RSS

3. การประเมินผลด้านคุณภาพ/ประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา (รายงานสภาวะฯปี51-52)

16 พ.ย.

3. การประเมินผลด้านคุณภาพ/ประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา

บทนี้เสนอเรื่องการประเมินคุณภาพ/ประสิทธิภาพการศึกษาโดยอาศัยการสรุปจากรายงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) และรายงานการประเมินคุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) โดยผู้วิจัยได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมควบคู่ไปด้วย

ปัญหาหลัก ๆ คือสถานศึกษาทุกระดับทั่วประเทศที่มี 4 หมื่นกว่าแห่งมีคุณภาพแตกต่างกันมาก  มีสถานศึกษาขนาดใหญ่ขนาดกลางในกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ที่มีคุณภาพสูง นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงสอบได้คะแนนดีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เป็นสัดส่วนที่น้อย(ราว 400 แห่ง)เมื่อเทียบกับสถานศึกษาทั้งประเทศ ทำให้คะแนนถัวเฉลี่ยของนักเรียนทั้งประเทศออกมาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ การที่สถานศึกษามีคุณภาพต่างกัน, คนมีค่านิยมมุ่งเข้ามหาวิทยาลัยปิดของรัฐซึ่งมีที่นั่งจำกัด ทำให้เกิดปัญหาแก่งแย่งแข่งขันเข้าสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง, ปัญหาผู้ปกครองต้องจ่ายหรือบริจาคเงินเพิ่ม, ปัญหาเด็กมุ่งได้คะแนนวุฒิบัตร มุ่งการแข่งขัน มากกว่าเพื่อการเรียนรู้พัฒนาตัวเองอย่างรอบด้าน ปัญหาความเครียด ความเห็นแก่ตัวและปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

            3.1 การติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 

            ระดับปฐมวัย

            โอกาสการได้รับการศึกษาของเด็กอายุ 3-5 ปีต่อประชากรวัยเดียวกันทั้งประเทศในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาโดยรวมมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง เด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีโอกาสได้รับการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาสูงกว่าเด็กในภาคอื่น ส่วนเด็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้มีโอกาสเข้าเรียนระดับก่อนประถมศึกษาต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยของเด็กทั้งประเทศ โดยเฉพาะเด็กก่อนเข้าเรียนระดับประถมศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีโอกาสน้อยมาก และน้อยกว่าอัตราเฉลี่ยของเด็กทั้งภาคใต้1

            การประเมินคุณภาพมาตรฐานของสถานศึกษาปฐมวัยจำนวน 8,276 แห่ง ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในปี 2548 พบว่ามีสถานศึกษาที่อยู่ในระดับดีโดยภาพรวมเพียงร้อยละ 34.14

            ในด้านคุณภาพของเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัยส่วนใหญ่มีพัฒนาการสมวัยในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านจิตใจ ด้านสังคมและสติปัญญา แต่ก็ยังมีเด็กอีกส่วนหนึ่งราว 1 ใน 6 (กว่า 9 แสนคน) ที่มีพัฒนาการล่าช้า เด็กที่อยู่ในเขตเมืองมีพัฒนาการทุกด้านสูงกว่าเด็กที่อยู่นอกเขตเมือง เด็กหญิงมีพัฒนาการสูงกว่าเด็กชาย เด็กที่อยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่มีพัฒนาการสูงกว่าเด็กที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก นอกจากนั้น ยังมีความแตกต่างกันของพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในสถานศึกษาที่อยู่ต่างสังกัดและประเภทการจัด

            ผลการประเมินที่บ่งชี้ถึงคุณภาพของเด็กปฐมวัยที่ควรได้รับการพิจารณาปรับปรุงแก้ไข คือการพัฒนาความสามารถเด็กปฐมวัยด้านการวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ เพราะสถานศึกษาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพระดับดีในด้านดังกล่าวมีเพียงร้อยละ 11.1 ส่วนด้านที่ให้เด็กมีความรู้ทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร และทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้ด้วยตัวเองก็เป็นอีก 2 ด้านที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เพราะมีสถานศึกษาที่เด็กปฐมวัยมีคุณภาพระดับดีใน 2 ด้านนี้เพียงร้อยละ 18.2 และร้อยละ 28.1 ตามลำดับ

            ผลการประเมินของสมศ.ด้านมาตรฐานครูและผู้บริหารมีสถาบันการศึกษาที่มีครูที่สอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและมีคุณภาพระดับดีมีเพียงร้อยละ 38.0 ส่วนผู้บริหารสถานศึกษาที่จัดหลักสูตรการศึกษาที่เหมาะสมกับผู้เรียน มีสื่อการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ที่จัดได้ดีมีคุณภาพระดับดีมีเพียงร้อยละ 36.9

            การที่เด็กปฐมวัยไทยจำนวนมากถึง 1 ใน 6 มีพัฒนาการล่าช้าไม่สมวัย เพราะพวกเขาขาดโอกาสเรียนรู้และขาดการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสม หน่วยงานที่ดำเนินการจัดบริการเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ไม่สามารถจัดบริการได้ครอบคลุมทั่วถึงทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ขาดการประสานงานนโยบายและทิศทางในการจัดการศึกษาเด็กปฐมวัยไม่มีเอกภาพ

            การประเมินสถานศึกษาระดับปฐมวัยของ สมศ. ในรอบ 2 (พ.ศ.2549-2550) จำนวน 20,184 แห่ง พบว่า มีที่ไม่ผ่านการรับรอง 3,955 แห่ง (ร้อยละ 19.59)2  เทียบเป็นสัดส่วนก็ดีขึ้นกว่าการประเมินรอบแรกเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้มาก ผู้วิจัยไม่แน่ใจว่าการประเมินมีความแม่นยำเพียงไร

            ปัญหาที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยคือ พ่อแม่ไม่มีโอกาสเรียนรู้วิธีการเป็นพ่อแม่ที่ดี วิธีการเรียนรู้ของเด็ก และวิธีปฏิบัติตนกับลูกในทางที่ถูกต้อง ครูและผู้บริหารยังต้องปรับปรุงในด้านการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ รวมทั้งการจัดหลักสูตรการศึกษาที่เหมาะสม การจัดบริการสำหรับเด็กปฐมวัยยังขาดการนำมาตรฐานคุณภาพที่เหมาะสมไปใช้อย่างแพร่หลาย ขาดกระบวนการผลิตและการฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ขาดการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่มีเพียงพอทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ ในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงมีจำนวนเด็กในแต่ละห้องเรียนจำนวนมาก ส่งผลต่อคุณภาพของการพัฒนาเด็กปฐมวัย

            ระดับประถมและมัธยม3

            1. คุณภาพผู้เรียน เป้าหมายการจัดการเรียนรู้ ให้เป็น “คนเก่ง” (ควบคู่ไปกับการเป็นคนดีมีความสุข) พิจารณาจากการสอบวัดคุณภาพการศึกษาระดับชาติในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้เรียนทั่วประเทศได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 50 โดยที่คะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศในระดับประถมปีที่ 6 และมัธยมปีที่ 3 มีแนวโน้มลดลงในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

                        (1) การสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ช่วงระหว่างปีการศึกษา 2544-2549 พบว่า คะแนนเฉลี่ยในเกือบทุกวิชา (ยกเว้นภาษาไทยปี 2544 และ 2545) มีคะแนนเฉลี่ยที่ต่ำกว่าร้อยละ 50 และเกือบทุกวิชารวมทั้งภาษาอังกฤษและวิทยาศาสตร์ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 5 ปีการศึกษา (แม้ว่าในปีการศึกษา 2549 วิชาภาษาอังกฤษและวิทยาศาสตร์จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย)

            ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตลอดช่วง 5 ปีการศึกษามีแนวโน้มลดลงในเกือบทุกรายวิชา คือคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์และสังคมศึกษา มีเพียงวิชาภาษาไทยที่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยที่สูงกว่าวิชาอื่น และสูงเกินกว่าร้อยละ 50 เฉพาะในปีการศึกษา 2546 คือเฉลี่ย 53.98

            คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในช่วง 2 ปีการศึกษา ที่ได้เริ่มดำเนินการสอบในวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ชีววิทยาและฟิสิกส์ โดยภาพรวมคะแนนเฉลี่ยทั้ง 5 วิชามีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์กายภาพชีวภาพและเคมี มีแนวโน้มคะแนนเฉลี่ยลดลง อย่างไรก็ตาม คะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนทั้ง 2 ปีก็ยังต่ำกว่าร้อยละ 50

                        (2) การสอบวัดความถนัดทางการเรียน (Scholasitc Aptitude Test : SAT) ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีแนวโน้มความสามารถทางภาษาดีขึ้นในช่วง 4 ปีการศึกษาที่ผ่านมา โดยคะแนนเฉลี่ยลดลงเพียงเล็กน้อยในปีการศึกษา 2547 ส่วนความสามารถทางการคิดคำนวณมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปีการศึกษา 2544-2546 แต่มีการปรับตัวดีขึ้นในปีการศึกษา 2547                       

ความสามารถเชิงวิเคราะห์มีคะแนนเฉลี่ยขึ้นลงอย่างไม่คงที่ โดย

คะแนนเฉลี่ยในปีการศึกษา 2544-2547 อยู่ระหว่างร้อยละ 38-46 ในภาพรวมแล้วคะแนนเฉลี่ยความถนัดทางการเรียนของผู้เรียนในชั้นนี้ในช่วงปีการศึกษา 2544-2547 ดีขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ค่าคะแนนเฉลี่ยร้อยละของทุกปีที่กล่าวถึงยังคงต่ำกว่าร้อยละ 50

                        การสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนข้างต้นสอดคล้องกับผลการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งหมด 30,010 แห่ง โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในปี 2548

กล่าวคือ การประเมินที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของผู้เรียนได้แก่ มาตรฐาน

ที่ 4 (ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์ ไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์) มาตรฐานที่ 5 (ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับหลักสูตร) มาตรฐานที่ 6 (ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง พบว่าสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทุกสังกัด ยังคงไม่ได้มาตรฐานด้านคุณภาพของผู้เรียนตามที่ สมศ.ตั้งไว้

สถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้ผลการประเมินด้านคุณภาพผู้เรียนที่ได้

มาตรฐานระดับดีในมาตรฐานที่ 4 5 และ 6  มีสัดส่วนต่ำอยู่ที่ 10.4  11.4 และ 24.0 ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งหมด ตามลำดับ

                        เมื่อพิจารณาเป็นรายสังกัด พบว่า สถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นโรงเรียนสาธิตฯ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีสัดส่วนที่ได้ผลการประเมินมาตรฐานทั้ง 3 อยู่ในระดับสูงกว่าสังกัดอื่น ๆ  เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเป็นภาคที่มีค่าร้อยละของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้ผลการประเมินว่าอยู่ในระดับดีในมาตรฐานที่ 4  5 และ 6  สูงกว่าภาคอื่น ๆ

                        จากผลการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานรอบที่สอง ระหว่างปีการศึกษา 2549-2550 จำนวน 902 แห่ง เป็นสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. จำนวน 644 แห่ง พบว่า มาตรฐานที่ 6 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี ส่วนมาตรฐานที่ 4 และ 5 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใช้

                        ผลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยพ.ศ.2539-2540 ด้านการทดสอบความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา (IQ) ของเด็กวัยเรียน พบว่า ค่าเฉลี่ยไอคิวของเด็กวัยเรียนมีค่าเท่ากับ 91.9 ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรเป็นที่มีค่าเท่ากับ 100 และจากงานวิจัยพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทยต่อมาในปี พ.ศ.2544 พบว่า เด็กวัยเรียนในกลุ่มอายุ 6-12 ปี จำนวน 3,135 คน ร้อยละ 29.7 มีไอคิวอยู่ในเกณฑ์ปกติ ร้อยละ 59.9 มีไอคิวอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ โดยค่าเฉลี่ยของไอคิวเด็กวัยเรียนทั้งหมดเท่ากับ 88.1 จึงกล่าวได้ว่าเด็กในวัยเรียนช่วงปี 2539/40 ถึงปี 2544 มีแนวโน้มไอคิวลดลง4

                        สถิติที่น่าพิจารณาประเด็นหนึ่ง คือการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนไทยที่ทั้ง UNESCO และการประเมิน PISA ของ OECD พบว่า นักเรียนไทยที่ถูกทดสอบ(ระดับมัธยมปีที่ 2)ได้คะแนนเฉลี่ยด้านภาษาไทยต่ำมาก คือรู้ภาษาต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานระดับใช้งานได้ดีเป็นสัดส่วนมากกว่า 70%5 ของนักเรียนที่เข้าทดสอบ

การสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการเองในปลายปี 2549 พบว่า นักเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ 79,358 คน (12.45%) และการสำรวจเดือนมีนาคม 2552 เด็กที่จบชั้นประถมปีที่ 3 อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มีร้อยละ 5.986  การที่นักเรียนมีความรู้ด้านภาษาไทยโดยเฉพาะการอ่านเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะต้องศึกษาหาทางแก้ไขโดยเร่งด่วน เพราะความรู้ทางภาษาเป็นพื้นฐานที่จะไปเข้าใจวิชาอื่น ๆ ถ้าความรู้พื้นฐานในการสื่อสารไม่ดีแต่ต้นก็จะเรียนวิชาอื่น ๆ ไม่ได้ดีไปด้วย

                        การประเมินของสมศ.ด้านการเป็น “คนดี” และการมีความสุขของผู้เรียนโดยรวมแล้ว ได้คะแนนเฉลี่ยที่สูง (แม้จะมีความแตกต่างในด้านมาตรฐานต่าง ๆ ระหว่างโรงเรียนสังกัดต่าง ๆ บ้าง ก็ไม่มากนัก) คะแนนการประเมินใน 2 ด้านนี้แตกต่างจากเรื่องการประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนหรือการเป็นคนเก่งอย่างไม่สอดคล้อง ทั้ง ๆ ที่ตามหลักจิตวิทยาการเรียนรู้แล้ว หากผู้เรียนมีความสุข น่าจะเรียนได้เก่งด้วย

ประเด็นนี้ผู้วิจัยอยากตั้งข้อสังเกตว่า การประเมินเรื่องการเป็นคนดีและ

การมีความสุขของผู้เรียนโดยสมศ. อาจได้คะแนนที่สูงเกินจริง เพราะเป็นเรื่องการใช้แบบสอบถามซึ่งขึ้นอยู่กับอัตวิสัยมาก ที่ต้องตั้งข้อสังเกตเช่นนี้เนื่องจากข้อมูลข่าวสารทางสื่อมวลชนและการติดตามวิจัยเรื่องปัญหาเด็กและเยาวชนขององค์กรเฝ้าติดตามสภาวะเด็กและเยาวชน (CHILD WATCH) และหน่วยงานอื่น ๆ รายงานว่านักเรียนเด็กเยาวชนของเราในปัจจุบันมีปัญหาด้านความเครียดและคุณธรรมจริยธรรมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในระดับที่เริ่มเข้าวัยรุ่น (ประถมปลายและมัธยม) ยิ่งมีปัญหามากขึ้น7

ถึงการประเมินของสมศ. ในด้านการเป็นคนดีและการมีความสุขของ

ผู้เรียนนี้จะมีส่วนจริงอยู่บ้าง คือนักเรียนไทยอาจจะมีความสุขและเป็นคนดีโดยเปรียบเทียบกับนักเรียนในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ก็ยังชวนให้ตั้งคำถามว่าหากนักเรียนไทยมีความสุขและเป็นคนดีพอสมควรจริง การที่พวกเขาที่เรียนได้ไม่เก่ง แสดงว่าครูอาจารย์ไทยยังจัดการสอนการเรียนได้อย่างไม่มีคุณภาพ/ประสิทธิภาพมากนักใช่หรือไม่?

            การประเมินด้านหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการวัดประเมินผลผู้เรียน

            หลักสูตร

            การติดตามปัญหาอุปสรรคการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (พ.ศ.2544) ในช่วงปี 2550 ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พบปัญหาคือ8

            1. สถานศึกษายังมีความสับสนในเรื่องของความรู้ความเข้าใจในการจัดการศึกษาในระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานเป็นเป้าหมาย (standard based education) และการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาด้วยตนเอง

            2. หลักสูตรของสถานศึกษาเน้นการทำแบบฝึกหัดและเนื้อหาสาระ มากกว่ากระบวนการการเรียนรู้           

3. มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์และจัดทำขอบข่ายสาระหลัก (Curriculum map) น้อยมาก ไม่สามารถวางแผนกิจกรรมสำหรับผู้เรียนโดยผ่านขอบข่ายสาระหลักทั้ง 8 กลุ่มสาระได้ครบถ้วนตามหลักสูตร

            4. ครูผู้สอนที่จะสามารถวิเคราะห์หลักสูตรก่อนการจัดทำแผนการเรียนรู้แล้วได้มีเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่มักจะซื้อแผนการเรียนรู้สำเร็จรูปที่มีขายทั่วไป และนำมาเลือกปรับใช้ให้ตรงกับความต้องการ หรือเพื่อส่งให้ตรวจตามระบบเท่านั้น

            การจัดการเรียนการสอน

            ผลจากการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนนำร่องและโรงเรียนเครือข่ายกลุ่มหนึ่งในช่วงปี 2546-2547 พบว่า9  การจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชนหรือผู้ปกครอง และการฝึกปฏิบัติให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น โดยการฝึกคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาและนำเสนอการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการ ยังมีการจัดน้อยมาก คืออยู่ในระดับร้อยละ 14-28

            การวัดและประเมินผลที่ผู้สอนใช้ประเมินผู้เรียนคือ การสังเกตพฤติกรรม การตรวจแบบฝึกหัด/ผลงานเด็กเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการสอบแบบวิเคราะห์/สังเคราะห์ที่เน้นการเขียนยังมีอยู่ในระดับต่ำร้อยละ 26.19 การใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ก็อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ คือร้อยละ 45.72

                ข้อสังเกตของผู้วิจัยคือ นี่เป็นการสำรวจกลุ่มโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนนำร่องและเครือข่ายที่น่าจะถือว่ามีคุณภาพหรือมีการพัฒนาในระดับหนึ่งแล้ว ถ้าสำรวจโรงเรียนทั่วประเทศ น่าจะได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่านี้

            รายงานของสกศ.เสนอต่อไปว่าอุปสรรคเกี่ยวกับครูมี 2 เรื่อง คือครูผู้สอนมีไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน และครูที่ทำงานอยู่มีจำนวนคาบสอนมาก และมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานสอนมาก ข้อมูลภาระงานสอนเฉลี่ยของครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1 คน/สัปดาห์ พบว่า ระดับก่อนประถมศึกษา 24.77 ชั่วโมง/สัปดาห์ ระดับประถมศึกษา 22.19 ชั่วโมง/สัปดาห์ และระดับมัธยมศึกษา 15.21 ชั่วโมง/สัปดาห์

            ข้อมูลจากผลการประเมินของ สมศ.ในปี 2548 พบว่าจำนวนคาบสอนเฉลี่ยของครูเท่ากับ 25 ชั่วโมง/สัปดาห์ (แต่ละคนสอนแตกต่างกัน ตั้งแต่ 10-67 ชั่วโมง/สัปดาห์) และภาระงานอื่น คืองานวิชาการเฉลี่ย 7.8 ชั่วโมง/สัปดาห์ งานปกครองนักเรียน 5.3 ชั่วโมง/สัปดาห์ งานธุรการ 4.5 ชั่วโมง/สัปดาห์ งานบริการ 4.2 ชั่วโมง/สัปดาห์ และงานนโยบายและแผนงาน 3.4 ชั่วโมง/สัปดาห์ และประเมินผลว่า ภาระงานที่มากดังกล่าวนี้อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน

            เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ครูอาจารย์ไทยโดยเฉลี่ยแล้วทำงานต่อสัปดาห์มากกว่า แต่ที่เป็นเช่นนี้คงมาจากปัญหาหลักสูตรที่เน้นปริมาณของเนื้อหาข้อมูลมากและครูอาจารย์ไทยจัดการสอนแบบบรรยายมากด้วย การที่ครูไทยต้องสอนมาก ไม่ได้แปลว่าการสอนมากจะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้มากขึ้นหรือดีขึ้นเสมอไป ปัญหาคือ เราสอนแบบป้อนข้อมูลมากไป และไม่ฝึกให้นักเรียนหัดอ่าน ค้นคว้า ทดลองคิด ทำโครงงาน เรียนรู้ด้วยตัวเองเท่าที่ควร

            การวัดและประเมินผลผู้เรียน

            ปัญหาในมุมมองของครูผู้สอน คือความสับสนคำศัพท์ต่าง ๆ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน การขาดความมั่นใจในเทคนิควิธีการปฏิบัติการวัดและประเมินตามสภาพจริง

            นอกจากนี้แล้ว ครูต้องจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลผู้เรียนในสถานศึกษาจำนวนมาก ไม่มีแบบฟอร์มที่สะดวกต่อการกรอก ทำให้ครูต้องมีภาระงานเพิ่มขึ้น

การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดกระบวนการเรียนรู้

            งานวิจัยของสกศ.พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับปานกลาง การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะเป็นในเรื่องการสนับสนุนเงิน/ทรัพยากร/แรงงาน/วัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน แต่มีส่วนร่วมในเรื่องของการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การบริหารจัดการและจัดการเรียนการสอนในระดับปานกลาง(ถึงน้อย)

            การมีส่วนร่วมในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของผู้เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับกรรมการสถานศึกษาหรือคนในชุมชน ยังมีระดับการมีส่วนร่วมเพียงบางส่วนหรือระดับชายขอบ เนื่องจากเป็นของใหม่และคนส่วนใหญ่ยังมองว่าความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาเป็นหน้าที่ของสถานศึกษา ผู้เกี่ยวข้องที่เข้าไปมีส่วนร่วมในบางส่วน มักเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนการสอน และมักเข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมเมื่อโรงเรียนร้องขอมาเท่านั้น

            ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน

            รายงานติดตามและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้สรุปว่า

            ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่พบเหมือนกันในทุกระดับชั้น คือตัวแปร “คุณลักษณะของครู” โดยค่าน้ำหนักที่ได้มีค่าค่อนข้างสูงรวมทั้งปัจจัยเกี่ยวกับ แสดงให้เห็นว่า การที่ครูมีคุณลักษณะที่ดีย่อมส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในทางที่ดีด้วย นอกจากนี้แล้วปัจจัยเกี่ยวกับครู เช่นจำนวนครูผู้สอน ครูผู้สอนในรายวิชาที่ขาดแคลน(ภาษาต่างประเทศ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) จำนวนคาบที่สอน การที่ครูมีภาระงานอื่นมาก ก็ล้วนเป็นปัจจัยตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียน

            สำหรับตัวแปรที่มีอิทธิพลอื่น ๆ นั้น ผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่า ในระดับประถม สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัดอีสาน เหนือ กลางมีผลสัมฤทธิ์อยู่ในเกณฑ์ดี แต่พอเป็นระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายแล้วจะสู้สถานศึกษาในกรุงเทพฯ/ปริมณฑลและในเขตอำเภอเมืองไม่ได้ ขณะที่ตัวแปรภาคตะวันออก สถานศึกษาเอกชน มีผลสัมฤทธิ์ในเกณฑ์ดีในระดับประถมและมัธยมต้น แต่ไม่เห็นชัดในระดับมัธยมปลาย ในระดับมัธยมปลายนั้นตัวแปรที่สำคัญเรียงตามลำดับ คือจำนวนผู้เรียน, สถานศึกษาตั้งในอำเภอเมือง, สถานศึกษาตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ/ปริมณฑล คุณลักษณะของครู สถานศึกษาตั้งอยู่ในภาคตะวันออก ผู้บริหารเป็นเพศหญิง ความสามารถในการจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา

            3.2 การประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.)

            การประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา     (สมศ.) มีลักษณะเป็นการประเมินตามเอกสารที่กำหนดให้ทางผู้บริหารครูอาจารย์เป็นผู้กรอก เพื่อประเมินคุณภาพตนเอง และมีลักษณะเป็นการประเมินเชิงปริมาณมากกว่าจะเป็นการประเมินเชิงคุณภาพ คือยังไม่มีการส่งทีมผู้เชี่ยวชาญไปสังเกตการณ์ กระบวนการเรียนการสอน ผลสัมฤทธิ์การเรียน ท่าที ทัศนคติของครูอาจารย์ ความพอใจผู้เรียนและผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด แบบที่บางประเทศเขาทำกัน แต่อย่างน้อยการประเมินตามเอกสารเท่าที่สมศ.ทำมาก็ให้ข้อมูลที่เราพอจะนำไปใช้วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับประสบการณ์และข้อมูลอื่นได้บ้าง แต่ควรวิเคราะห์อย่างชั่งน้ำหนักในเชิงตระหนักถึงข้อจำกัดของการประเมิน จะได้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ถูกประเมิน หรือช่วยให้เรามองสภาพปัญหาอย่างรอบด้านเพิ่มขึ้น

ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

การดำเนินการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รอบสองในปีงบประมาณ พ.ศ.2549-2550 รวม 15,601 แห่ง ได้ข้อสรุปดังตารางต่อไปนี้คือ9

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตารางที่ 3.1  ผลการประเมินสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวม (พ.ศ.2549-2550)

สังกัด การศึกษาปฐมวัย การศึกษาระดับประถม-มัธยม
ทั้งหมด รับรอง ไม่รับรอง ทั้งหมด รับรอง ไม่รับรอง
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12,414 9,960

(80.23)

2,454

(19.77)

14,196 11,057

(77.89)

(55.91)*

3,139

(22.11)

สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร 428 406

(94.86)

22

(5.14)

430 412

(95.81)

(96.43)*

18

(4.19)

กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น 349 322

(92.26)

27

(7.74)

366 326

(89.07)

(64.29)*

40

(10.93)

สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 522 480

(91.95)

42

(8.05)

509 462

(90.77)

(73.61)*

47

(9.23)

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 2 1

(50.0)

1

(50.0)

5 4

(80.0)

1

(20.0)

 

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ - - - 9 7

(77.78)

2

(22.22)

รวม 13,715 11,169

(81.44)

2,546

(18.56)

15,515 12,268

(79.07)

(57.49)*

3,247

(20.93)

*ร้อยละของสถานศึกษาที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก

ที่มา : สกศ.  รายงานประจำปี 2551

 

จากตารางข้างต้น(ที่ 3.1) เมื่อเปรียบเทียบกับการประเมินผลรอบแรก(ตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บล่างสุดและมีเครื่องหมายดอกจันทน์กำกับ) สัดส่วนของสถานศึกษาระดับประถม-มัธยมที่ได้รับการรับรองในรอบ 2 สูงขึ้นกว่ารอบแรกมากพอสมควร ผู้วิจัยไม่แน่ใจว่าสถาบันการศึกษาระดับประถม-มัธยมมีการพัฒนาด้านคุณภาพขึ้นจริงในช่วงแค่ 1-3 ปี หรือสมศ.ใช้เกณฑ์ประเมินที่ต่ำลง, ผู้ประเมินเป็นคนละทีม, สถานศึกษารู้วิธีที่จะทำเอกสารประเมินตนเองเพื่อทำให้คะแนนประเมินคุณภาพภายนอกดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงผลการประเมินรอบ 2 นี้จะดีขึ้นกว่ารอบแรก ในรอบ 2 นี้ก็ยังมีสถานศึกษาระดับประถม-มัธยม 3,139 แห่ง (ร้อยละ 22.11) ที่ไม่ผ่านการรับรอง

            สมศ.ได้สรุปว่า ปัญหาและอุปสรรคคือ          

1. สถานศึกษาระดับการศึกษาระดับประถม-มัธยมส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการประกันคุณภาพภายใน และยังไม่ได้บูรณาการเรื่องการประกันคุณภาพภายในเข้ามาในการปฏิบัติงานปกติ

            2. ผลการประเมินคุณภาพภายนอกในด้านผู้เรียน ส่วนใหญ่จะไม่ได้มาตรฐานในมาตรฐานที่ 4 เกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มาตรฐานที่ 5 ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและมาตรฐานที่ 6 ทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ในด้านครู ส่วนใหญ่จะไม่ได้มาตรฐานในมาตรฐานที่ 9 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ในด้านผู้บริหาร พบว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่จะต้องพัฒนาในเรื่องงานวิชาการให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งผลการประเมินจะสะท้อนได้ในมาตรฐานที่ 12 เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

            การศึกษาด้านการอาชีวศึกษา

            การประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2549-2550 รวม 367 แห่ง (ประมาณร้อยละ 46 ของสถานศึกษาอาชีวศึกษา 800 แห่งทั่วประเทศ) สรุปผลการประเมินคุณภาพภายนอกโดยภาพรวม คือ

            1. มีสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีผลการประเมินคุณภาพภายนอกได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษา จำนวน 311 แห่ง (ร้อยละ 84.74) ส่วนใหญ่มีคุณภาพตามเกณฑ์ รองลงมา คือคุณภาพดีและคุณภาพดีมากตามลำดับ (ดูตาราง 3.2)จำแนกตามระดับคุณภาพได้ดังนี้

            2. มีสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอพินิจ จำนวน 19 แห่ง (ร้อยละ 5.18)

            3. มีสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีผลการประเมินคุณภาพภายนอกไม่รับรองมาตรฐานการศึกษา จำนวน 37 แห่ง (ร้อยละ10.08)

 

ตารางที่ 3.2  ผลการประเมินสถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษา (พ.ศ.2549-2550)

ประเภทของสถานศึกษา ไม่รับรอง รอพินิจ รับรองมาตรฐาน รวมทั้งสิ้น

 

คุณภาพตามเกณฑ์ คุณภาพดี คุณภาพดีมาก รวม
วิทยาลัยของรัฐ 18

(7.79)

9

(3.90)

74

(32030)

79

(34.20)

51

(22.08)

204

(88.31)

231
โรงเรียนเอกชน 16

(15.38)

7

(6.73)

35

(33.65)

28

(26.92)

18

(17.31)

81

(77.88)

104
วิทยาลัยสารพัดช่าง 3

(9.38)

3

(9.38)

13

(40.63)

6

(18.75)

7

(21.88)

26

(81.25)

32
รวม 37

(10.08)

19

(5.18)

122

(33.24)

113

(3.79)

76

(20.71)

311

(84.74)

367

 ที่มา : สมศ.

 

ปัญหาและอุปสรรคจากการสรุปของสมศ. คือ

                        1. สถานศึกษายังขาดความรู้ความเข้าใจ และยังไม่ได้นำระบบการประกันคุณภาพการศึกษามาใช้ในการบริหารงานภายในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

                        2. สถานศึกษายังไม่สามารถรายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นรายงานการประเมินตนเอง (SAR) หรือรายงานประจำปีที่มีคุณภาพ ข้อมูลในรายงานการประเมินตนเองไม่สะท้อนถึงระบบการประกันคุณภาพและการประเมินตนเองเพื่อการพัฒนา

            วิทยาลัยสารพัดช่าง

            การดำเนินผลการประเมินคุณภาพภายนอกวิทยาลัยสารพัดช่างในรอบสอง (พ.ศ.2549-2550) มีประเด็นที่สำคัญสรุปได้ คือ

            1) การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของวิทยาลัยสารพัดช่างยังมีประสิทธิผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างต่ำ ขาดกระบวนการประเมินผลการดำเนินงานเพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนางาน และขาดการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง

            2) การใช้และการพัฒนาหลักสูตรแบบฐานสมรรถนะยังค่อนข้างต่ำ ขาดการประเมินผลที่เหมาะสม

            3) ความเพียงพอของวัสดุอุปกรณ์การฝึกอบรม ร้อยละ 72.91 ยังถือว่าค่อนข้างน้อย (ไม่ถึงร้อยละ 80)

            4) ผู้สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามเกณฑ์ยังต่ำ (ร้อยละ 46.43)

            5) ผู้สำเร็จการศึกษาระดับ ปวส. ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามเกณฑ์ร้อยละ 74.01 ยังถือว่าต่ำ สำหรับระดับ ปวส. ซึ่งควรจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามเกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไป

            6) จำนวนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เชิญมาให้ความรู้แก่นักศึกษายังค่อนข้างน้อย

            7) งบประมาณสำหรับวัสดุฝึกเพื่อใช้ในการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาในแต่ละสาขาวิชายังถือว่าน้อย (ร้อยละ 9.45 ของงบประมาณดำเนินการ)       

8) ศูนย์วิทยบริการ (Resources center) ยังขาดความพร้อมในการให้บริการที่ทันสมัย และมีสื่ออุปกรณ์ในการเรียนรู้ที่เพียงพอ รวมทั้งขาดระบบการประเมินคุณภาพการให้บริการและมีแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวิทยาลัยสารพัดช่าง

            9) ความเพียงพอและความทันสมัยของครุภัณฑ์และอุปกรณ์การศึกษา ร้อยละ 78.37 ยังถือว่าค่อนข้างน้อย

            10) จำนวนนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ และงานวิจัยที่พัฒนาองค์ความรู้และงานวิจัยปฏิบัติการ แม้จะมีจำนวนเฉลี่ย 35 ชิ้นต่อปี แต่ส่วนใหญ่เป็นผลงานของนักศึกษาซึ่งผลงานของอาจารย์ยังมีน้อย

            11) การใช้ฐานข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารและการจัดการของสถานศึกษาถือได้ว่ายังมีน้อย

            12) จำนวนอาจารย์ที่ได้รับการพัฒนาในด้านวิชาชีพที่สอนและกระบวนการจัดการเรียนรู้ร้อยละ 77.42 แม้เป็นไปตามเกณฑ์การประเมิน (ระดับ 3 ร้อยละ 75 ขึ้นไป) แต่แสดงให้เห็นว่ายังมีครูอาจารย์อีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการพัฒนาความรู้และประสบการณ์ที่เหมาะสมเพียงพอ

            สถาบันอุดมศึกษา

            การประเมินคุณภาพภายนอกสถาบันอุดมศึกษาในรอบสอง ได้มีจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.มหาวิทยาลัยวิจัย/บัณฑิตศึกษา 2.มหาวิทยาลัยเฉพาะทางหรือสมบูรณ์แบบที่มุ่งตอบสนองภาคการผลิต 3.มหาวิทยาลัยเน้นปริญญาตรีหลายสาขา 4.วิทยาลัยภูมิภาค/ชุมชนที่เน้นการพัฒนาท้องถิ่น10 โดยสมศ. เปิดทางให้สถาบันพิจารณาตนเองว่าจะเลือกอยู่ในกลุ่มสถาบันใด เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาของไทยมีที่มา โครงสร้าง และคุณภาพแตกต่างกันมาก การประเมินของสมศ.ใช้วิธีการกำหนดค่าน้ำหนักตามรายงานมาตรฐานที่สัมพันธ์กับพันธกิจ 4 ด้านของสถาบันอุดมศึกษา

            ในปีงบประมาณ 2549-2551 สมศ. ได้ดำเนินการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสองสถาบันอุดมศึกษาไปแล้วจำนวน 140 แห่ง และคณะกรรมการบริหารได้รับรองผลการประเมินไปแล้ว 131 แห่ง เป็นสถาบันที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพ สมศ. 125 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 95.41 และมีผลการประเมินในระดับ “รอพินิจ” จำนวน 6 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 4.58

            ทั้งนี้สมศ. ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญ 3 ประการคือ

            1. สถาบันทุกกลุ่มมีผลการดำเนินในมาตรฐานด้านการวิจัยต่ำกว่าในมาตรฐานอื่น ๆ

            2. หากพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักทั้ง 7 มาตรฐาน จะเห็นได้ว่าคะแนนสูงสุดอยู่ที่กลุ่มที่ 1 (กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตศึกษาและวิจัย) และลำดับที่สอง (กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตเพื่อภาคอุตสาหกรรม) สาม (กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตปริญญาตรีหลายสาขา) และสี่ (กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตเพื่อการพัฒนาภูมิภาค) เรียงลำดับตามกลุ่มสถาบัน

            ข้อมูลข้างต้นมาจากรายงานประจำปี 2551 ของสมศ. ข้อมูลล่าสุดที่ปรากฏเป็นข่าวในเดือนมีนาคม 2552 แตกต่างออกไป คือสมศ.ได้ประเมินสถาบันอุดมศึกษารวม 199 แห่ง มีที่ไม่ผ่านการรับรอง 5 แห่ง และรอพินิจ 9 แห่ง11

            ภาพรวมในปี 2552

            ผู้อำนวยการ สมศ.แถลงข่าวเมื่อเดือนมีนาคม 2552 โดยกล่าวถึงการประเมินคุณภาพภายนอกสถาบันการศึกษาทุกระดับ(ซึ่งมีการทำเพิ่มขึ้นจากที่ปรากฏอยู่ในรายงานประจำปี 2551 ของสมศ.)ว่า จากผลการประเมินชี้ให้เห็นว่า ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนที่ไม่ผ่านการรับรองส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด สพฐ.ที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน ซึ่งจะบริหารงานอย่างไรก็ไม่ได้คุณภาพ จึงควรหาผู้อุปถัมภ์และทำโรงเรียนเล็กให้เป็นโรงเรียนใหญ่ด้วยการจัดเป็นกลุ่มโรงเรียน ส่วนระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ปัญหาที่พบคือครูอาจารย์ขาดคุณภาพและคุณวุฒิ ส่วนระดับอุดมศึกษาหลายแห่งมีอาจารย์ที่มีวุฒิปริญญาเอกไม่ถึงร้อยละ 2 ที่เหลือเป็นวุฒิปริญญาโทและตรี รวมทั้งอาจารย์พิเศษเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผลิตบัณฑิตไม่ได้คุณภาพ อาจเป็นเพราะสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าวเพิ่งจะได้รับการปรับเปลี่ยนสถานภาพเปลี่ยนแค่ป้ายชื่อ แต่ไม่ได้เตรียมพัฒนาอาจารย์12

            ข้อสังเกตของผู้วิจัย

            ผู้วิจัยมีข้อสังเกตว่าการประเมินรอบสองของสมศ.ในสถานศึกษาทุกระดับได้คะแนนโดยรวมดีกว่าการประเมินรอบแรกค่อนข้างมาก (ยกเว้นโรงเรียนประถมขนาดเล็กที่ไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก) ทั้ง ๆ ที่การประเมินทำห่างกันไม่กี่ปี  โรงเรียนชั้นมัธยมล้วน ๆ ได้คะแนนประเมินเฉลี่ยสูงกว่าโรงเรียนขยายโอกาสที่มีทั้งแบบประถม-มัธยม และโรงเรียนประถมศึกษาล้วน ๆ ซึ่งอาจเป็นการประเมินที่ได้คะแนนสูงเกินจริง

จากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ สถานการณ์ครูอาจารย์โรงเรียนมัธยมหลังจากเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารแบบนำเอาทั้งระดับประถมมัธยมมารวมกันเป็นเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว มีปัญหาเรื่องระบบบริหารของเขตพื้นที่การศึกษาอยู่มาก เนื่องจากครูฝ่ายประถมมีมากกว่า จึงมีตำแหน่งและอำนาจในการบริหารในระดับเขตการศึกษามากกว่าครูอาจารย์ฝ่ายมัธยม จนครูอาจารย์ฝ่ายมัธยมขอแยกตัวเป็นเขตการศึกษาต่างหาก และทางกระทรวงศึกษาธิการยอมรับและกำลังดำเนินการอยู่ งบประมาณระดับมัธยมก็ได้น้อยโดยเปรียบเทียบ หลายแห่งมีห้องเรียนใหญ่ ขาดครูบางสาขาวิชาที่สำคัญ ผลสัมฤทธิ์การเรียนที่วัดจากการสอบทั่วประเทศระดับมัธยม 3 และมัธยม 6 คะแนนเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ ถึงจะมีโรงเรียนมัธยมในเมืองใหญ่ที่มีคุณภาพสูงและนักเรียนมัธยมมีผลสัมฤทธิ์ทำคะแนนได้ดีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ก็เป็นส่วนน้อย และแตกต่างจากโรงเรียนมัธยมในระดับอำเภอรอบนอกส่วนใหญ่มาก

สถาบันระดับอุดมศึกษาได้คะแนนในการประเมินรอบสองที่ดีขึ้นจากรอบแรกมาก ยกเว้นเรื่องมีการวิจัยน้อย ทั้ง ๆ ที่สถาบันอุดมศึกษาในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตเชิงปริมาณของผู้เรียนในอัตราที่สูงมาก ขณะที่อาจารย์ที่มีคุณวุฒิระดับปริญญาเอกและมีตำแหน่งทางวิชาการระดับรองศาสตราจารย์ขึ้นไปน้อย และอาจารย์ทั้งระบบทำงานวิจัยกันน้อย ผลสัมฤทธิ์การเรียนในระดับอุดมศึกษาโดยรวมต่ำลง นักศึกษาออกกลางคันมาก การจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยเทียบกับมหาวิทยาลัยในโลกอยู่ในเกณฑ์ต่ำ นายจ้างที่รับบัณฑิตเข้าทำงานและการสำรวจประชามติก็ออกมาให้ความเห็นเชิงไม่ประทับใจผลผลิตบัณฑิตที่ออกมาอยู่เป็นประจำ13ฯลฯ

ผู้วิจัยเห็นว่าการประเมินเชิงปริมาณแบบพิจารณาตามการกรอกแบบฟอร์มเอกสารนั้น ถ้าสถาบันการศึกษารู้จักวิธีที่จะเตรียมเอกสารการประเมินตนเองให้ดีก็จะได้คะแนนดีขึ้น โดยไม่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพที่แท้จริง

การจะประเมินคุณภาพสถาบันการศึกษาให้ได้ใกล้เคียงความจริงควรจะเป็นการเป็นเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ เช่นมีทีมงานที่มีประสบการณ์ประเมินได้จริงเข้าไปสังเกตการณ์พูดคุยกับนักเรียน ครูอาจารย์ ผู้ปกครองแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ อย่างได้สัมผัสของจริงมากกว่าการประเมินด้านการตรวจในเอกสารตามแบบฟอร์มที่ผู้ถูกประเมินเป็นผู้กรอก รวมทั้งจะช่วยทำให้ผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินเข้าใจข้อจำกัดปัญหาอุปสรรคที่แท้จริงซึ่งบางข้ออาจจะมาจากปัจจัยภายนอกด้วย การประเมินที่ดีต้องการผู้ประเมินที่มีความรู้ประสบการณ์จริง สามารถเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อน/ข้อบกพร่องได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย ไม่ใช่ประเมินกันไปตามตารางกฎเกณฑ์ที่กำหนดกันไว้เป็นสูตรเชิงปริมาณตายตัว

การประเมินคุณภาพภายนอกแบบที่ทำกันอยู่นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้เห็นสภาพปัญหาอย่างรอบด้านแท้จริงแล้ว ยังทำให้ผู้บริหารและครูอาจารย์ในสถานศึกษาจำนวนหนึ่งรู้สึกว่า การประเมินทำให้พวกเขามีภาระมากขึ้นและมีความเครียดกดดันแบบทางการที่ไม่สมเหตุผลมากขึ้น (เพราะการประเมินวัดจากรายงานเอกสารมากกว่าการทำงานจริง) ทั้ง ๆ ที่เราน่าจะใช้การประเมินแบบสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยปฏิรูปการเรียนการสอนในโรงเรียนที่ยังด้อยอยู่ให้มีคุณภาพสูงขึ้นได้มากกว่าที่เป็นอยู่

 


1 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา  รายงานการติดตามและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ระดับการศึกษาปฐมวัย  สกศ. กุมภาพันธ์ 2551

2 ศ.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. ให้สัมภาษณ์ สยามรัฐ 20 มีนาคม 2552

3 รายงานการติดตามและประเมินผล การจัดการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กุมภาพันธ์ 2551

4 เล่มเดียวกัน

5 คำให้สัมภาษณ์ ของนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 24 มีนาคม 2552  มติชน  25 มีนาคม 2552

6 มติชน  15 มิถุนายน 2552  หน้า 32

7 เช่นที่ได้คัดมาอ้างอิงบางส่วนในบทที่ 1 หัวข้อสภาวะทางสังคม  ดู WWW.CHILDWATCH.COM

8 สำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล, สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อ้างไว้ สกศ. รายงานการติดตามและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สกศ. กุมภาพันธ์ 2551

9 กลุ่มวิจัยและพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ สำนักวิชาการและมาตรฐานศึกษา 2547 อ้างไว้ใน สกศ.  รายงานติดตามและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สกศ. 2551

9 สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา รายงานประจำปี 2551 เนื่องจากการประเมินรอบ 2 อยู่ระหว่างการดำเนินงาน และมีการเสนอข้อมูลใหม่เพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ ข้อมูลที่นำมาเขียนในแต่ละช่วงจึงอาจจะแตกต่างกันอยู่บ้าง

10 ชื่อของกลุ่มทั้ง 4 นี้ ผู้วิจัยปรับปรุงใหม่ตามข้อมูลที่สกอ.ให้ข่าวในระยะหลัง ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าพอฟังเข้าใจได้มากกว่าการเรียกชื่อกลุ่มครั้งแรกในหนังสือรายงานประจำปี 2551 ของสมศ.

11 ผู้อำนวยการ สมศ. ให้สัมภาษณ์ สยามรัฐ 20 มีนาคม 2552

12 สยามรัฐ  20 มีนาคม 2552

13 เช่นการสำรวจเรื่อง ความคาดหวังของคนกรุงเทพฯต่อบทบาทหน้าที่มหาวิทยาลัยไทย  โดยดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ รายงานว่าเรื่องที่คนผิดหวังต่อบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยไทยเรียงตามลำดับ คือการพัฒนาคนให้รอดพ้นอบายมุข, การสร้างคนให้มีวินัย, การพัฒนาคนให้สามารถดำรงชีวิตอย่างพอเพียง การสร้างคนให้มีความสามารถทางภาษา และการสร้างคนให้มีคุณธรรม จริยธรรม  เดลินิวส์ 25 มีนาคม 2552

About these ads
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 35 other followers

%d bloggers like this: