RSS

วิกฤตเศรษฐกิจโลกและทางออกของไทย

10 ม.ค.

การแก้ปัญหาแบบอุ้มคนรวย ไม่ใช่ทางที่จะแก้ไขวิกฤติได้อย่างแท้จริง

ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ เริ่มจากการที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ มีปัญหาหนี้เสียจากการปล่อยสินเชื่อบ้านให้กับลูกหนี้ประเภทเสี่ยง (ที่เรียกว่าซับไพร์ม คือลูกหนี้เกรดต่ำกว่าลูกหนี้ชั้นดี) มากเกินไป โดยไม่พิจารณาความสามารถในการชำระคืนของลูกหนี้ และยังมีการนำภาระหนี้ไปทำเป็นตราสารหนี้และการรับประกันหนี้ขายต่อกันไปเป็ นทอด ๆ โดยนายอาลัน กรีนสแปน ประธานคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ ผู้ที่อ้างเรื่องตลาด ไม่ได้สนใจจะวางกฎเกณฑ์ดูแลเรื่องตราสารหนี้อย่างรอบคอบ เมื่อเกิดปัญหาหนี้เสียมากจึงล้มตามกันเป็นทอด ๆ ไปถึงตัวสถาบันการเงินใหญ่

นายอาลัน กรีนสแปน รวมทั้งไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก เคยวิจารณ์รัฐบาลไทยว่าทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำในปี พ.ศ.2540 เพราะไทยพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมแบบเล่นพวก (CRONY CAPITALISM) คราวนี้รัฐบาลสหรัฐฯก็แก้ไขปัญหาแบบส่งเสริมให้นายธนาคารสุ่มเสี่ยงทางจริยธ รรมอย่างเดียวกับรัฐบาลไทย นั่นก็คือ เอาเงินของรัฐบาลซึ่งเป็นเงินของประชาชนทั้งประเทศไปช่วยนายธนาคารและสถาบันการเงิน (รวมบริษัทประกันภัย) ซึ่งเป็นธุรกิจของนายทุนที่เป็นคนส่วนน้อย เพียงเพื่อให้ประชาชนมั่นใจไม่แห่ไปถอนเงิน และเพื่อทำให้ระบบธนาคารการเงินซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจทุนนิยมยังคงเดินหน ้าต่อไปได้

นักวิชาการและนักกิจกรรมก้าวห น้า ออกมาประท้วงว่าแทนที่จะเอาเงินไปช่วยธนาคารสถาบันการเงิน น่าจะเอาไปช่วยคนที่เขาจำเป็นต้องผ่อนบ้าน และคนที่ตกงานโดยตรง จะช่วยพยุงฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศได้ดีกว่า นักศาสนาและนักพัฒนาเอกชน รวมทั้งอดีตเลขาธิการสหประชาชาติวิจารณ์ว่า ทีชาวแอฟริกาและที่อื่น ๆ ขาดแคลนอาหารถึงขั้นเด็กและประชาชนเสียชีวิตต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน รัฐบาลประเทศร่ำรวยอ้างว่าไม่มีเงิน แต่พอธนาคารเอกชนขนาดใหญ่ทำท่าจะล้ม รัฐบาลเหล่านี้ควักเงินของประชาชนหลายล้านล้านดอลลาร์ ไปช่วยอุ้มนายธนาคารและบริษัทประกันภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่อาจจะแก้ไขได้ชั่วคราวแบบผ่อนหนักให้เป็นเบาเท่านั้น

ปัญหาไม่ใช่เกิดจากการที่ธนาคารกลางไม่รู้จักควบคุมดูแลสถานการณ์เงิ นอย่างดีพอ หรือสถาบันการเงินบางแห่งโลภ ปล่อยสินเชื่อมากหวังได้กำไรมากเกินไป ปัญหาที่แท้จริง คือระบบทุนนิยมโลก (ซึ่งมีธนาคารเป็นหัวใจหรือตัวจักรสำคัญที่สุด) ต้องทำกำไรสูงสุดและกำไรนั้นสะสมอยู่ในมือนายทุนใหญ่เพียงส่วนน้อย ไม่กระจายออกไปสู่คนส่วนใหญ่ ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่สมดุลที่นำไปสู่วิกฤติการล้มละลายของธุรกิจและการขาดความเชื่อมั่นของคน ระบบทุนนิยมผูกขาดเป็นระบบที่มีโครงสร้างทำลายตัวเองในระยะยาวอย่างที่คาร์ล มาร์กซ์เคยวิเคราะห์ไว้ เพียงแต่ประเทศทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ผ่านมาปรับตัวได้เก่ง ทุนนิยมโลกจึงผ่านวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำและอยู่รอดมาได้นาน

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เติบโตมาโดยตลอดในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา เป็นการเติบโตของการบริโภคที่อยู่ได้ด้วยการเป็นหนี้ของประชาชน ประเทศสหรัฐฯขาดดุลชำระเงินมาตลอด จนเดี๋ยวนี้เป็นประเทศลูกหนี้รายใหญ่ที่สุด ขณะที่นายทุนใหญ่อเมริกันซึ่งเป็นคนส่วนน้อยรวยขึ้น คนอเมริกันส่วนใหญ่ได้ค่าแรงงานสุทธิเมื่อเทียบกับภาวะเงินเฟ้อแล้วอยู่ราวเ ท่าเดิมและบางคนได้ต่ำลง แต่การที่คนอเมริกันมีเงินจับจ่ายใช้สอยได้มาก เพราะพวกเขากู้จากสถาบันการเงินได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะผ่อนส่งบ้าน กู้เพื่อการศึกษา กู้จากการใช้บัตรเครดิตต่าง ๆ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งเสริมการใช้จ่ายของคนอเมริกันด้วยการลดดอกเบี้ยให้ต่ำมาเรื่อย ๆ เรื่องสภาพคล่องของปริมาณเงินไม่มีปัญหาเพราะธนาคารกลางสหรัฐฯพิมพ์เงินดอลล าร์ได้เอง โดยไม่ต้องมีทองคำหนุนหลังอยู่แล้ว เรื่องเงินเฟ้อก็ไม่มีปัญหา เพราะสหรัฐสามารถสั่งเข้าสินค้าราคาถูกจากจีนและประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ได้ ทำให้คนอเมริกันมีสินค้าอุปโภคบริโภคมากมาย

จีน ญี่ปุ่นและประเทศขายของให้สหรัฐฯ ได้มาก ต้องเอาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มาลงทุนในสหรัฐฯ ช่วยให้สหรัฐฯ มีการลงทุน มีเงินหมุนเวียนไปได้ตลอดมา แถมคนอเมริกันยังมีเงินจากการเก็งกำไรในตลาดบ้าน ตลาดหุ้นฯลฯ ซึ่งมีราคาสูงขึ้นมาตลอดหลายปีด้วย โดยเฉพาะราคาบ้านที่สูงมาตลอดในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนจำนวนมากขายบ้านเก่าได้กำไรและไปกู้ซื้อบ้านใหม่ที่ใหญ่ขึ้นแพงขึ้น เพราะเชื่อว่าอย่างไรก็จะขายได้กำไร สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อง่ายก็คิดเพียงว่าถ้าใครผ่อนส่งไม่ได้ ฉันยึดบ้านเอาไปขายต่อ ฉันก็ยังได้กำไร (ตราบเท่าที่ราคาบ้านสูงขึ้น) เศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงเติบโตบนพื้นฐานของการเป็นหนี้และเก็งกำไร ซึ่งไม่มีทางที่จะเติบโตได้ตลอดไป พอถึงจุดที่เสี่ยงมากไป คนผ่อนส่งไม่ไหว เกิดหนี้เสีย ราคาบ้านลดลงอย่างฮวบฮาบ จึงพังกันเป็นลูกโซ่ไปจนถึงธนาคารสถาบันการเงินขนาดใหญ่ และรัฐบาลต้องใช้เงินกองกลางของรัฐเข้ามาอุ้ม นี่คือทุนนิยมโดยรัฐ ไม่ใช่เรื่องสังคมนิยมซึ่งมีปรัชญาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ไทยได้รับผลกระทบอย่างไร และควรจะแก้ไขอย่างไร

ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาด้านการธนาคารการเงินมากเท่าไหร่ เพราะตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำปีพ.ศ.2540 ธนาคารสถาบันการเงินของไทยปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังมากขึ้น ธุรกิจก็ไม่กู้มากหรือเน้นเรื่องเก็งกำไรจนเกินไปเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน การที่รัฐบาลทักษิณถูกขับไล่ไปตั้งแต่ปี 2549 ถือเป็นโชคดีของประเทศไทย เพราะถ้ารัฐบาลทักษิณยังอยู่ พวกเขาจ ะส่งเสริมการปล่อยสินเชื่อและการเก็งกำไรเรื่องบ้านและหุ้นกันมากกว่านี้ และประเทศไทยจะเจ็บตัวจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกถดถอยมากกว่านี้

แม้กระนั้นไทยก็จะส่งออกได้ลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ภายในปีหน้าคนอาจตกงานระหว่าง 5 แสนถึง 1 ล้านคน เมื่อธุรกิจและผู้บริโภคมีรายได้ลดลง การค้าขายและการผลิตสินค้าอื่นก็จะลดลงตามมาด้วย ปัญหานี้มาจากการที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งการลงทุนและการค้าต่างประเทศ (การส่งออกและสั่งเข้า) มากเกินไป สหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่ของไทย รวมทั้งเป็นตลาดใหญ่ของจีนและอีกหลายประเทศ เมื่อคนอเมริกันซื้อของได้ลดลง หลายประเทศก็จะซื้อของจากไทยลดลงตามไปด้วย

ทางออกคือคนไทยต้องกล้าคิดนอกกรอบการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตก แทนที่จะหวังพึ่งแต่ต่างประเทศ ต้องหันมาพัฒนาแรงงาน ทรัพยากรและตลาดภายในประเทศเ พิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจทุนนิยมโลกคงจะถดถอยไปอย่างน้อย 2-3 ปี แต่ละประเทศจะปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง สั่งซื้อสินค้าจากประเทศอื่นลดลง ประเทศไทยนั้นมีประชากรถึง 64-65 ล้านคน เป็นประเทศใหญ่อันดับที่ 19 ของโลก เพียงแต่ว่ารัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลเพื่อทุนต่างชาติ คนรวยและคนชั้นกลางส่วนน้อย ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ยากจน การศึกษาต่ำ ประสิทธิภาพต่ำ รายได้ต่ำ อำนาจซื้อต่ำ ตลาดภายในประเทศไทยจึงเล็ก การผลิต การขายและการบริโภคภายในประเทศมีน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรซึ่งมีมากกว่าประเทศอังกฤษด้วยซ้ำ (รายได้ต่อหัวของคนไทยอยู่ราวลำดับที่ 72 ของโลก)

ถ้าเราเปลี่ยนนโยบายการพัฒนาประเทศใหม่ ลดการพึ่งการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศลง หันมาปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่นป ฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ปฏิรูปการคลัง การเงินการธนาคาร เพื่อกระจายทรัพย์สิน รายได้ ความรู้สู่ประชาชนที่ยากจนอย่างทั่วถึงเป็นธรรม ตลาดภายในประเทศไทยจะใหญ่ขึ้นได้หลายเท่า

ทางออกในยุควิกฤติเศรษฐกิจโลกถดถอย คือพัฒนาเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองในระดับประเทศเป็นสัดส่วนสูงขึ้น ส่วนการหารายได้จากต่างประเทศควรส่งเสริมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและกระจายให้คนไทยส่วนใหญ่ได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง เ ช่นสินค้าเกษตรแปรรูป อาหารสมุนไพร การนวด การรักษาพยาบาล การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สินค้าที่ใช้ฝีมือ เช่นเซรามิคส์ เครื่องประดับ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ หัตถกรรมต่าง ๆ และควรประหยัดการใช้น้ำมันและสินค้าฟุ่มเฟือยที่ต้องสั่งเข้าจากต่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลลงด้วย

ระบบเศรษฐกิจที่จะไม่สร้างความขัดแย้งและในที่สุดจะทำลายตัวเองแบบระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม คือระบบสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งมีแนวคิดคล้ายสังคมนิยมประชาธิปไตยหรือทุนนิยมแบบร่วมมือกัน ที่คนส่วนใหญ่เป็นทั้งนายทุนผู้ผลิตและผู้บริโภค ธุรกิจที่เป็นของสหกรณ์และบริหารโดยสมาชิกและผู้แทนสหกรณ์ย่อมคิดถึงประโยชน ์และความปลอดภัย ความมั่นคงยั่งยืนของสมาชิกที่เป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน มากกว่าระบบทุนนิยมที่นายทุนส่วนน้อยจะคิดแต่หากำไรสูงสุดของเอกชนโดยไม่คำน ึงถึงผลกระทบทางลบต่อคนส่วนใหญ่ เราอาจจะใช้ระบบผสม คืออยู่ร่วมกับทุนนิยมได้ แต่ต้องเป็นทุนนิยมที่มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม โดยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมาก ต้องไม่ปล่อยให้ทุนข นาดใหญ่ผูกขาด ค้ากำไรมากไป สำหรับกิจการสาธารณูบริโภคและกิจการที่ต้องใช้ทุนขนาดใหญ่ ควรทำให้เป็นสหกรณ์ โดยรัฐบาลอาจร่วมลงทุนแบบรัฐวิสาหกิจ แต่ปฏิรูประบบบริหารให้เป็นประชาธิปไตย มีประสิทธิภาพและโปร่งใส

นอกจากนี้ก็ควรใช้ระบบรัฐสวัสดิการและชุมชนสวัสดิการ เก็บภาษีคนรวยและหารายได้จากสาธารณะสมบัติของรัฐมาช่วยคนจน คนด้อยโอกาส คนที่อ่อนแอ เสียเปรียบควบคู่กันไปด้วย เราต้องเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจใหม่ดังที่กล่าวมาทั้งหมดประเทศไทยจึงจะพัฒนาตาม แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ช่วยให้คนส่วนใหญ่อยู่ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตพอเ พียงได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นแค่คำขวัญ แต่ของจริงยังคงเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาด

(อ่านเพิ่มเติม วิทยากร เชียงกูล อนาคตเศรษฐกิจโลกและทางออกของไทย บ้านพระอาทิตย์ 2550)

About these ads
 

ป้ายกำกับ: ,

5 responses to “วิกฤตเศรษฐกิจโลกและทางออกของไทย

  1. JoKoLate

    พฤษภาคม 25, 2009 at 5:39 am

    เท่าที่อ่านมา

    1.สหรัฐปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้เกรดต่ำเยอะ

    2.มีการลดความเสี่ยงโดยนำรายได้จากพวกลูกหนี้เกรดต่ำเข้าตลาดหลักทรัพย์

    3.เก็งกำไรจากหนี้ ได้ตลอดหลายปี

    4.คนผ่อนส่งไม่ไหวก็เกิดหนี้เสีย จากการเก็งกำไรลูกหนี้

    5.ส่งผลให้สถาบันการเงิน เก็บหนี้ไม่ได้อย่างเคยจึงเกิดขาดทุน

    6.ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยให้แก่นักลงทุนได้

    7.เทขายหุ้นที่ลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นต่างๆทั่วโลกเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินสด

    8.ตลาดเงินและตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วน

    9. ความเชื่อมั่นของนักลงทุนซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในตลาดเงินและตลาดหุ้นนั้นลดลง

    10.บรรยากาศการลงทุนไม่สดใสปริมาณการลงทุนในด้านต่างๆก็ลดลง

    11.ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในของสหรัฐอเมริกาที่จะปรับตัวลดลง

    12.ประเทศผู้ส่งออกทั้งหลายที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดสำคัญ ได้รับผลกระทบ

    ผมสรุปถูกหรือไม่วานบอก จะขอบคุณยิ่ง

     
  2. JoKoLate

    พฤษภาคม 25, 2009 at 5:47 am

    ถ้าเราเปลี่ยนนโยบายการพัฒนาประเทศใหม่ ลดการพึ่งการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศลง หันมาปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่นป ฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ปฏิรูปการคลัง การเงินการธนาคาร เพื่อกระจายทรัพย์สิน รายได้ ความรู้สู่ประชาชนที่ยากจนอย่างทั่วถึงเป็นธรรม ตลาดภายในประเทศไทยจะใหญ่ขึ้นได้หลายเท่า

    ทางออกในยุควิกฤติเศรษฐกิจโลกถดถอย คือพัฒนาเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองในระดับประเทศเป็นสัดส่วนสูงขึ้น ส่วนการหารายได้จากต่างประเทศควรส่งเสริมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและกระจายให้คนไทยส่วนใหญ่ได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง เ ช่นสินค้าเกษตรแปรรูป อาหารสมุนไพร การนวด การรักษาพยาบาล การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สินค้าที่ใช้ฝีมือ เช่นเซรามิคส์ เครื่องประดับ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ หัตถกรรมต่าง ๆ และควรประหยัดการใช้น้ำมันและสินค้าฟุ่มเฟือยที่ต้องสั่งเข้าจากต่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลลงด้วย

    ที่กล่าวมานี่ถ้าไม่ปล่อยสินเชื่อ ผมว่าทำไม่ได้หลอกครับ ^ ^

     
  3. JoKoLate

    พฤษภาคม 25, 2009 at 6:07 am

    จากที่กล่าวมา

    คนไทยส่วนใหญ่ยากจน การศึกษาต่ำ ประสิทธิภาพต่ำ รายได้ต่ำ อำนาจซื้อต่ำ ตลาดภายในประเทศไทยจึงเล็ก การผลิต การขายและการบริโภคภายในประเทศมีน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรซึ่งมีมากกว่าประเทศอังกฤษด้วยซ้ำ

    มองจากหลักเศรษฐศาสตร์มันไม่ครอบคลุม

    ถ้ามองความจริงจะรู้ว่าปัญหาคนส่วนไหญ่ยากจนนั้น ไม่ได้เกิดจากการขาดการ
    ศึกษาต่ำเพียงอย่างเดียว ปัญหามันเกิดจากการเอารัดเอาเปรียบ จากพวกนายทุน หรือพวกมีอำนาจต่างๆซะเป็นส่วนไหญ่เรียกได้ว่ากดให้จมดิน เกษตรกรก็โดนนายทุนต่างๆกดราคา ค้าขายก็โดนพวกมีอำนาจรีดไถ ทำงานโรงงานอุตสาหกรรมก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
    อีกทั้งรากฐานการศึกษาที่เรียนมานั้นใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้น้อยมาก ถ้าไม่รู้จักหาความรู้มาเพิ่มเติมหรือริลองสิ่งไหม่ๆ แต่จะหาได้ยังไงล่ะก็ต้องใช้เงินอีกนั่นล่ะ จนขนาดนี้ โดนกดขี่ขนาดนี้ จะเอาเงินจากไหนไปหาความรู้

     
  4. อิทธิกร

    กรกฎาคม 21, 2009 at 12:22 pm

    การศึกษาของเยาวชนไทยถูกบ่มเพาะให้เกิดความเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบคนอื่น การศึกษาฟรี มีจริง แต่คุณภาพต่ำมาก

     
  5. แดน

    มีนาคม 4, 2010 at 2:04 pm

    วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุด ดีที่สุด ไม่ได้แก้ภายในปีสองปี แต่ใช้เวลาเป็นสิบปี

    ต้องเริมจากการรณรงค์ให้คนไทยใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

    หาพรีเซ็นเตอร์ที่จะดึงใจทุกๆคนให้ทำตามได้ พรีเซ็นเตอร์คนนั้นต้องเป็น hero ในใจหลายๆคน

    เยาวชนที่เริ่มอ่านหนังสือวันนี้ จะเป็นอนาคตของเราในอีก 10 ปีข้างงหน้า นั่นละความเจริญอย่างยั่งยืน

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 35 other followers

%d bloggers like this: