ระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์มุ่งการพึ่งพาคน และทรัพยากรภายในประเทศเป็นด้านหลัก
จริงๆแล้วประชาชนไทยสามารถเลือกการพัฒนาแนวทางเลือกใหม่ เช่น ระบบสหกรณ์ การเน้นเศรษฐกิจพึ่งตนเองหรือพึ่งพาแรงงานทรัพยากรภายใน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยีที่เหมาะสม พัฒนาตลาดภายในประเทศเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นได้ ประชากร 65 ล้านคนนั้นมากกว่าประชากรของอังกฤษ หรือฝรั่งเศส แต่เศรษฐกิจเราเล็กกว่าเขา 10 เท่า เพราะนโยบายการพัฒนาแบบทุนนิยมผูกขาด ทำให้เกิดคนรวยกระจุก (ในมือนายทุน) จนกระจาย (ในหมู่ประชาชน) ประชาชนไทยส่วนใหญ่การศึกษาต่ำ ประสิทธิภาพต่ำ รายได้ต่ำ ขาดอำนาจซื้อ การผลิตและบริโภคสินค้าจำเป็นยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ตลาดภายในประเทศเล็ก เพราะคนไทยส่วนใหญ่รายได้ต่ำ ขาดอำนาจซื้อ สินค้าที่ผลิตได้จึงขายคนในประเทศไม่ได้มาก ต้องไปเน้นการส่งออก
แต่การส่งออกของไทยที่เน้นอุตสาหกรรมประกอบรูปเพื่อการส่งออก กลับต้องส่งเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ พลังงานเพิ่มมากขึ้นมาเป็นเงาตามตัว ทำให้ประเทศต้องเป็นหนี้และต้องพึ่งพานายทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น และติดอยู่ในกับดักของการพึ่งพาทุนต่างชาติที่ดิ้นไม่หลุด เศรษฐกิจภายในประเทศก็ขยายตัวได้ยาก เพราะไม่ได้กระจายทรัพย์สิน รายได้ ความรู้ สู่ประชาชนส่วนใหญ่อย่างเป็นธรรม
ถ้าเราเปลี่ยนนโยบายจากการพึ่งพาการลงทุนและการค้าเสรีกับต่างชาติมากไป ซึ่งทำให้เราเสียเปรียบและพัฒนาตามหลังเขาไม่ทันอยู่ดี หันมาทุ่มเทพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการสังคมให้กับประชาชนส่วนใหญ่ ปฏิรูปการพัฒนาภาคเกษตร การปลูกป่าไม้โตเร็วทั่วประเทศ อุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานจากการเกษตร พัฒนาทรัพยากรที่เรามี เช่น อาหารและสมุนไพร หัตถกรรม การท่องเที่ยว และอื่นๆ พัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานจากพืชมูลสัตว์ ขยะ ฯลฯ เทคโนโลยีทางเลือกที่เหมาะสมกับประเทศอย่างเอาจริงเอาจัง เราจะเพิ่มการจ้างงาน เพิ่มผลผลิต และการหมุนเวียนใช้แรงงานและทรัพยากรภายในประเทศ เพิ่มการแลกเปลี่ยนและบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น และทำให้ตลาดและเศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตได้อีกมาก และจะลดสัดส่วนการพึ่งพาการส่งออกและสั่งเข้าที่ทำให้เราเสียเปรียบลงได้ โดยการเลือกส่งออกสินค้าที่ได้มูลค่าเพิ่มสูง และสั่งเข้าเฉพาะสินค้าที่จำเป็นและเป็นประโยชน์
การพัฒนาทางเลือกที่แตกต่างไปจากทุนนิยมล้วนๆ หรือ สังคมนิยมล้วนๆนั้นมีอยู่ แต่คนไทยต้องรู้จักคิด รู้จักค้นคว้า และกล้าทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเองมากกว่าที่จะไปตามฝรั่ง (หรือญี่ปุ่น จีน เกาหลี) ไปตามกระแสทุนนิยมโลกอย่างที่แล้วมาและที่ยังเป็นอยู่ ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางอาจจะถูกตะวันตกหรือกระแสทุนนิยมโลกครอบงำเป็นส่วนใหญ่ และอาจเห็นแก่ตัวระยะสั้นมากกว่าที่จะมองการณ์ไกลเห็นประโยชน์ระยะยาวของการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาคนทั้งประเทศ
แต่ประชาชนในชุมชนบทหลายแห่งรวมทั้งบางส่วนที่อพยพมาอยู่ในเมือง ยังมีการจัดการเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองและช่วยเหลือกัน มีค่านิยมเรื่องสถาบันครอบครัว วัฒนธรรมแบบพี่น้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หลงเหลืออยู่ ปัญญาชนที่รักประชาชน รักชุมชน รักชาติ รักประชาธิปไตยที่แท้ ที่รวมทั้งความเป็นธรรมด้วย ก็ยังมีอยู่บ้าง เราจึงน่าจะมีโอกาสสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต่างไปจากการเลียนแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกอย่างสุดโต่งได้
ประเทศไทยเคยอยู่อย่างพอเพียงและร่มเย็นในยุคก่อนทุนนิยม เคยมีวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองมาแล้วนับพันปี (ก่อนอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ) ดังนั้น เราจึงน่าจะแสวงหาแนวทางพัฒนาให้ประชาชนมีปัจจัยพื้นฐาน (อาหาร ยา ที่อยู่ เสื้อผ้า เครื่องใช้ไม้สอย) พอเพียง และเจริญงอกงามทางสังคมและวัฒนธรรม ประชาชนมีคุณภาพชีวิต มีความสุขแบบไทยๆในโลกยุคใหม่ ได้ดีกว่าที่จะเดินตามแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมเมืองพึ่งตะวันตก
แนวทางเลือกใหม่คือระบบเศรษฐกิจแบบผสมที่เหมาะสม เช่น เป็นระบบสหกรณ์ รัฐสวัสดิการ และการพัฒนาเพื่อความเป็นธรรม ประสิทธิภาพ และยั่งยืน ที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง เป็นแนวทางที่เป็นไปได้ ประเทศที่มีอาหารและปัจจัยพื้นฐานพอเพียงอย่างไทย (แต่ยังกระจายไม่เป็นธรรม) ไม่จำเป็นต้องไปพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบไล่ตามประเทศตะวันตก ไม่จำเป็นต้องพัฒนาแบบเป็นประเทศบริวารหรืออย่างมากก็เป็นได้แค่ประเทศชั้นสองชั้นสามตามมาตรฐานตะวันตกแต่อย่างใด
การคิดค้นและพัฒนาทางเลือกใหม่มีความเป็นไปได้อยู่มาก แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องการเปลี่ยนแปลงด้านกรอบแนวคิด กรอบความเข้าใจของคนไทยใหม่ว่า เศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องการเร่งการหาเงินและวัตถุ หากอยู่ที่การพัฒนาคนทั้งประเทศให้รู้จักใช้ชีวิตและทำงานได้ดีขึ้น รู้จักการจัดการทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและยั่งยืน โดยเน้นเป้าความสุข คุณภาพชีวิตชุมชน และสังคมที่ดี แทนการเน้นการเพิ่มตัวเลขความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม ซึ่งให้ประโยชน์แก่คนส่วนน้อย และเป็นการพัฒนาแบบกอบโกยล้างผลาญที่ไม่ยั่งยืน
วิทยากร เชียงกูล
ก้าวข้ามระบอบทักษิณ สู่เส้นทางปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ. _ _ กรุงเทพฯ
บ้านพระอาทิตย์, 2550
ISBN 978-974-8003-90-0
- Posted in: วิทยากร เชียงกูล
- ใส่ป้ายกำกับ:การปกครอง, การเมือง, บทความ, ระบอบประชาธิปไตย, วิทยากร เชียงกูล, สหกรณ์, เศรษฐกิจ

ความเห็นล่าสุด