เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญามากกว่าการเสนอระบบเศรษฐกิจใหม่
คำเต็ม คือ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ใช่ “เศรษฐกิจพอเพียง” เฉยๆ จึงเป็นปรัชญามากกว่าแนวคิดในทางเศรษฐศาสตร์ แนวคิดหลักของปรัชญานี้คือการเสนอให้ประชาชนรู้จักทำมาหาเลี้ยงชีพและดำเนินชีวิตแบบมีเหตุผล มีความพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกันในตัว โดยอยู่บนเงื่อนไขของความรู้และคุณธรรม หรือจะอธิบายง่ายๆคือ การเดินทางสายกลาง ไม่เป็นหนี้มากไป ไม่เป็นทุนนิยมบริโภคสุดโต่ง
เกษตรทฤษฎีใหม่ซึ่งใช้อธิบายคู่กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกล่าวถึงการให้เกษตรกรเพาะปลูกแบบผสมผสานและผลิตเพื่อใช้เป็นสัดส่วนสูงขึ้น ถ้าผลิตได้มาก ก็ขายได้ตามความเหมาะสม และอาจพัฒนาไปตามลำดับขั้น เป็นเศรษฐกิจที่มีการค้ามากขึ้น คำอธิบายของทั้ง 2 แนวคิดนี้มักเน้นที่ภาคเกษตรหรือภาคชนบท ไม่ได้อธิบายเศรษฐกิจทั้งระบบ
คำว่า “พอเพียง” เป็นคำที่มีความหมายในเชิงคุณค่าที่ขึ้นอยู่กับการตีความตามอัตวิสัย (Subjective) ขงคนแต่ละคน ไม่ได้เป็นคำที่มีความหมายเจาะจงที่เป็นภววิสัย (Objective) ชัดเจน ดังนั้นจึงถูกนักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ ชนชั้นกลางตีความได้ต่างๆนานา ส่วนใหญ่คือการตีความแบบประนีประนอมกับแนวทางการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมเช่นบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่ขัดกับระบบตลาดเสรี ไม่ขัดกับการส่งเสริมการลงทุนและตลาดหลักทรัพย์ ไม่ขัดกับการส่งเสริมการลงทุนของต่างประเทศ เพียงแต่ต้องไม่เน้นการเติบโตทางวัตถุอย่างสุดโต่ง หากควรพัฒนาแบบทางสายกลาง ไม่โลภ ไม่เป็นหนี้มาก
ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ซีพีกล่าวว่าเราก็ใช้เศรษฐกิจพอเพียงอยู่ขนาดเรา ถ้าลงทุนร้อยล้านพันล้านก็ต่ำกว่าพอเพียง ของเราอยู่กลางๆสักหมื่นล้าน จึงจะถือว่าพอเพียง นี่คือตัวอย่างการต่างคนต่างตีความ จนไม่รู้ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ต่างไปจากการพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง
ถ้าหากคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงถูกรัฐบาลและชนชั้นนำตีความ ตีความได้หลายทางอย่างประนีประนอมกับระบบเดิม คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ก็จะมีฐานะคล้ายๆโครงการพระราชดำริ หรือเป็นแค่การปรับลดความเร็วของการพัฒนาตามกระแสหลักที่ดำเนินอยู่ ว่าเราไม่ควรรีบพัฒนาทุนนิยมแบบสุดโต่ง ทำให้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายแตกต่างจากทุนนิยมอุตสาหกรรมโลกาภิวัฒน์แค่ดีกรี มากกว่าเป็นการเสนอแนวทางพัฒนาที่เป็นทางเลือกใหม่ ที่ต่างไปจากการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกอย่างชัดเจน
หากมองอย่างนักเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่จะถือว่าเป็นระบบเศรษฐกิจได้ จะต้องพิจารณาที่การจัดระบบความสัมพันธ์ทางการผลิต ว่าใครจะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และกระจายกันอย่างไร เช่น ระบบเศรษฐกิจแบบก่อนทุนนิยม (ศักดินาผสมกับเศรษฐกิจยังชีพแบบดั้งเดิม) ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม หรือระบบเศรษฐกิจแบบผสม เช่น สังคมนิยมประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการ (แบบยุโรปเหนือ) ระบบสหกรณ์ เป็นต้น
หากเราจะพัฒนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากเศรษฐกิจให้เป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ได้ เราน่าจะต้องตีความใหม่ให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างระบบสหกรณ์ห รือสังคมนิยมประชาธิปไตยที่เน้นการให้ประชาชนเป็นเจ้าของทุนร่วมกันร่วมกับท ุนนิยมที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทุนนิยมของผู้ประกอบการขนาดย่อมและขนาดกลาง
เพระต้องเป็นระบบผสมแบบใหม่นี้เท่านั้นจึงจะช่วยให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนมีโอกาสได้กินอยู่อย่างพอเพียงแบบทั่วถึง การตีความแบบประนีประนอมกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาดที่เน้นการผลิตการบริโภคแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาที่คนส่วนน้อยได้กำไรมาก แต่คนส่วนใหญ่ยากจนลง และทรัพยากร สภาพแวดล้อม วิถีชีวิต วัฒนธรรมดั้งเดิมถูกทำลายมาก จะไม่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีเศรษฐกิจแบบพอเพียงได้
วิทยากร เชียงกูล
ก้าวข้ามระบอบทักษิณ สู่เส้นทางปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ. _ _ กรุงเทพฯ
บ้านพระอาทิตย์, 2550
ISBN 978-974-8003-90-0
- Posted in: วิทยากร เชียงกูล
- ใส่ป้ายกำกับ:การปกครอง, การเมือง, บทความ, ระบอบประชาธิปไตย, วิทยากร เชียงกูล, เศรษฐกิจพอเพียง

ความเห็นล่าสุด