RSS

ภาคหนึ่ง : วิพากษ์ระบอบทักษิณ

26 มิ.ย.

ภาคหนึ่ง : วิพากษ์ระบอบทักษิณ

1. ปัญหาเศรษฐกิจการเมืองในยุครัฐบาลทักษิณ

เศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาด/การเมืองระบอบอุปถัมภ์ และนโยบายที่เน้นการเติบโตเพื่อประโยชน์คนส่วนน้อย

ปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง กล่าวคือประเทศไทยมีโครงสร้างทางการเมืองแบบเจ้าขุนมูลนายและระบบอุปถัมภ์ และมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารประเทศมหาอำนาจทุนนิยม ทำให้คนชั้นสูงและคนชั้นกลางมีอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่มาแต่ต้น

เมื่อชนชั้นนำของประเทศใช้นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเปิดการลงทุน และการค้าเสรีเพื่อเน้นกำไรเอกชนและความเติบโตของผลผลิตทางเศรษฐกิจที่พวกเขาเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่าคนอื่นๆ ยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทั้งด้านฐานะ ความรู้และอำนาจต่อรองระหว่างคนรวยส่วนน้อยและคนจนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาและข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพต่ำ การศึกษาเน้นการสอนให้ท่องจำ ไม่สอนให้คนคิดและวิเคราะห์เป็น และรัฐบาลครอบงำข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อ วิทยุ โทรทัศน์ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนอยู่แล้วและขาดการจัดตั้งกลุ่ม ถูกครอบงำทางความคิดความเชื่อให้คล้อยตามตามชนชั้นรัฐบาลได้ง่าย

โดยเฉพาะยุครัฐบาลทักษิณ(พ.ศ.2544-2549)เป็นรัฐบาลของนักธุรกิจยุคใหม่ที่สร้างคะแนนจากโครงการแบบ ประชานิยมประเภทให้กู้และกระจายงบประมาณสู่คนชั้นล่างได้มาก รวมทั้งเก่งในทางการตลาดและในการสร้างภาพ สามารถประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่หวังแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าระยะสั้นๆจำนวนมากเชื่อตามด้านเดียวว่า รัฐบาลทักษิณทำเพื่อประชาชน มากกว่าพรรคอื่นๆที่ผ่านมา นายกทักษิณ เก่งกว่าใคร ดีกว่าใคร แม้แต่กรณีซุกหุ้นแจ้งทรัพย์สินทางการตามกฎหมายไม่ครบ และกรณีต่อมาคือการถ่ายเทขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปให้กลุ่มเทมาเสกของรัฐบาลสิงคโปร์ 7.3 หมื่นล้านบาท เพื่อเลี่ยงภาษีราวหมื่นกว่าล้านบาท ก็มีคำอธิบายออกมาว่าเป็นเรื่องที่ใครๆเขาก็ทำกัน โดยไม่ผิดกฎหมาย

ทั้งพรรคไทยรักไทยก็ยังเก่งในเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนที่เร้าอารมณ์มากกว่าเหตุผลว่า นักการเมืองยุคไหนพรรคไหนก็โกงด้วยกันทั้งนั้น แต่คนที่ทำงานเก่ง ย่อมดีกว่าคนที่ทำงานไม่เป็น

วัฒนธรรมแบบเจ้าขุนมูลนาย และระบบการศึกษาที่สอนแบบท่องจำ อย่างล้าหลังด้อยประสิทธิภาพ ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้ฝึกการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุผล และสภาพสังคมโดยทั่วไป ไม่ส่งเสริมการอ่าน การเรียนรู้ การคิด วิเคราะห์ ประชาชนส่วนใหญ่จึงมักคิดจากผลประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น และใช้อารมณ์ความรู้สึกแบบลัทธิพรรคพวก, เชื่ออะไรง่ายๆสุดขั้วทางใดทางหนึ่ง แบบถ้าไม่ใช่ขาวก็ต้องดำ มากกว่าการรู้จักคิดวิเคราะห์อย่างวิพากษ์วิจารณ์ แยกแยะข้อดีข้อเสียอย่างรอบด้าน

ทั้งรัฐบาลทักษิณก็ลงมือทำโครงการต่างๆที่ทำให้ประชาชนได้เห็นและได้สัมผัสจริง คือหมุนเงินเก่ง สร้างหนี้เก่ง สร้างเงินมาให้ประชาชนได้ใช้จ่ายได้จริงด้วย แม้จะเป็นโครงการผันเงินให้ประชาชนแต่ละครัวเรือนแบบเบี้ยหัวแตกและทำอย่างลวกๆ รีบร้อน ที่ทำให้ประชาชนนำเงินกู้ที่ได้มาง่ายๆไปใช้บริโภค เอาไปหมุนเวียนใช้หนี้ หรือลงทุนแบบรีบร้อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้เงินกู้ให้หมดไปโดยไม่มีรายได้กลับคืนคุ้มกับดอกเบี้ย

แต่เนื่องจากประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนทางเศรษฐกิจ มักมองปัญหาและผลประโยชน์เฉพาะหน้าระยะสั้น ประชาชนที่มีโอกาสได้เงินกู้มาอย่างง่ายๆ (เฉพาะคนที่มีเส้นสายหรืออยู่ในหมู่บ้านเล็กที่มีการแบ่งสรรเงินกู้ได้ทั่วถึงหน่อย)จึงสนใจประโยชน์ที่ได้เฉพาะหน้า มากกว่าที่คิดว่า การเป็นหนี้นั้น ถ้าประชาชนไม่สามารถนำเงินกู้ที่ได้มาไปลงทุนได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มกว่าดอกเบี้ยแล้ว ในระยะกลาง ระยะยาวจะเกิดผลเสียอย่างไรบ้าง

ประชาชนควรได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร 2 ด้านว่า นโยบายการบริหารแบบทักษิณในรอบ 5 ปี(2544-2549)ที่ว่าทำให้เศรษฐกิจฟื้นฟูได้ ทำให้ประชาชนได้กู้ยืม มีเงินจับจ่ายใช้สอยกันคล่องมือมากกว่าเดิมนั้น เป็นการอัดฉีดหมุนเงินที่มาจากภาษีประชาชน รวมทั้งเงินในอนาคต เช่นการออกพันธบัตรเงินกู้ของรับบาล ทำให้ทั้งรัฐบาลและประชาชนเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโดยรวมของทั้งประเทศอาจเติบโตได้ในระยะสั้นๆเท่านั้น แต่ในระยะกลางและระยะยาว การพัฒนาเศรษฐกิจทั้งประเทศจะขาดสมดุล และขาดประสิทธิภาพ ทั้งประเทศเป็นหนี้เพิ่มขึ้นสูงกว่าความสามารถในการผลิตและการจ้างงานใหม่ ที่จะมีก่อผลเสียตามมาภายหลัง

เพราะถ้าประชาชนไม่ได้รับข้อมูลทั้ง 2 ด้าน ก็จะทำให้พวกเขามองเห็นแต่ผลดี(ระยะสั้น)ด้านเดียว แต่มองไม่เห็นผลเสียในระยะยาว

ความผิดพลาดของระบอบทักษิณ1 ระบอบทักษิณ หมายถึงนโยบายและพฤติกรรมการบริหารประเทศแบบทักษิณที่มีลักษณะเฉพาะ คือเน้นการเปิดเสรีทางด้านการลงทุนและการค้าให้กับทุนข้ามชาติ และทุนขนาดใหญ่ สร้างโครงการให้เงินกู้เพื่ออัดฉีดการลงทุนและการบริโภคสู่ประชาชนชั้นล่างอย่างมากมาย ทั้งเพื่อหาเสียงและเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทุนนิยมบริโภคที่จะย้อนกลับไปเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจของพวกตน ระบอบทักษิณยังเป็นระบอบที่มีการเล่นพรรคเล่นพวก การฉ้อโกง หาผลประโยชน์ทับซ้อนโดยไม่คำนึงผลกระทบใดๆ มุ่งความเติบโตของผลผลิตภัณฑ์มวลรวมอย่างสุดโต่ง ไม่สนใจการกระจายที่เป็นธรรม ไม่สนใจการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรมดั้งเดิม

ระบอบทักษิณในรอบ 6 ปี ทำให้เกิดข้อเสียในระยะกลางและระยะยาวสำหรับคนไทยทั้งประเทศอย่างน้อย 8 ประเด็น คือ

1. การที่กลุ่มธุรกิจชินวัตรปกปิดโยกย้ายถ่ายเทการขายหุ้นจากบริษัทแอมเพิลริชที่จดทะเบียนในประเทศที่เป็นแหล่งฟอกเงิน ไปให้ลูกชายและลูกสาวคุณทักษิณ เพื่อที่จะขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป 73000 ล้านบาทให้กลุ่มเทมาเส็กจากสิงคโปร์ ในตลาดหลักทรัพย์ โดยเลี่ยงการเสียภาษีที่อาจต้องจ่ายถึง 30% หรือ 2 หมื่นกว่าล้านบาท ถ้าเป็นกรณีที่บริษัทหนึ่งขายให้อีกบริษัทหนึ่ง ส่อเจตนาการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงหลักการว่าผู้ได้ประโยชน์จากแผ่นดิน ควรเสียภาษีให้แผ่นดินส่วนรวม เป็นพฤติกรรมที่ไม่คำนึงถึงจริยธรรม และความรับผิดชอบในฐานะผู้นำประเทศ แม้แต่นักธุรกิจทั่วไปก็ควรรับผิดชอบเรื่องการเสียภาษีในฐานะพลเมืองดี ยิ่งเป็นผู้นำประเทศ ยิ่งควรมีมาตรฐานทางจริยธรรมสูงกว่านักธุรกิจทั่วไป ไม่ใช่อ้างว่าตลาดหลักทรัพย์มีกติกาที่เปิดช่องนี้ให้ใครๆเขาก็ทำกัน

2. การที่กลุ่มธุรกิจชินวัตรขายกิจการทั้งบริการดาวเทียม และสถานีโทรทัศน์ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทชินคอร์ปให้กับต่างชาติ ทั้งๆที่เป็นกิจการเกี่ยวกับสาธารณสมบัติที่สงวนไว้สำหรับคนไทย เพราะเกี่ยวพันกับทั้งความมั่นคง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม ของประเทศ เป็นการมุ่งเลี่ยงการเสียภาษีและหากำไรส่วนตัว จนลืมคิดประเด็นที่ว่า นี่เป็นการทำลายสาธารณะสมบัติ และผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งผู้นำไม่ควรทำเช่นนั้น แม้แต่นักธุรกิจที่รักชาติโดยทั่วไปก็ไม่ควรทำ (มีผู้ให้ข้อมูลภายหลังว่า กลุ่มชินวัตรตั้งใจขายกิจการโทรศัพท์ของชินคอร์ปให้กลุ่มเทมาเส็กมากกว่า แต่ที่ต้องขายพ่วง 2 บริษัทลูกนี้ไปด้วยก็เพียงเพื่อเลี่ยงการเสียภาษี และพวกเขาวางแผนจะซื้อคืน 2 บริษัทลูกนี้ภายหลัง ถึงข่าวนี้จะเป็นจริง ก็สะท้อนความคิดแบบใช้เล่ห์กระเท่ห์เพื่อเลี่ยงการเสียภาษีของกลุ่มชินวัตรอยู่ดี)

3.รัฐบาลทักษิณหาผลประโยชน์ทับซ้อนจากการใช้อำนาจหน้าที่การเป็นเจ้าหน้าที่ ไปเอื้ออำนวยผลประโยชน์ส่วนตัวของตนทุกวิถีทาง เช่น ลดค่าใช้จ่ายให้บริษัทเอไอเอส ที่รับสัมปทานคลื่นโทรศัพท์จากรัฐ ด้วยการออกกฎหมายให้เปลี่ยนจากการจ่ายสัมปทานให้รัฐตามส่วนแบ่งกำไรเป็นการจ่ายภาษีสรรพสามิต (ซึ่งเป็นการกีดกันคู่แข่งรายใหม่ไปในตัว) ลดภาษีอุปกรณ์ดาวเทียมให้บริษัทชินแซทเทลไลท์ ลดค่าสัมปทานเพื่อจะได้จ่ายให้รัฐลดลง และปรับผังรายการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีจากที่เป็นรายการข่าวและสารคดี เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศมาเป็นรายการบันเทิงเพื่อหากำไรของเอกชน บีบการบินไทยให้ยกเลิก,ลดเส้นทางการบินบางสายเพื่อเปิดทางให้สายการบินแอร์เอเซีย (ที่กลุ่มชินวัตรถือหุ้นราวครึ่งหนึ่ง)ทำกำไรเพิ่มขึ้น รัฐบาลทักษิณยังบอกให้ธนาคารEXIMของรัฐปล่อยสินเชื่อแก่รัฐบาลพม่าเพื่อให้มาซื้อบริการของชินแซทเทลไลท์ รีบเปิดเจรจาการค้าเสรีกับบางประเทศ เพื่อผลประโยชน์ของธุรกิจโทรคมนาคม รถยนต์ และกิจการอื่นๆของบริษัทตนเอง และพรรคพวก แปรรูปรัฐวิสาหกิจผูกขาดที่ได้กำไรดีอย่างปตท.เป็นของเอกชนและให้พรรคพวกตนได้ซื้อหุ้นในราคาทุน ใช้กระทรวงการคลังและพรรคพวกเข้าไปยึดกิจการบริษัททีพีไอ(ที่มีปัญหาการปรับโครงสร้างหนี้หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำปี 2540) จากเจ้าของเดิมฯลฯ พฤติกรรมทั้งหมดนี้ทำให้บริษัทในเครือชินคอร์ป และบริษัทพรรคพวกในรัฐบาลมีทั้งผลกำไร และทรัพย์สินจากราคาหุ้นเพิ่มหลายเท่าในเวลาแค่ 5 ปีแรกที่พวกเขาได้เป็นรัฐบาล

4. รัฐบาลทักษิณแทรกแซงองค์กรอิสระเช่น กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ, ปปช. เพื่อให้ปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ใช้อำนาจหน้าที่การเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหาผลประโยชน์จากตลาดหลักทรัพย์ การเงิน การธนาคาร การซื้อขายที่ดิน การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ การแปรรูปเพื่อจะได้เข้าไปถือหุ้นรัฐวิสาหกิจผูกขาดเช่น ปตท. การใช้อภิสิทธิ รู้ข้อมูลภายใน ฉ้อฉล หาคอมมิชชัน และทำกำไรเกินควร การหาผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยวิธีการต่างๆแบบใช้เล่ห์เหลี่ยมสูง แม้จะไม่ผิดกฎหมาย หรือเลี่ยงกฎหมาย แต่เป็นผลเสียหายต่อประเทศทั้งในแง่ความไม่เป็นธรรม และการไม่ส่งเสริมการพัฒนาประสิทธิภาพ และการแข่งขันที่เป็นธรรม ทำให้เกิดตัวอย่างที่เลวต่อภาคธุรกิจเอกชน ดึงให้นักธุรกิจต้องวิ่งเข้าหาอำนาจรัฐ และกลั่นแกล้งธุรกิจที่ไม่ยอมสยบให้ หรือแบ่งผลประโยชน์ให้น้อย ก่อให้เกิดความปั่นป่วน ความไม่มีหลักเกณฑ์ที่โปร่งใส การขาดความน่าเชื่อถือ เพราะไม่มีธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ เป็นผลเสียหายต่อการพัฒนาประเทศโดยรวม ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าที่กลุ่มธุรกิจชินวัตรได้ผลกำไรส่วนเกินแบบผิดปกติหลายเท่า

5. รัฐบาลทักษิณดำเนินนโยบายโครงการกระจายเงินกู้และโครงการต่างๆที่ประชาชนระดับล่างสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง และแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้างแบบสร้างภาพ หาเสียง และหมุนเงินให้ไหลกลับมาให้ตัวเองและพวก ทั้งที่เป็นงบประมาณจากภาษีของประชาชน และการกู้ยืม และออกพันธบัตรเพื่อเอาเงินอนาคตมาใช้ แต่วิธีการใช้จ่ายงบประมาณ และการประชาสัมพันธ์ ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณคุณทักษิณและพรรคไทยรักไทย

โครงการส่วนใหญ่ เป็นโครงการปล่อยเงินกู้รายย่อยให้ประชาชนเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายเงินเพื่อการบริโภค และการลงทุนแบบเร่งผลิตสินค้าไปขาย เพื่อให้เงินหมุนเวียนกลับมาสู่ธุรกิจค้าขายของตนและพรรคพวก (เช่นโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ บริษัทเงินทุนปล่อยสินเชื่อ ฯลฯ) และเพิ่มการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมแบบฉาบฉวย ไม่ได้มุ่งพัฒนาคน และชุมชน ให้มีความรู้ความสามารถด้านการจัดการ มีการรวมกลุ่ม เพิ่มความเข้มแข็งของกลุ่มและชุมชนที่จะมีอำนาจต่อรองกับระบบพ่อค้าผูกขาดได้อย่างแท้จริง อาจมีเกษตรกรหรือผู้ประกอบอาชีพรายย่อยที่บริหารจัดการได้เก่งบางคนได้ประโยชน์จากบางโครงการบ้าง แต่เป็นส่วนน้อย

โครงการเหล่านี้โดยส่วนใหญ่แล้วมีผลในการทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้แต่บริโภค และเป็นหนี้เพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าการเพิ่มของรายได้ที่แท้จริง และทำให้ประชาชนติดนิสัยพึ่งพาอยู่ภายใต้อุปถัมภ์นักการเมือง และรัฐบาล โดยประชาชนไม่ตระหนักว่างบประมาณของโครงการเหล่านั้นมาจากภาษี และการถลุงสาธารณะสมบัติซึ่งจริงๆแล้วเป็นของประชาชนและลูกหลาน ไม่ใช่งบประมาณจากคุณทักษิณหรือรัฐบาลไทยรักไทย

6. รัฐบาลใช้งบประมาณและกำลังคนส่วนใหญ่ทุ่มเทด้านส่งเสริมการลงทุน และการค้ากับต่างประเทศ ทำให้ต่างชาติ ทั้งสิงคโปร์และประเทศอื่นเข้ามายึดครองกิจการในไทยร่วมกับนายทุนใหญ่ กลุ่มรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง ตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำปี 2540 เป็นต้นมาโดยเฉพาะในช่วง5-6ปี ของรัฐบาลทักษิณ(2544-2549) ทั้งธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินอื่นๆ อุตสาหกรรมยานยนต์ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรมและอื่นๆ แม้รัฐบาลอ้างว่าดำเนินนโยบายแบบ 2 ทางไปพร้อมกัน คือ ทั้งส่งเสริมการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ความจริงคือเป็นทางด่วนซุปเปอร์ไฮเวย์สำหรับนายทุนต่างชาติ แต่เป็นทางลูกรังแคบๆสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ที่ยากจน

การขาดดุลการค้า(มูลค่าสั่งเข้าสูงกว่ามูลค่าส่งออก) ที่เปลี่ยนเป็นเกินดุลแทนหลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำปี 2540 เริ่มกลับเข้ามาใหม่ เพราะนโยบายส่งเสริมการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมแบบประกอบรูป ยิ่งทำให้ยิ่งส่งออกมาก ก็ต้องสั่งเข้าเครื่องจักร น้ำมัน วัตถุดิบมาก และยิ่งการลงทุนเป็นของต่างชาติมากขึ้น พวกบริษัทต่างชาติก็จะสั่งซื้อวัตถุดิบ, ชิ้นส่วนบริษัทเครือข่ายของเขาในต่างประเทศมากขึ้น

ดังนั้น เงินที่ไหลเข้าประเทศไทยในช่วง 5-6 ปีของรัฐบาลทักษิณ จึงเป็นภาวะชั่วคราว แต่ในระยะต่อไป เงินกำไร,ดอกเบี้ย รวมทั้งทุนที่มาลงก็จะต้องไหลกลับออกไปนอกประเทศ ขณะที่ทรัพยากรในประเทศถูกทำลาย แรงงานถูกเอาเปรียบ ทั้งรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชนเป็นหนี้เพิ่มขึ้น (ทั้งหนี้ต่างประเทศ และหนี้ในประเทศ) ช่องว่างระหว่างคนรวยส่วนน้อยกับคนจนส่วนใหญ่ขยายมากขึ้น

7. นโยบายการบริหารประเทศทั้งหมดของรัฐบาล เป็นการพัฒนาที่เน้นการลงทุนการกู้เพื่อเพิ่มความเติบโตของสินค้าและบริการ แบบกอบโกย (ผลประโยชน์ส่วนตัว) และล้างผลาญ (ทรัพยากรส่วนรวม) ซึ่งเป็นทิศทางที่ตรงข้ามกับการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่มุ่งผลิตเพื่อกินเพื่อใช้เท่าที่จำเป็นโดยสิ้นเชิง นโยบายที่มุ่งแปลงทุกอย่างเป็นเงินและสินค้า ทำลายทรัพยากรส่วนรวมและสภาพแวดล้อมอย่างมหาศาล การขายทรัพย์สมบัติสาธารณะ เช่น ปตท. รัฐวิสาหกิจผูกขาดที่ทำกำไรได้ดีให้กลายเป็นของเอกชนทั้งต่างชาติและนายทุนใหญ่ ทำให้ประชาชนที่เคยเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจเสียประโยชน์ เงินปันผลกำไรเข้ารัฐลดน้อยลง ตกไปเป็นของกลุ่มทุนใหญ่ที่เป็นพรรคพวกรัฐบาลและทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น

8. นโยบายพัฒนาประเทศของรัฐบาลทักษิณที่เน้นแต่เรื่องการค้า การลงทุน การบริโภค และใช้สื่อโหมเรื่องนี้ตลอดเวลา ทำให้ประชาชน และโดยเฉพาะเยาวชนถูกครอบงำเรื่องการบริโภค การเป็นหนี้ การแสวงหาเงินทองทุกวิถีทาง จนเกิดปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคมด้านต่างๆ และความเสื่อมเสียทางด้านจริยธรรม ศีลธรรมไปทุกวงการและทุกระดับ เป็นความเสียหายร้ายแรงทั้งด้านทรัพยากร และจิตใจของผู้คน ที่ทั้งชนชั้นนำประชาชนมองไม่เห็นว่าจริงๆแล้วเกิดจากนโยบายพัฒนาประเทศที่เน้นแต่หาเงินและความเติบโตทางวัตถุนั่นเอง เพราะมันมีความเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน

แต่ทั้งรัฐบาลและประชาชนมักจะมองเห็นและกล่าวโทษเฉพาะปรากฏการณ์ที่เห็น ซึ่งเป็นการมองแบบแยกส่วนเช่น รายการโทรทัศน์แบบมอมเมาให้คนแข่งขันหาเงิน หลงใหลการบริโภค การเปิดสถานบันเทิงโดยไม่เข้มงวดเรื่องห้ามเด็กเข้า, การเปิดขายเหล้าอย่างเสรี ฯลฯไม่ได้เห็นปัญหาเชื่อมโยงกันรัฐบาลจึงแก้ไขปัญหาและแก้ไขแบบแยกส่วนเป็นจุดๆ แบบต่างคนต่างทำ ไม่เห็นปัญหาอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวม เช่นการปราบปรามอบายมุขแบบปากว่าตาขยิบ เพิ่มงบประมาณให้พระหรือให้โรงเรียนอบรมศีลธรรมเพิ่มขึ้นฯลฯ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่อาจแก้ไขหรือแม้แต่ลดปัญหานี้ได้ เพราะตัวนโยบายการบริหารแบบทักษิณที่เน้นการแข่งขันหาเงินเพื่อการบริโภคสูงสุด คือตัวการสร้างค่านิยมแบบเห็นแก่ได้ ที่นำไปสู่ปัญหาความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมให้เยาวชน และประชาชนทั้งประเทศ

ความผิดพลาดของระบอบทักษิณที่ทำให้ความเสียหายทางเศรษฐกิจสังคมอย่างน้อย 8 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น เป็นความเสียหายที่ร้ายแรงกว่าแค่ประเด็นการซุกหุ้น และการเลี่ยงภาษีของกลุ่มธุรกิจชินวัตร แม้แนวนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมจะเป็นแนวทางที่รัฐบาลชุดอื่นๆก็ทำและสร้างปัญหาด้วยเช่นกัน แต่รัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลที่เร่งรัดและการพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างสุดโต่ง ทั้งยังมีการคอรัปชั่น การหาประโยชน์ทับซ้อนอย่างมหาศาล จึงเร่งให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและวิกฤติในสังคมเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดยิ่งกว่ารัฐบาลชุดอื่น 2

ประชาชนที่ตื่นตัว รู้ข้อมูลข่าวสารค่อนข้างดีและประชาชนส่วนใหญ่ ต้องช่วยกันศึกษา และอธิบายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า คำบอกเล่าว่ารัฐบาลทักษิณทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นนั้น แท้จริงเป็นเพียงการเร่งรัดถลุงทรัพย์สินของชาติ (รวมทั้งที่ควรรักษาไว้ให้ลูกหลาน)เพื่อกระตุ้นการผลิตและการบริโภคสินค้าให้เติบโตระยะสั้น และช่วยให้กลุ่มนายทุนที่เป็นพวกรัฐบาลได้กำไรสูงกว่าประชาชนหลายร้อยเท่า

การเร่งกระตุ้นการลงทุนการผลิตการบริโภค ทำให้ทรัพย์สินชาติเสียหาย ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพแวดล้อมถูกทำลาย จนขาดความสมดุลทั้งทางธรรมชาติและสังคมวัฒนธรรม การกระจายทรัพย์สิน รายได้ การศึกษาข้อมูลข่าวสารมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงเพิ่มขึ้น รวมทั้งประชาชนยังถูกแบ่งแยกเป็น 2 ขั้ว ที่ขัดแย้งกันอย่างสุดโต่งโดยที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลเพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศเกิดความสับสนที่ขาดทิศทางการพัฒนาอย่างเป็นเอกภาพ

หากชนชั้นนำและประชาชนยังไม่เข้าใจปัญหานี้ และยังคงเดินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวรัฐบาลทักษิณต่อไป ก็มีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายและวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำที่รุนแรงขึ้นในวันข้างหน้า

Advertisements
 

2 responses to “ภาคหนึ่ง : วิพากษ์ระบอบทักษิณ

  1. thummachon

    ตุลาคม 31, 2008 at 11:01 am

    นับถือจริง ๆ ครับ

    ขอให้ท่านอาจารย์มีสุขภาพแข็งแรงและต่อสู้มั่นคง

    รักษาความดีงามเช่นนี้ไว้ให้ลูกหลาน

    ช่วงนี้ คนดีไม่คงทน เห็นเยอะแล้ว

    ขอท่านจะแข็งแกร่งดังหินผา

    ให้ลูกหลานพึ่งพาอาศัย เป็นปัญญานำทางครับ

     
  2. ชมรมศึกษาผลงานฯ

    พฤศจิกายน 5, 2008 at 3:29 pm

    ขอบคุณคุณ thummachon คุณไม่ผิดหวังแน่นอน

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: