RSS

บทที่ 3 ปัญหาการจัดการศึกษาของไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น :รายงานสภาวะการศึกษาปี 52-53

14 มี.ค.

บทที่ 3

ปัญหาการจัดการศึกษาของไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

 

ปัญหาการจัดการจัดการศึกษาของไทยมีหลายด้าน ทั้งที่เป็นปัญหาเห็นได้ชัดในตัวเองและโดยการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น บทนี้เป็นการเสนอสถิติข้อมูลในเชิงวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นเพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้มุมมองที่กว้างขวางขึ้น

3.1 สภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย[1]

ไทยมีประชากรราว 63 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 21 ของโลก ใกล้เคียงกับฝรั่งเศส อังกฤษ และมียอดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่คิดแบบถ่วงน้ำหนักด้วยค่าครองชีพ (PPP) อยู่ลำดับที่ 24 (สถิติของธนาคารโลก) แต่ GDP ต่อหัวของประชากรอยู่อันดับที่ 89 (สถิติ IMF)

ประชากร ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าวัยแรงงาน ทำให้ประชากรวัยแรงงานของไทยมีสัดส่วนการรับภาระประชากรวัยเด็กและผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานสูงขึ้น และสูงกว่าประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นข้อเสียเปรียบในเรื่องการแข่งขันทางเศรษฐกิจข้อหนึ่ง

แรงงานมีแรงงานไทยอายุ 25-64 ปีกว่าร้อยละ 66.2 มีการศึกษาโดยเฉลี่ยเพียงแค่ประถมศึกษาและต่ำกว่า ขณะที่ประเทศ เช่นมาเลเซียและฟิลิปินส์ แรงงานส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทำให้ผลิตภาพแรงงานไทยค่อนข้างต่ำ

อัตราการว่างงานของไทยอยู่ในระดับปานกลาง กลุ่มแรงงานที่สำเร็จระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานมากที่สุด เนื่องจากคนนิยมเรียนอุดมศึกษามากกว่าเรียนสายอาชีวะ(เทคนิค) และมีผู้สำเร็จด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์มากกว่าสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คุณภาพชีวิต เด็กไทย อายุต่ำกว่า 5 ปีที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มีร้อยละ 18 สูงกว่าประเทศมาเลเซีย (ร้อยละ 11) และจีน (ร้อยละ 8)สาเหตุมาจากปัญหาทุพโภชนาการในครัวเรือนที่ยากจน การศึกษาต่ำหรือเป็นชนชาติส่วนน้อย

ดัชนีชี้วัดการพัฒนามนุษย์ของUNDP ในปีค.ศ.2010(พ.ศ.2553)ไทยอยู่อันดับ 92ต่ำกว่ามาเลเซีย จีน และศรีลังกา ดัชนีการศึกษา EDUCATION INDEX (คำนวณจากสัดส่วนของผู้ใหญ่ที่รู้หนังสือและผู้ได้เรียนการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาของระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ไทยอยู่อันดับที่ 72ต่ำกว่าเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์

ด้านสื่อและเทคโนโลยี อัตราส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์สายหลักและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยยังค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะการใช้อินเตอร์เน็ตของไทยอัตราส่วนผู้ใช้ 159 คนต่อประชากร 1,000 คน ต่ำกว่ามาเลเซีย และอีกหลายประเทศ

 

 

3.2 สภาวะด้านการศึกษา

  • โอกาส ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมทางการศึกษา

          ในระดับประถมศึกษา ไทยมีอัตราส่วนนักเรียนต่อประชากรสุทธิร้อยละ 88 แต่ในระดับมัธยมศึกษาอัตราการเข้าเรียนสุทธิของไทยยังต่ำคือร้อยละ 64 ต่ำกว่ามาเลเซีย (ร้อยละ 76) และเวียดนาม (ร้อยละ 69) ขณะที่ประเทศในกลุ่ม OECD (กลุ่มประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม)อัตราการเข้าเรียนสุทธิส่วนใหญ่สูงกว่าร้อยละ 90

ถ้าคิดเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อัตราการเข้าเรียนของไทยยังมีแค่ร้อยละ 55 ต่ำกว่าเวียดนาม และมาเลเซีย และต่ำกว่าประเทศในกลุ่ม OECD ที่อัตราส่วนสูงถึงร้อยละ 100

อัตราการคงอยู่ของนักเรียน 2 ปีสุดท้ายของการศึกษาภาคบังคับของไทย (มัธยมศึกษาปีที่ 2-3)   มีร้อยละ 80 คล้ายกับเวียดนาม ซึ่งแสดงว่ามีเด็กไทยที่เรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับถึงร้อยละ 20

ในระดับมัธยมศึกษาอัตราการเข้าเรียนค่อนข้างสูง แต่อัตราจบการศึกษาต่ำลงเพราะสภาพปัญหาของชีวิตและสังคมที่อัตคัด ขาดแคลนและปัญหาอื่นๆทำให้มีเยาวชนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษาอยู่มาก เมื่อจำแนกตามหลักสูตร ประเทศไทยจัดหลักสูตรมัธยศึกษามสายสามัญ ถึงร้อยละ 72.8 สายอาชีพร้อยละ 27.2 ทั้งๆที่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่และตลาดแรงงานต้องการสายอาชีพมากกว่าที่ผลิตได้ ประเทศที่จัดหลักสูตรมัธยมศึกษาสายอาชีพได้มากเกินร้อยละ 60 ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฟินแลนด์และออสเตรเลีย

 

          อัตราการเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาของไทย แม้จะค่อนข้างสูง เพราะคนที่ผ่านการเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่เข้าสู่มหาวิทยาลัยมากกว่าออกไปทำงาน  แต่ส่วนใหญ่เป็นอุดมศึกษาที่เน้นทฤษฎีเป็นฐานถึงร้อยละ 83 เน้นการปฏิบัติ/วิชาชีพ เพียงร้อยละ 17 ตรงข้ามกับมาเลเซีย เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ ที่เยาวชนเลือกเรียนโปรแกรมเน้นการปฏิบัติ/วิชาชีพมากกว่าร้อยละ 40

  • ความเสมอภาคระหว่างเพศ / ชนชั้น

ในประเทศไทยไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศในการเข้าศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แต่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษามีหญิงเข้าเรียนมากกว่าชายเล็กน้อย เช่นเดียวกับในอีกหลายประเทศที่ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการศึกษาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่างกัน กลุ่มคนมีรายได้ต่ำ/คนจนมีโอกาสได้รับการศึกษาต่ำกว่า แม้รัฐบาลจะจัดการศึกษาขึ้นพื้นฐานแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่คนจนก็ยังขาดแคลนค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่ากินอยู่ รวมทั้งปัญหาระบบโรงเรียนที่สอน/สอบแบบมาตรฐานเดียว เน้นการแพ้คัดออกและปัญหาทางสังคมด้านต่างๆทำให้ลูกคนจนหรือเด็กที่มีต้องประสบปัญหาด้านชีวิตและสังคมทำให้ยากต่อการที่จะเรียนได้เรียนต่อถึงมัธยมศึกษาตอนปลายได้

การมีส่วนร่วมการจัดการศึกษาโดยภาคเอกชน สถานศึกษาเอกชนของไทยมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาน้อยมากทุกระดับการศึกษา ในระดับประถมศึกษาภาคเอกชนมีสัดส่วนร้อยละ 16.2 ของนักเรียนทั้งหมดระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 9.3 และ 13.5 ตามลำดับ และระดับอุดมศึกษา ร้อยละ 18.3 ในขณะที่ในประเทศอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลี และญี่ปุ่นสถาบันการศึกษาโรงเรียนเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาค่อนข้างสูง ทำให้มีการแข่งขันและนักเรียนนักศึกษามีทางเลือกเพิ่มขึ้น

 

  • ตัวแปรด้านคุณภาพการศึกษา

                 อัตราส่วนนักเรียนต่อครูของไทย ระดับประถมศึกษามีอัตราส่วน 19:1 เทียบกับจำนวนผู้เรียน   สูงกว่าสหรัฐฯ ฟินแลนด์ จีน และนิวซีแลนด์ อัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับมัธยมศึกษาของไทย 23:1   สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางซึ่งมีค่าเฉลี่ย 20:1 และ OECD ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 13.4สถิติอัตราส่วนนักเรียนต่อครูของไทยข้างต้นเป็นแค่ค่าเฉลี่ยทางสถิติในสภาพเป็นจริงมีปัญหาขาดครูในหลายพื้นที่เนื่องจากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีการจ้างครูทดแทนอัตราเกษียณน้อยมากทั้งมีปัญหาการใช้อิทธิพลเส้นสายการเมืองดึงครูไปช่วยราชการอื่นอยู่มาก และปัญหาการที่ผู้บริหารไม่ได้สอนหรือสอนน้อยมากแต่นับรวมในสถิติครูด้วย

             

ขนาดชั้นเรียนของไทย ประถมศึกษา 23 คน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางคือ 28 คนและใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศ OECD คือ 22 คน แต่นี่เป็นตัวเลขเฉลี่ยทั้งประเทศ ซึ่งรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนแต่ละชั้นน้อย ความเป็นจริงคือในโรงเรียนขนาดกลางและใหญ่ของไทยนั้นชั้นเรียนใหญ่กว่าตัวเลขเฉลี่ยทั้งประเทศมาก ค่าเฉลี่ยชั้นเรียนมัธยมศึกษาไทยมีขนาด 36 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางเล็กน้อยคือ 34 แต่สูงกว่ากลุ่มประเทศ OECD ที่มีค่าเฉลี่ย 24 คนมาก ในความเป็นจริงมีโรงเรียนไทยหลายโรงเรียนที่ชั้นเรียนมีขนาด 40-50 คน ทั้งครูที่สอนชั้นมัธยมศึกษาของไทยก็มีอัตราเงินเดือนเท่ากับครูที่สอนชั้นประถม ขณะที่ประเทศอื่นเงินเดือนต่างกันครูที่สอนชั้นมัธยมศึกษามักมีคุณวุฒิสูงกว่า เช่นจบสาขาโดยตรงกับวิชาที่สอนและจบปริญญาโทและได้อัตราเงินเดือนสูงกว่าครูที่สอนชั้นประถมศึกษา

ชั่วโมงการสอนของครูไทยมีค่าเฉลี่ย 800-1,100 ชั่วโมงต่อปี มากกว่าประเทศส่วนใหญ่และมากกว่ากลุ่ม OECD ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 803 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งสะท้อนว่าการสอนมากชั่วโมงไม่เกี่ยวกับการเรียน เก่งขึ้น ส่วนเงินเดือนครูไทยขั้นต้นเมื่อคิดปรับด้วยค่าครองชีพของแต่ละประเทศแล้วต่ำกว่าค่าเฉลี่ย    กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและต่ำกว่ากลุ่มประเทศ OECD 4-5 เท่า แต่เงินเดือนขั้นสูงสุดของครูไทย    เมื่อปรับค่าครองชีพแล้วสูงกว่าประเทศรายได้ปานกลาง เช่นมาเลเซีย อินเดีย และใกล้เคียงกับประเทศฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ ความแตกต่างที่น่าสังเกตคือ ประเทศอื่นให้เงินเดือนครูขั้นต้นสูงและเมื่อทำงานไปแล้วเงินเดือนจะค่อยๆ ขึ้นไม่มากนัก แต่ของไทยเงินเดือนครูอาวุโสกลับขึ้นไปสูงต่างจากครูขั้นต้นมาก     (ดูตารางที่19) ความหมายคือ ทำให้คนจบใหม่ๆ ไม่ค่อยมีแรงจูงใจที่จะมาทำอาชีพครูหรือต้องดิ้นรน      หารายได้เสริม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตารางที่ 19 เปรียบเทียบอัตราเงินเดือนครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยกับประเทศอื่นๆ

(เทียบเป็นดอลลาร์สหรัฐปรับด้วยค่าครองชีพของแต่ละประเทศ)

 

ประเทศ

ประถมศึกษา

มัธยมศึกษาตอนต้น

มัธยมศึกษาตอนปลาย

(สายสามัญ)

เงินเดือน

เริ่มต้น

หลังจากทำงาน 15 ปี

เงินเดือนขั้นสูงสุด

เงินเดือนเริ่มต้น

หลังจากทำงาน 15 ปี

เงินเดือนขั้นสูงสุด

เงินเดือนเริ่มต้น

หลังจากทำงาน 15 ปี

เงินเดือนขั้นสูงสุด

ไทยมาเลเซียอินเดีย

5,902

8,389

11,507

14,504

13,899

18,860

27,662

18,798

17,811

5,902

11,680

13,975

14,504

20,445

20,926

27,662

31,028

22,747

5,902

11,680

16,977

14,504

20,445

22,531

27,662

31,028

26,849

ค่าเฉลี่ย กลุ่ม WEI*[2]

7,696

10,152

13,957

8,611

11,280

15,808

9,796

12,550

16,649

เกาหลีนิวซีแลนด์ฟินแลนด์อังกฤษ

สหรัฐฯ

ออสเตรเลีย

30,183

19,071

27,806

29,992

33,521

30,858

51,641

36,894

32,406

43,835

40,734

44,423

82,915

36,894

32,406

43,835

44,423

30,058

19,071

23,273

29,992

32,225

31,092

51,516

36,894

38,159

43,835

41,090

44,526

82,790

36,894

38,159

43,835

44,526

30,058

19,071

34,681

29,992

32,367

31,092

51,516

36,894

43,346

43,835

41,044

44,526

82,790

36,894

43,346

43,835

44,526

ค่าเฉลี่ย OECD

27,723

37,603

45,666

29,772

40,322

48,983

31,154

43,239

51,879

ที่มา : Table 5.h.i, Education Counts, UIS, 2007 อ้างไว้ใน สกศ. สภาวการณ์ศึกษาไทยในเวทีโลก พ.ศ.2550

  • คุณภาพการศึกษาของต่างประเทศ

คุณภาพการศึกษาของประเทศต่าง ๆ น่าจะพิจารณาได้จากโครงการประเมินผลนักเรียนระหว่างชาติ (PROGRAMME FOR INTERNATIONAL STUDENT ASSESSMENT-PISA) ที่องค์กรเพื่อการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD) ได้จัดทำขึ้นเพื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนของประเทศสมาชิกและประเทศรายได้ปานกลางจำนวนหนึ่งรวมทั้งไทยในวิชาสำคัญๆ เช่นการอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การประเมินตามโครงการนี้คำนึงถึงภูมิหลังและบริบทของนักเรียนในแต่ละประเทศและใช้ภาษาแม่ของนักเรียนแต่ละประเทศ มุ่งตั้งคำถามให้นักเรียนช่วงวัย 15 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่ได้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 9 ปี(เทียบกับไทยคือมัธยม 2-3) มาเกือบปีสุดท้ายแล้ว ประยุกต์ใช้ความรู้ในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์แก้ปัญหามากกว่าเน้นการสอบเชิงจดจำเนื้อหาตามหลักสูตร

PISA นี้เริ่มทดสอบครั้งแรกในปี ค.ศ.2000 และทำทุก 3 ปี นอกจากการทดสอบแล้วยังมีการวิจัยเพื่อวิเคราะห์ผลด้วย การวัดผลใช้เกณฑ์เป็นระดับความรู้ความสามารถในการใช้งานได้ (LITERACY) ตั้งแต่ระดับ 1 คือต่ำกว่าการใช้งาน ระดับ 2 พอใช้ได้ ไปจนถึงระดับ 5-6 ซึ่งถือว่ามีสมรรถนะขั้นสูง โครงการประเมินผล PISA มีส่วนทำให้ประเทศที่นักเรียนทำคะแนนเฉลี่ยได้ต่ำกว่าประเทศอื่นเกินคาด เช่นสหรัฐฯต้องพยายามปรับปรุงปฏิรูปการศึกษากันครั้งใหญ่

ประเทศที่นักเรียนสอบได้ติดอันดับใน 10 อันดับแรกมีหลายประเทศ เช่นฟินแลนด์ เกาหลีใต้สาธารณรัฐเช็ค ที่ใช้งบประมาณเพื่อการศึกษาต่อหัวนักเรียนต่ำกว่าสหรัฐฯ โดยเฉพาะสาธารณรัฐเช็คนั้นใช้งบประมาณต่อหัวนักเรียนเพียง 1 ใน 3 ของสหรัฐฯ แต่ใช้งบประมาณได้มีประสิทธิภาพสูงกว่าสหรัฐฯ ซึ่งได้อันดับที่ 24 จาก 29 ประเทศที่มีการทดสอบในปี ค.ศ.2003

การทดสอบประเมินผลของ PISA ครั้งที่3ในปี 2006 ใน 3 วิชา คือคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน ได้ขยายไปสู่ประเทศรายได้ปานกลางหลายประเทศ ได้ผลใกล้เคียงกับปี 2003 คือ 20 อันดับแรกอยู่ในประเทศเดิม ๆ มีไต้หวัน ติดอันดับ  1 ในวิชาคณิตศาสตร์(และที่ 4 วิชาวิทยาศาสตร์) ฟินแลนด์ยังได้ที่ 1 วิชาวิทยาศาสตร์ และที่ 2 ในวิชาคณิตศาสตร์และการอ่าน ขณะที่เกาหลีใต้ได้ที่ 1 ในวิชาการอ่าน ได้ที่ 4 วิชาคณิตศาสตร์ ฮ่องกงติดอยู่ใน 3 อันดับแรกทั้ง 3 วิชาจีนและเวียดนามไม่ได้เข้าร่วมโครงการทดสอบนี้ ขณะที่ไทยได้คะแนนเฉลี่ยอันดับค่อนข้างท้าย คือลำดับที่ 40 กว่า ๆ จาก 57 ประเทศ และมีนักเรียนไทยส่วนน้อยมาก (เช่นกลุ่มตัวอย่างจากโรงเรียนสาธิต) ที่ทำคะแนนได้ระดับสูงหน่อย แต่นักเรียนไทยส่วนใหญ่ทำได้แค่ระดับต้นๆ (ต่ำกว่าระดับ 1-2) โดยเฉพาะเรื่องทักษะการอ่าน (ภาษาไทย) ที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการไปเรียนวิชาอื่นต่อ

การทดสอบประเมินโครงการ PISA  ครั้งล่าสุดปีค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) นักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ยและลำดับต่ำลงจากปี ค.ศ. 2000 ทั้ง 3 วิชา ขณะที่บางประเทศ เช่น เกาหลีใต้  โปแลนด์ ฯลฯ ที่ได้ลำดับอยู่สูงกว่าไทยอยู่แล้วทำได้ดีเพิ่มขึ้นอีก ไทยได้คะแนนเฉลี่ยของแต่ละวิชาอยู่เพียง 417-421 คะแนน ในขณะนักเรียนในที่กลุ่มประเทศ OECD (รวมเกาหลีใต้) และจีน-ฮ่องกงจีน-ไทเป ได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่า 500 คะแนน นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีสมรรถนะเพียงระดับ 1และ 2 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด(ระดับ 1 ถือว่าต่ำกว่าระดับมีความรู้พอเพียง ระดับ 2 ถือว่าพอใช้ได้) ในขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศที่ได้คะแนนเฉลี่ยรวมสูงกว่าไทยได้ระดับสมรรถนะสูงจากระดับ 3 ขึ้นไปถึงระดับ 5-6 คือระดับความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์แก้ปัญหาได้2[3]

บริษัทที่ปรึกษา MCKINSEY ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำวิจัยเพื่อหาคำอธิบายว่า ทำไมนักเรียนบางประเทศ เช่นฟินแลนด์จึงเรียนในสาขาวิชาสำคัญที่ PISA ใช้ทดสอบได้ดีกว่าประเทศอื่น ๆ ได้ทำรายงานเรื่อง WHAT WORKS IN EDUCATION โดยสรุปว่า มี 3 ปัจจัยที่สำคัญ คือ 1.การที่ฟินแลนด์มีครูที่มีคุณภาพสูง(จบปริญญาโท) สำหรับโรงเรียนขั้นพื้นฐานทั่วทั้งประเทศ 2.มีการฝึกอบรมครูที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง 3.มีการปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดีที่สุดแก่นักเรียนทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน พัฒนาโรงเรียนและนักเรียนที่เรียนช้าให้มีคุณภาพสูงใกล้เคียงกันให้มากที่สุด3[4]

 

          การจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยไทยยังอยู่ในลำดับต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกันทั้งญี่ปุ่น จีน-ฮ่องกง จีน-ไทเป(ไต้หวัน) สาธารณรัฐประชาชนจีน และสิงคโปร์

  • งบประมาณและค่าใช้จ่ายทางการศึกษา

ประเทศไทย มีสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาต่องบประมาณแผ่นดินทั้งหมด (ปีพ.ศ.2548)ร้อยละ 25.0 ใกล้เคียงมาเลเซีย (ร้อยละ 25.2) แต่สูงกว่าหลายประเทศในกลุ่ม OECD โดยเฉพาะญี่ปุ่น และเยอรมัน ส่วนอัตราส่วนงบประมาณการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)ของไทยเฉลี่ยร้อยละ 4.3 สูงกว่าหลายๆ ประเทศ เช่นรัสเซีย อินเดีย (ร้อยละ 3.6 เท่ากัน) และโดยเฉพาะสูงกว่าญี่ปุ่น (ร้อยละ 3.6) ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาต่อนักเรียนรายหัว ในระดับประถมศึกษา ไทยสูงกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ เช่นมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ต่ำกว่าเกาหลีและทุกประเทศในกลุ่ม OECD งบประมาณในการวิจัยของไทยยังมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GPD)ที่ต่ำและมีนักวิจัยต่อจำนวนประชากรต่ำกว่าประเทศในกลุ่ม OECD มาก

  • การศึกษาของแรงงาน

เมื่อเปรียบเทียบประชากรผู้ใหญ่อายุ 25-64 ปี จำแนกตามระดับการศึกษาสูงสุดในปี 2548 ไทยมีสัดส่วนประชากรผู้ใหญ่ไม่จบประถมถึงร้อยละ 40 สูงกว่าประเทศอื่นมาก ที่จบประถมศึกษามีร้อยละ 21.5 ต่ำกว่าประเทศรายได้ปานกลางเล็กน้อย จบมัธยมศึกษาตอนต้นร้อยละ 10.3 และมัธยมศึกษา     ตอนปลายร้อยละ 10.0 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางที่มีคนจบมัธยมศึกษาตอนปลายร้อยละ 24.2 และประเทศ OECD มีคนจบมัธยมศึกษาตอนปลายถึงร้อยละ 44.8  ขณะที่คนไทยที่จบอุดมศึกษาที่เน้นสายวิชาการถึงร้อยละ 10.5 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลาง แต่อุดมศึกษา สายปฏิบัติของไทย มีเพียงร้อยละ 3.1 ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ (ดูตารางที่ 20)

ตารางที่ 20 ร้อยละของประชากรผู้ใหญ่อายุ 25-64 ปี จำแนกตามระดับการศึกษาสูงสุด พ.ศ. 2548

 

 

ประเทศ

 

ไม่ได้

รับการศึกษา

ไม่จบ

ประถม

ประถม

ม.ต้น

ม.ปลาย

อุดมศึกษา

เน้น

ปฏิบัติ

เน้นทฤษฎีและวิจัย

1

2

3

4

5

6

7

ไทยเกาหลีนิวซีแลนด์ฟินแลนด์

สหราชอาณาจักร

สหรัฐอเมริกา

4.2

n

n

n

n

n

40.0

n

n

n

n

n

21.5

11.9

n

11.4

n

4.7

10.3

12.6

21.3

9.9

14.4

7.6

10.0

43.9

51.6

43.9

55.9

48.7

3.1

8.9

7.4

16.6

8.8

9.4

10.5

22.7

19.7

18.2

20.8

29.6

ที่มา : Table 1.d; Education Counts 2007, UIS, 2007.

การที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาต่ำกว่าแรงงานของประเทศอื่นๆ สะท้อนว่าไทยยังคงใช้งบประมาณในการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพต่ำ รวมทั้งมีปัญหาการกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่ไม่เป็นธรรมมาก มีคนจนที่มีปัญหาด้านต่าง ๆ มาก ทำให้ลูกหลานคนจนไม่ได้เรียนและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในแต่ระดับยังเป็นสัดส่วนสูง แม้รัฐบาลไทยจะลงทุนสร้างและขยายโรงเรียนมากพอที่จะรองรับผู้ต้องการเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาได้มากขึ้น แต่เมื่อไม่ได้มีการลงทุนลงแรงเพื่อตามแก้ปัญหาเด็กวัยเยาวชนที่ไม่ได้เข้าเรียนหรือต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างครบวงจร ทำให้การลงทุนจัดการศึกษาของประเทศไทยได้ผลน้อยกว่าประเทศอื่นๆ  ทั้งในเชิงปริมาณ (สัดส่วนของผู้ได้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อประชากรเดียวกัน) และในเชิงคุณภาพ (การทดสอบเปรียบเทียบกับนักเรียนจบเดียวกับประเทศอื่น)

 

3.3 ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทางสังคม

ปัจจุบันนี้ มีการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ โดยองค์กรทางธุรกิจระหว่างชาติ 2 แห่ง คือสถาบันเพื่อการพัฒนาการจัดการ (Institute for Management Development : IMD) และสภาเศรษฐกิจของโลก  World Economic Forum (WEF)

IMD เลือกจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันเฉพาะประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศตลาดเกิดใหม่หรือประเทศรายได้ปานกลางราว 55 ประเทศ เน้นการใช้ดัชนีชี้วัดในเรื่องสมรรถนะของประเทศในการบริหารจัดการ สมรรถนะและทักษะความชำนาญต่างๆรวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการปรับตัวเพื่อตอบตลาดเสรี หรือเพื่อแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลก

การจัดอันดับของ IMD ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกจัดอันดับสมรรถนะหรือความสามารถในการแข่งขันอยู่กลางๆ ค่อนไปทางท้าย โดยเปรียบเทียบแล้วต่ำกว่าสิงคโปร์ ไต้หวัน   เกาหลีใต้ ฮ่องกง และมาเลเซีย มาตลอดระยะหลังๆ ก็ต่ำกว่า จีน การจัดลำดับประเทศไทย โดย IMD ใน ปี 2009 และ 2010 ไทยได้อันดับ 26 ทั้ง 2 ปี จาก 57-58 ประเทศ4[5]

IMD วิเคราะห์องค์ประกอบ 4 ด้านและนำมาเฉลี่ยเป็นคะแนนรวมสำหรับไทยได้คะแนนด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจดีที่สุด รองลงมาคือ สมรรถนะด้านประสิทธิภาพภาครัฐ และสมรรถนะด้านประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ตามลำดับ แต่ไทยได้คะแนนสมรรถนะด้านโครงสร้างพื้นฐาน (รวมทั้งพลังงาน การสื่อสาร โทรคมนาคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สุขภาพและสภาพแวดล้อม) ต่ำหรือถือเป็นจุดอ่อนที่สุดใน 4 ด้าน

เมื่อพิจารณาเรื่องสมรรถนะด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยกลุ่มโครงสร้างด้านวิทยาศาสตร์เป็นจุดอ่อนที่สุด รองลงมาคือโครงสร้างเทคโนโลยี สุขภาพและสภาพแวดล้อมการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป ตามลำดับ ทั้งนี้ เกณฑ์ที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดคือ การลงทุนด้านสุขภาพเมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตน้อย สมรรถนะการศึกษาโดยรวมของไทยอยู่ในอันดับท้ายๆคือประมาณ 40 กว่าจาก 58 ประเทศ

ส่วน World Economic Forum พิจารณาการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในขอบเขตที่กว้างขวางถึง 134 ประเทศ ใช้ดรรชนีชี้วัดในด้านสถาบันภาครัฐและเอกชน นโยบายและปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ทั้งในระยะปัจจุบันและระยะกลาง เน้นเรื่องประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ รวมทั้งเรื่องของการศึกษา เทคโนโลยีและนวัตกรรม

World Economic Forum จัดอันดับปี ค.ศ. 2008-2009 (2551-2552) ให้ไทยอยู่อันดับที่ 34 จาก 134 ประเทศ และในปี ค.ศ. 2010-2011 อยู่อันดับที่ 38 จาก 139 ประเทศ อยู่ต่ำกว่ามาเลเซีย จีน บรูไน และประเทศตะวันออกกลางบางประเทศ5[6]

เปรียบเทียบเกณฑ์ในการจัดอันดับของ 2 องค์กรนี้ World Economic Forum จะมองความสามารถของประเทศทุกด้านที่กว้างขวางกว่า IMD ซึ่งมักเน้นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ การที่รัฐบาลและระบบเศรษฐกิจเอื้อต่อตลาดเสรี ดังนั้นการที่ IMD จัดอันดับประเทศไทยค่อนข้างดีส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยเปิดตลาดเสรีให้ต่างชาติมากมีการส่งออกและสั่งเข้ามากขณะที่ World Economic Forum ให้อันดับไทยในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าที่ IMD ให้นั้นน่าจะเป็นเพราะเขาวิเคราะห์ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมและการบริหารจัดการทั้งระบบของไทยยังมีปัญหาความด้อยสมรรถภาพ

ผู้วิจัยเห็นว่าการจัดอันดับของ World Economic Forum น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้คนไทยต้องพิจารณาตัวเราเองในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นอย่างจริงจัง มากกว่าพอใจแค่การจัดอันดับของ IMD และเราควรจะพิจารณาดรรชนีด้านการพัฒนาการสังคมควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย ประเทศจึงจะพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

          ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ UNDP จะมองกว้างกว่าเรื่องเศรษฐกิจ โดยใช้ดัชนีชี้วัดรายได้ต่อหัวร่วมกับปัจจัยการพัฒนาด้านสังคม เช่นการศึกษา สาธารณสุข การเมืองและอื่นๆด้วย ประกาศล่าสุดของ UNDP เมื่อเดือนธันวาคม 2551 (แต่ใช้ข้อมูลการสำรวจเมื่อปี 2549) ให้ไทยได้มีดัชนีการพัฒนามนุษย์อยู่อันดับที่ 816[7] ซึ่งแสดงว่าประเทศไทยมีการพัฒนาด้านสังคมหรือคุณภาพมนุษย์ต่ำกว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจ(ที่วัดเชิงปริมาณแบบภาพรวม)และน่าสังเกตว่าอันดับดัชนีการพัฒนามนุษย์ของไทยตกต่ำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2541 ไทยเคยมีดัชนีการพัฒนามนุษย์อยู่อันดับที่ 59

ดัชนีการศึกษา (Education Index) เป็นดัชนีหนึ่งที่ UNDP นำไปใช้ในคำนวณภาพรวมดัชนีการพัฒนามนุษย์ ดัชนีการศึกษาคำนวณจากอัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่สัดส่วนของเด็กวัยเรียนที่ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา สถิติในปี 2551 ดัชนีการศึกษาไทยอยู่อันดับที่ 68 ค่อนข้างไปทางต่ำ เท่ากับอัลบาเนีย ซีเชลล์ส และเวเนซูเอล่า7[8]

ส่วนดัชนีอัตราการรู้หนังสือของประชากร (Literacy Rate) ของไทยอยู่อันดับที่768[9]นับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ เมื่อเทียบกับขนาดและสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ สถิติของ IMD รายงานว่าประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่ไม่รู้หนังสือมีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.7 ของประชากรทั้งหมดในปี 2545 เป็นร้อยละ 7.4 ในปี 25509[10]และผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก กล่าวบรรยายวันที่ 24 มีนาคม 2552 ว่า ผู้ใหญ่ไทยที่ไม่รู้หนังสือมีมากกว่า 3 ล้านคน10[11]


[1] สถิติข้อมูลส่วนใหญ่คือสถิติในปี 2550-2553 ได้มาจากเว็บไซท์ของหน่วยงานเช่น IMF WORLD BANK, CIA FACT BOOK, WIKIPEDIA และแหล่งต่างๆ สถิติจำนวนหนึ่งอ้างไว้อยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สภาวการณ์การศึกษาไทยในเวทีโลก พ.ศ. 2550 สกศ.2552

*หมายถึง กลุ่มประเทศที่เข้าร่วมโครงการ WORLD EDUCATION INDICATOR  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศรายได้ปานกลางที่อยู่

นอกกลุ่ม OECD กลุ่มของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีรายได้สูง

หมายเหตุ : ผู้วิจัยเข้าใจว่าตัวเลขเงินเดือนครูข้างต้นน่าจะเป็นเงินรายได้ต่อปี ไม่ใช่ต่อเดือน การคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยค่าครอง

ชีพของแต่ละประเทศ จะปรับให้ประเทศที่มีค่าครองชีพต่ำ เช่นไทย มีตัวเลขรายได้สูงขึ้น และประเทศที่มีค่าครองชีพสูง เช่นกลุ่ม ประเทศ OECD จะถูกปรับให้ต่ำลงเพื่อให้เปรียบเทียบกันได้อย่างใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายจริง ตัวเลขในสถิตินี้เป็นตัวเลขที่คำนวณแบบ ถ่วงน้ำหนักด้วยค่าครองชีพของแต่ละประเทศแล้ว ไม่ใช่ตัวเลขรายได้เป็นจำนวนเงินที่ครูได้รับจริง

[3]2 WWW.PISA.OECD.ORG

[4]3 WWW.MCKINSEY.COM

4[5]WWW.IMD.ORG

5[6]WWW.WEFORUM.ORG

6[7]http:// hdr.undp.org/hdr2009/statistics/

7[8]WWW.WIKIPEDIA.ORG/WIKI/EDUCATION-INDEX

8[9]WWW.WIKIPEDIA.ORG LIST OF COUNTRIES BY LITERACY RATE

9[10]อ้างไว้ในสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สรุปผลการดำเนินงาน 9 ปี ของการปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ.2542-2551) สกศ. 2552

10[11]คมชัดลึก 25 มีนาคม 2552

11[11]ข้อมูลในบทนี้สรุปมาจาก วิทยากร เชียงกูล การสังเคราะห์ผลการวิจัยการปฏิรูปการศึกษาของประเทศฟินด์แลนด์ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา   สหราชอาณาจักร จีน เกาหลีใต้ เวียตนาม และไทย . สสส. 2553

About these ads
 

One response to “บทที่ 3 ปัญหาการจัดการศึกษาของไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น :รายงานสภาวะการศึกษาปี 52-53

  1. numbi

    มิถุนายน 21, 2012 at 10:08 pm

    ขอบคุณมากค่ะ มีประโยชน์เยอะมาก

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 35 other followers

%d bloggers like this: