RSS

ความรู้ชนิดไหนที่จะแก้ปัญหาได้

02 ก.ค.

วิทยากร เชียงกูล

ทั้งผู้นำรัฐบาลและคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่า ความรู้ชนิดที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้ คือ ความรู้จากวิทยาการทันสมัยของประเทศตะวันตก และพยายามไล่ตามความรู้นี้ด้วยการลงทุนจัดการศึกษาตามแบบตะวันตก ด้วยงบประมาณของภาครัฐไม่ต่ำกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท และงบประมาณของภาคเอกชนและตัวผู้ลงทุนเรียนอีกหลายแสนล้านบาท ประเทศไทยมีคนจบปริญญาตรีแล้วเกือบ 2 ล้านคน และมีคนจบเพิ่มขึ้นปีละเกือบ 2 แสนคน แต่เราก็ยังมีปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม มากมาย บางปัญหาก็ขยายตัวหรือเพิ่มความซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมด้วย

ผู้นำรัฐยอมรับว่า การจัดการศึกษาไทยล้มเหลว แต่พวกเขาคิดได้ทางเดียวว่า ที่ล้มเหลวเพราะเรายังจัดการศึกษาตามแบบตะวันตกได้ไม่ดีเพียงพอ ครู, อาจารย์, นักเรียน, นักศึกษา ยังเรียนรู้ได้ไม่เก่งพอ ตามตะวันตกไม่ทัน ถ้าปฏิรูปการศึกษาให้ใกล้เคียงกับตะวันตก เช่น ทำให้เด็กเก่งภาษาอังกฤษ, คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ได้มากกว่านี้ การศึกษาก็จะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมแทบทุกอย่างได้

วิทยาการตะวันตก ซึ่งเน้นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและการเพิ่มผลผลิตอาจจะเหมาะกับการพัฒนาเ ศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมของประเทศพัฒนาแล้ว ที่ประชาชนมีการศึกษาและอำนาจต่อรองสูง ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ไม่ห่างกันมาก แต่สำหรับประเทศทุนนิยมผูกขาดที่ด้อยพัฒนาและเป็นบริวารประเทศมหาอำนาจอย่าง ไทย วิทยาการแบบนี้กลับเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจนายทุนส่วนน้อยมากกว่า ทั้งยังเป็นวิทยาการที่ถูกใช้เพื่อเอาเปรียบทั้งคนและธรรมชาติ ไม่ใช่การพัฒนาที่ยั่งยืน

วิทยาการไม่ว่าจะแบบตะวันตกหรือตะวันออก ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะใช้ได้ในทุกสถานที่ในทุกสถานการณ์ แต่เป็นเรื่องของการรู้จักและนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับแต่ละประเทศที่มีสถ านการณ์ สภาพแวดล้อมทั้งทางกาละและเทศะที่ต่างไปจากประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่เราพยาย ามไปศึกษาแบบเลียนแบบ

ที่การศึกษาไทยล้มเหลว ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ การศึกษาแบบเลียนแบบคนส่วนใหญ่สอนและเรียนแบบท่องจำเพื่อสอบ โดยมองความรู้เหมือนเป็นแท่งความรู้สำเร็จรูป ที่ถ้าให้ใครจำและตอบผู้สอนได้ก็ถือว่าได้รับการศึกษาแล้ว แต่ความรู้เป็นเรื่องของการเข้าใจ, วิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อสร้างภูมิปัญญาใหม่ในการเข้าใจ และแก้ไขปัญหา, สถานการณ์ที่แท้จริงซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมใหม่ตลอดเวลา ผู้จบการศึกษาหรือบัณฑิตส่วนใหญ่ของไทยที่ไม่ได้เรียนรู้ที่จะรักการอ่าน การค้นคว้า อภิปราย คิด วิเคราะห์ จึงไม่มีทางที่จะมีความรู้แบบที่จะใช้งานแก้ปัญหาและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ได้ ไม่ว่าจะเรียนมากี่ปีหรือจบปริญญาระดับไหน เพราะพวกเขาเรียนรู้แบบเลียนแบบ ไม่รู้จักค้นคว้าคิดด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่จึงเป็นได้แค่คนที่ท่องจำความรู้ในตำราได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น

ความรู้ต้องมาจากการอ่าน ค้นคว้า คิดและอภิปรายอย่างจริงจัง

วันนี้เรามีประชากรเรียนหนังสืออยู่ราว 16 ล้านคน มีครู อาจารย์, คนทำงานสื่อสารมวลชน และชนชั้นหัวกะทิที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ความรู้ข้อมูลข่าวสารสัก 1 ล้านคน แต่หนังสือดีๆ ส่วนใหญ่ยังพิมพ์ได้แค่ 2-3 พันเล่ม เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่สนใจและไม่รักการอ่านหนังสือ คนยอมเสียค่าเล่าเรียน, ค่ากวดวิชา, ค่าหน่วยกิตเป็นหลักหมื่นหลักแสนเพื่อให้ได้ประกาศนียบัตร/ปริญญา แต่ไม่สนใจที่จะเลือกซื้อและอ่านหนังสือราคา 100-300 บาท ด้วยตนเอง ยกเว้นหนังสือที่จะต้องใช้สอบ ซึ่งมักเป็นตำราที่ล้าสมัยและใช้วิธีอ่านแบบท่องจำ ไม่ได้วิจารณ์ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ เพื่อประยุกต์ความรู้มาใช้กับสังคมไทยอย่างได้ผล

นักเรียน นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่รู้สึกจำเป็นต้องอ่านหนังสือมาก เพราะครู อาจารย์ 8 แสนคน ส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ พวกเขาสอนจากตำราเก่าๆ เพียงเล่ม 2 เล่ม และใช้วิธีการสอบและวัดผลแบบง่ายๆ โดยไม่เรียกร้องให้นักเรียนนักศึกษาต้องคิด ซักถาม อภิปราย ไปอ่านค้นคว้าเพิ่มเติม ทำรายงาน ฯลฯ วิทยุโทรทัศน์ห้าร้อยกว่าสถานีที่คนไทยทั่วประเทศใช้เวลาฟังและดูมากกว่าการ อ่านหนังสือหลายเท่า ก็เสนอแต่รายการบันเทิงแบบหลบหนีจากโลกจริง 80-90% และเสนอรายการข่าว, สารคดี, ความรู้ หรือความบันเทิงที่ให้แง่คิดน้อยมาก พ่อแม่สมัยนี้ใช้โทรทัศน์ที่มีรายการคุณภาพต่ำเลี้ยงลูก ไม่มีปฏิสัมพันธ์พูดคุยกันที่จะช่วยให้ลูกเกิดความอบอุ่นและฉลาด

ประเทศทั้งประเทศสนใจเรื่องการหาเงินและความบันเทิงมา กกว่าเรื่องการหาความรู้ ความคิดความอ่านและชีวิตที่มีคุณภาพ นักการเมืองชอบโต้กันเรื่องส่วนตัว, เรื่องใครโกงมากกว่าใคร มากกว่าการโต้กันเรื่องนโยบายแนวทางแก้ปัญหาของประเทศ สื่อมวลชนชอบเสนอเรื่องฉาวโฉ่, เรื่องความขัดแย้ง, ความรุนแรง, เรื่องส่วนตัวของคนดัง ฯลฯ มากกว่าเนื้อหาสาระทางสังคมที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของประชาชน

ในขณะที่ประเทศอื่นเขาปฏิรูปโรงเรียน, ปฏิรูปองค์กร, ปฏิรูปสังคมทั้งหมด เพื่อให้คนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ประเทศไทยชอบฝากความหวังไว้กับอัศวินม้าขาว และชอบความบันเทิงสาระต่ำมากกว่าชอบการเรียนรู้

แม้แต่หนังสือก็ถูกครอบงำด้วยการแข่งขันเพื่อกำไรสูงสุดของเอกชน มากกว่าเพื่อคุณภาพและประโยชน์ส่วนรวม

สิ่งที่พอจะเป็นสื่อความรู้บ้าง เช่น หนังสือ ทุกวันนี้ก็ถูกครอบงำด้วยหนังสือเพื่อความบันเทิงแบบพื้นๆ เช่น การ์ตูนรัก, ผจญภัยของญี่ปุ่น, เรื่องของคนดัง เรื่องแปลกๆ หนังสือขายดีจากตะวันตก, หนังสือที่มีการประโคมข่าว ประชาสัมพันธ์กันมาก หนังสือดีๆ ทั้งวรรณกรรมและสารคดี นอกจากจะผลิตออกมาได้น้อยแล้วยังมีโอกาสเข้าถึงคนอ่านน้อยด้วย เนื่องจากระบบการค้าแบบแข่งขันหากำไรสูงสุด ทำให้ร้านหนังสือที่มีจำกัด ทั้งจำนวนร้านและที่วางหนังสือ เลือกวางหนังสือเฉพาะที่ผลิตโดยสำนักพิมพ์ของตัวเอง หรือที่ประเมินด้านการตลาดว่าจะขายได้ดี มากกว่าที่วางหนังสือของสำนักพิมพ์อื่นๆ โดยเฉพาะหนังสือดีที่พวกเขาคิดว่าเป็นหนังสือหนัก, ขายยาก ดังนั้น ระบบทุนนิยมผูกขาดจึงทำให้สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ที่มีร้านหนังสือในเครือข่ายของตนเองมาก ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์หนังสือของตนเองมาก และร้านหนังสือใหญ่ๆ ทั้งหลายที่เป็นผู้ทำหน้าที่คัดเลือกว่า คนไทยควรจะได้อ่านอะไร ซึ่งจะเป็นการทำให้คนไทยยิ่งสมองลีบลงและถูกครอบงำทางปัญญาให้ตามก้นฝรั่ง ตามก้นญี่ปุ่นมากขึ้น

หนังสือดีที่จะสร้างภูมิปัญญาจากสำนักพิมพ์เล็กๆ ถูกกีดกันออกไปด้วยเหตุผลเรื่องธุรกิจปลาใหญ่กินปลาเล็ก การแข่งขันเพื่อหากำไรสูงสุด ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาสาระของหนังสือเลย รัฐบาลเองก็ไม่สนใจช่วยเหลือ ไม่สนใจให้งบประมาณซื้อหนังสือดีๆ เข้าห้องสมุด คนอ่านส่วนใหญ่ก็ถูกกระแสบริโภคนิยมให้เลือกซื้อเฉพาะหนังสือที่มีการโฆษณาม ากๆ หรือที่วางเห็นเด่นชัด มีหน้าปกและการโฆษณาที่จูงใจ เพราะเราขาดการพัฒนาการอ่านอย่างวิพากษ์ คนชั้นกลางจำนวนหนึ่งเลือกซื้อเฉพาะหนังสือที่ดังเหมือนตามกระแสแฟชั่น คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักการคัดเลือกหนังสือ ไม่มีเวทีการแนะนำวิจารณ์หนังสือดีเหมือนสมัยหนึ่งที่เราเคยมีวารสารสังคมศา สตร์ปริทัศน์ ชัยพฤกษ์ฉบับนักศึกษาประชาชน, วิทยาสารปริทัศน์ โลกหนังสือ ถนนหนังสือ ฯลฯ ทุกวันนี้มีนิตยสารเยอะ ข้อมูลข่าวสารเยอะ แต่ไม่ค่อยมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มีเนื้อหาสาระอย่างมีคุณภาพ มีแต่ข่าวหนังสืออย่างสั้นๆ และโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับทุนและความสามารถในการจูงใจของสำนักพิมพ์มากกว่าจะมีเวทีกลา งที่วิจารณ์เนื้อหาสาระจริงๆ ของหนังสืออย่างสร้างสรรค์

ปัญหาที่คนไทยส่วนใหญ่อ่านหนังสือน้อย, คนที่อ่านส่วนหนึ่งก็ไม่สนใจ หรือไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างและเผยแพร่ภูมิปัญญาที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปั ญหาและพัฒนาประเทศ ควรที่ผู้มีภูมิปัญญาที่ห่วงใยอนาคตของประเทศ ต้องช่วยกันคิดและหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง ถ้าจะคิดตั้งสถาบันพัฒนาความรู้แห่งชาติ, สถาบันยุทธศาสตร์ทางปัญญาแห่งชาติ หรือองค์กรทำนองนี้ก็ขอให้รีบๆ ทำ และสรรหาคนที่รู้ปัญหา, ทำเป็น เข้ามาทำโดยด่วน เพราะสติปัญญาคนไทยกำลังจะต่ำต้อยลงไปเรื่อยๆ สิ่งที่เรียกว่า การปฏิรูปการศึกษา จะไม่มีความหมาย ถ้าครู อาจารย์ยังไม่มีนิสัยรักการอ่าน เพราะพวกเขาไม่อาจจะจูงใจให้นักเรียน นักศึกษารักการอ่านได้ หากเราหันมาสร้างองค์กรใหม่ๆ สนับสนุนการผลิต การส่งเสริมการอ่านหนังสือดีๆ กันอย่างจริงจัง จะสร้างภูมิปัญญาได้มากกว่าการเพิ่มงบการศึกษาประเภทลงทุนสร้างหรือขยายโรงง านผลิตปัญญาชนที่ไม่อ่านหนังสืออย่างที่เราทำกันอยู่

วิทยากร เชียงกูลผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ที่มา : นสพ.ผู้จัดการ 1 ก.ค.46

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: