ประชาธิปไตยระบบผู้แทน เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย
ระบอบประชาธิปไตย หรือการปกครองตนเองของประชาชน ไม่ได้หมายถึงการเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่แทนเรา แล้วเราทำอะไรอีกไม่ได้จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ จริงๆแล้วระบบผู้แทนเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมดของระบอบประชาธิปไตย
ระบอบประชาธิปไตยประกอบไปด้วย
1. ประชาธิปไตยโดยตรง – ประชาชนมาประชุมกัน อภิปรายและลงคะแนนกันในเรื่องสำคัญ เช่น การประชุมเรื่องงบประมาณ กฎหมาย ในระดับท้องถิ่น หรือการลงประชามติในระดับประเทศ เช่น การจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
2. ประชาธิปไตยแบบผู้แทน เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่มีประชาชนมาก มีความซับซ้อน ต้องบ่างงานกันทำ จึงมักใช้วิธีเลือกผู้แทนขึ้นไปเป็นฝ่ายบริหารและฝ่ายออกกฎหมาย
3. ประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม การผสมผสานทั้ง 2 แบบแรก รวมทั้งการให้ประชาชนมีการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นเพิ่มขึ้น มีองค์กรอิสระที่รักษาผลประโยชน์ฝ่ายประชาชน มีสื่อมวลชนและองค์กรประชาชนที่เข้มแข็ง ภาคประชาชนหรือสังคมพลเมืองมีบทบาทในการตัดสินใจเรื่องการบริหารประเทศค่อนข้างมาก เช่น เสนอกฎหมาย แก้ไขกฎหมายได้ เสนอถอดถอนนักการเมืองได้ วิพากษ์วิจารณ์คัดค้านนโยบายสำคัญได้ ฯลฯ ไม่ได้ปล่อยให้ผู้แทนทำกิจกรรมการเมืองทุกอย่างเองโดยประชาชนได้แต่แค่ใช้สิทธิแค่เลือกตั้งผู้แทนนานๆครั้งเท่านั้น
ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (กษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดแต่ผู้เดียว) มาเป็นระบอบประชาธิปไตยปี 2475 ประเทศไทยใช้ประชาธิปไตยแบบผู้แทนเป็นบางช่วง (บางช่วงกลุ่มทหารยึด อาจเป็นระบอบเผด็จการทหาร) ประเทศไทยควรใช้ประชาธิปไตยโดยตรง และประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น เพราะระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทนในประเทศไทยมีข้อจำกัด เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของไทยประกอบไปด้วยคนกลุ่มน้อยที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูง มีอำนาจและความรู้สูงกว่าประชาชนส่วนใหญ่มาก ทำให้คนกลุ่มนี้มักได้เป็นผู้แทนและเป็นรัฐบาล และมักจะทำอะไรเพื่อประโยชน์และพรรคพวก รวมทั้งการคอรัปชั่น การหาผลประโยชน์ทับซ้อน โดยอ้างว่าเพราะประชาชนเลือกพวกเขาเข้าไปแล้ว เขาจะทำอะไรก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตยทั้งนั้น
แต่หลักการของประชาธิปไตยแบบผู้แทน คือ ประชาชนเลือกผู้แทนเข้าไปเป็นผู้บริหารจัดการแทนตัวพวกเขา เพื่อให้บริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เลือกไปเป็นเจ้านาย และประชาชนยังมีสิทธิคัดค้านถอดถอนผู้แทนที่ขึ้นไปเป็นรัฐบาลแล้วไม่ได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรงและเพื่อส่วนรวมได้ด้วย แต่รัฐธรรมนูญที่ผ่านมามีช่องทางให้ประชาชนคัดค้านหรือถอดถอนผู้แทนได้น้อยมาก และทั้งระบบการศึกษา ระบบสื่อสารมวลชน และระบบการเมืองไทยโดยรวมก็ยังเป็นระบบล้าหลัง ไม่ได้ให้การศึกษาและข่าวสารแก่ประชาชนว่า ประชาชนมีสิทธิคัดค้านถอดถอนผู้แทน ที่เป็นสิทธิสำคัญไม้น้อยไปกว่าสิทธิในการเลือกตั้ง
วิทยากร เชียงกูล
ก้าวข้ามระบอบทักษิณ สู่เส้นทางปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ. _ _ กรุงเทพฯ
บ้านพระอาทิตย์, 2550
ISBN 978-974-8003-90-0
- Posted in: วิทยากร เชียงกูล
- ใส่ป้ายกำกับ:การปกครอง, การเมือง, บทความ, ระบอบประชาธิปไตย, วิทยากร เชียงกูล, อำนาจ

ต้องสร้างพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน(institution)ก่อนคือพรรคการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยทางตรงภายในพรรคฯ และมีระบบตรวจสอบการถ่วงดูลอำนาจภายในพรรคฯ คืออำนาจ ๑.นิติบัญญัติ ออกโดยสมาชิกพรรคฯ คือการออกธรรมนูญพรรคฯ กฏ ระเบียบการบริหารพรรคฯ ๒.อำนาจบริหาร คือมนตรีพรรคฯ หรือคณะกรรมการบริหารพรรคฯ ทำหน้าที่ตามมติการประชุมสภาพรรคฯ ๓.อำนาจุตุลาการพรรคฯ หรือผู้คุมกฏของพรรคฯ ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาษของสมาชิกพรรคฯ ตัดสินคดีความของพรรคฯ, สั่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคฯ เปิดประชุมหาข้อยุติการข้ดแย้งของสมาชิกฯ, ทำหน้าที่เดินเผชิญสืบข้อกล่าวหาของสมาชิกพรรคฯ ในกรณีมีข้อร้องเรียนการทำงานไม่โปร่งใสของกรรมการบริหารพรรคฯ หรือการใช้จ่ายเงินของพรรคฯ เป็นไปในทางส่อทุจริต ฯลฯ หากพรรคฯการเมืองเป็นประชาธิปไตยภายในพรรคฯ แล้วเมื่อได้ปกครองประเทศแล้วก็ยังส่งผลให้การบริหารประเทศเป็นประชาธิปไตยไปโดยปริยาย
อยากได้ประชาธิปไตยแบบไม่โกงกิน มีมั๊ยครับ จะแบบไหนก็ได้
-*-