปราบประชาชน ยังคงคิดแบบแบ่งคนเป็น 2 ขั้วสุดโต่ง อ้างว่าประชาชนที่ชุมนุมหน้ารัฐสภาเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่มุ่งขัดขวางการป ระชุมของส.ส. เท่ากับขัดขวางระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการอ้างที่เกินความจริง เพราะการชุมนุมคัดค้านวิจารณ์รัฐบาลอย่างสันติเป็นสิทธิของประชาชนตามรัฐธรร มนูญ และรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาโดยใช้หลักการปกครองที่ดีได้มากกว่าวิธียิงแก๊สน้ำต า ปืน ระเบิดใส่ประชาชน
การที่ประชาชนไทยในยุคปัจจุบันถูกแบ่งเป็น 2 ขั้วสุดโต่งระหว่างพวกสนับสนุนระบอบทักษิณ(ทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวาร)และพ วกพันธมิตรฯ(เสรีนิยมผสมจารีตนิยมกษัตริย์นิยม) ทำให้เกิดการเลือกข้างตามความเชื่ออารมณ์ความรู้สึกข้างใดข้างหนึ่งมากกว่าจ ะส่งเสริมให้ประชาชนได้คิดถึงทางเลือกใหม่ ๆ ที่ก้าวข้ามพ้นระบอบทักษิณ หรือก้าวข้ามพัฒนาแนวทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดที่เป็นบริวารไปสู่ระบอบเศรษฐก ิจการเมืองใหม่ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชน เช่นระบอบสหกรณ์ สังคมนิยมประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการและชุมชนสวัสดิการ เศรษฐกิจแบบพึ่งตนตลาดภายในประเทศเป็นสัดส่วนสูงขึ้นฯลฯ อย่างมีเหตุผล มีหลักวิชาการได้อย่างจริงจัง
จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนผู้มีความคิดสติปัญญาทั้งหลายควรจะต้องกลับมาทบทวนป ัญหาหลักของเศรษฐกิจการเมืองไทย โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบอบประชาธิปไตยอย่างวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ เพื่อจะได้เข้าใจสภาพปัญหา สาเหตุ และหาทางออกในระยะกลางและระยะยาวได้อย่างชัดเจนเพิ่มขึ้น
