RSS

Daily Archives: กรกฎาคม 7, 2007

พรรคแนวใหม่ต้องมีนโยบายก้าวหน้าและพึ่งฐานมวลชนมากกว่าพรรคแนวเก่าฉบับปรับปรุง


 โยบายที่เป็นแนวคิดหลัก

  1. ปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เป็นระบบผสม ระหว่างระบบตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม กับระบบสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชนและ บริษัทมหาชนที่พนักงานและประชาชนถือหุ้นใหญ่และร่วมบริหาร เน้นการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพึ่งพาตนเองหรือแบบพอเพียงในระดับประเทศเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้น ลดการพึ่งพาทุนและการค้ากับบริษัทข้ามชาติลง และเพิ่มการจ้างงานและใช้ทรัพยากร ใช้ภูมิปัญญาคนในชาติ พิทักษ์ผลประโยชน์ชุมชนและชาติมากกว่าของกลุ่มทุน เน้นการกระจายทรัพย์สิน รายได้ที่เป็นธรรม และเพื่อความสุขประชาชาติ มากกว่าตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม

  2. ปฏิรูปการเมืองและการบริหารแผ่นดินให้เป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงเพิ่มขึ้น เช่น แก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบเปิดที่เปิดทางให้การเมืองภาคประชาชนมีบทบาทเพิ่มขึ้น ลดการผูกขาดครอบงำอำนาจ ทุน ความรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยนักธุรกิจการเมือง สร้างมาตรป้องกันและปราบคอรัปชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ลงโทษตัวบุคคลบางคน

  3. ปฏิรูปการศึกษา และสื่อมวลชนให้มีคุณภาพ ทำให้ประชาชน คิด วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างฉลาด ใจกว้าง มีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ปฏิรูปการสาธารณสุข ระบบประกันสังคม และสวัสดิการสังคมให้ประชาชนมีความสุข ความพอใจ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ยอมรับความแตกต่าง และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรม

  4. พัฒนาพลังงานทางเลือก เกษตรทางเลือก สาธารณะสุขทางเลือก การใช้ภูมิปัญญา และเทคโนโลยีทางเลือกอื่น ๆ ที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขในระดับพอเพียง ฟื้นฟู และอนุรักษ์ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม ให้เกิดความสมดุล และการพัฒนาที่ยั่งยืน

  5. ส่งเสริมพัฒนาเด็ก และเยาวชน สถาบันครอบครัว กลุ่ม องค์กร ชุมชน ให้รู้จักการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างฉลาด มีวินัยและมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม พัฒนาการจัดตั้งองค์กรภาคสังคมประชา เช่น สหภาพแรงงาน สหกรณ์ องค์กรบริหารท้องถิ่น สมาคมอาชีพ สื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรศาสนา ฯลฯ ให้มีความเข้มแข็ง มีอำนาจต่อรองกับภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนได้ และมีบทบาทในการพัฒนาชุมชน และประเทศอย่างเสมอภาค และยั่งยืนเพิ่มขึ้น
      นโยบายทั่วไป

            มุ่งกอบกู้สังคมที่กำลังมีปัญหา การผูกขาดอำนาจ คอรัปชั่น ใช้อำนาจในทางที่ผิด การเอารัดเอาเปรียบ และความเหลื่อมล้ำสูง ทางเศรษฐกิจสังคม  ปัญหาวิกฤติทางสังคม วัฒนธรรม เนื่องจากมีการสร้างค่านิยมแบบเห็นแก่ตัว เห็นแก่การบริโภค ประโยชน์ส่วนตัว ที่นำไปสู่การแข่งขันแบบตัวใครตัวมัน โรคจิตประสาท ความเครียด และปัญหาความตกต่ำเสื่อมโทรมสังคม

      เพื่อฟื้นฟู สังคมที่เป็นประชาธิปไตย ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเป็นสังคมที่เจริญงอกงามอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง ประเทศพึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีสันติธรรม และอย่างยั่งยืน

    นโยบายรูปธรรม 10 ข้อ

      1. นโยบายด้านการเงิน และการลงทุน

          ทบทวนและชลอการตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีเพื่อปกป้องผลประโยชนของเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภคของไทย จำกัดภาระหนี้ และการพึ่งการลงทุนจากต่างประเทศ ให้เหลือเท่าที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ เพื่อให้ประชาชนไทยเวลาที่จะพัฒนาตนเองและความสามารถในการไปแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลกได้โดยไม่เสียเปรียบ
          รัฐบาล เลิกค้ำประกันหนี้ภาคเอกชนให้เจ้าหนี้ต่างชาติ และเลิกอุดหนุนธนาคาร สถาบันการเงินที่บริหารผิดพลาด จัดตั้งสถาบันประกันผู้ฝากรายย่อย เพื่อช่วยเหลือผู้ฝากที่บริสุทธิ์ กรณีธนาคารแห่งหนึ่งแห่งใดมีปัญหาถึงขั้นต้องล้มละลาย ธนาคาร สถาบันการเงินไหนบริหารไม่ดี ก็เป็นเรื่องของเอกชนต่อเอกชนที่จะต้องแก้ไขปัญหากันเอง ไม่ใช่เอาเงินประชาชนทั้งประเทศไปอุ้มคนรวย
          ปฏิรูปธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ ลดต้นทุน และลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง กระจายสินเชื่อสู่สาขาเกษตร ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อมเพิ่มขึ้น ปฏิรูปธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาภาคชนบทอย่างแท้จริง แก้ไขกฎหมายเปิดทางให้กลุ่มออมทรัพย์ มหกรรมออมทรัพย์เติบโตเป็นธนาคารชุมชน  ธนาคารท้องถิ่นได้ ให้มีการตั้งธนาคาร สถาบันการเงิน เฉพาะกิจเช่น ธนาคารอิสลาม ธนาคารเพื่อการพัฒนาที่ดิน ฯลฯ เพิ่มขึ้น ได้ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีช่องทางการออมและการลงทุนอื่น ๆ เช่น การขยายระบบประกันสังคมให้ทั่วถึง การซื้อพันธบัตร การซื้อหุ้นรัฐวิสาหกิจ

      2. นโยบายด้านการคลัง และการจัดตั้งงบประมาณ

            ปฏิรูประบบภาษีอากรและการจัดสรรงบประมาณ ให้เกิดความเป็นธรรมแก่คนส่วนใหญ่ และเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคประชาชน เช่น เก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ในอัตราก้าวหน้า เก็บภาษีผู้เดินทางไปต่างประเทศ เพิ่มภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศ ลดหรือยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าจำเป็น และสินค้าเพื่อการศึกษา ลดหย่อนภาษีรายได้ทั้งบุคคลและนิติบุคคล เพื่อการศึกษาอบรม การวิจัยและพัฒนามากขึ้น

      จัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษา สาธารณสุข การพัฒนาชนบท และชุมชน ผู้มีรายได้น้อยในเมือง และสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้น และต้องควบคุมให้มีการใช้จ่ายงบประมาณ อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส 

      3. นโยบายพัฒนาการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และอุตสาหกรรม

            ทบทวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเน้นที่การปฏิรูปให้พนักงาน ประชาชน

และองค์กรประชาชนถือหุ้นในสัดส่วนที่สูง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และการบริการ เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

           ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และความช่วยเหลือทางภาษีและด้านอื่น ๆ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางที่ใช้วัตถุดิบ และการจ้างงานในประเทศสูง เพื่อให้ก่อมูลค่าเพิ่มในประเทศสูง ทำให้เศรษฐกิจ และตลาดภายในประเทศขยายใหญ่ขึ้นได้

           ส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาก และทำลายสิ่งแวดล้อมน้อย การส่งเสริมการลงทุนหรือทำโครงการใด ๆ ต้องคิดต้นทุนทางสังคม (สิ่งที่สังคมต้องเสียในระยะยาว) ไม่ใช่คิดแค่ต้นทุน และผลกำไรของธุรกิจหรือโครงการ ต้องบังคับในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายลงทุนด้านการกำจัดสารพิษ และการอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น

           พัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเน้นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนภูมิปัญญาไทย ด้านการแพทย์ทางเลือก เกษตรทางเลือกและการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม

           แก้ไขกฎหมายแรงงานให้ก้าวหน้า พัฒนาทักษะ และความรู้แรงงาน ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพคนงาน และการตั้งสหภาพแรงงาน คุ้มครองและรักษาสวัสดิภาพ พัฒนาระบบประกันสังคมบริการให้กว้างขวาง ครอบคลุมคนทำงานในอุตสาหกรรมขนาดเล็ก และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ครอบคลุมการประกันการว่างงาน ผลักดันให้ต้องมีการฝึกอบรมคนใหม่ และนโยบายการพัฒนาที่ต้องเน้นการจ้างงานและเทคโนโลยี่ที่เหมาะสมมากกว่าการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ คอมพิวเตอร์แบบไฮเทคเกินความจำเป็น

  •  
    • นโยบายปฏิรูปประสิทธิภาพ และความโปร่งใสของการเมืองและการบริหารราชการ

            แก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบให้ประชาชนมีบทบาทควบคุมดูแล และถอดถอนนักการเมืองได้มากขึ้น ปฏิรูปวิธีการคัดเลือกคณะกรรมการอิสระชุดต่าง ๆ ให้โปร่งใส

ยุติธรรม สนับสนุนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและองค์กรอิสระอื่น ๆ มีงบประมาณ และทำงานได้อย่างอิสระ และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

          รณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ ความตื่นตัว ในเรื่องการจัดตั้งองค์กรเพื่อตรวจสอบควบคุม ถ่วงดุลอำนาจภาครัฐบาล และภาคธุรกิจเอกชนได้อย่างเข้มแข็งขึ้น

          ลดขนาดระบบข้าราชการให้เล็กลง เปลี่ยนรูปแบบการบริหารงานบางอย่างให้เป็นองค์กรมหาชนและการร่วมมือกับองค์กรอื่นเพิ่มขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มเงินเดือน แรงจูงใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างกลไกการตรวจสอบการประสานงาน เพื่อลดการคอรัปชั่น การใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยุติธรรม

          5. นโยบายแก้ปัญหาเกษตรกรขาดที่ทำกิน เป็นหนี้สิน ประสิทธิภาพต่ำ ขายพืชผลได้ราคาต่ำ

            ปฏิรูปกองทุนหมู่บ้าน กองทุนแก้ปัญหาหนี้เกษตรกร กองทุน พัฒนาชนบท และชุมชนต่าง ๆ รวมทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นระบบเดียวกัน หรือเป็นเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันอย่างเห็นภาพรวมและแก้ไขที่รากเหง้าของปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอย่างครบวงจร เช่น แก้ทั้งเรื่องปัจจัยการผลิตลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และการตลาด

            ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปโครงการปลูกป่าไม้โตเร็วทั่วทั้งประเทศทั้งในรูปหน่วยงานรัฐ

สหกรณ์ องค์กรประชาชน และธุรกิจเอกชน ปฏิรูปการเกษตรในทุก ๆ ด้าน ทำให้เกษตรกรมีที่ทำกิน มีแหล่งน้ำ มีทุนทรัพย์ ความรู้ความสามารถในการจัดการ

            สร้างระบบสหกรณ์และเศรษฐกิจชุมชนที่พึ่งตนเองได้ให้มีสัดส่วนสูงขึ้น

            ส่วนเกษตรกรบางกลุ่ม บางพื้นที่ที่มีความเหมาะสมจะผลิตเพื่อขายได้ก็ต้องช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความเข้มแข็งของกลุ่มให้มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าได้เพิ่มขึ้น

  •  
    • นโยบายด้านการศึกษา สื่อมวลชน และศิลปวัฒนธรรม

            ผ่าตัดปฏิรูปโครงสร้างการจัดการศึกษาทั้งในระบบ และนอกระบบโดยเน้นด้านคุณภาพของกระบวนการเรียนรู้ (รักการอ่าน การใฝ่การเรียนรู้ เรียนเป็น คิดเป็น) และกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นธรรม ส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตย และสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น เน้นการพัฒนาให้นักเรียนนักศึกษาและคนทั่วไป ได้พัฒนาความฉลาดทุกด้าน รวมทั้งความฉลาดทางอารมณ์ มีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม มีค่านิยมที่สร้างสรรค์ เป็นประชาธิปไตย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากขึ้น

            ปฏิรูปสื่อของรัฐบาลให้เป็นสื่อของประชาชนมากขึ้น สื่อของเอกชนต้องมีการตรวจสอบควบคุมถ่วงดุลอำนาจ ให้ลดการเป็นสื่อเพื่อการค้า ทำให้เป็นสื่อที่มีสาระประโยชน์มากขึ้น ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ทั้งทางสื่อต่าง ๆ หนังสือ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยส่งเสริมสื่อทุกอย่างให้มีคุณภาพ มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ต้นทุนต่ำลงประชาชนเข้าถึงมากขึ้น ปฏิรูปส่งเสริมการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาการศาสนาให้มีบทบาทที่สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตประชาชนมากขึ้น

      7. นโยบายแก้ไขปัญหาทางสังคมเช่น ยาเสพติด อาชญากรรม โสเภณี และปัญหาของผู้ด้อยโอกาสทางสังคมในด้านต่าง ๆ

            แก้ไขที่รากเหง้าของปัญหา ทั้งในเชิงป้องกันและปราบปราม คือต้องปฏิรูประบบสังคมสงเคราะห์ และการแก้ไขปัญหาการพัฒนาทางสังคม กระจายการศึกษา และข้อมูลข่าวสารด้านยาเสพติด และอบายมุขอื่น ๆ ให้มีคุณภาพ และเข้าถึงคนได้มากขึ้น ปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมเพื่อกระจายทรัพย์สินรายได้ สวัสดิการ ให้เป็นธรรมมากขึ้น ปกป้องไม่ให้คนยากจน คนมีปัญหาถูกทอดทิ้ง หรือมีโอกาสเป็นเหยื่อของผู้ค้ากำไรจากอบายมุขได้ง่าย

            ในด้านการปราบปรามอบายมุข ต้องผ่าตัดปฏิรูประบบราชการโดยเฉพาะตำรวจและผู้เกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง ขจัดและลงโทษตำรวจ ทหาร ข้าราชการและนักการเมืองที่ทุจริตฉ้อฉลในเรื่องอบายมุขอย่างไม่เห็นแก่พรรคพวก สร้างระบบป้องกัน และตรวจสอบที่ดี ทำลายระบบการหากำไรจากการขายยาเสพติด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ โดยการแยกผู้เสพจากผู้ค้า และรัฐลงทุนด้านสร้างศูนย์บำบัด รับคนเข้ามารับการรักษาพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทช่วยป้องกันและแก้ปัญหาทางสังคมเพิ่มขึ้น

      8.นโยบายสาธารณสุข สภาพแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

            ปฏิรูประบบสาธารณสุข และสภาพแวดล้อม อย่างเชื่อมโยงเป็นองค์รวม โดยเน้นการป้องกัน และการส่งเสริมแพทย์ทางเลือก ( การกินอาหารชีวจิต สมุนไพร การออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ ฯลฯ) ควบคู่กับความรู้แผนใหม่ การกระจายความรู้ และบริการ ให้ประชาชนทั่วไปช่วยตัวเองได้อย่างทั่วถึง และส่งเสริมการผลิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในระดับต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ส่งเสริมลงทุนด้านศูนย์ดูแลเด็ก คนชรา ให้มีคุณภาพมากขึ้น จะช่วยเพิ่มการจ้างงานและเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนไทยได้มาก

            เน้นการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทางเลือก โดยเฉพาะเรื่องพลังงานทางเลือกการแพทย์ สาธารณสุขทางเลือก เกษตรทางเลือก ที่มีความเหมาะสมกับทรัพยากรของประเทศและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่

  •  
    • นโยบายด้านการขนส่ง การคมนาคม และการสื่อสาร

           ปฏิรูประบบขนส่งคมนาคม การสื่อสารทั่วประเทศ ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และต้นทุนลดลง ขจัดการผูกขาดและการค้ากำไรเกินควร เพิ่มความปลอดภัยของการขนส่ง การคมนาคม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชนส่วนใหญ่ในระยะยาว มากกว่าเพือผลกำไรของธุรกิจเอกชนรายใหญ่

           เน้นการขนส่งสาธารณะที่ประหยัดปลอดภัย และลดการทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น รถไฟฟ้า รถไฟ การขนส่งทางเรือ จักรยาน ฯลฯ แทนการใช้รถยนต์ รถบรรทุก ที่สิ้นเปลือง อันตราย และทำลายสภาพแวดล้อมมาก

           เพิ่มงบประมาณและกำลังคนเพื่อวิจัยและพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่นน้ำมันพืช แสงอาทิตย์ แก๊สชีวภาพ ลม ความร้อนใต้โลก ฯลฯ อย่างจริงจัง เพราะนอกจากจะลดการใช้เงินตราต่างประเทศแล้ว ยังคุ้มหากมองในแง่ต้นทุน ผลประโยชน์ตอบแทนทางสังคมในระยะยาว ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าน้ำมันปิโตรเลียม แก๊ส และพลังงานปรมาณูด้วย

           ปฏิรูปสื่อวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต ให้มีเนื้อหาสาระสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น ช่วยสร้างภูมิปัญญาและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม หรือค่านิยมที่ดีงามมากขึ้น ทำให้การสื่อสารต่าง ๆ มีราคาถูกลงและมีคุณภาพมากขึ้น

  •  
    • นโยบายการป้องกันประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

            ปฏิรูปกองทัพให้เล็กลง แต่พัฒนาทหารให้เป็นมืออาชีพ ที่มีความรู้ความสามารถมีประสิทธิภาพในทางป้องกันและมีความยืดหยุ่น ปรับตัวให้ทำงานด้านอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น งานพิทักษ์ทรัพยากรชายแดน การปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรรมข้ามแดน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และโปร่งใส สุจริตเพิ่มขึ้น

            ปัญหาความรุนแรง 3 จังหวัด ภาคใต้ ควรใช้การเมือง นำการทหาร ใช้เจ้าหน้าที่ที่ฉลาด ใจกว้าง และซื่อสัตย์สุจริตไปแก้ปัญหาปราบคนทุจริต ผู้ที่มีอิทธิพลอย่างจริงจัง

            ร่วมมือทางเศรษฐกิจการเมืองกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่น ๆ อย่างหลากหลาย

            ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดผูกติดกับสหรัฐฯ คบค้ากับทุกประเทศ อย่างเสมอภาค และมีศักดิ์ศรีกล้าต่อรองกับประเทศต่าง ๆ อย่างคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนไทยระยะยาว มากกว่าเพื่อธุรกิจเอกชนบางสาขา

            เปิดรับการลงทุนต่างประเทศอย่างจำแนก เช่น เปิดเฉพาะอุตสาหกรรมที่เราจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ มีมาตรการป้องกันการผูกขาดของทุนต่างชาติ และเงินทุนไหลเข้าเพื่อการเก็งกำไรระยะสั้นอย่างฉาบฉวย การค้าระหว่างประเทศ ควรส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเกษตรอุตสาหกรรม และการบริการที่ใช้แรงงาน และวัตถุดิบในประเทศสูง ลดการสั่งเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยด้วยมาตรการทางภาษีและอื่น ๆ

            ส่งเสริมการหารายได้จากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ รวมทั้งการขายบริการด้านสุขภาพ การดูแลคนชรา การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม กระจายให้รายได้จากการท่องเที่ยว และการขายบริการที่สร้างสรรค์ ให้ถึงมือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และประชาชนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น 

 

 

บทที่ 1 กำเนิดและพัฒนาการของขบวนการสหกรณ์


บทที่ 1 กำเนิดและพัฒนาการของขบวนการสหกรณ์      

               กลุ่มช่วยเหลือกันและกันของประชาชนมีมานับพันปีแล้ว เพราะคนเป็นสัตว์สังคม ต้องทำงานร่วมกันจึงจะอยู่รอดได้ดี ในสังคมก่อนยุคทุนนิยม คนมักจะอยู่เป็นชุมชนล่าสัตว์และชุมชนเกษตรโดยจะมีป่า ทุ่งหญ้า และที่สาธารณะหรือของกลางที่เป็นของส่วนรวม(Common) ของชุมชนต่างๆ และประชาชนจะทำงานแบบรวมหมู่ เช่น ช่วยกันล่าสัตว์ สร้างบ้าน เพาะปลูก ดูแลเหมืองฝายเก็บเกี่ยว ฯลฯ แต่หลังจากยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมในคริสตวรรษที่ 17-18 ที่มีการเน้นทรัพย์สินส่วนบุคคลและการจ้างแรงงานอิสระเพื่อผลิตสินค้าไปขายหากำไร ทำให้เกิดการล้อมรั้วทุ่งหญ้าส่วนรวม มาเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ระบบทุนนิยมล้มล้างระบบทรัพย์สินของกลางเพื่อส่วนรวมและวัฒนธรรมทำงานช่วยกัน เปลี่ยนเป็นระบบทรัพย์สินส่วนตัว เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม การทำงานรวมหมู่แบบช่วยกันและกัน เป็นการซื้อขายพลังแรงงาน และเปลี่ยนความสัมพันธ์ทุกด้านของมนุษย์(ครอบครัว ชุมชน เศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม) เป็นความสัมพันธ์แบบซื้อขายแลกเปลี่ยนล้วนๆ      

                กลุ่มจัดตั้งทางเศรษฐกิจของประชาชนแบบสหกรณ์เกิดขึ้นในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมเมื่อราว 250 ปีที่แล้ว และผู้ที่ได้บุกเบิกทางให้เกิดสหกรณ์สมัยใหม่ซึ่งจะพัฒนาต่อมาจนถึงปัจจุบัน คือ

              โรเบิร์ต โอเว่น (ค.ศ.1771-1858) อดีตคนงานชาวเวลส์       โรเบิร์ต โอเว่น ผู้ริเริ่มสหกรณ์       โอเว่นเป็นบุตรของช่างฝีมือชาวเวลส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษ ได้เรียนหนังสือแค่ระดับประถมศึกษาตอนต้น และออกมาฝึกงานทอผ้าเขาทำงานเก่งจนได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าช่างปั่นด้าย และต่อมาเมื่ออายุได้ 19 ปี ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดการทอผ้าที่มีคนงาน 500 คน และโอเว่นได้พัฒนาให้เป็นโรงงานที่ดีที่สุดในอังกฤษในขณะนั้น ในช่วงปี ค.ศ. 1794 -1795 เขาเป็นผู้จัดการและหุ้นส่วนโรงงานทอผ้าในเมืองแมนเชสเตอร์ ผู้ได้นำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการจัดการความสัมพันธ์ทางแรงงานที่ดีขึ้นมาใช้กับโรงงาน ทำให้โรงงานของเขาประสบความสำเร็จมากกว่าโรงงานอื่นๆ     

                โอเว่น เป็นคนชอบคิด ชอบตั้งคำถาม อ่านหนังสือและศึกษาด้วยตนเอง เขาเลิกเชื่อศาสนาตามรูปแบบที่คนอื่นเชื่อถือกันในสมัยนั้นมาตั้งแต่อายุน้อย และพยายามพัฒนาแนวคิดของเขาเอง โอเว่นเห็นว่าบุคลิกนิสัยของคนเรา ถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมภายนอกที่เขาควบคุมไม่ได้ ดังนั้นวิธีแก้ไขคือต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมทั้งกายภาพและศีลธรรม และทางสังคมให้กับคนตั้งแต่วัยเด็ก     

              โรเบิร์ต โอเว่นเป็นนักคิดแนวสังคมนิยมอุดมคติ และเป็นนักปฏิบัติในการลงมือสร้างสังคมแบบสหกรณ์โรงงาน ที่เขาเป็นผู้จัดการและต่อมาเป็นหุ้นส่วนด้วย เขาเป็นนักคิดหัวก้าวหน้าชาวอังกฤษผู้ตอนแรกตื่นเต้นกับการปฏิวัติเสรีประชาธิปไตยในฝรั่งเศสปี 1789 แต่ต่อมารู้สึกตกใจกับการที่นักปฏิวัติฝรั่งเศสใช้ความรุนแรงประหัตประหารคู่ขัดแย้งทางการเมืองมากเกินไป จึงหาแนวคิดการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปสังคมโดยสันติวิธีมากขึ้น      

               จากความสำเร็จในการบริหารโรงงานทอผ้าที่แมนเชสเตอร์ โรเบิร์ต โอเว่น ได้ชักชวนให้หุ้นส่วนของเขา มาร่วมกันซื้อโรงงานทอผ้า New Lanark ของว่าที่พ่อตา และหลังจากแต่งงานในปี 1799 เขาได้ย้ายมาเป็นผู้จัดการ และหุ้นส่วนในโรงงานทอผ้าแห่งใหม่ ในปี 1800       

               โรงงานทอผ้าแห่งนี้เป็นโรงงานทอผ้าใช้พลังงานน้ำขนาดใหญ่ ใช้คนงาน 2,000 คน ในจำนวนนี้ 500 เป็นเด็กยากจน ที่ถูกนำตัวมาจากสถานสงเคราะห์ต่างๆ ตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ การใช้แรงงานเด็กในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นสภาพทั่วไปของโรงงานอุตสาหกรรมในอังกฤษในยุคแรกๆ ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการพัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แม้เด็กในโรงงานของโรเบิร์ต โอเว่น จะได้รับการปฏิบัติที่ดีพอสมควรเมื่อเทียบกับโรงงานอื่นๆ แต่สภาพของคนงาน ซึ่งมาจากชนชั้นล่างที่สุดมีปัญหาหลายด้าน พวกเขาไม่ได้รับการศึกษา ไม่รู้จักดูแลเรื่องสุขภาพอนามัย ครอบครัวอยู่กันอย่างแออัดในห้องเดียว ชั่วโมงทำงานยาวนาน มีปัญหาขโมย เมาเหล้า และความชั่วร้ายอื่นๆ อยู่ทั่วไป นักบริหารผู้เป็นนักปฏิรูปสังคม       

                โรเบิร์ต โอเว่น เข้ามาปรับปรุงที่อยู่อาศัยของคนงาน และสภาพการทำงาน มีการตรวจสอบสุขภาพอนามัยของที่อยู่อาศัย การฝึกอบรมให้คนงานมีวินัย รักความสะอาด และประหยัด แนวคิดของเขาคือ การทำให้คนงานเกิดความภาคภูมิใจ และแข่งขันทำงานกันอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น จนเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่ายร่วมกัน      

                เจ้าของโรงงานในยุคนั้นนิยมจ่ายค่าจ้างเป็นคูปองให้คนงานไปซื้อของกินของใช้ในร้านค้าของเจ้าของโรงงาน โดยคิดราคาที่สูงกว่าร้านค้าข้างนอก และคูปองนั้นไม่สามารถไม่สามารถใช้ซื้อของที่อื่นได้ เป็นการเอาเปรียบคนงาน 2 ทอด จนภายหลังมีคนร้องเรียนรัฐสภา และรัฐสภาออกกฎหมายให้เจ้าของโรงงานจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน ที่สามารถใช้ซื้อของที่ไหนก็ได้      

                โรเบิร์ต โอเว่น ได้เปิดร้านค้าของโรงงานแบบใหม่ โดยเลือกสินค้าที่ดี และขายให้คนงานของเขาในราคาต่ำพอคุ้มทุน โดยเขาได้ยกประโยชน์ที่ได้จากการที่ร้านค้าสามารถซื้อของจำนวนมากในราคาต่ำลงให้แก่คนงาน(รวมทั้งมีการควบคุมการขายสินค้าประเภทเหล้าอย่างเข้มงวด) หลักการนี้เอง คือพื้นฐานที่มาของระบบสหกรณ์ร้านค้าในเวลาต่อมา      โรเบิร์ต โอเว่น เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเศรษฐกิจไปในทางที่เป็นธรรมขึ้น ดีขึ้น สามารถทำให้เกิดขึ้นโดยสันติวิธีได้ วิธีการแบบชักชวนให้คนเข้าร่วมสหภาพแรงงาน และสหกรณ์โดยสมัครใจ เขาเห็นด้วยกับ ยังยาค รุสโซ (1712-1778) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสรุ่นก่อนเขาว่า มนุษย์ถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา คนจนไม่ได้จน เพราะเขาขี้เกียจหรือใช้ชีวิตเหลวไหล หากแต่เพราะสภาพแวดล้อมทางสังคมทำให้เขาจน และสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดความยากจน และความไม่เสมอภาค คือสถาบันทรัพย์สินส่วนบุคคล ที่ทำให้คนรวยส่วนน้อยสะสมความมั่งคั่งได้มากกว่าคนทั่วไป การบุกเบิกสหกรณ์       

             โอเว่นเสนอว่า สังคมอุดมคติ น่าจะเป็นสังคมขนาดเล็กที่มีประชากร 300-500 คน อยู่ร่วมกันแบบชุมชนแบบสหกรณ์ และบริหารกันเอง โดยเกษตรกรหรือคนงานและครอบครัวของเขา ผู้เป็นเจ้าของปัจจัยกรผลิตร่วมกัน เขาเห็นว่าสังคมขนาดเล็กที่บริหารแบบสหกรณ์นี้เท่านั้นที่จะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเมื่อชุมชนสหกรณ์เกษตร และชุมชนสหกรณ์อุตสาหกรรมแบบนี้ขยายตัว และจัดตั้งเป็นสหพันธ์ทั่วโลก ความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐบาลหรือรัฐก็หายไป เพราะแต่ละประชาคมก็บริหารจัดการตัวเองได้ดีอยู่แล้ว      

                เขาและผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ได้ทดลองจัดตั้งชุมชนสหกรณ์แบบนี้ขึ้น 2 แห่งในอังกฤษ และสหรัฐ ในช่วงปี 1825 แต่ทำได้ระยะหนึ่งก็ไปไม่รอด เพราะสมาชิกบางส่วนเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ส่วนรวม ใช้ช่องโหว่หาประโยชน์จากสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์ต้องขาดทุน แต่โครงการของเขาเป็นการบุกเบิกในด้านความคิดที่มีเหตุผลและความเป็นไปได้      

               โอเว่นเห็นว่าคนงานที่พอใจทำงาน จะมีผลงานที่มีประสิทธิภาพ เด็กควรได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น คนงานควรได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้น การปรับความเป็นอยู่ของคนงานและครอบครัว ให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การทดลองทำที่โรงงานของเขาประสบความสำเร็จ มีผู้มีชื่อเสียงมาขอเยี่ยมชมอยู่เนืองๆ เขามีส่วนผลักดันปฎิรูปกฎหมายเพื่อคนจนในอังกฤษ แต่กฎหมายที่ออกมาก็ยังไม่ดีพอในทัศนะของเขา      โอเว่นมองเห็นว่า กำไรเป็นเงินที่เกิดจากการซื้อแล้วนำไปขายแพง ถ้าเลิกใช้เงินโลหะที่สะสมมูลค่าและลงทุนสร้างกำไรเพิ่มเติม กำไรก็จะหายไป โอเว่นเสนอให้บัตรแรงงานแทนเงินตรา ในขณะนั้นซึ่งเทียบกับทองคำ โดยคิดราคาตามจำนวนชั่วโมงที่แรงงานทำงาน     

                โอเว่นตั้งสหกรณ์ที่มีชื่อว่า สถานแลกเปลี่ยนแรงงานอย่างเป็นธรรมแห่งชาติ (The National Equitable Labor Exchange) ขึ้นในกรุงลอนดอน เพื่อให้สมาชิกนำสิ่งของที่ผลิตได้มาแลกเปลี่ยนกับบัตรแรงงานคิดราคาตามเวลาที่ใช้ผลิต สมาชิกได้รับสิทธิพิเศษในการซื้อสินค้าต่างๆ ที่วางขายโดยใช้บัตรแรงงานจ่ายแทนเงินตรา สินค้าใดใช้เวลาผลิตเท่ากันแลกกันได้ทันที ถ้าสินค้าใดใช้เวลาผลิตไม่เท่ากัน ให้รวมชั่วโมงจึงแลกกันได้ สถานแลกเปลี่ยนแรงงานอย่างเป็นธรรมแห่งชาติเปิดครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1832 มีสมาชิก 840 คน ในขั้นแรกประสบความสำเร็จ ขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง แต่ต่อมาเมื่อสมาชิกเริ่มขาดความซื่อสัตย์ และคนนอกที่องค์กรเปิดให้เอาสินค้ามาแลกเปลี่ยนได้มุ่งหากำไรส่วนตัว ทำให้องค์กรขาดทุน และในที่สุดต้องเลิกกิจการไป     

                อย่างไรก็ตาม แนวคิดของโอเว่นเป็นหลักการในการตั้งสหกรณ์ร้านค้าโดยวิธีการคืนกำไรให้สมาชิกในเวลาต่อมา สมัยของโอเว่นเรียกว่า สมาคมนิคม(Associationist) เนื่องจากจุดประสงค์ของโอเว่นต้องการให้มีการรวมตัวกันเป็นสมาชิกร่วมค้า ใช้หลักพึ่งตนเอง และมีผลประโยชน์ร่วมกัน      

                 สมาคมผู้บุกเบิกรอชเดล-สหกรณ์แห่งแรก       นายแพทย์ วิลเลี่ยม คิง(1771-1858) แห่งเมืองไบรตัน ประเทศอังกฤษ ได้นำหลักการของโรเบิร์ต โอเว่นไปจัดตั้งร้านสหกรณ์ร้านค้าเพื่อจำหน่ายสินค้าให้สมาชิกในปี ค.ศ.1827และออกนิตยสารรายเดือนชื่อ THE COOPERATOR (นักสหกรณ์) อธิบายทั้งแนวคิดปรัชญาและคู่มือการจัดตั้งสหกรณ์ร้านค้า      

               สหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จมากและได้รับการยกย่องให้เป็นสหกรณ์แห่งแรกและสหกรณ์อื่นๆถือเป็นแบบฉบับต่อมาคือร้านสหกรณ์แห่งเมืองรอชเดลซึ่งตั้งโดยช่างทอผ้าและช่างฝีมือ 28 คนในปี 1844 พวกเขาใช้เวลา 4 เดือนระดมทุนจากสมาชิกคนละ 1 ปอนด์ได้ทุน 28 ปอนด์ เปิดเป็นร้านค้าสหกรณ์เล็กขายของแห้ง เช่น ข้าวโอ๊ต น้ำตาล เนย แป้ง เทียนไข อีก 3 เดือน ต่อมาจึงเพิ่มชนิดสินค้า เช่น ชา ยาสูบ และพวกเขาเริ่มมีชื่อเสียงในการขายสินค้าที่มีคุณภาพ ไม่ปลอมปน       

                 ร้านสหกรณ์แห่งรอชเดลตั้งขึ้นในรูปแบบสมาคมชื่อว่าสมาคมผู้บุกเบิกที่เที่ยงธรรมแห่งรอชเดลโดยพวกเขาได้ตั้งหลักการ 6 ข้อ (เพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง) ของการจัดตั้งสหกรณ์ (ในสมัยของโอเว่น) คือ      

                       1.เปิดรับสมาชิกทั่วไปโดยไม่กีดกันใคร      

                       2.สมาชิกแต่ละคนมี 1 เสียงเท่ากัน      

                       3.ไม่เน้นการค้ากำไร      

                      4.จ่ายเงินปันผลเพียงส่วนหนึ่ง ที่เหลือใช้เพื่อพัฒนาสหกรณ์และช่วยเหลือชุมชน      

                       5.จัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง      

                       6.ร่วมมือกับกลุ่มองค์กรอื่นและชุมชน      

                   ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำช่วง ค.ศ.1844-1847 ร้านสหกรณ์ของผู้บุกเบิกแห่งรอชเดล มีส่วนช่วยให้กรรมกรที่มีรายได้น้อยและประชาชนผู้ยากจนโดยทั่วไปซื้อสินค้าบริการที่จำเป็นในการดำรงชีพได้ แนวคิดและหลักการของสหกรณ์แบบรอชเดลได้เป็นแบบอย่างที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ความสำเร็จของสหกรณ์ส่วนหนึ่งมาจากแบ่งผลกำไรเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิก จากผลประโยชน์ที่เกิดจากการดำเนินงานร่วมกันด้วยความสามัคคี เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และสมาชิกยึดมั่นในหลักการของสหกรณ์      

                พัฒนาการของขบวนการสหกรณ์       ผู้ได้นำแนวคิดแบบสหกรณ์ไปขยายต่อคนหนึ่งคือ หลุยส์ บลัง Louis Blanc (ค.ศ. 1811-1882) ชาวฝรั่งเศสผู้มีแม่เป็นชาวสเปนมีอาชีพเป็นทนายความ และนักหนังสือพิมพ์ เคยร่วมงานในคณะรัฐบาลปฏิวัติฝรั่งเศส 1848 เขาเห็นด้วยกับระบบสหกรณ์ของ ชาร์ส ฟูริเยร์ และโรเบิร์ต โอเว่น และพยายามแก้ปัญหาความล้มเหลวของสหกรณ์ผู้ผลิตที่ขาดแคลนเงินทุน ด้วยการเสนอให้รัฐบาลเป็นผู้ให้                

               สหกรณ์ผู้ผลิตเงินกู้จัดตั้งโรงงานสหกรณ์ของผู้ผลิตในอาชีพเดียวกัน เพื่อที่แรงงานจะได้รับส่วนปันผลกำไรเป็นของตนเอง และแบ่งปันผลกำไรไปช่วยคนชรา คนป่วย และแรงงานใหม่ในสังคม แทนที่จะปล่อยให้เป็นกำไรเป็นของนายทุนฝ่ายเดียวตามกลไกตลาดของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การจัดองค์การผลิตแบบสหกรณ์จะเป็นการช่วยเหลือกันมากกว่าแข่งขันของบริษัท      

                 เขามองว่าการแข่งขันของธุรกิจในระบบทุนนิยมนำไปสู่ปัญหาความยากจน ความเสื่อมทางจิตใจ อาชญากรรม โสเภณี วิกฤติทางอุตสาหกรรม และความขัดแย้งระหว่างประเทศ แนวคิดของเขาคือแนวคิดแรกเริ่มของคติทางสังคมนิยมประชาธิปไตย ที่ต้องการใช้สถาบันรัฐปรับปรุงระบบเศรษฐกิจการเมืองให้ยุติธรรม 1      นักคิดและนักปฎิบัติคนอื่นๆที่มีส่วนพัฒนาขบวนการสหกรณ์ในยุโรปและต่อมาขยายไปทั่วโลกมีอาทิเช่น ซิดนีย์และเบียทริซ เว็บ,จี.ดี.เอช.โคล, ชาร์ลส์ จิ๊ด, เฟเดอริค ไรไฟเซ็น,เดวิด กริฟฟิธ      

                   การพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมในยุโรป อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฯลฯ ทำให้เกิดการเอาเปรียบและความยากจน เกษตรกร คนงานและผู้ประกอบการอาชีพอิสระ ต้องจัดตั้งสหกรณ์เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าควบคู่ไปกับการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรและสหภาพแรงงาน ขบวนการสหกรณ์ในประเทศทุนนิยมอุตสาหกรรมจึงเติบโตขนานไปกับระบบทุนนิยม รวมทั้งมีการนำความคิดบางอย่างของสหกรณ์ไปประยุกต์ใช้ เช่น โรงงานที่พนักงานถือหุ้นเป็นสัดส่วนสูง และมีตัวแทนเข้าไปบริหาร เน้นการสร้างประโยชน์ให้ชุมชนมากกว่ากำไรสูงสุด แม้แต่แนวคิดของนักธุรกิจยุคใหม่เรื่องการบริหารแบบรับผิดชอบต่อสังคม(CORPORATE SOCIAL RESPONSIBILITY) จริงๆแล้วนักสหกรณ์อย่าง โรเบริต โอเว่น คิดมาก่อนสองร้อยกว่าปีและคิดไปได้ไกลกว่านักธุรกิจยุคนี้มาก      

                 สหกรณ์ร้านค้าแห่งแรกที่คนงานจัดตั้งขึ้นเพื่อหาทางลดต้นทุนการผลิตการบริโภคและลดการค้ากำไรเกินควรของพ่อค้าคนกลาง ได้มีการพัฒนาเป็นสหกรณ์ผู้บริโภค สหกรณ์ค้าปลีก ค้าส่ง สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์คนงาน และสหกรณ์แบบอื่นๆ กระจายไปทั่วยุโรป และประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นเช่น สหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และต่อมาในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในลาตินอเมริกา      

            ขบวนการสหกรณ์เป็นการต่อสู้ในทางเศรษฐกิจของประชาชนแบบสันติวิธี ซึ่งแนวคิดบางส่วนก็ใกล้เคียงกับสังคมนิยม แต่นักสังคมนิยมแนววิทยาศาสตร์คิดในเชิงปฏิวัติล้มล้างระบบทุนนิยมเพื่อสร้างระบบสังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลางมาแทนที่ มีบางประเทศ เช่น สหภาพโวเวียต ยุโรปตะวันออก จีน คิวบา ฯลฯ ที่ปฏิวัติสังคมสำเร็จ และเน้นระบบรัฐบาลวางแผนและควบคุมแบบรัฐวิสาหกิจและนารวมมากกว่าระบบสหกรณ์ที่เน้นการกระจายอำนาจและการบริหารแบบประชาธิปไตย ในประเทศสังคมนิยมเหล่านี้ แม้จะมีนารวมและสหกรณ์จำนวนมาก แต่ก็เป็นสหกรณ์ที่ขึ้นต่อเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองและรัฐบาล ไม่ได้พัฒนาเป็นสหกรณ์อิสระด้วยตนเองอย่างเข้มแข็ง ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนนโยบายจากสังคมนิยม มาเป็นระบบตลาดเสรีแบบทุนนิยมในสมัยหลัง สหกรณ์ในประเทสเหล่านี้ต้องขาดทุนล้มละลายกันมาก บางส่วนถูกแปรรูปเป็นเอกชน บางส่วนพยายามฟื้นฟูสร้างสหกรณ์ที่เป็นอิสระจากรัฐกันใหม่      

                 ในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมใหม่ในปัจจุบันมีการพัฒนาสหกรณ์ไปแทนที่ธุรกิจเอกชน ได้แทบทุกในสาขา ทั้งการธนาคาร การประกันภัย การท่องเที่ยว การค้าส่ง การส่งออก สหกรณ์ผู้ผลิต สหกรณ์ที่คนงานเป็นเจ้าของผู้บริหารโรงงานหรือบริษัท สหกรณ์สาธารณูปโภค ด้านไฟฟ้าประปา โทรศัพท์ รถเมล์ สหกรณ์เพื่อที่อยู่อาศัย สหกรณ์ให้บริการด้านการรักษาพยาบาล การดูแลเด็กคนชรา สหกรณ์จัดงานศพ สหกรณ์แท็กซี่และคนขับรถรับจ้างต่างๆ สหกรณ์เพื่อบริการทางสังคม ฯลฯ มีทั้งสหกรณ์ขนาดเล็กสมาชิกไม่กี่คนไปถึงชุมชนสหกรณ์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีสมาชิกเป็นหมื่นเป็นแสน ทำธุรกิจหลายอย่าง มีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย เป็นชุมชนหรือสหพันธ์สหกรณ์ระดับสาขาอาชีพ ระดับจังหวัด ภูมิภาค ประเทศ และสหกรณ์ระหว่างประเทศ       

                   โดยทั่วไปแล้ว สหกรณ์มักได้รับการส่งเสริม สนับสนุนจากรัฐบาลในด้านกฎหมาย ด้านวิชาการ และด้านอื่นๆ สหกรณ์ในประเทศยุโรป ญี่ปุ่น สหรัฐ แคนาดา และอื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วพัฒนาแบบองค์กรอิสระ ไม่ได้ขึ้นต่อรัฐบาล ต่างจากในประเทศสังคมนิยมและประเทศกำลังพัฒนาที่รัฐบาลมีบทบาทสูง ทำให้สหกรณ์ในประเทศเหล่านี้เป็นองค์กรกึ่งรัฐที่ไม่ได้พัฒนาอย่างเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพเต็มที่       

                  สหกรณ์ที่เป็นองค์กรอิสระพัฒนาไปได้ไกลกว่าสหกรณ์ที่ขึ้นต่อรัฐบาล สหกรณ์เติบโตมากที่สุดในประเทศทุนนิยมอุตสาหกรรม เช่น ยุโรป สหรัฐ เเคนาดา ญี่ปุ่น เนื่องจากประชาชนต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดมายาวนาน และปัจจุบันประชาชนมีการศึกษาและตื่นตัว ทำให้ระบบสหกรณ์ยังเป็นทางเลือกที่เดินคู่ขนานไปกับทุนนิยมได้ ในสหรัฐ สหพันธ์สหกรณ์แห่งชาติ THE NATIONAL COOPERATIVE BUSINESS ASSOCCIATION ประกอบไปด้วยสหกรณ์ทั่วประเทศ 47,000 แห่งซึ่งให้บริการประชาชน 100 ล้านคนหรือราว 37% ของประชากรอเมริกัน      

                ในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ระบบสหกรณ์พัฒนาได้ช้ากว่า เพราะถูกครอบงำโดยระบบราชการและนักการเมือง และมักจะแข่งขันสู้ระบบพ่อค้านายทุนได้ยาก เนื่องจากนายทุนมักจะมีอำนาจเหนือนักการเมือง เก่งในทางบริหารจัดการ และใช้ความสะดวกรวดเร็วแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาหลอกล่อให้ประชาชนเป็นเหยื่อของระบบเงินกู้ของนายทุนและลัทธิบริโภคนิยม สหกรณ์มีการพัฒนามากในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาส่วนหนึ่งเพราะมีชาวสเปน อิตาลี อพยพไปตั้งถิ่นฐานและเผยแพร่ความคิด ส่วนหนึ่งประชาชนถูกเอาเปรียบจากบริษัททุนข้ามชาติจากสหรัฐมาก ประชาชนที่ยากจนจึงต้องลุกขึ้นสู้ ส่วนในเอเชีย และแอฟริกา สหกรณ์มีบทบาทสำคัญในบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เคนยา      

                 ในประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยมและปัจจุบันปรับเป็นประเทศทุนนิยมหรือระบบผสม เช่น รัสเซีย ยุโรปตะวันออก จีน เวียดนามฯลฯ สหกรณ์แบบที่เคยขึ้นอยู่กับรัฐบาลมีปัญหาขาดทุนและอ่อนแอ บางส่วนถูกแปรรูปให้เป็นธุรกิจเอกชน  บางส่วนสมาชิกในชุมชนขอนำกิจการมาบริหารแบบสหกรณ์กันใหม่ ที่เป็นอิสระจากรัฐบาล ทำให้ในกลุ่มประเทศเหล่านี้เช่นในยุโรปตะวันออกมีการฟื้นตัวของระบบสหกรณ์แบบใหม่ที่สมาชิกเป็นเจ้าของและบริหารงานกันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่าระบบสหกรณ์ที่ขึ้นต่อรัฐบาลสังคมนิยมแบบเก่า       

                    ในโลกสมัยใหม่ ที่ระบบทุนนิยมโลกขยายตัวด้วยอำนาจผูกขาด เอารัดเอาเปรียบ และสร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูงโดยบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ขบวนการสหกรณ์เป็นทางเลือกที่สำคัญ ผสมผสานส่วนที่ดีของสังคมนิยมแบบประชาธิปไตยและการแข่งขันเสรีมาเป็นระบบเศรษฐกิจสังคมใหม่เพื่อลดกำไรส่วนเกินของพ่อค้าคนกลาง เพิ่มประสิทธิภาพจากการร่วมมือกันทำงาน การประหยัดจากขนาด เพิ่มประโยชน์ให้สมาชิกและชุมชน

                 สหกรณ์กลายเป็นทางเลือกใหม่ซึ่งดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะหาได้ในขณะนี้ เพราะสหกรณ์เป็นของประชาชนเพื่อประโยชน์ของประชาชน จึงเน้นการพัฒนาเพื่อความปลอดภัยของอาหาร และการอนุรักษ์ความยั่งยืนของสภาพแวดล้อมมากกว่าเรื่องผลกำไรของเงินทุน