RSS

การจัดองค์กรและการนำที่มีประสิทธิภาพในโลกยุคใหม่

13 ส.ค.

การจัดองค์กรและการนำที่มีประสิทธิภาพในโลกยุคใหม่

รศ.วิทยากร เชียงกูล*

การที่เราจะเข้าใจเรื่องการจัดองค์กรและการนำอย่างเห็นภาพรวมแบบเห็นป่าไม้ทั้งป่าได้ เราควรจะศึกษาทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมืองของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของโลกทั้งโลก

พัฒนาการของระบบเศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อการจัดองค์กรทางสังคมและการนำ

ระบบเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางสังคมในประวัติศาสตร์ของแต่ละสังคม(ประเทศ)มีอิทธิพลต่อแนวคิดและวิถีชีวิต/การจัดความสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ในแต่ละสังคม ซึ่งรวมทั้งเรื่องการนำแตกต่างกันไป

ในสังคมมนุษย์ยุคแรก ๆ ตั้งแต่หลายหมื่นปีมาจนถึงราว 4-5 พันปีที่แล้ว มนุษย์ใช้ชีวิตทางเศรษฐกิจสังคมแบบอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ แบบกลุ่มครอบครัวตระกูล, ชนเผ่า และใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเก็บของป่า/ล่าสัตว์ ผู้หญิงในฐานะแม่ผู้ให้กำเนิดลูกเพิ่มสมาชิกให้กลุ่ม มีบทบาทสำคัญและได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำกลุ่ม/ตระกูล(ระบบแม่เป็นใหญ่) ภาวะการนำสังคมยุคนั้นอยู่ที่การนำรวมหมู่แบบร่วมมือกันทำเพื่อครอบครัว, เผ่า, ชุมชนมากกว่าอยู่ที่ตัวผู้นำคนใดคนหนึ่ง

ต่อมาสักเมื่อราว 4-5 พันปีที่แล้ว สังคมมนุษย์หลายแห่งวิวัฒนาการจากระบบเศรษฐกิจแบบเก็บของป่า/ล่าสัตว์มาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมพึ่งตนเอง(คือรู้จักเพาะปลูกและเก็บไว้กินได้นาน)และต่อมาพัฒนาเป็นระบบเศรษฐกิจสังคมนครรัฐศักดินา(เจ้าและขุนนางขึ้นมาเป็นชนชั้นนำ ใช้สิทธิอำนาจและกำลังบังคับเกณฑ์แรงงานและเก็บส่วยจากประชาชน) ผู้ชายในฐานะผู้มีพละกำลังในการผลิตและการสู้รบป้องกันกลุ่มได้มากกว่าผู้หญิง ซึ่งจะต้องตั้งท้องและดูแลลูกเล็ก ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำกลุ่ม/ตระกูลแทน(ระบบพ่อเป็นใหญ่) ทำให้สังคมส่วนใหญ่ในยุคประวัติศาสตร์(ยุคที่เริ่มมีตัวหนังสือเขียนเมื่อราว 5 พันปีที่แล้ว)ถึงปัจจุบัน ผู้ชายเป็นใหญ่ มีสิทธิอำนาจในทางการปกครองการบริหารมากกว่าผู้หญิง

ภาวะการนำในยุคนครรัฐศักดินานี้ขึ้นอยู่ผู้นำในฐานะตัวบุคคลที่มีความสามารถเฉพาะทาง และมีการสร้างสิทธิอำนาจความชอบธรรมรองรับตัวผู้นำ โดยใช้ทั้งความเชื่อทางศาสนาและการใช้กำลังทหารบีบบังคับควบคุมประชาชนผสมผสานกัน

ในสังคมยุคนครรัฐศักดินา ผู้นำคือกษัตริย์/เจ้าขุนมูลนาย ที่ได้สิทธิอำนาจในการนำมาด้วยความเข้มแข็งในการรบและการสืบทอดสายโลหิต พวกเขาใช้ทั้งกองกำลังบีบบังคับและใช้วิธีอ้างเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ว่าพวกตนได้รับมอบหมายจากพระเจ้าและอ้างสายเลือด(พันธุกรรม) ที่เหนือกว่าคนอื่น เพื่ออ้างสิทธิอำนาจ (AUTHORITY) ความชอบธรรมในการเป็นผู้นำ พวกเขาใช้ระบบการจัดองค์กรแบบให้ยศฐาบรรดาศักดิ์/ตำแหน่งที่มาพร้อมกับอำนาจทางทหารและอำนาจด้านการครอบงำให้คนศรัทธา/ยอมรับกับบุคคลระดับรองลงไปดูแลลดหลั่นกันลงไปเป็นชั้น ๆ เช่นเจ้าเมือง อัศวิน, ดุค, เอริล, บารอน(เจ้าพระยา, พระยา, ฯลฯ) เพื่อควบคุมการทำงานและการเก็บภาษีส่วยจากประชาชนทั้งไพร่ ติดที่ดิน และทาส

ในเมืองหรือนครรัฐขนาดเล็กที่มีการค้าขายและหัตถกรรมมาก เช่นในเอเธนส์ของกรีก บางส่วนของอินเดีย ตะวันออกกลาง สมัย 2 พันปีที่แล้ว มีระบบการปกครองแบบคณาธิปไตยหรือประชาธิปไตยของชนชั้นนำอยู่บ้าง การนำมีลักษณะรวมกลุ่มหรือเป็นประชาธิปไตยระดับหนึ่งอยู่ในบางยุคสมัย ผู้นำมีทั้งที่สืบเชื้อสายทางชนชั้นและที่มีความสามารถเฉพาะ แต่ระบบคณาธิปไตยหรือประชาธิปไตยแบบจำกัดนี้อยู่ได้เพียงยุคสมัยหนึ่ง ในที่สุดก็นครรัฐใหญ่หรืออาณาจักรที่มีจักรพรรดิหรือกษัตริย์ปกครองแบบราชาธิปไตยก็เข้ามาแทนที่ ทั้งในยุโรป เอเชียและที่อื่น ๆ

ในสังคมที่ใช้ระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบนครรัฐหรือแบบอาณาจักร ผู้นำแบบกษัตริย์หรือจักรพรรดิ์อ้างว่าพวกเขาคือผู้ปกครองเพื่อประโยชน์สำหรับสมาชิกทุกคน คือทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์ และมีกำลังทหารไว้ป้องกันการจากศัตรูภายนอกได้ การสืบทอดตำแหน่งผู้นำ ใช้วิธีการสืบเชื้อสายจากพ่อหรือญาติใกล้ชิด หรือคนที่ผู้นำเก่าแต่งตั้ง ในบางสังคมบางยุคสมัย พวกขุนนางหรือหัวหน้ากลุ่ม/หัวหน้าเผ่าที่มีความสามารถ อาจทำรัฐประหารหรือทำสงครามยึดอำนาจการปกครองจากผู้นำเดิมที่อ่อนแอ/มีปัญหา แต่เมื่อพวกเขายึดอำนาจได้แล้วก็สถาปนาตนเองเป็นเจ้าต้นราชวงศ์ใหม่และสืบทอดอำนาจให้ลูกหลาน เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะตัวผู้นำ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจการเมืองหรือระบบการนำ

การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจการเมืองเปลี่ยนไปอย่างสำคัญหลังจากยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปเมื่อ 3 ร้อยปีที่แล้ว ระบบเศรษฐกิจใหม่คือระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม หรือระบบที่นายทุนเป็นเจ้าของโรงงาน บริษัทการค้า จ้างคนงานทำการผลิตเพื่อขายในระบบตลาด พวกนายทุนประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่งคั่งและกลายเป็นชนชั้นใหม่ที่มีอำนาจขึ้นมาแทนที่พวกศักดินา/เจ้าขุนมูลนายที่มีการจัดองค์กรทางสังคมและการนำที่ล้าสมัยกว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

พวกนายทุนต้องพึ่งพาแรงงานเสรีชน(คนที่ไม่ใช่ทาสหรือไพร่)แบบต่างคนต่างตอบแทนกัน และทำให้พวกนายทุนได้ประโยชน์จากการแข่งขันกันตามความสามารถเฉพาะตัวของปัจเจกชน มากกว่าในระบบที่เจ้าและขุนนางใช้สิทธิอำนาจและการบังคับแบบไพร่และทาสในยุคศักดินา ทั้งระบบเศรษฐกิจสังคมแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมยังได้ประโยชน์จากการจ่ายค่าจ้าง ทำให้ประชาชนในการมีเสรีภาพซื้อสินค้ามาบริโภคเพิ่มขึ้นด้วย

ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบรัฐสภา ที่ชนชั้นนายทุนและมีผู้ทรัพย์สินเข้าไปบริหารแทนระบบราชาธิปไตย และการเปลี่ยนแปลงด้านบริหารจัดการองค์กรแบบกระจายอำนาจความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ต้องพึ่งความรู้ ความสามารถของคนทำงานในกลุ่ม, องค์กรเพิ่มขึ้น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดองค์กรและการนำไปในแนวทางที่เน้นความสามารถ(ในการผลิต, การทำงาน)ส่วนบุคคล และการแข่งขันกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดองค์กรในการทำงาน และการสนองความต้องการด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ในฐานะผู้บริโภคเพิ่มขึ้น1

การเปลี่ยนแปลงด้านการจัดตั้งองค์กรและการนำ

มนุษย์เรามีการจัดองค์กรแบบรวมหมู่ ซึ่งหมายถึงต้องมีเรื่องการนำมานานมากพอ ๆ กับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่มีลักษณะเป็นสัตว์ทางสังคม คือ มนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจึงจะปกป้องตัวเองให้อยู่รอดได้ การนำจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่สมัยก่อนจะเรียกว่า การปกครอง

สังคมสมัยก่อนทุนนิยมอุตสาหกรรมจะมีแนวคิดและคำเรียกคนที่เป็นหัวหน้าที่ทำภาระหน้าที่ในการนำคนอื่นแตกต่างกันไปในแต่ละชุมชนสังคม แต่ละยุคสมัย เช่นหัวหน้าเผ่า, แก่บ้าน(ผู้ใหญ่บ้าน) พ่อขุน, เจ้า, พระราชา, กษัตริย์, สุลต่าน, จักรพรรดิฯลฯ พวกเขาคือ ผู้นำในทางการเมืองและทางสังคม

ในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมซึ่งเป็นระบบที่มีการจัดองค์กรและการแบ่งงานกันทำอย่างซับซ้อน เกิดผู้นำทางการเมือง ธุรกิจและสังคมที่มาจากการเลือกตั้งของคนหมู่มาก หรือมาจากคัดสรรแต่งตั้งคนที่มีความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการและการนำได้มากขึ้น เช่นประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี ผู้ว่าการเมือง นายกเทศมนตรี ผู้บัญชาการทหาร, ผู้อำนวยการ, ผู้จัดการฯลฯ

เมื่อระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงพัฒนาไป การจัดองค์กรและภาวะการนำเปลี่ยนไปด้วย

โลกยุคใหม่ตั้งแต่ราว 2-3 ร้อยปีที่แล้วถึงปัจจุบัน คือโลกที่สังคมส่วนใหญ่พัฒนาจากระบบเศรษฐกิจแบบเกษตรพึ่งตนเอง(ผลิตเพื่อกินเพื่อใช้)ผสมกับระบบศักดินา(การถูกเกณฑ์แรงงานหรือส่งส่วยให้ชนชั้นปกครอง) เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม ที่นายทุนเป็นเจ้าของโรงงานและธุรกิจ จ้างแรงงานทำการผลิตสินค้าขนานใหญ่เพื่อขายในตลาด เมื่อระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนไป วิธีการจัดองค์กรของมนุษย์ และเรื่องภาวะการนำก็เปลี่ยนไปด้วย

การจัดองค์กรมนุษย์ในระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เน้นการต่อรองกันในตลาด, การร่วมมือและการแข่งขันของหน่วยผลิต และองค์กรต่าง ๆ การพัฒนาความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานเพิ่มขึ้น

ในยุคเกษตรพึ่งตนเองผสมกับศักดินา ผู้นำในระดับนครรัฐคือผู้ดำรงตำแหน่งที่มีสิทธิอำนาจสูง ซึ่งอาจจะมาจากการสืบเชื้อสาย หรือการสืบทอดตำแหน่ง ใช้วิธีการนำแบบสั่งการและควบคุม โดยการให้รางวัลและลงโทษ แต่ในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรม ผู้นำ เริ่มได้รับการคัดเลือกแบบประชาธิปไตยหรือโดยคนหมู่มาก ซึ่งต้องเป็นคนมีความรู้ความสามารถเฉพาะตัวด้วย ผู้นำต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีการนำแบบใหม่ที่มุ่งจูงใจให้คนอื่นร่วมมือกันทำงานอย่างเข้มแข็ง จึงจะนำในโลกยุคใหม่(ยุคทุนนิยม)อุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ รวมทั้งประเทศไทย ยังคงมีปัญหาการนำแบบเก่าตกค้างอยู่ เพราะประเทศเหล่านี้พัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมทีหลังยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่นและถูกครอบงำโดยบริษัทข้ามชาติจากประเทศทุนนิยมศูนย์กลาง ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะรูปแบบการผลิตและการบริโภค แต่วัฒนธรรมศักดินาและอำนาจนิยมยังตกค้างและมีอิทธิพลอยู่มาก ดังนั้น ประเทศกำลังพัฒนาที่มีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมบริวารจึงพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองให้เป็นประชาธิปไตย และสร้างภาวะการนำที่มีประสิทธิภาพได้น้อยกว่าประเทศพัฒนาทุนนิยมศูนย์กลาง เช่นยุโรป สหรัฐฯ

การที่คนไทยยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ยังมองเรื่องผู้นำตามกรอบคิดเก่าโบราณ เช่นเชื่อในเรื่องผู้นำแบบมีบุญญาบารมี มีตำแหน่ง ที่ใช้อำนาจสั่งการได้อย่างเข้มแข็ง เพราะเราไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์อย่างคิดวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ เราไม่ได้ตระหนักว่าที่เราคิดหรือเชื่อแบบนี้เป็นอิทธิพลมาจากสภาพแวดล้อมหรือวัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นสังคมแบบเกษตรพึ่งตน/ศักดินาตั้งแต่หลายพันปีมาจนถึงราวร้อยปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันสังคมไทยได้เป็นสังคมทุนนิยมอุตสาหกรรมที่จำต้องมีการจัดองค์กรและการนำแบบสมัยใหม่ที่ต่างไปจากระบบเศรษฐกิจสังคมยุคก่อนหน้านั้นอย่างมาก

คนไทยที่ยังติดกรอบคิดแค่มองผู้นำแบบเก่า ๆ ว่า คือ คนที่มีตำแหน่งมีอำนาจและนำโดยการสั่งการและควบคุมตามลำดับชั้นอย่างเด็ดขาด ควรจะต้องวิเคราะห์ใหม่ว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว ความรู้และการปฏิบัติในเรื่องภาวะการนำในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ถ้าเราไม่เข้าใจและไม่รู้จักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการจัดองค์กรการทำงานให้ทันสมัย/มีประสิทธิภาพให้เข้ากับโลกยุคใหม่ขึ้น เราก็จะถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง

คำว่า ผู้นำ ในโลกยุคใหม่ถูกใช้ในความหมายที่กว้างขวางขึ้น คือหมายถึง คนที่ได้รับมอบหมายหรือได้รับการยอมรับนับถือให้เป็นหัวหน้า, ผู้บังคับบัญชา, ผู้ตัดสินใจ, ให้คำปรึกษา หรือบริหารจัดการกลุ่ม, องค์กร, ชุมชน ประเทศฯลฯ ดังนั้น จึงรวมทั้งหัวหน้าครอบครัว หัวหน้าชั้นเรียน, หัวหน้ากลุ่ม, แผนกฝ่ายฯลฯ ผู้นำกลุ่ม, องค์กร, สถาบัน, ชุมชน, สาขาวิชาชีพ ระดับต่าง ๆ ครู, ผู้นำทางความคิดสติปัญญา, ผู้นำทางวิชาการ วิชาชีพทางศิลปวัฒนธรรม, ทางจิตวิญญาณฯลฯ

ผู้นำในโลกยุคใหม่ไม่สามารถนำด้วยวิธีเก่า เช่นบังคับบัญชา, ตัดสินใจ, สั่งการไปตามลำดับชั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป เพราะโลกยุคใหม่เป็นโลกของการแข่งขันสูง คนมีความเป็นปัจเจกชนที่ต้องการสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตยมากขึ้น องค์กรต้องอาศัยปัญญารวมหมู่, การนำรวมหมู่อย่างเป็นประชาธิปไตยมาขึ้น

ผู้นำที่มีประสิทธิภาพคือผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มองเห็นอนาคตที่ดีกว่า ฉลาด มีคุณธรรม น่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจ สามารถสื่อสารได้ดี สามารถที่จะสร้างแรงจูงใจ ช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกทั้งหมดได้อย่างยอดเยี่ยม

โลกยุคใหม่นั้นมองการนำในแง่ของกระบวนการของความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลต่อกันของทั้งผู้นำและผู้ตาม หรือการนำอย่างเป็นประชาธิปไตย เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงเน้น ภาวะการนำ (LEADERSHIP) มากกว่าตัวผู้นำคนใดคนหนึ่งหรือ 2-3 คน ภาวะการนำ หมายถึงความสามารถของผู้นำ, คณะผู้นำ และสมาชิกทุกคนในองค์กร ในการรับฟัง สังเกต อภิปราย มีอิทธิพล จูงใจโน้มน้าว ช่วยเหลือคนอื่น ๆ ให้ร่วมกันคิดร่วมกันทำงานหรือเปลี่ยนแปลงปฏิรูปองค์กร, ชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล เพื่อเป้าหมายร่วมกันของส่วนรวม(องค์กร ชุมชน ประเทศ)2

การศึกษาเรื่องผู้นำ

ศาสตร์แห่งผู้นำ/ภาวะการนำ เป็นสาขาวิชาใหม่ที่พัฒนาขึ้นในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมในรอบ 30-40 ปีที่ผ่านมา โดยได้ผสมผสานความรู้หลายสาขาทั้งทางรัฐศาสตร์ การบริหารจัดการ จิตวิทยาองค์กร การสื่อสาร เศรษฐศาสตร์การเมือง สังคมวิทยา มานุษยวิทยาและอื่น ๆ มาพัฒนาเป็นศาสตร์แบบข้ามสาขา(พหุวิทยาการ)ที่มองปัญหาและหาวิธีแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ในสังคมอย่างบูรณาการและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบองค์รวมมากขึ้น

ศาสตร์แห่งผู้นำเป็นสาขาวิชาที่มองปัญหาตั้งเป้าหมายสูงกว่าสาขาวิชาการบริหารจัดการ คือ มุ่งปฏิรูปความสัมพันธ์และการจัดองค์กรเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างมีความหมายและยั่งยืน มากกว่าการเน้นแค่การบริหารทรัพยากรและการตลาดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด และหรือกำไรสูงสุดขององค์กร

ดังนั้น คำว่า ผู้นำ จึงมีความหมายในแง่ที่กว้างขวางและลึกมากกว่าผู้บริหาร ผู้จัดการไปด้วย คือ เป็นคนที่มีทั้งคุณธรรม ความสามารถ วิสัยทัศน์มองการณ์ไกล สื่อสารโน้มน้าวจูงใจคนได้ดี มีจิตสำนึกทำเพื่อส่วนรวม

การนำในโลกยุคใหม่เป็นทั้งศาสตร์และศิลปะผสมกัน ที่ว่าเป็นศาสตร์คือมีการสะสมพัฒนารู้แนวคิดประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องอุปนิสัย คุณสมบัติ พฤติกรรมของผู้นำ/การนำที่มีประสิทธิภาพ เป็นองค์ความรู้เป็นสาขาวิชาการที่มีเหตุผล มีหลักฐานพิสูจน์ได้(จากการวิจัย)แบบวิทยาศาสตร์สังคมที่สามารถใช้เป็นบทเรียนให้คนอื่น ๆ เรียนรู้ได้

ที่ว่าเป็นศิลปะ คือ เป็นเรื่องที่ผู้นำไม่ใช่จะอาศัยแต่องค์ความรู้แบบจำได้หรือเข้าใจหลักการเรื่องการนำเท่านั้น แต่คนที่จะผู้นำที่มีประสิทธิภาพยังต้องรู้จักใช้การหยั่งรู้ ความคิดสร้างสรรค์, การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับมนุษย์กับคนอื่นที่สลับซับซ้อนอย่างยืดหยุ่น ด้วยฝีมือ(ความรู้ความสามารถทุกด้าน)ของแต่ละคนด้วย3

หนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับผู้นำส่วนใหญ่ในรอบ 30 -40 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เขียนโดยนักบริหารและนักวิชาการที่ปรึกษาองค์กรธุรกิจเอกชนในสหรัฐฯ เนื่องจากองค์กรธุรกิจเอกชนระดับโลกมีการแข่งขันและการเรียนรู้พัฒนาตนเองสูงกว่าองค์กรประเภทอื่น แต่หลักการ แง่คิดประสบการณ์ต่าง ๆ ของนักวิชาการนักวิชาชีพ เช่นผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์มองอนาคตที่ดีออก มีความน่าเชื่อถือคนให้ความไว้วางใจ, มีไฟในการทำงาน, มีทักษะในการสื่อสารที่ดี สร้างแรงบันดาลใจ, จูงใจให้คนอื่นมีพลังที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นฯลฯ น่าจะนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรที่ไม่มุ่งแสวงหากำไรองค์กรอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางสังคม หรือองค์กรการเมืองได้ด้วย

ภาคสังคมและการเมืองควรจะตื่นตัวมาศึกษาพัฒนาความรู้ความสามารถด้านการนำในเรื่องทางสังคม และทางการเมืองให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อถ่วงดุลไม่ให้ผู้นำภาคธุรกิจเอกชนเป็นผู้ที่สามารถกำหนดการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและประเทศไปตามกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมข้ามชาติเสรี ที่เน้นการเพิ่มอัตราเติบโตทางวัตถุ(สินค้าและบริการ)เพื่อผลกำไรสูงสุดของธุรกิจเอกชนมากเกินไป

ผู้นำแบบใหม่ในโลกหลังยุคอุตสาหกรรม

การนำแบบสั่งการและควบคุมกลายเป็นเรื่องล้าสมัย

ความเข้าใจและการอธิบายเรื่องผู้นำ/ภาวะการนำส่วนใหญ่ จะเน้นที่ตัวบุคคลและคุณสมบัติหรือทักษะเฉพาะตัวของเขา(หรือเธอ) นักวิชาการที่สนใจเรื่องนี้พยายามวิจัยหาว่า ความสามารถ, อุปนิสัย, พฤติกรรม, แหล่งที่มาของอำนาจ หรือสถานะการณ์แบบไหนเป็นตัวกำหนดว่าผู้นำจะสามารถมีอิทธิพลต่อผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ผลการค้นพบที่ได้เป็นแนวทางในการแสวงหาและฝึกฝนผู้นำ มีแนวคิดทฤษฎีและหนังสือเรื่องผู้นำออกมามากพอสมควรในรอบ 40-50 ปีที่ผ่านมา4

กรอบแนวคิดดังกล่าว JOSEPT ROST จากมหาวิทยาลัยซานดิอาโก ผู้เขียนหนังสือเรื่อง ภาวะการนำในศตวรรษที่ 21 (LEADERSHIP IN THE 21ST CENTURY) มองว่าเป็นกรอบแนวคิดแบบอุตสาหกรรม(การที่โรงงานใช้เครื่องจักรและแรงงานผลิตสินค้าตามสายพาน) ที่ล้าหลังไปแล้ว5

โลกได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคหลังอุตสาหกรรม (POST INDUSTRIAL AGE) ที่การผลิตและการดำรงชีพของมนุษย์ขึ้นอยู่กับสินค้าและบริการที่ต้องใช้ความรู้ข้อมูลข่าวสาร เป็นสัดส่วนสูงกว่าการใช้แรงงานและเครื่องจักรในยุคอุตสาหกรรม เป็นโลกที่ซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ถูกปั้นโดยคนจำนวนมากร่วมกัน และเป็นโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้เองอย่างรวดเร็ว คาดการณ์ได้ยาก

ในโลกยุคนี้ผู้นำคนใดคนหนึ่งไม่สามารถรู้คำตอบทุกอย่าง และไม่มีอำนาจมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากคนอื่น

ดังนั้น กรอบแนวคิดเรื่องผู้นำเดี่ยวที่มีบุคลิกภาพดึงดูดเป็นพิเศษ, มีความสามารถ, มีพฤติกรรมและสไตล์การบริหารที่ทำให้เขาเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ และนำโดยวิธีสั่งการและควบคุม (COMMAND AND CONTROL) จึงเป็นกรอบคิดที่ล้าสมัย

โลกยุคใหม่ต้องใช้กรอบแนวคิดของภาวะการนำในยุคหลังอุตสาหกรรม ซึ่งมองว่าภาวะการนำ (LEADERSHIP) เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ (RELATIONSHIP) ปฏิกริยาที่มีอิทธิพลต่อกันและกันของคนที่อยู่ในกระบวนการ ทั้งผู้นำและผู้ตาม ที่จะทำงานให้สำเร็จหรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของสมาชิก มากกว่าจะอยู่ที่ตัวผู้นำเพียงคนเดียวหรือ 2-3 คน

ภาวะการนำเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของคนหลายคน

กรอบแนวคิดที่มองเรื่องภาวะการนำมากกว่าตัวผู้นำ ประกอบไปด้วย ส่วนประกอบสำคัญ 4 ข้อ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่มีลักษณะบางอย่างกลายเป็นเรื่องภาวะการนำได้ คือ

1. ความสัมพันธ์มีพื้นฐานอยู่ที่การมีอิทธิพลต่อกันและกัน ซึ่งเป็นไปได้หลายแนวทาง ไม่ใช่อิทธิพลที่คนมีสิทธิอำนาจสูงมีต่อคนที่ระดับล่างลงมาเท่านั้น และความพยายามที่จะมีอิทธิพลนั้นต้องใช้วิธีการโน้มน้าวจูงใจ (PERSUASION) แทนการใช้สิทธิอำนาจและการบังคับ

2. ทั้งผู้นำและผู้ตาม คือ คนที่อยู่ในความสัมพันธ์อันนี้ ถ้าเราให้คำจำกัดความภาวะผู้นำว่า คือ เรื่องของความสัมพันธ์ (RELATIONSHIP) ทั้งผู้นำและผู้ตามต่างก็มีบทบาทในการนำด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย นี่ไม่ได้แปลว่าผู้เล่นบทบาททุกคนจะมีความเสมอภาคกัน แต่หมายความว่าทุกคนที่เอาการเอางานต่างคนต่างมีบทบาทที่มีอิทธิพลต่อกันและกัน

3. ผู้นำและผู้ตามตั้งใจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญอย่างแท้จริง (SUBSTANTIAL) ทั้งผู้นำและผู้ตามพยายามส่งเสริมและแสวงหาการเปลี่ยนแปลงอย่างตั้งใจ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ประโยชน์ต่อทุกคน

4. การเปลี่ยนแปลงที่ผู้นำและผู้ตามตั้งใจ สะท้อนถึงเป้าหมายร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย กุญแจสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงที่เป็นที่ปรารถนานั้น จะต้องไม่ใช่เพียงแต่สะท้อนความมุ่งหวังของผู้นำ หากต้องสะท้อนถึงความต้องการของผู้ตามด้วย

ROST อธิบายว่า ภาวะการนำไม่ใช่สิ่งที่ผู้นำทำ แต่คือสิ่งที่ผู้นำและผู้ตามทำด้วยกัน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ในโลกยุคปัจจุบัน ไม่มีผู้นำคนหนึ่งคนใดจะรู้คำตอบทั้งหมด และมีอำนาจมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญโดยไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้อื่นได้ ผู้นำจะทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมของการใช้อำนาจร่วมกัน (SHARED-POWERED ENVIRONMENT) กับผู้ตาม

นั่นก็คือ ผู้นำจะต้องทำงานแบบจูงใจและแสวงความร่วมมือจากผู้ตาม แทนที่จะทำงานแบบสั่งการและควบคุมแบบผู้นำยุคเก่า เราอยู่ในโลกซึ่งคนจำนวนมากขึ้นมีส่วนร่วมในภาวะการนำ บางคนเป็นผู้นำ บางคนเป็นผู้ตาม แต่ต่อเมื่อเราทุกคนต้องทำงานร่วมกันเท่านั้น เราจึงจะเปลี่ยนแปลงเพื่อเป้าหมายร่วมกันของเราอย่างเป็นผลสำเร็จได้

ความเข้าใจและการศึกษาเรื่องผู้นำที่ยังยึดติดกับกรอบคิดดั้งเดิม

แม้โลกจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่องค์กรและสถาบันศึกษาที่สอนและฝึกอบรมเรื่องผู้นำจำนวนมากก็ยังคงยึดติดกับกรอบคิดเรื่องผู้นำแบบดั้งเดิม ซึ่งเน้นการสั่งการควบคุมจากบนลงล่าง เชื่อว่าผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่เด็ดขาด, มีประสิทธิภาพ ไม่แสดงอารมณ์ และควบคุมสถานะการณ์ทุกอย่างได้

กรอบคิดเช่นนี้มีที่มาจากกรอบคิดในการมองโลกแบบดั้งเดิม ที่มองว่าโลกของเราเป็นโลกที่ดำรงอยู่อย่างภววิสัย (OBJECTIVE) เป็นโลกเดี่ยว, ทำงานแบบกลไก,มีธรรมชาติของการจัดลำดับชั้นแบบจากบนลงล่าง(HIERARCHICAL) และเป็นโลกที่มนุษย์เราควบคุมได้

แต่ความจริงแล้ว โลกนี้เป็นโลกที่ซับซ้อนและหลากหลาย, เป็นโลกที่กำลังถูกปั้นโดยคนหลายคนร่วมกัน และกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพทางธรรมชาติของมันเอง ถ้าเรารู้จักมองโลกแบบใหม่ที่เปลี่ยนไปจากความเข้าใจเดิมของมนุษย์ เราก็จะรู้จักมองเรื่องภาวะการนำเพื่อให้สอดคล้องกับโลกที่เป็นจริง โดยใช้กรอบคิดใหม่ ว่าภาวะการนำเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลต่อกันของคนจำนวนมาก ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้นำคนใดคนหนึ่งหรือ 2-3 คน

ปัญหาก็คือ ในบรรดาคณะสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนและฝึกอบรมระยะสั้นเรื่องภาวะผู้นำอยู่เกือบ 600 แห่งทั่วโลกในเวลานี้ส่วนใหญ่ยังสอนการนำตามแนวเก่า คือเน้นการฝึกคนให้พัฒนาอุปนิสัย บุคลิก ทักษะที่สามารถไปมีอิทธิพลและนำผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้สอนให้คนเข้าใจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และความสำคัญของการร่วมมือกันกับคนอื่น เพื่อทำให้การเปลี่ยนแปลงที่เห็นด้วยกันและเห็นประโยชน์ร่วมกันของทุกคน

คำแนะนำผู้สำหรับการจัดการศึกษาฝึกอบรมด้านการพัฒนาผู้นำ

1. อย่าเน้นแต่เรื่องผู้นำในฐานะตัวบุคคล ให้นักศึกษาเข้าใจเรื่องภาวะการนำ (LEADERSHIP) ซึ่งเป็นเรื่องกระบวนการทั้งหมด โปรแกรมการจัดการศึกษาเรื่องผู้นำจะต้องมองเรื่องทั้งหมดให้กว้างไกลกว่าแค่การฝึกให้นักศึกษามีคุณสมบัติ เช่นอุปนิสัย บุคลิก พฤติกรรมที่เหมาะสมกับผู้นำเท่านั้น

2. เตรียมให้นักศึกษารู้จักวิธีที่จะมีอิทธิพลต่อคนโดยการสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ใช้อำนาจบังคับ เช่นยุทธศาสตร์ในการจูงใจและการให้เหตุผล นักศึกษาควรได้รับการสนับสนุนให้ทำงานสร้างความสัมพันธ์แบบภาวะผู้นำที่มีพื้นฐานอยู่บนต่างคนต่างมีอิทธิพลต่อกันและกัน และการแสวงหาผลงานที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

3. ช่วยให้นักศึกษาเข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงแบบเปลี่ยนไปจากสภาพเดิม (TRANSFORMATION CHANGE) การศึกษา/โครงการพัฒนาภาวะผู้นำ ควรชี้ให้เห็นบทบาทที่สำคัญที่การเปลี่ยนแปลงขององค์กรมีต่อภาวะการนำในโลกยุคหลังอุตสาหกรรม ในฐานะที่บัณฑิตของเราจะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงสังคม (CHANGE AGENT) บัณฑิตควรจะได้เรียนรู้ที่จะท้าทายสถานะภาพเดิม (STATUS QUO) ของโครงสร้างเศรษฐกิจ, สังคม การบริหารฯลฯ แบบเก่า รู้จักสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ และเข้าร่วมกระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงองค์กร ชุมชนโลกให้ดีขึ้น

4. สร้างขึ้นใหม่ (RECONSTRUCT) ทัศนะพื้นฐานของนักศึกษาต่อการร่วมมือกับคนอื่น สนับสนุนให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์อย่างวิพากษ์วิจารณ์ ท้าทายสมมุติฐานพื้นฐานในชีวิตที่เน้นผลประโยชน์ตนเองและการแข่งขัน ว่านั่นอาจไม่ใช่สมมุติฐานที่ถูกต้อง เพราะมนุษย์เราต้องร่วมมือกัน จึงจะทำงานได้ผลทวีคูณขึ้น และแก้ปัญหาความขัดแย้ง, ความไม่เป็นธรรม ความขาดแคลนฯลฯได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาวะการนำในโลกยุคใหม่ที่มีปัญหาอย่างซับซ้อน จำเป็นต้องอาศัยการร่วมมือกับคนอื่นอย่างเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมมากขึ้น โครงการพัฒนาผู้นำจึงควรสอนให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของการร่วมกันทำงาน การร่วมมือกัน การมีมติเห็นด้วยกัน มากกว่าที่จะเน้นเรื่องการแข่งขันและความขัดแย้ง

คนไทยควรจะทำอะไร

ประเทศไทยขณะนี้มีปัญหาวิกฤติทางการเมืองแบบมีความขัดแย้งแบบ 2 ขั้วสุดโต่ง(เช่นระหว่างกลุ่มเพื่อทักษิณและกลุ่มต่อต้านทักษิณ) ปัญหาเศรษฐกิจถดถอย การพัฒนาเศรษฐกิจไม่สมดุล ไม่เป็นธรรม ปัญหาวิกฤติทางการศึกษา วิกฤติทางสังคมด้านต่าง ๆ มากมาย

สาเหตุที่สำคัญมาจากการที่ประเทศไทยไม่ได้ศึกษาและพัฒนาการสร้างภาวะผู้นำและการจัดองค์กรแบบใหม่ให้ประชาชนได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ชนชั้นนำไทยได้แต่พยายามลอกเลียนรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมของประเทศตะวันตก แต่ไม่รู้จักที่จะพัฒนาคนและชุมชนให้มีคุณภาพเข้มแข็งและรู้จักการพัฒนาและประยุกต์ใช้ทรัพยากร ภูมิปัญญา และเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับประเทศเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

ผู้นำทางการเมืองไทยยังคงวนเวียนจำกัดอยู่ในหมู่คนชั้นสูง ชั้นกลางกลุ่มเล็ก ๆ ที่ใช้เทคนิคการหาเสียงโฆษณาชวนเชื่อ รวมทั้งในเงินใช้ระบบอุปถัมภ์ ระบบพวกพ้อง เข้ามาเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านในสภา โดยร่วมมือกับข้าราชการและนักธุรกิจเพื่อประโยชน์ร่วมกันของชนชั้นนำ ทำให้การบริหารประเทศมีปัญหาคอรัปชั่น หาผลประโยชน์ทับซ้อน และความด้อยประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาหลักคือประชาชนไทยได้รับการศึกษาและข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพน้อย และถูกครอบงำให้มีแนวคิดแบบจารีตนิยม อำนาจนิยม อุปถัมภ์นิยม ทำให้ประชาชนไม่ตระหนักว่าตนเองคือพลเมืองผู้เสียภาษีและเป็นเจ้าของสาธารณสมบัติของประเทศ มีสิทธิที่จะเรียกร้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูปทางเศรษฐกิจการเมืองเพื่อให้ประเทศมีโอกาสได้ผู้นำทางการเมืองที่มีคุณธรรม มีวิสัยทัศน์ ความรู้ความสามารถสูงกว่านี้ได้

เราจะต้องปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปสื่อมวลชน ปฏิรูปการจัดตั้งองค์กรประชาชนเพื่อพัฒนาภาวะการนำ หรือความรู้ความสามารถในการจัดความสัมพันธ์ของคนในองค์กร ชุมชน และประเทศ ให้เป็นการนำแบบประชาธิปไตย ที่ประชาชนสามารถมีบทบาทเข้าร่วมอย่างแข็งขัน และเป็นการนำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เราจึงจะสามารถปฏิรูปเปลี่ยนแปลงระบบบริหารองค์กร ชุมชน ประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมดุล/เป็นธรรม และยั่งยืนได้6


* นักเศรษฐศาสตร์การเมืองและนักการศึกษา คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต WWW.WITAYAKORNCLUBWORDPRES.COM

1 ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของระบบเศรษฐกิจสังคมของโลก ได้จาก HARMAN CHRIS A PEOPLE’S HISTORY OF THE WORLD. LONDON, VERSO, 2008  คริส บราเซีย คู่มือศึกษาประวัติศาสตร์โลกฉบับไม่งี่เง่า คนไทย 2550, J.R. MCNEILL WILLIAM H. MCNEIUL  HUMAN WEB ประวัติศาสตร์มนุษย์ฉบับย่อ มติชน 2552

2 HESSEBEIN, FRANCES(EDIT.) THE LEADER OF THE FURE PETER DRUCKER FOUNDATION, 1996

3 WWW.WIKIPEDIA.ORG หัวข้อ LEADERSHIP และ LEADERSHIP STUDIES, KOUZES AND POSNER LEADERSHIP THE CHALLENGE. JOSSEY-BASS 2002

4 วิทยากร เชียงกูล  ศาสตร์และศิลปะในการเป็นผู้นำในโลกยุคใหม่ สายธาร 2553

5 “THE NEW FACE OF LEADERSHIP” WWW.NWLIND.COM-DOW CLARK LEADER/LEAD_EDU HTML

6 วิทยากร เชียงกูล  ปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อแก้ไขวิกฤติของชาติ สายธาร 2551

About these ads
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 34 other followers

%d bloggers like this: