2. การจัดการศึกษา งบประมาณ และระดับการศึกษาของแรงงานในปี 2551-2552
2.1 การจัดการศึกษาในปี 2551-2552
การจัดการศึกษาในปีการศึกษา 2552 สัดส่วนผู้ได้เรียนต่อประชากรดีขึ้นกว่าปีการศึกษา 2550-2551 เล็กน้อย ยอดรวมของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในปี 2552 คือ 12.02 ล้านคน คิดเป็น 81.29 ของประชากรวัย 3-17 ปี และมีประชากรวัยนี้ที่ไม่ได้เข้าเรียนราว 2.76 ล้านคน อย่างไรก็ตามเด็กที่ออกกลางคันภายหลังบางส่วนคงจะมีโอกาสได้กลับไปเรียนกับการศึกษานอกระบบบ้าง (ดูตารางที่ 2.7) แต่เนื่องจากผู้เข้าเรียนในการศึกษานอกระบบมักอยู่ในวัยอายุ 15 ปีขึ้นไป จึงไม่อาจนำสถิติผู้เข้าเรียนในการศึกษานอกระบบมาเทียบกับจำนวนประชากรวัยเรียนได้
ตารางที่ 2.1 จำนวนนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในระบบโรงเรียน
ปีการศึกษา 2550-2551
| ระดับการศึกษา | |||
| 2550 | 2551 | 2552* | |
| ระดับก่อนประถมศึกษา
– จำนวนประชากร (อายุ 3-5 ปี) – จำนวนนักเรียน อัตราส่วนนักเรียน : ประชากร |
2,913,247 1,753,331 60.18 |
2,942,956 1,784,262 60.63 |
2,897,990 1,770,361 61.09 |
| ระดับประถมศึกษา
- จำนวนประชากร (อายุ 6-11 ปี) - จำนวนนักเรียน อัตราส่วนนักเรียน : ประชากร |
5,764,327 5,583,394 96.86 |
5,742,740 5,388,445 93.83 |
5,766,500 5,440,975 94.35 |
| ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
- จำนวนประชากร (อายุ 12-14 ปี) - จำนวนนักเรียน อัตราส่วนนักเรียน : ประชากร |
3,118,477 2,765,117 88.67 |
3,049,496 2,774,032 90.97 |
2,969,974 2,786,958 93.84 |
| ระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
- จำนวนประชากร (อายุ 6-14 ปี) - จำนวนนักเรียน อัตราส่วนนักเรียน : ประชากร |
8,882,804 8,348,511 93.99 |
8,792,236 8,162,477 92.84 |
8,736,474 8,227,933 94.18 |
| ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
- จำนวนประชากร (อายุ 15-17 ปี) - จำนวนนักเรียน อัตราส่วนนักเรียน : ประชากร |
3,169,113 1,934,968 61.06 |
3,176,570 1,966,878 61.92 |
3,161,962 2,029,040 64.17 |
| - จำนวนนักเรียนสามัญศึกษา
- จำนวนนักเรียนอาชีวศึกษา |
1,164,924
770,044 |
1,204,068
762,810 |
1,247,289
781,751 |
| รวมระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
- จำนวนประชากร (อายุ 3-17 ปี) - จำนวนนักเรียน อัตราส่วนนักเรียน : ประชากร |
14,965,164 12,036,810 80.43 |
14,911,762 11,913,617 79.89 |
14,796,426 12,027,334 81.29 |
หมายเหตุ : 1.* หมายถึง ข้อมูลประมาณการที่ สกศ. กับหน่วยการที่รับผิดชอบจัดการศึกษา
ร่วมจัดทำ เป้าหมายจำนวนผู้เรียน ปีการศึกษา 2550-2559
2. ข้อมูลประชากรใช้จาก รายงานการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย
พ.ศ. 2543-2573 จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจฯ
ที่มา : กลุ่มพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
จากสถิติข้างต้น จำนวนนักเรียนและอัตราส่วนนักเรียน : ประชากรในช่วงปีการศึกษา 2550-2552 เพิ่มขึ้นในทุกระดับ ยกเว้นจำนวนนักเรียนอาชีวศึกษาและอัตราส่วนนักเรียน : ประชากรในปีการศึกษา 2551 ซึ่งลดลงจากปี 2550 เล็กน้อย แต่ในปี 2552 ก็เพิ่มขึ้น ระดับการศึกษาที่ประชากรในวัยเดียวกันมีโอกาสได้เรียนน้อย คือก่อนประถมศึกษา (61.09%) และมัธยมศึกษาตอนปลาย (64.17%)
ตารางที่ 2.2 จำนวนนักเรียน/นักศึกษา การอาชีวศึกษา ปีการศึกษา 2550-2552
| จำนวนนักเรียน | |||
| 2550 | 2551 | 2552* | |
| จำนวนนักเรียน/นักศึกษารวม
- ปวช. - ปวส. - ปทส. |
1,137,990
770,044 367,312 634 |
1,120,127
762,810 356,764 553 |
1,141,444
781,751 359,133 560 |
| จำนวนประชากร (อายุ 15-17 ปี) | 3,169,113 | 3,176,570 | 3,161,962 |
| อัตราส่วนนักเรียน : ประชากร
(อายุ 15-17 ปี) |
24.30
|
24.01 | 24.72 |
| สัดส่วนนักเรียน ม.ปลาย ประเภท
สามัญศึกษา : อาชีวศึกษา |
58 : 42
|
61 : 39 | 61 : 39 |
| จำนวนนักเรียนเข้าใหม่
- ม.4 - ปวช. 1 |
981,604
438,198 243,406 |
737,628
440,597 297,031 |
739,000
441,000 298,000 |
| สัดส่วนนักเรียน ม.4 : ปวช. 1 | 57 : 43 | 60 : 40 | 61 : 40 |
หมายเหตุ : * หมายถึง ข้อมูลประมาณการที่ สกศ. กับหน่วยการที่รับผิดชอบจัดการศึกษา ร่วมจัดทำ เป้าหมาย
จำนวนผู้เรียน ปีการศึกษา 2550-2559
ที่มา : กลุ่มพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
จากสถิติข้างต้น ข้อน่าสังเกตคือ เยาวชนอายุ 15-17 ปี ยังนิยมเรียนอาชีวศึกษาน้อยกว่าสายสามัญ ดังจะเห็นได้ว่าสัดส่วนนักเรียนม.ปลาย ประเภทสามัญศึกษา : อาชีวศึกษาลดลงจาก 58 : 42 ในปีการศึกษา 2550 เหลือ 61 : 39 ทั้งในปีการศึกษา 2551 และ 2552
ตารางที่ 2.3 จำนวนนักศึกษาระดับอุดมศึกษา จำแนกตามประเภทสถาบัน
ปีการศึกษา 2550-2551
| ระดับการศึกษา | ปีการศึกษา | |
| 2550 | 2551 | |
| รวมสถาบันจำกัดรับและไม่จำกัดรับ
ต่ำกว่าปริญญาตรี ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี - ประกาศนียบัตรบัณฑิต - ปริญญาโท - ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง - ปริญญาเอก |
2,403,570
390,634 1,795,204 217,732 18,215 182,456 764 16,297 |
2,401,312
375,613 1,806,222 219,477 19,872 179,561 1,203 18,841 |
| ประเภทสถาบันจำกัดรับ
ต่ำกว่าปริญญาตรี ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี - ประกาศนียบัตรบัณฑิต - ปริญญาโท - ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง - ปริญญาเอก |
1,577,790
382,349 1,066,287 129,154 8,015 120,375 764 13,303 |
1,642,236
372,747 1,136,166 133,323 5,451 126,694 1,178 15,913 |
| ประเภทสถาบันไม่จำกัดรับ
ต่ำกว่าปริญญาตรี ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี - ประกาศนียบัตรบัณฑิต - ปริญญาโท - ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง - ปริญญาเอก |
812,477
8,285 728,917 75,275 10,200 62,081 - 2,994 |
743,163
2,866 670,056 70,241 14,421 52,867 25 2,928 |
ที่มา : กลุ่มพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
จำนวนนักศึกษาระดับอุดมศึกษาปี 2550 และ 2551 อยู่ที่ 2.4 ล้านใกล้เคียง โดยระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ระดับต่ำกว่าปริญญาตรีจำนวนลดลง สถาบันประเภทจำกัดรับมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่สถาบันประเภทไม่จำกัดรับหรือมหาวิทยาลัยเปิดมีจำนวนลดลง ข้อน่าสังเกตคือ สถาบันจำกัดรับนั้นมีจำนวนนักศึกษาปริญญาโทและเอกเพิ่มขึ้นมากพอสมควร นักศึกษาปริญญาโทปี 2551 มี 126,694 คน และนักศึกษาปริญญาเอก 15,913 คน
ตารางที่ 2.4 จำนวนและร้อยละนักเรียน นักศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษา
ประเภทสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ปีการศึกษา 2551
| ระดับการศึกษา | จำนวนนักเรียน นักศึกษา | ร้อยละ | |||
| รวม | รัฐ | เอกชน | รัฐ | เอกชน | |
| รวมทั้งหมด | 14,314,929 | 11,585,641 | 2,729,288 | 80.9 | 19.1 |
| การศึกษาขั้นพื้นฐาน | 11,913,617 | 9,606,050 | 2,307,567 | 67.1 | 16.1 |
| ระดับก่อนประถมศึกษา
ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา - ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย - ประเภทสามัญศึกษา - ประเภทอาชีวศึกษา |
1,784,262
5,388,445 4,740,910 2,774,032 1,966,878 1,204,068 762,810 |
1,228,300
4,403,298 3,974,452 2,418,760 1,555,692 1,066,455 489,237 |
555,962
985,147 766,458 355,272 411,186 137,613 273,573 |
8.6
30.8 27.8 16.9 10.9 7.4 3.4 |
3.9
6.9 5.4 3.1 3.5 1.2 2.4 |
| การอุดมศึกษา* | 2,401,312 | 1,979,591 | 421,721 | 13.8 | 2.9 |
| อนุปริญญา/เทียบเท่า
ปริญญาตรี ประกาศนียบัตรบัณฑิต ปริญญาโท ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ปริญญาเอก |
375,613
1,806,222 19,872 179,561 1,203 18,841 |
249,649
1,535,236 17,397 158,886 1,173 17,250 |
125,964
270,986 2,475 20,675 30 1,591 |
1.7
10.7 0.1 1.1 0.008 0.1 |
0.9
1.9 0.02 0.1 0.000 0.01 |
หมายเหตุ :* หมายถึง รวมสถาบันไม่จำกัดรับ หลักสูตรภาคพิเศษ และวิทยาลัยชุมชน
ที่มา : กลุ่มพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
จากสถิติข้างต้น ข้อน่าสังเกตคือ จำนวนนักเรียนนักศึกษาในสถานศึกษาของรัฐในทุกระดับมีถึงร้อยละ 80.9 สถานศึกษาเอกชนมีเพียงร้อยละ 19.1 ซึ่งต่างจากในประเทศที่มีระดับพัฒนาทางเศรษฐกิจสูงกว่าหรือใกล้เคียงไทย ซึ่งมีสัดส่วนนักเรียนนักศึกษาในสถานศึกษาเอกชนจัดได้เป็นสัดส่วนสูงหน่อย คือระดับก่อนประถมศึกษาและอุดมศึกษา แต่ระดับประถมและเตรียม(ยกเว้นประเภทอาชีวศึกษา) สถานศึกษาเอกชนจัดได้เป็นสัดส่วนค่อนข้างต่ำ เนื่องจากรัฐลงทุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะประเภทสายสามัญค่อนข้างมาก ทำให้สถาบันเอกชนแข่งขันได้ยาก
ตารางที่ 2.5 จำนวนนักเรียน นักศึกษาในสังกัดกรมกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
และสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จำแนกตามระดับการศึกษา
ปีการศึกษา 2550-2551
| ระดับการศึกษา | ปีการศึกษา | |
| 2550 | 2551 | |
| รวมทั้งหมด | 1,575,399 | 1,876,737 |
| ระดับก่อนประถมศึกษา
- ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก - เด็กเล็ก/ปฐมวัย - อนุบาล ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา - ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย - ประเภทสามัญศึกษา – ประเภทอาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา - ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) |
935,251
779,463 2,576 153,212 522,140 117,867 112,327 5,540 4,439 1,101 141 141 |
1,088,246
913,533 3,418 171,295 525,942 262,437 200,224 62,213 60,644 1,569 112 112 |
ที่มา : กลุ่มพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
จำนวนนักเรียนนักศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น(รวมกรุงเทพมหานคร) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนใหญ่อยู่ในชั้นประถมศึกษา ถ้านำสถิตินี้มาคำนวณเปรียบเทียบกับจำนวนนักเรียนนักศึกษาทุกสังกัดในปีการศึกษา 2551 จำนวน 14.31 ล้านคน นักเรียนนักศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่นมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 13.11 ของนักเรียนนักศึกษาทุกสังกัด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมมาก
ตารางที่ 2.6 จำนวนนักเรียน นักศึกษา การศึกษาของสงฆ์และคฤหัสถ์ จำแนกตาม
ระดับ/ประเภทการศึกษา ปี 2550-2551
| ระดับ/ประเภทการศึกษา | 2550 | 2551 |
| รวมทั้งหมด | 1,532,296 | 1,900,257 |
| สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
- แผนกสามัญศึกษา - มัธยมศึกษาตอนต้น ม.1 ม.2 ม.3 – มัธยมศึกษาตอนปลาย ม.4 ม.5 ม.6 - แผนกธรรม-บาลี นักธรรม ธรรมศึกษา* บาลี |
1,509,182
53,083 40,129 14,874 13,737 11,518 12,954 5,721 4,201 3,032 1,456,099 161,780 1,260,870 33,449 |
1,872,671
56,003 42,133 16,101 14,269 11,763 13,870 6,035 4,592 3,243 1,816,668 167,349 1,618,252 31,067 |
| สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
ระดับอุดมศึกษา - ปริญญาตรี - ปริญญาโท - ปริญญาเอก |
23,114
23.114 20,088 2,927 99 |
27,586
27,586 23,824 3,656 106 |
หมายเหตุ ; * เป็นหลักสูตรที่จัดให้กับคฤหัสถ์
ที่มา : กลุ่มพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
สถิตินักเรียนนักศึกษาประเภทนี้ในปี 2551 เพิ่มจากปี 2550 พอสมควร แต่ไปเพิ่มที่ธรรมศึกษาซึ่งเป็นการจัดการศึกษาแบบเสริมให้คนทั่วไปได้เรียนรู้เรื่องพุทธศาสนาเสียมาก อย่างไรก็ตาม สามเณรและพระภิกษุก็มีโอกาสได้เรียนสายสามัญและอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น
ตารางที่ 2.7 จำนวนผู้เรียนการศึกษานอกระบบโรงเรียน จำแนกตามระดับ
และประเภทการศึกษา ปี 2550-2551
| ประเภท/ระดับการศึกษา | 2550 | 2551 |
| รวมทั้งหมด | 3,897,292 | 3,920,255 |
| การส่งเสริมการรู้หนังสือ
สายสามัญศึกษา ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา – มัธยมศึกษาตอนต้น – มัธยมศึกษาตอนปลาย – ประเภทสามัญศึกษา – ประเภทอาชีวศึกษา สายอาชีพ สายอาชีพ (กศน.) หลักสูตรพิเศษ (สอศ.) หลักสูตรที่เอกชนขออนุมัติฯ (สช.) อาชีพระยะสั้น (กทม.) การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคม |
104,646
982,647 169,204 813,443 383,181 430,262 423,421 6,841 2,300,906 243,947 1,105,854 915,630 35,475 284,638 224,455 |
104,646
1,362,356 245,194 1,117,162 538,069 579,093 566,143 12,950 1,944,160 243,947 763,098 915,630 21,485 284,638 224,455 |
ที่มา : กลุ่มพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
จำนวนผู้เรียนการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปีการศึกษา 2551 โดยเป็นการเพิ่มของสายสามัญศึกษา ทั้งระดับประถมและมัธยม แต่สายอาชีพนั้นลดลง สถิติใน 3 หัวข้อที่อยู่ไปทางท้าย ๆ ในตารางข้างต้นคือหลักสูตรที่เอกชนขออนุมัติ (สช.), การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต, การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคม ตัวเลขเท่ากันพอดีทั้งในปีการศึกษา 2550 และ 2551 ทำให้น่าสงสัยว่าเป็นเพียงตัวเลขที่ตั้งเป้าหรือคาดการณ์ไว้ มากกว่าเป็นตัวเลขนักเรียนจริง ๆ
ตารางที่ 2.8 จำนวนนักเรียนเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ปีการศึกษา 2551
| ประเภท | 2551 |
| รวมทั้งหมด | 2,706,602 |
| 1. เด็กถูกบังคับให้ขายแรงงาน
2. เด็กอยู่ในธุรกิจทางเพศ 3. เด็กถูกทอดทิ้ง 4. เด็กในสถานพินิจ 5. เด็กเร่ร่อน 6. ผลกระทบจากโรคเอดส์ 7. ชนกลุ่มน้อย 8. เด็กที่ถูกทำร้าย 9. เด็กยากจน 10. เด็กที่มีปัญหายาเสพติด 11. อื่น ๆ |
190
58 88,295 299 1,840 8,775 42,858 1,750 2,526,341 775 35,421 |
ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
ถ้าเทียบกับสถิติปีการศึกษา 2550 ซึ่งมีราว 1.9 ล้านคน ยอดรวม 2.7 ล้านคนในปีการศึกษา 2552 ก็เพิ่มขึ้นมากพอสมควร ส่วนใหญ่ (1.79 ล้านคน) มีระดับการศึกษาประถมศึกษา รองลงมาคือก่อนประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายตามลำดับ แต่สถิตินี้ไม่ชัดเจนว่า เด็กเหล่านี้เลิกเป็นนักเรียนแล้วหรือยังเรียนอยู่ เข้าใจว่าส่วนใหญ่คงไม่ได้เป็นนักเรียนแล้ว และสะท้อนว่าเด็กเหล่านี้ได้รับการศึกษาต่ำ อย่าว่าแต่เรียนฟรี 12-15 ปีเลย แค่ภาคบังคับ 9 ปี ก็ไม่สามารถจัดให้เด็กเหล่านี้เข้าถึงได้ การสำรวจอาจไม่ทั่วถึง ทำให้ได้ตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริงก็ได้ เช่นเด็กที่ถูกบังคับให้ขายแรงงาน, เด็กที่มีปัญหายาเสพติด แหล่งข้อมูลจากหน่วยงานอื่นเคยให้ตัวเลขที่สูงกว่านี้มาก
ตารางที่ 10 จำนวนนักเรียนพิการ และกลุ่มเด็กพิเศษด้านต่าง ๆ
| ประเภท | 2551 |
| รวมทั้งหมด | 45,392 |
| 1. บกพร่องทางการเห็น
2. บกพร่องทางการได้ยิน 3. บกพร่องทางสติปัญญา 4. บกพร่องทางร่างกาย/สุขภาพ 5. ปัญหาทางการเรียนรู้ 6. บกพร่องทางการพูด/ภาษา 7. บุคคลออทิสติก 8. ปัญหาทางพฤติกรรม/อารมณ์ 9. พิการซ้อน |
6,254
1,009 4,430 4,327 23,345 1,576 1,435 1,116 1,900 |
ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
สถิตินี้แสดงเฉพาะเด็ก/เยาวชนพิการและกลุ่มเด็กพิเศษด้านต่าง ๆ ที่เรียนอยู่ในสถานศึกษา เทียบกับสถิติปีการศึกษา 2550 ที่มียอดรวม 42,473 คน ก็เพิ่มมาเกือบ 3 พันคน แต่ถ้าเทียบเป็นประเภทต่าง ๆ บางประเภทลดลงอย่างน่าประหลาดใจ เช่นบกพร่องทางการได้ยินปีการศึกษา 2550 มี 4,680 คน ปี 2551 เหลือ 1,009 คน บกพร่องทางสติปัญญาปีการศึกษา 2550 มี 7,043 คน ปีการศึกษา 2551 มี 4,430 คน ทำให้สงสัยว่าวิธีการให้คำจำกัดความ วิธีจัดเก็บสถิติอาจจะไม่ค่อยแม่นยำนัก ข้อมูลจากแหล่งอื่นโดย (ดร.สุจินดา ผ่องอักษร ที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาสสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ระบุว่าจำนวนเด็กผู้พิการและเด็กพิเศษด้านต่าง ๆ ของทั้งประเทศในปี 2548 มีราว 2.38 แสนคน โดยเป็นเด็กแอลดี(มีปัญหาบกพร่องด้านการเรียนรู้)เกือบครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าดูจากสถิติข้างต้นที่รายงานเด็กพิการที่ได้เรียนหนังสือทั้งหมด 45,392 คน แสดงว่ามีเด็กพิการ/เด็กพิเศษได้เรียนเพียง 19% อีก 81% อาจไม่ได้อยู่ในโรงเรียน เรื่องนี้น่าจะได้มีการสำรวจตรวจสอบกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพิ่มขึ้น
ตารางที่ 2.9 อัตราการคงอยู่ของนักเรียนชั้น ป.1 รุ่นปีการศึกษา 2540
เรียนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2551
| ระดับการศึกษา | ปีที่เข้าศึกษา | จำนวนนักเรียน | อัตราการคงอยู่ |
| ป.1
ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 ม.1 ม.2 ม.3 ม.4/ปวช.1 ม.5/ปวช.2 ม.6/ปวช.3 – ม.ปลาย สายสามัญ – ม.4 – ม.5 – ม.6 – ม.ปลาย สายอาชีว (ปวช.) – ปวช.1 – ปวช.2 – ปวช.3 |
2540
2541 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551
2549 2550 2551
2549 2550 2551 |
1,108,856
1,029,188 1,008,870 1,002,050 993,734 980,333 907,650 887,526 860,271 737,764 626,690 585,088
407,339 381,335 360,621
330,425 245,355 224,467 |
100.0
92.8 91.0 90.4 89.6 88.4 81.9 80.0 77.6 66.53 56.51 52.8
36.7 34.4 32.5
29.8 22.1 20.2 |
ที่มา : กลุ่มพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
นักเรียนที่มีปัญหาออกกลางคัน เรียนไม่ถึงชั้นม.6/ปวช.3 ยังคงมีสัดส่วนสูง คือร้อยละ 47.2 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของนักเรียนที่ได้เข้าเรียน ป.1 ตอนปี 2540 ถ้านับเป็นจำนวนคือ นักเรียนที่เข้า ป.1 ในปี 2540 จำนวน 1,108,856 ออกกลางคัน ไม่ได้เรียนต่อถึงชั้น ม.6/ปวช.3 ในปีการศึกษา 2551 มีถึง 523,768 คน ถ้าสังเกตจากสถิติข้างต้น การออกกลางคันจะเพิ่มขึ้นสูงตอนขึ้น ม.1, ม.4/ปวช.1 และช่วง 3 ปี ของมัธยมปลาย คือม.4/ปวช.1 ถึง ม.6/ปวช.3 ก็มีการออกกลางคันในอัตราสูง โดยเฉพาะสายอาชีวศึกษา
เรื่องจำนวนนักเรียนออกกลางคัน ทางคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ออกมาชี้แจงว่า จำนวนนักเรียนที่ออกกลางคันในปีการศึกษา 2551 มี 108,982 คน ลดลงจากปีการศึกษา 2550 จำนวน 25,143 คน ส่วนใหญ่จะออกตอนมัธยมศึกษาตอนต้น รองลงมาคือระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย สาเหตุส่วนใหญ่คือปัญหาฐานะยากจน รองลงมาคืออพยพตามผู้ปกครองมีปัญหาครอบครัว ปัญหาในการปรับตัว หาเลี้ยงครอบครัว สมรสแล้วและอื่น ๆ1 จำนวนนักเรียนที่ออกกลางคัน 1 แสนคนนี้ คิดในรอบ 1 ปีเท่านั้น ถ้าบวกรวมทั้ง 12-13 ปี ก็จะได้จำนวนใกล้เคียงกันกับสถิติในตารางที่ 2.1 ที่ว่า เด็กอายุ 3-17 ปี ที่ไม่ได้เข้าเรียนมี 18.71% ของประชากรวัยเดียวกัน คิดเป็นจำนวนเด็ก 2.76 ล้านคน ซึ่งสะท้อนว่ายังเป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องช่วยกันคิดแก้ไขอย่างให้ครบวงจรหรืออย่างเป็นระบบองค์รวม
ตารางที่ 2.10 จำนวนผู้สำเร็จการศึกษา จำแนกตามระดับ/ประเภทการศึกษา
ปีการศึกษา 2549-2550
| ระดับการศึกษา | ปีการศึกษา | |
| 2549 | 2550 | |
| รวมทั้งหมด | 2,768,309 | 2,687,218 |
| ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน | 2,294,960 | 2,173,643 |
| ประถมศึกษา (ป.6)
มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) มัธยมศึกษาตอนปลาย - ประเภทสามัญศึกษา (ม.6) - ประเภทอาชีวศึกษา (ปวช.3) |
952,627
865,806 476,527 316,277 160,250 |
980,028
736,103 457,512 294,073 163,439 |
| ระดับการศึกษาอุดมศึกษา* | 473,349 | 513,575 |
| ต่ำกว่าปริญญาตรี
ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี - ประกาศนียบัตรบัณฑิต - ปริญญาโท - ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง - ปริญญาเอก |
152,534
262,703 58,112 8,366 47,238 813 1,695 |
166,645
281,422 65,508 14,653 49,327 215 1,313 |
หมายเหตุ : * รวมนักศึกษา หลักสูตรพิเศษ ของมหาวิทยาลัยและสถาบันที่เปิดสอนระดับอุดมศึกษา
ที่มา : กลุ่มพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
น่าสังเกตว่า จำนวนผู้สำเร็จการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย(ทั้งสายสามัญและอาชีวศึกษา) ในปีการศึกษา 2550 ลดลงจากปีการศึกษา 2549 ทั้ง ๆ ที่จำนวนนักเรียนที่ได้เข้าเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ตอนสำเร็จการศึกษามีจำนวนลดลง แสดงว่าคงมีการออกกลางคัน/เรียนไม่จบสูง
2.2 การจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาโดยเปรียบเทียบ
วิธีคิดแบบข้าราชการไทยรวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการ คือปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากงบประมาณมีไม่พอ ต้องเพิ่มงบประมาณให้จึงจะแก้ปัญหาหรือพัฒนาได้มากกว่านี้ อาจจะมีความจริงในบางส่วน ในบางเรื่อง แต่ไม่ใช่โดยภาพรวมทั้งหมด รัฐบาลไทยนั้นจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษามากที่สุดมาหลายปีติดต่อกันคิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) และงบประมาณประจำปีในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่รัฐบาลไทยยังจัดให้คนได้เรียนชั้นมัธยมได้น้อยและผลสัมฤทธิ์การศึกษาของนักเรียนต่ำกว่าหลายประเทศที่ใช้งบประมาณเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกันหรือน้อยกว่า การบริหารจัดการศึกษาขึ้นอยู่กับการรู้จักใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่ขึ้นกับปริมาณเงินอย่างเดียว
รายงานเรื่อง “ทุนมนุษย์กับผลตอบแทนทางการศึกษา” ของดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์2 มีประเด็นที่น่าสนใจว่าประเทศไทยทุ่มเททรัพยากรสนับสนุนงบประมาณทางการศึกษาโดยรวม ประมาณร้อยละ 4 ของ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) หรือร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 เป็นต้นมา วงเงินที่ใช้จ่ายนี้มีระดับใกล้เคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน นับตั้งแต่มีพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติปี 2542 งบประมาณด้านการศึกษาของไทย (ที่เป็นตัวเงิน) มีอัตราเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 5.5 ในช่วงปี 2542-2548 และเพิ่มอีกร้อยละ 17.6 ในช่วงปี 2548-2551 งบประมาณด้านการศึกษาในปี 2550 สูงถึง 355,241 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.19 ของจีดีพี
หากพิจารณาเงินทุนหรือทรัพยากรทั้งหมดที่สังคมใช้ไปในด้านการศึกษา ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณโดยภาครัฐ รายจ่ายที่ครัวเรือน และภาคเอกชนต้องจ่ายอุดหนุนเพิ่มเติม การศึกษาของ Punyasavatsut et al. (2005) พบว่า ในปี 2545 เงินทุนที่ทุกฝ่ายในประเทศไทยใช้ไปทั้งหมดมีมากถึงร้อยละ 6.8 ของจีดีพี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มสมาชิก OECD ซึ่งใช้งบประมาณการศึกษาประมาณร้อยละ 6.1 ของ GDP ของแต่ละประเทศในปีเดียวกัน OECD Education at a Glance (2009)
ผลการศึกษาของคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงงบประมาณค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศึกษา (2550) ชี้ว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานในระบบรวมที่รัฐและผู้ปกครองจ่าย เฉลี่ยต่อหัวรวม 21,015 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 26 ของรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อคน ดังนั้น ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของประเทศไทยนั้นมิได้น้อยแต่อย่างใด แต่ขาดการบริหารการจัดการศึกษาภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีคุณภาพต่ำ
รายงานฉบับนี้ได้สรุปว่าปัญหาการศึกษาในระดับพื้นฐานของไทย ไม่ใช่เพียงเรื่องปริมาณหรือเม็ดเงินที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่ามากคือ จะบริการจัดการกันอย่างไรให้มีความคุ้มค่า การวิจัยในหลาย ๆ ประเทศได้ข้อสรุปว่า หัวใจของการใช้จ่ายนั้นต้องเพิ่มคุณภาพครู ส่วนจะทำได้อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเชิงสถาบันหรือบริบททางสังคมของแต่ละประเทศ อาทิ กรณีของไทย ซึ่งการศึกษาผูกขาดโดยรัฐ ขาดการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน (ซึ่งรับผิดชอบเพียงหนึ่งในห้าเท่านั้น) และครูมีสถานะเป็นข้าราชการ ดังนั้น การปรับปรุงการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ จึงเป็นปัญหาเชิงสถาบันด้วยมากกว่าปัญหาทางเศรษฐศาสตร์เพียงด้านเดียว เพราะมีหลักฐานอีกมากที่ชี้ว่า การเพิ่มงบประมาณในขณะที่มีการใช้จ่ายสูงกันอยู่แล้ว อาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการหรือเพิ่มคุณภาพได้จริง
ข้อมูลอื่นที่ช่วยเสริมรายงานข้างต้น คือสถิติที่แสดงประสิทธิภาพของการใช้เงินลงทุนทางการศึกษากับอัตราการได้เข้าเรียนระดับมัธยมของประเทศต่าง ๆ พบว่า ไทยใช้งบการศึกษาราวร้อยละ 4 ของ GDP เป็นสัดส่วนที่สูงกว่าเกาหลีใต้และจีน แต่ไทยมีอัตราประชากรได้เข้าเรียนระดับมัธยมต่ำกว่าทั้ง 2 ประเทศ3
การจัดสรรงบประมาณการศึกษาปีงบประมาณ 2552 และ 25534
แม้รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้การศึกษาเป็นอันดับสูงสุดติดต่อกันมาหลายปี และจำนวนเงินเพิ่มขึ้นแต่ในปีงบประมาณ 2551 และ 2552 นั้น สัดส่วนงบการศึกษาต่องบประมาณของประเทศและต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลงจากปี 2550 เล็กน้อย5 ในปีงบประมาณ 2553 ตัวเงินงบประมาณประจำปี 2553 ทั้งหมดลดลงจากปีงบประมาณ 2552 ถึง 12.9% เนื่องจากประเทศไทยมีปัญหาเศรษฐกิจชลอตัว รัฐบาลเก็บภาษีและหารายได้ได้ลดลง ทำให้จำนวนเงินงบประมาณกระทรวงศึกษาลดลงด้วย (ดูตาราง2.11) แต่สัดส่วนยังอยู่ในเกณฑ์สูง
การจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการในปีงบประมาณ 2552 ส่วนใหญ่ คือราว 2.2 แสนล้านบาทหรือร้อยละ 63.22 ของงบทั้งกระทรวง (ในปีงบประมาณ 2552) ให้สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งดูแลครูและนักเรียนตั้งแต่ปฐมวัยถึงมัธยมเป็นจำนวนมากที่สุด หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากรองลงไปคือ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐโดยตรง 78 แห่ง บวกกับงบสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา รวมเป็นเงิน 72,058.6 ล้านบาท (20.55% ของงบทั้งกระทรวง) ถ้าเปรียบเทียบงบประมาณกับจำนวนผู้เรียนและเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ รัฐบาลไทยมีนโยบายในการจัดสรรงบการศึกษาให้กับลูกคนรวยคนชั้นกลางที่มีโอกาสได้เรียนถึงชั้นอุดมศึกษามากกว่าลูกคนจนเป็นสัดส่วนค่อนข้างสูง ส่วนสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาได้งบประมาณราวปีละ 18,000 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาได้งบในปีงบประมาณ 2553 ค่อนข้างสูงถึง 38,638.2 ล้านบาท6
มหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณมากที่สุดในปีงบประมาณ 2552 คือมหาวิทยาลัยมหิดล ในปีงบประมาณ 2552 ได้งบ 8,784.1 ล้านบาท มหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณแห่งละ 3 พันล้านบาทขึ้นไป คือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (3,922.2 ล้านบาท) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น การจัดสรรงบประมาณให้สถาบันอุดมศึกษา 78 แห่ง มีความแตกต่างกันสูงมาก มหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่ง ได้งบราวแห่งละ 200-300 ล้านบาท มหาวิทยาลัยทุกแห่งยังมีรายได้ของตัวเองส่วนหนึ่งจากค่าเล่าเรียน งานวิจัยและอื่น ๆ มหาวิทยาลัยบางแห่งพึ่งรายได้ของตัวเองถึง 60% และได้งบจากรัฐเพียง 40% ดังนั้นค่าใช้จ่ายด้านอุดมศึกษาของประเทศไทยทั้งหมดจึงน่าจะสูงกว่าที่แสดงไว้ในงบประมาณรายจ่ายมากทีเดียว
งบประมาณปี 2553 อุดมศึกษาได้ลดลงจากงบปี 2552 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษาก็ได้ลดลงเช่นกัน เนื่องจากงบประมาณปี 2553 ทั้งหมดลดลง มีเฉพาะสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ได้เพิ่มขึ้น (ดูตารางที่ 2.11)
งบประมาณด้านที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในงบกระทรวงศึกษาธิการ
มีอาทิเช่น กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) 25,675.4 ล้านบาท กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต(กรอ.) 3,142.7 ล้านบาท สำหรับงบปี 2552 ส่วนงบปี 2553 จัดสรรให้เฉพาะกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)จำนวน 20,068.8 ล้านบาท เนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยุบ กรอ.ไปรวมกับ กยศ. ถ้าดูจากตัวเลขนี้แล้ว งบปี 2553 จะลดลงจากปี 2552 ค่อนข้างมาก อาจส่งผลให้กองทุนกู้นักเรียนนักศึกษาได้ลดลง เพราะเงินที่ผู้กู้รุ่นก่อน ๆ ใช้หนี้คืนกองทุนยังคงมีน้อย
นอกจากนี้ก็มีงบพิเศษที่รัฐบาลจัดสรรมาจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงต้นปี 2552 คืองบอุดหนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 5 รายการ คิดเป็นเงินราว 19,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการซื้อของ เช่นชุดนักเรียน ตำรา อุปกรณ์การเรียน แจกนักเรียนในโรงเรียนของภาครัฐ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ผู้ปกครองได้บางส่วน แต่คงไม่มีผลในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่วนงบแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจงวด 2 (“แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง”) ที่รัฐบาลกู้เงิน 8 แสนล้านบาทบวกกับเงินที่รัฐบาลหามาจากทางอื่นรวมเป็น 1.4-1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเวลาราว 2 ปีครึ่ง(กลางปี 2552-2554)นั้น คาดว่าจะจัดสรรไปโครงการต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษา 10 โครงการเป็นเงินราว 1.3 แสนล้านบาท (9.28% ของงบแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง)
ตารางที่ 2.11 การจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ
(หน่วย : ล้านบาท)
| หน่วยงาน | ปีงบประมาณ 2552 | ปีงบประมาณ 2553 |
| (ยอดรวม)กระทรวงศึกษาธิการ | 350,556.6 | 345,665.5 |
| สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษา
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา รวม สถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ 78 แห่งและหน่วยงานพิเศษ 6 แห่ง |
32,925.5
236.5 221,646.4 18,454.0 6,666.5
70,628.0 |
38,638.2
245.9 218,067.9 18,240.6 5,957.7
64,761.1 |
ที่มา : สำนักงบประมาณ งบประมาณโดยสังเขปปีงบประมาณ 2553
ประเด็นที่ยังไม่มีการวิจัย/วิเคราะห์กันมากนักคือ ประเทศไทยมีการใช้จ่ายงบประมาณการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงไร เรื่องนี้ผู้วิจัยได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในรายงานภาวะการศึกษาฉบับก่อน ๆ หน้านี้ไว้บ้างแล้วว่า วิธีการจัดสรรและใช้จ่ายงบประมาณปีต่อปีตามที่ส่วนราชการขอมานั้น ทำให้มีการใช้งบประมาณในการก่อสร้างหอประชุม อาคารต่าง ๆ รั้ว ป้ายชื่อขนาดใหญ่ฯลฯ มากเกินความจำเป็น ส่วนที่จะใช้เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอน การวิจัยกลับมีน้อย งบเงินเดือน ผลตอบแทนบุคลากรโดยรวมก็มีสัดส่วนสูง เพราะมีบุคลากรทั้งกระทรวงมากกว่ากระทรวงอื่น ๆ โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาระดับพื้นฐานและงานด้านบริหารจัดการธุรการ ซึ่งไม่ใช่งานสอน งบใช้จ่ายประเภทค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ วัสดุสิ้นเปลืองก็ค่อนข้างสูง แต่ยังไม่มีการวิจัยวิเคราะห์เพื่อการหาทางปฏิรูปการจัดสรรและการใช้งบประมาณการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง
ปัญหาหลักของการจัดสรรงบประมาณของระบบราชการไทยคือสำนักงบประมาณเป็นผู้พิจารณาจัดสรรให้ตามรายการต่าง ๆ ที่กระทรวงต่าง ๆ ขอมา ซึ่งแต่ละกรมกองกระทรวงก็มักจะขอเพิ่มขึ้นทุกปี ตามการขยายตัวของส่วนราชการ เรียกว่าเป็นการพิจารณาตามรายการมากกว่าจะพิจารณาอย่างเป็นระบบองค์รวมบนพื้นฐานของผลลัพธ์ของงานและการลำดับความสำคัญก่อนหลัง เนื่องจากการศึกษาเป็นงานที่ต้องพึ่งพาครูอาจารย์ บุคลากรต่าง ๆ เป็นสัดส่วน งบการศึกษาระดับขั้นพื้นฐานจึงจัดสรรเป็นเงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากรถึงร้อยละ 83 เป็นเงินบริหารจัดการร้อยละ 10 เหลืองบที่จะไปพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเพียงราวร้อยละ 7 ดังนั้นจึงมมีผู้เสนอว่า “การจะปฏิรูปการศึกษาได้ จึงต้องมีการปฏิรูปวิธีการงบประมาณใหม่ โดยเอาผู้เรียนเป็นตัวตั้ง พิจารณางบประมาณที่จะต้องใช้เพื่อการปฏิรูปการศึกษาในแต่ละประเด็นในแต่ละปี ตามลำดับความสำคัญ”7
เรื่องการใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องสำคัญกว่ายอดเงินที่มีให้ใช้ การวิจัยเปรียบเทียบงบประมาณที่ใช้ต่อหัวนักเรียนและคุณภาพการศึกษา (วัดจากคะแนนทักษะ วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์) พบว่าประเทศที่ได้คะแนนคุณภาพการศึกษาลำดับที่ 1 คือฟินแลนด์ใช้งบประมาณต่อหัวนักเรียน 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ เกาหลีใต้มีคุณภาพการศึกษาลำดับที่ 2 ใช้งบประมาณ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่นสหรัฐฯ ยุโรปใช้งบมากระหว่าง 6,200-11,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่มีคุณภาพลำดับการศึกษาต่ำกว่า 2 ประเทศนี้ เช่นสหรัฐฯ ซึ่งใช้งบต่อหัวนักเรียนมากที่สุด 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่มีคุณภาพการศึกษา อยู่ลำดับที่ 20 ขณะที่ประเทศสาธารณรัฐเช็คใช้งบต่อหัวนักเรียนต่ำกว่าประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ คือ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่มีคุณภาพการศึกษาที่ค่อนข้างสูง คืออยู่ในลำดับที่ 108
2.3 ระดับการศึกษาของแรงงานไทย
ผลของการจัดการศึกษาของประเทศเป็นอย่างไร อาจจะดูได้จากสถิติระดับการศึกษาของประชากรที่อยู่ในกำลังแรงงาน แม้ประเทศไทยจะมีการลงทุนขยายโรงเรียน ขยายการศึกษาภาคบังคับ การดำเนินงานที่เรียกว่าปฏิรูปการศึกษาและนโยบายเรียนฟรี 12 ปีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงปัจจุบันนี้แรงงานกว่าครึ่งหนึ่งของไทย ยังมีการศึกษาแค่ระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า สภาวะเช่นนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วอย่างสำคัญ
สถิติผู้มีงานทำจำแนกตามระดับการศึกษาที่สำเร็จ (สำรวจเดือนเมษายน พ.ศ.2552) รายงานว่าแรงงานเกินครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 54.2 ของแรงงานทั้งประเทศ 37.06 ล้านคน) หรือคิดเป็นแรงงานจำนวนถึง 20.11 ล้านคน มีการศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า9 แม้สัดส่วนจะลดลงจากปีก่อน ๆ บ้าง แต่ก็เปลี่ยนแปลงน้อยมาก การที่แรงงานเกินครึ่งหนึ่งยังมีการศึกษาแค่ประถมและต่ำกว่า (ส่วนที่ต่ำกว่าประถมบวกกับไม่มีการศึกษาเลยมีถึง 11.90 ล้านคน (ร้อยละ 32.2 ของแรงงานทั้งประเทศ) สะท้อนว่าแม้รัฐบาลจะจัดสรรงบให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นสัดส่วนสูงมาตลอด แต่ไม่ได้มีผลให้แรงงานไทยส่วนใหญ่มีการศึกษาสูงขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากประเทศไทยมีปัญหาคนจนหรือคนที่มีรายได้ต่ำที่มีปัญหาด้านต่าง ๆ อยู่มาก ทั้งการจัดการศึกษาก็เป็นระบบแข่งขันแบบแพ้คัดออก ไม่ได้มีการดูแลพัฒนาศักยภาพนักเรียนแต่ละคนอย่างทั่วถึง ทำให้ลูกคนจนและคนมีปัญหาด้านต่าง ๆ ต้องออกกลางคัน ไม่ได้เรียนต่อถึงชั้นมัธยมศึกษาเป็นสัดส่วนสูงมาโดยตลอด
แม้การศึกษานอกระบบจะให้โอกาสเด็กวัย 15 ปีขึ้นไปได้กลับมาเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมปลายส่วนหนึ่ง(ดูตารางที่ 2.7) แต่ก็คงเป็นส่วนน้อย เพราะสถิติผู้มีงานทำจำแนกตามระดับการศึกษาที่สำเร็จในตาราง 2.12 ได้รวมคนที่เรียนจบการศึกษานอกระบบด้วยแล้ว อาจจะมีแรงงานบางส่วนอยู่ระหว่างทำงานด้วยและเรียนด้วย แต่ไม่ได้มีการเก็บสถิตินี้
แรงงานที่มีการศึกษาเกินชั้นประถมศึกษาขึ้นไปมี ระดับมัธยมศึกษาต้น ร้อยละ 16.1 มัธยมศึกษาตอนปลายร้อยละ 13.7 และอุดมศึกษาร้อยละ 15.6 ของแรงงานทั้งประเทศ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูงหรือใกล้เคียงกัน ประเทศไทยมีแรงงานที่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย(ทั้งสายสามัญและอาชีวะ)ร้อยละ 13.7 ของแรงงานทั้งประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนต่ำเกินไป โดยเฉพาะสายอาชีวศึกษา มีเพียงร้อยละ 3.3 ของแรงงานทั้งประเทศ ทั้ง ๆ ที่เป็นกลุ่มที่ตลาดแรงงานต้องการ (ดูตาราง)
ปัญหาที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ยังมีการศึกษาต่ำ เรามักจะคิดกันอย่างง่าย ๆ คงต้องคงเพิ่มงบประมาณและเพิ่มการลงทุนด้านสถานศึกษาอีก แต่เราลงทุนทางด้านการศึกษาโดยเฉพาะด้านการขยายสถานศึกษามามากแล้ว แต่ปัญหาเด็กออกกลางคันเรียนไม่จบถึงมัธยมปลายมากเป็นปัญหาที่เกิดจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน การจะหาทางแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างแท้จริง ต้องพิจารณาทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม ทางจิตวิทยา การพัฒนาครูอาจารย์ การพัฒนาการจัดการสอนการเรียนและสภาพแวดล้อมทั้งหมดอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวม จึงจะสามารถช่วยให้ลูกคนจนและเด็กที่มีปัญหาปรับตัวเข้ากับการเรียนไม่ได้ ให้มีโอกาสเรียนอย่างต่อเนื่องได้จนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งสามัญศึกษาและอาชีวศึกษาโดยไม่ออกกลางคันไปเสียก่อน
การคิดแต่เพิ่มงบประมาณ เพิ่มสถานที่เรียนอย่างเดียวจะเป็นการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า ตัวอย่างเช่นปัญหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียทั้งในด้านนักศึกษาชอบก่อเหตุวิวาทและการรับน้องโหดรับนักศึกษาในปี 2552 รับนักศึกษาได้น้อยลงกว่าปีก่อนมากจนต้องเปิดรับถึง 4 รอบ เพราะคนมาสมัครน้อยและคนที่สมัครคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่จะรับได้ ปัญหาคนไม่นิยมเรียนอาชีวศึกษารวมทั้งที่เรียนก็ออกกลางคันมาก เป็นปัญหาที่จะต้องวิเคราะห์และหาทางแก้ไขกันอย่างจริงจัง โดยพิจารณาปัจจัยรอบด้านอย่างเป็นระบบองค์รวม เพราะเป็นการศึกษาที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและยังขาดแคลนผู้สำเร็จการศึกษาด้านนี้อยู่
ตารางที่ 2.12 จำนวนและอัตราร้อยละของผู้มีงานทำ จำแนกตามระดับการศึกษาที่สำเร็จ ปี 2552
| ระดับการศึกษาที่สำเร็จ | จำนวน
(1,000 คน) |
ร้อยละ |
| ยอดรวม | 37,061.4 | 100.0 |
| 1. ไม่มีการศึกษา
2. ต่ำกว่าประถมศึกษา 3. ประถมศึกษา 4. มัธยมศึกษาตอนต้น 5. มัธยมศึกษาตอนปลาย 5.1 สายสามัญ 5.2 สายอาชีวศึกษา 5.3 สายวิชาการศึกษา 6. อุดมศึกษา 6.1 สายวิชาการ 6.2 สายวิชาชีพ 6.3 สายวิชาการศึกษา 7. การศึกษาอื่น ๆ 8. ไม่ทราบ |
991.9
10,916.9 8,203.7 5,984.2 5,086.8 3,831.9 1,238.6 16.4 5,776.8 3,213.5 1,819.5 743.8 21.2 79.8 |
2.7
29.5 22.1 16.1 13.7 10.3 3.3 0.0 15.6 8.7 4.9 2.0 0.1 0.2 |
ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ การสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนเมษายน พ.ศ. 2552
ระดับการศึกษาของผู้ว่างงาน
จากผู้ว่างงานจำนวน 8.2 แสนคน ในเดือนเมษายน 2552 พบว่าระดับการศึกษาที่มีผู้ว่างงานมากที่สุด คือระดับอุดมศึกษา 2 แสนคน รองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนปลายและประถมศึกษาระดับละ 1.9 แสนคน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นว่างงานรองลงมา 1.6 แสนคน ส่วนคนระดับต่ำกว่าประถมศึกษาและไม่มีการศึกษาว่างงานน้อยกว่า (ดูตาราง)
เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เมษายน (2551) พบว่า ผู้มีการศึกษาสูงระดับมัธยมขึ้นไปว่างงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลายเพิ่มมากที่สุด สะท้อนว่าในระดับอุดมศึกษาเราผลิตบัณฑิตสาขาที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เช่นสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์มากไป เพราะสถาบันระดับอุดมศึกษาต่าง ๆ ขยายการรับนักศึกษาเพิ่มโดยพิจารณาจากการความพร้อมในด้านมีอาจารย์สาขานั้น ๆ หรือจ้างเพิ่มอาจารย์สาขานั้น ๆ ได้ง่ายมากกว่าที่จะพิจารณาจากความต้องการของตลาดแรงงาน ส่วนระดับมัธยมศึกษาอาจไม่มีงานที่เหมาะสมสำหรับผู้มีการศึกษาระดับมัธยมโดยเฉพาะสายสามัญมากพอและหรือคนเหล่านี้เลือกงานมากกว่าผู้มีการศึกษาต่ำกว่า
ตารางที่ 2.13 จำนวนผู้ว่างงาน จำแนกตามระดับการศึกษาที่สำเร็จ
| ระดับการศึกษาที่สำเร็จ | เม.ย. 2551 | เม.ย. 2552 |
| ยอดรวม
1. ไม่มีและต่ำกว่าประถมศึกษา 2. ประถมศึกษา 3. มัธยมศึกษาตอนต้น 4. มัธยมศึกษาตอนปลาย 5. อุดมศึกษา |
5.4
0.5 1.1 1.2 0.8 1.8 |
8.2
0.8 1.9 1.6 1.9 2.0 |
ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนเมษายน พ.ศ.2552
|
|
|
|
|
|
ืช้จ่า งบประมาณโดยสังเขปปีงบกฝ่ายใช้ไปทั้งหมดมีมากถึงร้อยละ 6.8 ของจีดีพี สูงกว่าค่า
1 มติชน 24 สิงหาคม 2552
2 ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธ “ทุนมนุษย์กับผลตอบแทนทางการศึกษา” การสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2551 ของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2551
3 อ้างไว้ใน ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน์ “การศึกษากับความมั่นคงของมนุษย์” บทความจากเว็บไซท์ของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย WWW.TDRI.OR.TH
4 สำนักงบประมาณ งบประมาณโดยสังเขปปีงบประมาณ 2553 งบประมาณปี 2553เป็นฉบับร่างที่เสนอโดยรัฐบาลในเดือนมิถุนายน 2552
5 สำนักงบประมาณ งบประมาณโดยสังเขปปีงบประมาณ 2550-2552
6 สำนักงบประมาณ งบประมาณโดยสังเขปปีงบประมาณ 2553 (งบประมาณปี 2553 ที่อ้างถึงในตอนนี้เป็นฉบับร่างที่เสนอโดยรัฐบาลในเดือนมิถุนายน 2552)
7 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รายงานการประชุมเสวนาระดมความคิด เรื่องทิศทางเพื่อการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 24 ธันวาคม 2551
8 ERIC HANUSHEK “WHY QUALITY MATTERS IN EDUCATION” FINANCE AND DEVELOPMENT JUNE 2005
9 สำนักงานสถิติแห่งชาติ สรุปผลการสำรวจภาวการณ์ทำงานของประชากร เดือนเมษายน พ.ศ.2552 ผู้วิจัยคำนวณตัวเลขบางตัว (จากข้อมูลดิบ)เพิ่มเติมเพื่อชี้ประเด็นให้ชัดเจน
