RSS

คนจนจะหมดจากเมืองไทยใน 6 ปีข้างหน้า?

02 มิ.ย.

โดย วิทยากร เชียงกูล ผอ.ศูนย์วิจัยด้านสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

มติชนรายวัน วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546

คนจนแบบไหนที่จะหมดไป

นายกฯ ทักษิณ พูดว่าจะทำให้คนจนหมดจากเมืองไทยใน 6 ปีข้างหน้า คนจนที่มีโอกาสหมดไปได้คือ คนจนตามคำนิยามของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่กำหนดว่าคนจนคือคนที่มีรายได้ต่ำกว่ารายได้พอยังชีพ 892 บาทต่อคนต่อเดือน ในปี พ.ศ.2543 ซึ่งมีราว 16% หรือ 10 ล้านคน แต่นี่คือคนที่จนที่สุดเท่านั้น เพราะการคำนวณเส้นความยากจนแบบนี้เป็นวิธีการวัดอย่างหยาบๆ และเป็นตัวเลขต่ำมากอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ตัวเลขที่น่าจะใกล้เคียงความจริง คือ ค่าแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งคำนวณจากมาตรฐานการยังชีพของคนงาน อยู่ที่วันละ 133-165 บาท (แล้วแต่จังหวัด) หรือเดือนละราว 4,000-5,000 บาท ถ้าใช้ตัวเลขนี้วัดว่าใครจนหรือไม่จน จะมีคนที่รายได้ต่ำกว่าค่าแรงงานขั้นต่ำร้อยละ 80 ของคนทั้งประเทศ หรือราว 42 ล้านคนขึ้นไป คนจนจึงไม่ใช่มีแค่ 10 ล้านคน ดังนั้น ถ้าเรานิยามคนจนให้สมจริง คือ ดูทั้งในแง่การมีปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีพที่พอเพียง ทั้งในแง่การขาดโอกาส ขาดสิทธิและความยุติธรรม ทางด้านการศึกษา การเมือง และสังคมวัฒนธรรม แล้วจะพบว่าคนจนขัดสนมีอยู่ระหว่าง 70-80% ของคนทั้งประเทศ ซึ่งถ้าจะแก้ไขตามกรอบคิดนโยบายของคุณทักษิณแล้ว ให้ตั้งใจดีหรือทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะแก้ให้หมดไปได้ใน 6 ปีแน่ๆ

คนจนเพราะอะไร

รัฐบาลซึ่งได้ความคิดมาจากฝรั่ง เช่น ธนาคารโลกมีสมมุติฐานว่าความยากจนเกิดจากการที่ประชาชนพัฒนาการผลิตเพื่อขายในระบบตลาดเสรีได้ช้า หรือได้น้อยกว่าคนอื่น ทางแก้คือต้องเร่งรัดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาดหรือแบบทุนนิยมมากขึ้น คนถึงจะมีรายได้เพิ่มขึ้นและก้าวข้ามพ้นความยากจนได้ แต่ความจริงแล้ว สมัย 100 ปีที่แล้ว ก่อนที่ไทยจะพัฒนาเข้าสู่เศรษฐกิจระบบทุนนิยม ที่มีลักษณะผูกขาดเอารัดเอาเปรียบ แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอานั้น ประเทศไทยมีคนจนหรือคนขาดแคลน, คนทุกข์ยากเป็นสัดส่วนต่อคนทั้งประเทศน้อยกว่าในตอนนี้มาก เพราะคนส่วนใหญ่ทำเกษตรแบบพึ่งตนเองและธรรมชาติสภาพแวดล้อมยังไม่ถูกทำลาย จึงมีอาหารและปัจจัยพื้นฐานที่พอเพียง พึ่งตนเองได้สูงกว่าปัจจุบันที่ต้องเป็นหนี้ต้องพึ่งตลาดมาก

ในสมัยก่อนแม้รายได้ของคนไทยคิดเป็นตัวเงินจะน้อย แต่ความเป็นอยู่ในแง่การมีปัจจัยสี่(อาหาร ยา ที่อยู่ เสื้อผ้า) ของคนไทยอยู่ในเกณฑ์ดี โดยไม่เกี่ยวกับการใช้เงิน คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้จนมาตั้งแต่อดีต แต่เพิ่งมาถูกทำให้จนลงในสมัยการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม และคนส่วนใหญ่จนเพราะมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย เกษตรกรที่ผลิตเพื่อขายในระบบตลาดเป็นหนี้มากกว่าร้อยละ 90 และจำนวนหนี้เพิ่มขึ้นตามลำดับ จำนวนมากต้องดิ้นรนอพยพเข้ามาเป็นคนจนในชุมชนแออัด 4-5 ล้านคนในปัจจุบัน มีแต่เกษตรกรรวย พ่อค้า นายทุน ส่วนน้อยเท่านั้นได้ประโยชน์จากการพัฒนาแบบทุนนิยมที่ด้อยพัฒนานี้

ความยากจนยังมาจากปัจจัยทางโครงสร้างสังคมภายใน โดยเฉพาะระบบการเมืองที่ผูกขาดอำนาจและความมั่งคั่งในมือคนกลุ่มน้อยด้วยปัจจัยอื่น เช่น ปัญหาประชากรเพิ่มขึ้นมากที่ทำกินลดลง คนถูกกดดันให้นิยมการบริโภคของฟุ่มเฟือย กินเหล้า เล่นการพนัน ฯลฯ มีส่วนทำให้คนจนเพิ่มขึ้น แต่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาดที่ไม่เป็นธรรม ไม่เสรีจริง เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการทำให้คนไทยส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันจนลง ในความหมายว่ามีมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ต่ำกว่า กว่าคนไทยในยุคก่อน ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตัวรายได้เป็นเงิน ซึ่งใช้ซื้อปัจจัยสี่และปัจจัยอื่นที่จำเป็นได้น้อยลงอยู่ดี

ยุทธศาสตร์แก้ความยากจนแบบยิ่งแก้คนจนยิ่งเพิ่ม

ยุทธศาสตร์ในการแก้ไขความยากจนของรัฐบาลคุณทักษิณ เช่น การปล่อยเงินกู้ให้คนจนมากขึ้น, การส่งเสริมการผลิตเพื่อการค้า 1 ผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล, การแปรสินทรัพย์ให้เป็นทุน เพื่อทำให้คนจนเข้าสู่ระบบตลาดมากขึ้น เป็นการใช้สูตรสำเร็จซึ่งไม่อาจจะแก้ได้ในทุกที่ ในบางชุมชนที่จำเป็นต้องมีการผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากันในระดับหนึ่ง และมีผู้นำมีการบริหารจัดการที่ดีอาจจะพอได้ประโยชน์บ้าง แต่เราไม่สามารถใช้วิธีการทำทุกอย่างให้เป็นสินค้าเป็นแนวทางแก้ปัญหาแบบสำเร็จรูปได้ทั่วไปทุกกรณี เพราะในสภาพที่ตลาดโลกและตลาดในประเทศไทยมีลักษณะผูกขาด ทุนใหญ่เอาเปรียบทุนเล็กมาก โครงสร้างการเมือง สังคม ก็มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมาก การที่ประชาชนถูกดึงเข้าสู่ระบบตลาดมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วจะยิ่งทำให้ประชาชนเสียเปรียบ เป็นหนี้และยากจนมากขึ้น

จะแก้ปัญหาความยากจนได้ต้องแก้เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่แก้ทางเทคนิคการจัดการ

การจะแก้ไขความยากจนของประชาชนต้องแก้ปัญหาโดยวิเคราะห์จากสถานการณ์ที่เป็นจริง ตัวอย่างเช่น เกษตรกรในหลายพื้นที่ของไทยพบว่าการทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ ที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อขายที่ต้องกู้เงินมาลงทุน ใช้แทรกเตอร์ จ้างคนช่วยทำ ใช้ปุ๋ย ใช้ยาเพิ่มมากขึ้น กลับทำให้ผลตอบแทนสุทธิ(รายได้หักรายจ่าย) ต่ำกว่าการทำเกษตรแบบดั้งเดิม ที่ปลูกพืชผสมผสานใช้เทคโนโลยีพื้นฐานและวิธีทางธรรมชาติ เพราะการทำเกษตรแบบใหม่ รายได้เพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายจ่าย ในกรณีเช่นนี้ การทำเกษตรแบบพอเพียงหรือพึ่งตนเองได้เป็นสัดส่วนสูงกว่าการพึ่งระบบตลาด กลับเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรได้ดีกว่าการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า หรือการผูกพันกับเศรษฐกิจระบบตลาด ซึ่งยังมีลักษณะผูกขาด และเอาเปรียบเกษตรกรอยู่มาก

การแก้ปัญหาแบบการจัดสรรงบประมาณรัฐและการปล่อยสินเชื่อจากทั้งธนาคารรัฐและเอกชนเพื่อทำให้คนจนต้องพึ่งระบบตลาดมากขึ้น เป็นการเอาเงินในอนาคตจากการกู้, การขายรัฐวิสาหกิจ และสาธารณสมบัติ, การใช้ทรัพยากรแบบกอบโกยล้างผลาญมาใช้บรรเทาปัญหาปัจจุบันจะสร้างหนี้ภาครัฐ สร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ทำลายธรรมชาติสภาพแวดล้อมมากขึ้น

ที่ตัวเลขผลผลิตเศรษฐกิจไทยกระเตื้องขึ้นบ้าง ก็เพราะรัฐเอาเงินและทรัพยากรที่ควรจะเก็บไว้เป็นของคนรุ่นลูกรุ่นหลานมาถลุงใช้ตั้งแต่ตอนนี้ และเพราะคนส่วนน้อย 20% แรกที่ร่ำรวยมาก(มีรายได้ถึง 58.5% ของคนทั้งประเทศ) ซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อน้ำมัน กินเหล้ากินเบียร์ ฯลฯ กันมาก ตัวเลขมูลค่าสินค้าและบริการโดยรวมจึงเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วการใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้กระจายสู่คนส่วนใหญ่ 80% ที่ยังคงยากจน ไม่มีกำลังซื้อ เศรษฐกิจภายในประเทศจึงไม่ได้ฟื้นทั้งระบบ ภาคเกษตรกรยากจน, ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย, คนงานไร้ฝีมือยังทรงตัวหรือย่ำแย่อยู่ การหวังพึ่งส่งออกก็หวังยาก เพราะเศรษฐกิจโลกถดถอย กำลังซื้อลด มีการแข่งขันกันสูง และสินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่ก็คือ อุตสาหกรรมที่พึ่งเครื่องจักร วัตถุดิบ พลังงาน จากต่างประเทศมาก ยิ่งส่งออกมากก็ยิ่งสั่งเข้ามาก การส่งออกแบบนี้คนไทยได้แต่แค่ค่าแรงงาน เงินได้แต่ไหลออก ไม่ได้มีเงินหมุนเวียนกลับเข้ามาช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ช่วยให้คนในประเทศมีงานทำมีรายได้สักเท่าไหร่

เมื่อไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองให้เป็นธรรม เงินที่ปล่อยให้ชนบทกู้ก็ไหลออกมากลับเข้ามือพ่อค้านายทุนในเมืองเช่นเดียวกัน โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจสังคมที่ผูกขาด เอาเปรียบ และหลอกล่อให้คนมุ่งบริโภคมาก, เป็นหนี้มาก คือกับดักที่ยิ่งแก้ก็ยิ่งทำให้ทำลายทรัพยากรและคนเป็นหนี้มากขึ้น เนื่องจากทรัพยากรในโลกนี้มีจำกัด เราไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยและบริโภคฟุ่มเฟือยโดยไม่เอาเปรียบทรัพยากรและเอาเปรียบคนอื่นๆ ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนระบบและวิธีการจัดการแรงงานและทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ และแบ่งปันผลผลิตให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยุติธรรมได้

แนวทางแก้ปัญหาคนจนที่สำคัญคือ ต้องผ่าตัดปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองให้เป็นธรรม มีประสิทธิภาพและโปร่งใส เช่น เก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า หารายได้เข้ารัฐจากสัมปทานคลื่นความถี่และสาธารณสมบัติอื่นๆ มากขึ้น, ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตรและชนบทอย่างขนานใหญ่ ปฏิรูประบบธนาคารและสหกรณ์ ปฏิรูปการศึกษา, สื่อมวลชน, สาธารณสุข, สวัสดิการสังคม ฯลฯ และเปลี่ยนแปลงนโยบายจากการเน้นความเติบโตของการส่งออก มาเน้นการพัฒนาคนและเศรษฐกิจภายในประเทศ ให้คนมีงานทำ มีประสิทธิภาพ มีรายได้และกำลังซื้อ ส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ลดการสั่งเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย ลดการพึ่งพาทุนต่างประเทศส่วนที่ไม่จำเป็น สร้างความเข้มแข็งทางภูมิปัญญาและจิตสำนึกทางสังคมให้ประชาชนและชุมชน

ปัญหาความยากจนของไทยที่แท้จริง คือ การจนปัญญาและจิตสำนึกในการแก้ไขปัญหาเพื่อส่วนรวม ทางแก้จึงต้องเน้นการรณรงค์ให้ประชาชนมีองค์ความรู้ และการจัดตั้งกลุ่มองค์กรที่จะทำให้ประชาชนสามารถสร้างอำนาจต่อรองกับคนส่วนน้อยที่รวยกว่า คนที่มีอำนาจมากกว่า ได้เพิ่มขึ้น และสามารถใช้แรงงาน ใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้เต็มที่อย่างมีประสิทธิภาพ คือต้องให้ชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนเข้มแข็ง (ไม่ใช่ให้ธุรกิจนายทุนเข้มแข็ง) ประเทศไทยจึงจะมีทางแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างแท้จริง

หน้า 6

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: