RSS

Daily Archives: กรกฎาคม 11, 2007


เพลงเถื่ภ??

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สังคมไทยจะส่งเสริมและสร้างผู้นำกันได้อย่างไร


  Image Image

สังคมไทยจะส่งเสริมและสร้างผู้นำกันได้อย่างไร

วิทยากร   เชียงกูล

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม   มหาวิทยาลัยรังสิต

ต้องเปลี่ยนทัศนคติเรื่องผู้นำ, ปฏิรูปวิธีการเลี้ยงดูและการศึกษา

      ปัญหาสำคัญอันดับแรกคือปัญหาทัศนคติของคนไทยส่วนใหญ่ที่นิยมผู้นำแบบอำนาจนิยมที่กล้าตัดสินใจโผงผาง  ใช้อำนาจเด็ดขาด แบกรับภาระเองทุกอย่างแบบผู้อุปถัมภ์ทัศนคตินี้เป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว  สังคมไทยที่จะแข่งขันและอยู่รอดในโลกยุคใหม่ได้ต้องการผู้นำแบบประชาธิปไตย ที่รู้จักรับฟังเสียงส่วนใหญ่ มีสติปัญญา จินตภาพ เห็นการณ์ไกล และจิตสำนึกที่จะทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวมมากกว่าเพื่อส่วนตน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบ  แต่ก็ต้องรอบคอบ รับฟังคนระดับล่าง ตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นธรรม และคำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้านด้วย และที่สำคัญคือผู้นำสมัยใหม่สามารถจูงใจให้คนทั้งหลายร่วมทำงานร่วมแก้ไขปัญหาอย่างเป็นทีมงานที่สามารถ ไม่ใช่ผู้นำประเภทเหมางานคนเดียว      

ทัศนคตินั้นเป็นเรื่องที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ครอบครัวและโรงเรียน ดังนั้นสังคมไทยต้องเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูเด็กแบบอำนาจนิยม และแบบอุปถัมภ์ ที่รวมทั้งการหลอก การลงโทษและการให้รางวัล การโอ๋เด็ก ทำแทนเด็กมากเกินไป เป็นวิธีการเลี้ยงดูเด็ก อย่างเข้าใจจิตวิทยาเด็ก ให้ความรักความอบอุ่น การให้เด็กมีความมั่นใจและภาคภูมิใจในตัวเอง กล้าแสดงออกว่าอย่างเป็นประชาธิปไตย  ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ที่จะมีวินัยในตัวเอง ตามลำดับพัฒนาการของวัย       

 ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวก็ควรเปลี่ยนจากการที่พ่อใช้อำนาจเป็นใหญ่มากไปเป็นแบบหุ้นส่วนที่มีการแบ่งงานและปรึกษาหารือมีการนำและตามกันอย่างเป็นประชาธิปไตย อย่างมีเหตุผลเพื่อประโยชน์ของทุกคนอย่างเป็นธรรม      

เราจะเปลี่ยนสองสิ่งนี้ได้ก็จะต้องมีการรณรงค์จัดการฝึกอบรมและให้การศึกษาแก่พ่อแม่ผู้ปกครองใหม่อย่างขนานใหญ่ ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งทางตรง และทางอ้อมผ่านสื่อและงานด้านศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ

ปฏิรูปครูอาจารย์และผู้นำทางความคิดเห็นและอารมณ์

      กลุ่มสำคัญที่จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนทัศนคติคือครู อาจารย์ ซึ่งส่วนใหญ่สอนแบบอำนาจนิยม เอาตัวเองและตำราเป็นศูนย์กลาง ใช้การสอบเป็นเครื่องมือควบคุมทำให้เด็กได้รับค่านิยมแบบเกรงกลัวในอำนาจ และนิยมใช้อำนาจต่อไปเป็นทอด ๆ กล่าวคือเด็กที่ถูกพ่อแม่ครูใช้อำนาจ ก็จะไประบายอำนาจกับน้อง, รุ่นน้อง, เด็กเล็กกว่า, อ่อนแอกว่าสัตว์เลี้ยง ฯลฯ คนรวยรังแกคนจน, คนฉลาดรังแกคนโง่      

ครูควรได้รับการศึกษาใหม่ว่า ครูควรเป็นผู้ชี้แนะให้นักเรียนได้ศึกษาแบบพัฒนาศักยภาพตนเองได้มากที่สุด  ไม่ใช่การสอนแบบอัดข้อมูลใส่หัวนักเรียน ให้นักเรียนจำข้อมูลชุดนั้นมาสอบ การเรียนรู้ที่แท้จริงต้องมีการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้แก้ปัญหาได้เป็น  ไม่ใช่แค่การจำข้อมูลได้จำนวนหนึ่ง บางวิชาเช่นภาษา, คณิตศาสตร์ สามารถฝึกให้นักเรียนรับผิดชอบและวัดผลการก้าวหน้าในการเรียนได้ด้วยตนเองได้ด้วยการวัดผลแบบสำเร็จรูปที่อาจใช้คอมพิวเตอร์ช่วยได้ ส่วนการวัดผลบางอย่างที่ต้องการความเข้าใจอย่างเป็นองค์รวม ต้องการสอบแบบอัตนัย แบบวิเคราะห์  คงต้องการครูช่วยประเมิน เพียงแต่ครูก็ต้องช่วยวัดผลแบบชี้แนะให้นักเรียนได้เห็นจุดอ่อนที่จะปรับปรุงพัฒนาตนเองเป็นจุดสำคัญ การปกครองและการบริหารในสถาบันการศึกษาควรเป็นแบบประชาธิปไตยที่ทั้งครูและนักเรียน ผู้ปกครองมีการปรึกษาหารือรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อที่จะพัฒนาเป้าหมายคือนักเรียนให้เรียนรู้ได้มากที่สุด ทั้งไอคิว อีคิว (ความฉลาดทางอารมณ์, เอสคิว (ความฉลาดด้านจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม) แทนการบริหารแบบสั่งจากบนลงล่างเหมือนกับโรงงานอุตสาหกรรมผลิตหุ่นยนต์ ซึ่งไม่ช่วยให้นักเรียนพัฒนาทุกด้านได้อย่างแท้จริง      

กลุ่มคนที่ควรถูกปฏิรูปด้านทัศนคติเรื่องผู้นำถัดมาคือ คนทำงานด้านสื่อ, ศิลปวัฒนธรรม, นักการเมือง, ผู้นำชุมชน, ผู้นำด้านต่าง ๆ เพราะคนเหล่านี้มีอิทธิพลเป็นแบบอย่างต่อคนอื่นสูง ถ้าพวกเขาไม่เข้าใจความเป็นผู้นำสมัยใหม่ยังทำตัวเป็นผู้นำแบบเก่า ก็จะยิ่งทำให้เยาวชนและประชาชนมีทัศนคติที่ล้าหลังมากไปอีก      

การจะปฏิรูปคนที่อยู่ระดับบนอาจจะทำได้ยาก วิธีที่จะทำได้วิธีหนึ่งคือ ปฏิรูปจากล่างขึ้นบน ถ้าเราสามารถรณรงค์ส่งเสริมให้นักเรียนฉลาด ซักถามครูมาก  ๆ ครูก็ต้องไปอ่านหนังสือ ไปเรียนรู้เพิ่มเติมถ้าประชาชนฉลาดขึ้น เรียกร้องคุณภาพจากสื่อมวลชน, ศิลปิน นักการเมือง ฯลฯ เพิ่มขึ้น พวกเขาก็ต้องปรับปรุงปฏิรูปตัวเอง      

สิ่งที่ต้องทำอีกประการคือการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและการบริหารหน่วยราชการ บริษัท องค์กรต่าง ๆ จากระบบใช้อำนาจสูงสุดของผู้นำที่มาจากการแต่งตั้ง สั่งลงมาเป็นทอด ๆ ให้เป็นระบบบริการการนำแบบประชาธิปไตยที่ทุกคนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้ มีการกระจายมอบหมายอำนาจ (Empower) ในระดับต่าง ๆ ทำให้คนทำงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เข้าใจจินตภาพและเป้าหมายขององค์กรร่วมกันอย่างชัดเจน ทุกคนเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดี ที่รับผิดชอบต่อหน้าที่และเป้าหมายของงาน  เช่นการผลิตและให้บริการที่ดี แทนที่จะคอยห่วงความรับผิดชอบต่อผู้นำสูงสุดซึ่งเป็นการจัดองค์กรแบบเก่าที่ล้าหลัง มีความไม่พอใจในหมู่พนักงานสูง และประสิทธิภาพโดยรวมต่ำ

สังคมไทยควรสร้างผู้นำแบบไหน

      ผู้นำมีความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้บริหารจัดการงานมาก ผู้นำสมัยใหม่จะต้องเป็นคนที่มี    บุคคลิกลักษณะที่ซื่อตรงและจริงใจ มีวิสัยทัศน์, เป้าหมายเพื่อส่วนรวม และสามารถที่สร้างความไว้วางใจและจูงใจคนอื่น ๆ ให้ทำงานเพื่อองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ  คือช่วยให้คนได้พัฒนาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของเขาออกมาได้อย่างต่อเนื่อง การสักแต่ใช้อำนาจ เซ็นหนังสือออกคำสั่งหรือออกมากระตุ้นด้วยการกล่าวโทษวิจารณ์ คนนั้นคนนี้ ไม่ใช่วิธีการนำที่ดี      

คนไทยส่วนใหญ่นิยมมองผู้นำแบบอัศวินม้าขาว ซึ่งมีตำแหน่งและมีอำนาจบารมีสูง เก่งในทุก ๆ ด้าน รู้ทุกเรื่อง กล้าตัดสินใจและตัดสินใจถูกทุกเรื่อง ซึ่งเป็นการคาดหมายที่เกินความจริง และไม่ใช่ลักษณะผู้นำที่เหมาะสมในโลกสมัยใหม่ ที่สังคมมีปัญหาขัดแย้งอย่างซับซ้อน ประชาชนแบ่งเป็นหลายกลุ่มและมีความต้องการที่หลากหลาย สังคมต้องการวิธีนำแบบประชาธิปไตยที่มี ประสิทธิภาพ ไม่สุ่มเสี่ยง และสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ได้อย่างยั่งยืน      

ผู้นำแบบอำนาจนิยม มีโอกาสที่จะทุจริตฉ้อฉล และตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย เพราะไม่มีการตรวจสอบที่ดี ไม่มีระบบข้อมูลที่ดี ผู้นำแบบนี้ไม่มีทางที่จะรู้ข้อมูลทุกอย่าง ตัดสินใจถูกทุกอย่าง สังคมต้องการระบบการนำที่ฉลาด (เพื่อส่วนรวม) ซึ่งหมายถึงต้องมีเป้าหมายเพื่อส่วนรวมที่ชัดเจน สร้างและสื่อสารให้เกิดทีมงานที่ฉลาด มีระบบวิจัยข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งการกลั่นกรองที่ดี มุ่งความถูกต้องและประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน นั่นก็คือสังคมต้องพยายามสร้างผู้นำในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน องค์กร ชุมชน ฯลฯ และทำให้ประชาชนตื่นตัวมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างเอาการเอางาน เราต้องการผู้นำระดับต่าง ๆ จำนวนมาก ไม่ใช่ผู้นำสูงสุดแค่คนเดียวหรือกลุ่มเดียว เพราะการพัฒนาประเทศที่ซับซ้อนต้องการประชาชนที่มีคุณภาพสูง      

ประชาชนไทยยังล้าหลังด้านความคิดความรู้เรื่องการเป็นผู้นำ เพราะถูกครอบงำโดย     วัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนายและระบบการศึกษาแบบท่องจำให้เป็นผู้ตามมากกว่าจะกล้านำในระดับ  ต่าง ๆ   ทางออกที่สำคัญคือการปฏิรูปการเรียนรู้ใหม่ ไม่ใช่แค่สอนให้เก่งวิชาการ เก่งภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ หรือ วิชาการสมัยใหม่ต่าง ๆ เท่านั้น  แต่ต้องสอนให้คนรู้จักตัวเอง รู้จักคิด พัฒนาตนเองให้มีความฉลาดทั้งในทางปัญญา อารมณ์ และ จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม  นั่นก็คือการสร้างคนให้มีภาวะผู้นำและผู้ตามที่ดี เยาวชนและประชาชน ต้องเริ่มจากนำตนเองได้ มีความภูมิใจ มั่นใจในตัวเอง รู้ว่าอะไรถูกผิด คิดตัดสินใจด้วยตนเอง กล้าตัดสินใจ กล้ารับผิดชอบ ทำผิดแล้วก็รู้จักสรุปบทเรียนปรับปรุงตนเองใหม่ได้   พวกเขาจึงจะพัฒนาไปสู่ความเป็นผู้นำที่ดีได้      

การเรียนรู้เป็นผู้นำที่ดี หมายถึงการรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ไม่ได้ หมายถึงการแข่งขันแบบเห็นแก่ตัวเพื่อแย่งการเป็นผู้นำ ผู้นำที่ดีก็คือผู้ตามที่ดีด้วย  คือมีเหตุผล มีวุฒิภาวะ รู้ว่าอะไรถูกต้องก็ควรตามอย่างคนมีจิตสำนึกรับผิดชอบ ในบางเรื่องเราก็นำ ในบางเรื่องเราก็ตาม ไม่ใช่นำแบบบ้าอำนาจไม่ฟังใคร  หรือ ตามแบบศรัทธาหลงไหลในตัวผู้นำที่สร้างภาพพจน์เก่ง อย่างไม่มีสติที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างจำแนกแยกแยะ      ถ้าเราสร้างให้พลเมืองมีคุณภาพที่จะเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี พวกเขาก็จะช่วยกันคัดเลือกและตรวจสอบผู้นำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ และประเทศเราก็จะมีภาวะผู้นำที่ดีกว่าปัจจุบัน แต่ถ้าประเทศมีพลเมืองที่มีการศึกษาและจิตสำนึกต่ำ คอยแต่เฮโลตามผู้นำไปตามกระแสโฆษณาชักจูงใจ หรือกระแสสร้างภาพ ก็จะเกิดการนำแบบสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง เพราะสภาพเช่นนี้ยิ่งส่งเสริมผู้นำให้เชื่อมั่นตนเอง ไม่รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน เป็นการนำที่ขาดวุฒิภาวะและเสี่ยงภัย มีโอกาสทำให้ประเทศชาติเสียหายรุนแรงได้ ผู้นำแบบ ซีอีโอ (กรรมการผู้จัดการใหญ่ผู้มีอำนาจ)  เหมาะสำหรับการจัดการบางบริษัทในบางสถานการณ์ ซึ่งมีเป้าหมายแค่การทำกำไรให้บริษัท แต่ไม่เหมาะสำหรับบริหารประเทศซึ่งมีปัญหาซับซ้อน และต้องมีเป้าหมายเพื่อคนหลายระดับ     

 เวลานี้ระบบการศึกษาของเราทุกระดับ เน้นแต่การสอนวิชาการและวิชาชีพมากเกินไป สอนเรื่องความเป็นคน การเป็นผู้นำและผู้ตามในสังคมที่คนเราต้องใช้ชีวิตแบบรวมหมู่น้อยเกินไป แม้แต่วิชาการและวิชาชีพ ก็สอนแบบท่องจำตามตำราที่คัดลอกจดจำมาจากจากต่างประเทศ มากกว่าสอนให้เรียนรู้ หัดคิดเป็น ทำเป็น และรู้จักเชื่อมโยงสู่ชีวิตจริงสังคมจริง และประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์กับสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่ยังยากจน, การศึกษาต่ำ, อยู่ในชนบทอย่างแท้จริง ทำให้สังคมไทยมีปัญหาคนจบปริญญาระดบสูงจำนวนมากก็จริงแต่ประเทศขาดแคลนความรู้ที่ใช้งานได้และขาดจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม  จึงได้เกิดปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ ปัญหาและความด้อยพัฒนาทางการเมืองและสังคมในหลายทาง      

การปฎิรูปเรียนรู้ที่จะช่วยส่งเสริมพลเมืองให้ก้าวไปสู่ภาวะการเป็นผู้นำ (ทั้งทางสังคม ธุรกิจ และ การเมือง) ควรจะต้องส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้ทั้งเรื่องเศรษฐศาสตร์ การเมือง ปรัชญา การบริหารการจัดการ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง การสื่อสารความรู้และทักษะแขนงต่าง ๆ แบบสหวิทยาการ ที่จะช่วยให้คนเข้าใจชีวิตและสังคมอย่างเป็นองค์รวม คิดวิเคราะห์ประยุกต์ใช้เป็น และรู้แนวทางที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองเป็นผู้นำในระดับต่าง ๆ ในอนาคต เนื่องจากสังคมและสภาพแวดล้อม, ปัญหาต่าง ๆ เปลี่ยนไปตลอดเวลาดังนั้นคนเราต้องรู้จักการเรียนรู้ตลอดชีวิต      

ปัญหาใหญ่ที่สุด คือ คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รักการอ่านการใฝ่หาความรู้ด้วยตนเอง คนที่ไปเรียนก็เรียนหนังสือแบบท่องจำตามตำราตามสาขาวิชาเฉพาะเพื่อเอาปริญญา, ประกาศนียบัตรไปสมัครทำงานตามสาขาต่าง ๆ ซึ่งหลายคนถ้าจะจบมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เก่งเฉพาะทางจริง รวมทั้งไม่เข้าใจสังคมทั้งหมดด้วย จบมาแล้วก็ไม่อ่านต่อ, ไม่เรียนรู้ต่อจึงขาดความรู้ความสามารถ      

ผู้นำอาจไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง เพราะถ้าเขารู้จักเรียนรู้อย่างฉลาดพอ เขาจะรู้ว่าจะสามารถหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ รวมทั้งปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ได้ที่ไหน ผู้นำควรรู้กว้าง ๆ อย่างลึกซึ้ง ถึงระบบโครงสร้าง และ รู้จักการรับฟัง, การเลือกฟัง รู้ว่าควรจะหาข้อมูลที่ไหนจากใคร และรู้จักคิด ตัดสินใจ รู้จักการสื่อสาร การจูงใจ และบริหารการจัดการที่ดี       

พลเมืองที่มีคุณภาพและมีอุปนิสัยที่จะนำไปสู่การใช้ชีวิตและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ คือสิ่งที่ประเทศของเรายังขาดแคลนอยู่มาก ทั้ง ๆ ที่เรามีคนจบจากมหาวิทยาลัย ทั้งระดับ ตรี โท เอก มากมาย (มีคนจบปริญญาตรีกว่า 1.5 ล้านคน)  แต่เราผลิตแต่ผู้ตาม ผู้รอคำสั่งหรือทำตามกฎระเบียบมากกว่าผู้นำในระดับต่าง ๆ เราจะต้องปฏิรูปการเรียนการสอนให้คนรักการอ่าน คิดวิเคราห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้ได้และปฏิรูปสื่อมวลชน ศิลปวัฒนธรรมและการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม รวมทั้งปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมให้มีความเสมอภาค, เป็นธรรมกันอย่างขนานใหญ่ เราถึงจะสามารถส่งเสริมและสร้างพลเมืองที่เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้. 
 
 
 
 
**ตีพิมพ์ในคู่มือพัฒนาตนเองปละพัฒนาภาวะผู้นำ”  บทส่งท้าย หน้า 131-139กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์สายธาร 2547.