RSS

สภาวะการศึกษาของประเทศไทย

13 ก.ค.

การศึกษาไทยต้องแก้ที่รากเหง้าของปัญหา  จึงจะปฏิรูปได้

วิทยากร เชียงกูล

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม  มหาวิทยาลัยรังสิต

      การจัดการศึกษาระบบแพ้คัดออก ทำให้คนจนมีโอกาสได้เรียนน้อยกว่า/คุณภาพต่ำกว่า

      ในรอบ  6  ปี หลังจากการประกาศใช้ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ประชากรในวัยเรียน (รวมทั้งผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ)  มีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12   ปี ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นสัดส่วนสูงขึ้น  แต่สัดส่วนผู้ได้เข้าเรียนระดับปฐมวัยลดลงจากร้อยละ 96.8  ในปี พ.ศ.  2542  เหลือร้อยละ 87.7  ในปี พ.ศ. 2546 และสัดส่วนผู้เลือกเรียนอาชีวศึกษาก็ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับมัธยมศึกษาสายสามัญศึกษา

      สำหรับเด็กระดับปฐมวัยที่มีโอกาสได้รับการศึกษาลดลง  เพราะทางรัฐและประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนเห็นความสำคัญการศึกษาระดับนี้น้อย และฐานะเศรษฐกิจของประชาชนยังไม่กระเตื้องขึ้นมากพอที่จะส่งลูกเข้าเรียนในระดับปฐมวัยซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และไม่ได้ถือว่าเป็นการศึกษาภาคบังคับหรือการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ที่รัฐมีหน้าที่จะต้องให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย (ถึงรัฐบาลบอกว่า จะจ่ายเพิ่มให้อนุบาล 2 ปี ด้วย  แต่ก็จ่ายน้อยและไม่ทั่วถึง)

      ระดับอาชีวศึกษาที่มีสัดส่วนผู้เรียนต่อประชากรวัยเดียวกันลดลง เพราะค่านิยมของประชาชนที่เห็นว่า การเข้าเรียนสายสามัญศึกษา เพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยให้ได้ปริญญานั้นมีโอกาสได้งานดีกว่า และเพราะการจัดการการศึกษาด้านอาชีวศึกษาเองยังไม่มีคุณภาพสูง และไม่มีแรงจูงใจที่จะดึงดูดให้คนนิยมมาเรียนได้มากพอ แม้ว่าระบบเศรษฐกิจจะมีความต้องการแรงงานมีฝีมือขั้นกลางเพิ่มขึ้น  แต่การจ่ายค่าตอบแทนและโอกาสความก้าวหน้าอาจจะไม่จูงใจพอ หรือประชาชนอาจยังไม่รู้ข้อมูลข่าวสารด้านนี้พอ

      ในปีการศึกษา พ.ศ. 2546  ยังมีประชากรวัย 12 – 17 ปี ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนชั้นมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ถึง 1,620,969  คน หรือร้อยละ  28.25  ของประชากรวัยเดียวกัน  โดยที่ยังไม่ได้นับรวมผู้ออกกลางคันเรียนไม่สำเร็จอีกจำนวนหนึ่ง

      จำนวนผู้มีโอกาสได้เรียนสูงกว่าจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในทุกระดับชั้น เพราะยังมีปัญหาการออกกลางคัน หรือเรียนไม่สำเร็จในทุกระดับ โดยเฉพาะมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาซึ่งผู้เรียนกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เนื่องมาจากปัญหาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคม และการที่การจัดการศึกษาเป็นสูตรตายตัว ไม่ยืดหยุ่น ไม่ช่วยให้ผู้เรียนบางส่วนปรับตัวเรียนได้ตลอดลอดฝั่ง

      ระดับอุดมศึกษา ขยายตัวเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ  และขยายตัวในสาขาวิชาด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ มากกว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีคนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยปีละราว  2 แสนคนและมีสัดส่วนการว่างงานเพิ่มขึ้น ขณะที่สถานประกอบการก็บ่นว่าหาคนที่มีความรู้ความสามารถได้ยากขึ้น

      ผลสัมฤทธิ์การศึกษา ของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา วัดจากคะแนนเฉลี่ยผลการสอบของนักเรียนทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์ต่ำ การปฏิรูปการศึกษาช่วยให้นักเรียนมีความสุข และได้ทำกิจกรรมภาคปฏิบัติเพิ่มขึ้นบ้าง  แต่นักเรียนส่วนใหญ่ยังคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ได้น้อย ความรู้ด้านวิชาการก็ไม่สูงขึ้น การปฏิรูปการศึกษายังเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ เป็นสัดส่วนที่น้อย เมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งประเทศความแตกต่างระหว่างผู้เรียนที่เรียนได้เก่งกับผู้เรียนที่ไม่เก่งเพิ่มขึ้น

      การศึกษานอกระบบโรงเรียนและตามอัธยาศัย ได้รับงบประมาณสนับสนุนต่ำกว่าร้อยละ 2 ของงบประมาณการศึกษาทั้งหมด และไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปไปจากเดิมมากนัก แม้ว่า พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542  จะให้ความสำคัญเท่ากับการศึกษาในระบบ แต่ทัศนคติของทั้งชนชั้นนำและประชาชนส่วนใหญ่ยังนิยมแต่การศึกษาในระบบมากกว่า ผู้บริหารและครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษาในระบบเองก็ไม่สนใจที่จะให้บริการการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย  ขณะที่การศึกษานอกระบบเองก็ยังทำงานภายใต้ระบบราชการที่เลียนแบบการศึกษาในระบบคือ ช่วยให้ผู้ใหญ่มีโอกาสได้เรียนเพื่อสอบเทียบความรู้กับการศึกษาในระบบเป็นสำคัญ ยังไม่ได้ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนรักการอ่าน ใฝ่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และยังไม่สามารถทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้เพิ่มขึ้นมากนัก

      การจัดสรรงบประมาณการศึกษา  เพิ่มขึ้นในแง่ตัวเงิน แต่สัดส่วนต่องบประมาณประจำปี  และต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศกลับมีแนวโน้มลดลง (จาก 4.52% ของ GDP ปี  พ.ศ. 2540  เหลือ 3.7% ของ GDP ปี พ.ศ.  2548)  ซึ่งสะท้อนว่า รัฐบาลไม่ได้สนใจทุ่มเทเรื่องการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลสนใจโครงการประเภทกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต มากกว่าเรื่องการพัฒนาด้านการศึกษาและด้านสังคมอื่น ๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะกระทรวงศึกษาธิการเองก็มีขีดความสามารถในการปฏิรูปหรือพัฒนาโครงการได้จำกัด

      ด้านการจัดสรรและการใช้งบประมาณ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสลักสำคัญ  สถาบันอุดมศึกษา และโรงเรียนใหญ่ ๆ ในเมืองยังได้รับงบประมาณเป็นสัดส่วนสูงกว่าโรงเรียนขนาดกลาง ขนาดเล็กในชนบท  และชุมชนแออัด การใช้งบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ยังใช้แบบตามคำของบประมาณประจำปีแบบเก่า  ซึ่งมีหลักเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับส่วนกลางมากกว่าที่สถาบันการศึกษาจะสามารถบริหารได้อย่างยืดหยุ่นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามความต้องการที่แท้จริง เช่น ถึงงบการศึกษาจะใช้ไปกับเงินเดือนครู อาจารย์เป็นสัดส่วนสูง (โดยเฉพาะระดับประถมศึกษา)  แต่ก็ยังมีปัญหาครูขาดแคลน คนไม่อยากเป็นครูเพราะเงินเดือนต่ำ มีงบเพื่อฝึกอบรมและพัฒนาครูน้อย งบบางส่วนก็ใช้ไปเพื่อก่อสร้างอาคาร สถานที่ และซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ประโยชน์ได้ไม่สูงสุด

      การจัดสรรงบประมาณให้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ค่อนข้างจำกัด และไม่ถึงมือผู้ยากจนที่ต้องการกู้มากที่สุดเสมอไป  ที่ผ่านมาให้กู้ได้ราวร้อยละ 30  ของผู้ยื่นขอกู้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จะเปลี่ยนนโยบายเป็นให้กู้ได้เฉพาะนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งจะกระทบต่อผู้เรียนมัธยมปลายและอาชีวศึกษาที่ยากจน โครงการให้นักศึกษาอุดมศึกษากู้ในปี พ.ศ. 2549  ก็มีงบให้นักศึกษากู้ได้ไม่เกินร้อยละ 10  ของนักศึกษาอุดมศึกษาทั้งหมดซึ่งปัจจุบันมีถึงราว 1.9  ล้านคน

      ปัญหาการขาดครู มีมากในระดับโรงเรียนขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะบางสาขาวิชา เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษเป็นปัญหาเรื้อรังและ  เป็นปัญหามากขึ้น เมื่อรัฐบาลตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำปี พ.ศ. 2540  มีนโยบายลดจำนวนข้าราชการโดยเสนอให้เงินพิเศษแก่ข้าราชการที่ลาออกก่อนเกษียณอายุ ทำให้ครูอาจารย์ลาออกไปหลายหมื่นคน และมี อัตราทดแทนผู้เกษียณเพียงร้อยละ 10  ปัญหาขาดแคลนครูในบางโรงเรียน  แต่มีครูเกินในบางโรงเรียน มีครูไปช่วยราชการอื่นนับหมื่นคน ส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีการวิเคราะห์วิจัยเรื่องนี้อย่างละเอียด และไม่มีการปฏิรูปเรื่องนี้อย่างเป็นระบบองค์รวม มีแต่การร้องเรียนต่อรัฐบาลว่า ขาดครูกี่หมื่นคนและรัฐบาลก็ค่อย ๆ ทยอยเพิ่มอัตราให้ มีโครงการแก้ปัญหาโครงการย่อย ๆ ที่ขาดการประสานงาน ขาดความต่อเนื่อง ทำให้แก้ได้เป็นจุด ๆ แต่ปัญหาส่วนใหญ่ยังดำรงอยู่ และเป็นผลเสียหายต่อคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา

      การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าประเทศแถบเอเชียตะวันออกส่วนใหญ่ในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนผู้เรียนมหาวิทยาลัยสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สัดส่วนของนักวิจัย งบประมาณวิจัย จำนวนสิทธิบัตร จำนวนการตีพิมพ์บทความทางวิชาการ โครงสร้างระดับการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความตื่นตัวที่จะเพิ่มการพัฒนาด้านนี้อยู่  แต่มักเป็นโครงการย่อย ๆ ที่ยังไม่ได้พยายามแก้ปัญหาทั้งระบบอย่างเป็นองค์รวม

      คุณภาพและผลิตภาพของแรงงาน  กระเตื้องขึ้นจากเดิมเล็กน้อย เช่น มีสัดส่วนแรงงานได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาสูงขึ้นจากเดิม  แต่เปรียบเทียบแล้วสัดส่วนแรงงานที่จบชั้นมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษายังต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ผลิตภาพของแรงงานไทยก็ต่ำกว่าหลายประเทศ เนื่องจากการจัดการศึกษาของไทยเป็นแบบบรรยายและวัดผลจากการท่องจำทางทฤษฎีตำรามากกว่าการฝึกคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ปฏิบัติ

      การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งควรถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก มีแต่การประชุม  การฝึกอบรม การสั่งการจากส่วนกลาง แต่ไม่ได้มีการพัฒนาครูให้รักการอ่าน คิดและสอนแบบใหม่เป็นอย่างจริงจัง  แนวคิดของการปฏิรูปการศึกษาตอนแรก ๆ มองว่าควรจะมีการประเมินครูใหม่ว่า ใครเหมาะสมที่จะได้ใบประกอบวิชาชีพครูหรือไม่ แต่ต่อมาก็ถูกแรงผลักดันทางการเมืองพลิกผันไปเป็นว่า คนที่เป็นครูอยู่แล้วมีสิทธิได้ใบประกอบวิชาชีพโดยอัตโนมัติ ซึ่งเท่ากับว่า ครูไม่ต้องพัฒนา ไม่ต้องปฏิรูปตัวเอง  ก็ยังเป็นครูสอนแบบเดิมต่อไปได้  การเปลี่ยนแปลงแบบถอยหลังเข้าคลองเช่นนี้ ทำให้ครูที่เคยตื่นตัวกระตือรือร้นเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในตอนแรก ๆ ลดการตื่นตัวลง

      การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการศึกษา เพียงแต่เปลี่ยนจาก 1 กระทรวง (14 กรม) 1 ทบวงมหาวิทยาลัย 1 สำนักงาน (สกศ.) มาเป็น 1 กระทรวง 5 สำนักงาน และเปลี่ยนจากสำนักงานจังหวัดและอำเภอ มาเป็นเขตการศึกษา 175  เขต แต่คนทำงานคือ คนกลุ่มเดิม ๆ ที่มีทัศนคติและท่วงทำนองการทำงานไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก  แถมการโยกคนจากต่างกรมมารวมกัน และการมีตำแหน่งผู้บริหารลดลง การที่นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงเรื่องการแต่งตั้งผู้บริหาร ยิ่งสร้างความขัดแย้ง ความสับสนยุ่งยากในการประสานงานเพิ่มขึ้น

      การกระจายอำนาจการบริหารไปให้เขตการศึกษาและโรงเรียนก็ยังมีความล่าช้าและความยุ่งยาก  เนื่องจากคนเคยชินกับการบริหารแบบสั่งงานตามสายงานและตามตัวอักษรมากกว่า มุ่งคำนึงถึงผลของงาน  ส่วนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัญหาในแง่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความพร้อมและคุณภาพการบริหารแตกต่างกันมาก ฝ่ายครูก็กังวลไม่อย่ากโอนย้าย เพราะเกรงว่าต้องไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้มีระดับการศึกษาต่ำกว่า ที่อาจจะมีปัญหามากกว่าการอยู่ที่เดิม

      การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมมีผลกระทบต่อการศึกษาอย่างสำคัญ ในด้านเศรษฐกิจ  รัฐบาลใช้นโยบายการคลังและการเงินแบบขยายตัวกระตุ้นการผลิตและการบริโภค ทำให้คนทั้งประเทศรวมทั้งนักเรียนนักศึกษากู้หนี้ยืมสิน และจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นสูง  ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเติบโตขึ้น จากร้อยละ 2.1  ในปี พ.ศ. 2544  เป็นร้อยละ 6.1  ในปี พ.ศ. 2547  แต่การกระจายรายได้ระหว่างกลุ่มชนต่าง ๆ ยังคงไม่เป็นธรรมสูง (แม้จะดีขึ้นนิดหน่อยเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2539) กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด 20% แรก มีสัดส่วนในรายได้ถึง 55.7% ของรายได้ของคนทั้งประเทศ ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุด 20% สุดท้ายมีสัดส่วนในรายได้เพียง 4.3% ของรายได้รวมทั้งของคนทั้งประเทศ

      การกระจายรายได้ประเภทที่คนส่วนน้อยรวยมาก คนส่วนใหญ่จนถึงจนมาก  มีผลกระทบทำให้การกระจายโอกาสทางการศึกษาไม่เป็นธรรมด้วย  เพราะการศึกษามีค่าใช้จ่ายสูง  แม้รัฐธรรมนูญและ พรบ.การศึกษาแห่งชาติจะกำหนดให้รัฐให้บริการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่คิดค่าเล่าเรียน  แต่ผู้เรียนก็ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านค่าแต่งตัว อุปกรณ์การเรียน การเดินทาง  อาหารกลางวัน โรงเรียนที่มีชื่อเสียงในเมืองส่วนใหญ่ก็คงเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ  เนื่องจากได้งบจากรัฐบาลต่ำจนเกินกว่าที่จะจัดการศึกษาแบบมีคุณภาพได้  เศรษฐกิจปี พ.ศ. 2548  ที่เริ่มชะลอตัวจะมีผลให้ประชาชนมีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพลดลง

      นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งมีผลต่อการสร้างค่านิยมที่เน้นการแข่งขันหาเงิน และการบริโภคแบบตัวใครตัวมันมาก ทำให้เกิดปัญหาด้านสังคมตามมามากมาย เด็กยากจนยังมีปัญหาทุพโภชนาการ  การมีไอคิวโดยเฉลี่ยต่ำ  ปัญหาลัทธิบริโภคนิยม การเสพติดบุหรี่ เหล้า สารเสพติดและอบายมุขต่าง ๆ พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง  การหมกหมุ่นเรื่องเพศ  และการอยู่ในสภาวะแวดล้อมทั้งทางกายภาพและสังคมวัฒนธรรมเป็นพิษมากขึ้น   ปัญหาด้านสุขภาพ สภาพแวดล้อม สังคมวัฒนธรรมที่เพิ่มขึ้นล้วนเป็นผลกระทบในทางลบต่อเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่  รวมทั้งลูกหลานคนรวย คนชั้นกลางก็มีปัญหาด้วยเช่นกัน

      การประเมินผล 6 ปี ของการปฏิรูปการศึกษา นักวิชาการและหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินเห็นคล้าย ๆ กันว่า มีความก้าวหน้าเฉพาะการออกกฎหมาย การเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร  แต่มีความก้าวหน้าด้านการปฏิรูปการเรียนรู้แบบใหม่ ที่เน้นให้ผู้เรียนใฝ่รู้ รักการอ่าน  คิดวิเคราะห์  สังเคราะห์เป็น  เก่ง ดี มีความสุข ค่อนข้างน้อย  เนื่องจากครูอาจารย์ส่วนใหญ่ยังเคยชินกับการสอนแบบบรรยายจากตำรา และสอบวัดผลแบบท่องจำ และไม่ได้เรียนรู้ใหม่มากพอที่จะปฏิรูปการสอนแบบใหม่ได้

      ระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะรูปแบบว่า จะใช้คะแนนคัดเลือกแบบไหนเท่าไหร่  แต่ไม่ได้เปลี่ยนเนื้อหาสาระสำคัญ คือ มหาวิทยาลัยปิด ยังรับคนได้น้อยกว่าจำนวนคนที่ต้องการเข้าไปเรียนมาก  และการคัดเลือกส่วนใหญ่ยังคงใช้ข้อสอบปรนัยที่วัดความจำ  ดังนั้นทั้งครู  ผู้ปกครอง นักเรียนจึงยังคงกังวลเรื่องการเรียนแบบมุ่งสอบให้ได้คะแนนดี  และมุ่งสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย (แบบแพ้คัดออก) ให้ได้  มากกว่าที่จะสนใจการเรียนเพื่อให้เกิดความรู้ และความฉลาดในทุกด้าน ตามที่ปรัชญาการปฏิรูปการศึกษาเสนอไว้

      สรุปภาพรวมก็คือ การปฏิรูปการศึกษาก้าวหน้าไปค่อนข้างช้า หรือมีความก้าวหน้าเฉพาะบางสถาบัน บางคณะ บางแผนกวิชา ชั้นเรียน หรือบางชุมชน เฉพาะที่ผู้บริหารครู อาจารย์ ผู้ปกครองและชุมชนเข้าใจและสนใจเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ขณะที่สถาบันการศึกษาและครูอาจารย์ส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองน้อย บางระดับ เช่น สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งรับนักศึกษาเพิ่มขึ้นมาก ทั้ง ๆ ที่มีอาจารย์เพิ่มน้อย อาจารย์ทำงานด้านวิจัยและเขียนบทความวิชาการน้อยทำให้คุณภาพลดลง ภาคเอกชน  ชุมชนและประชาชนยังมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาน้อย ยกเว้นกลุ่มผู้มีการศึกษาและมีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมสูง หรือกลุ่มประชาชน ชุมชนบางแห่งที่ตื่นตัว การปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพขึ้นยังทำได้จำกัดเฉพาะกลุ่มเล็ก ๆ

      แนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคระดับรากเหง้า การปฏิรูปการศึกษาเท่าที่ผ่านมาส่วนใหญ่ยังคงมุ่งแก้ไขสาเหตุระดับเบื้องต้นที่เป็นปัญหาทางเทคนิค  เช่น การเพิ่มงบประมาณสร้างซ่อมอาคาร ซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ การปรับหลักสูตร การผลิตและจ้างครูเพิ่ม การให้ทุนและเงินกู้ต่าง ๆ    แต่ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ เนื้อหา แนวทางแก้ไขสาเหตุในระดับรากเหง้าของปัญหาที่ลึกไปกว่านั้น  ทำให้การปฏิรูปการศึกษายังล่าช้า การจะปฏิรูปการศึกษาต้องการการผ่าตัดเพื่อแก้ไขสาเหตุระดับรากเหง้าอย่างน้อย 6 ข้อ คือ

1.    กรอบคิดและแรงจูงใจที่ล้าสมัยของคนส่วนใหญ่ว่าการศึกษาคือ การฟังคำบรรยายและอ่านตำราเพื่อท่องจำไปสอบได้วุฒิไปหางานทำ แทนที่จะสร้างแรงจูงใจภายในผู้เรียนแต่ละคนให้ใฝ่การเรียนรู้ รักการอ่าน รู้วิธีเรียนรู้ต่อด้วยตนเอง คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์  ประยุกต์ใช้เป็น  ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ถูกทางและมีพลังมากกว่าเรียนเพื่อแรงจูงใจให้ได้วุฒิบัตร ซึ่งเป็นแรงจูงใจภายนอก

2.    การเน้นเรื่องการแก้ไขกฎหมายและปรับโครงสร้างองค์กรบริหาร ที่กลายเป็นเรื่องการประนีประนอมรักษาสถานะภาพเดิมของผู้บริหารและครู อาจารย์มากกว่า  การมุ่งปฏิรูปครูอาจารย์และกระบวนการสอนการเรียนรู้แบบใหม่

3.    การที่ประชาชนปล่อยให้การจัดการศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐ โดยไม่เข้าใจความสำคัญและไม่ได้มีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการศึกษา

4.    การขาดผู้นำ ผู้มีวิสัยทัศน์ความสามารถและคุณธรรมมากพอที่จะนำ ในการปฏิรูปการศึกษา

5.    กรอบคิดของชนชั้นนำและประชาชนทั่วไปที่มองการศึกษาเป็นแค่เครื่องมือผลิตทรัพยากรคนให้มีทักษะสูงขึ้น เพื่อไปทำงานสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มองว่าคือการพัฒนาคุณภาพคน ในด้านรู้ทักษะทางสังคมและทางอารมณ์ ความคิด จิตสำนึกเพื่อส่วนรวมด้วย

6.    โครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายการบริหารที่เป็นแบบอำนาจนิยม อภิสิทธิ์นิยม ทุนนิยมผูกขาดแบบบริวาร   ที่ทำให้การจัดการศึกษาไม่ได้มุ่งสร้างประชาชนให้เป็นผู้นำสังคม แต่เป็นผู้ตามสังคม และเป็นเครื่องมือคัดคนในระบบการแบบแพ้คัดออก ให้ไปทำงานระดับต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ระยะสั้นให้กับกลุ่มชนชั้นสูงและชนชั้นกลางผู้มีอำนาจ  มากกว่าเพื่อพัฒนาคนและทุกคนในทุกด้าน

ปฏิรูปอะไร อย่างไร เพื่อใคร

       การปฏิรูปการศึกษา จะทำได้สำเร็จ ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ว่า จะปฏิรูปอะไร อย่างไร เพื่อใคร

      ปฏิรูปอะไร  คือการปฏิรูปการเรียนรู้แบบใหม่ ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ช่วยให้ผู้เรียนฉลาด รอบด้านเพิ่มขึ้น ไปแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศทั้งทางเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรมได้มากขึ้น  ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การปรับแต่งรูปโฉมภายนอกของการบริหารจัดการ ให้ดูทันสมัยหรือดูคล้ายกับของต่างประเทศ หรือมุ่งเพียงแค่พัฒนาคนไปรับใช้ระบบเศรษฐกิจ/ธุรกิจ แต่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงด้านเนื้อหาสาระ 

      ปฏิรูปอย่างไร คือ ต้องปฏิรูปครูอาจารย์ให้เปลี่ยนกรอบคิด ทัศนคติ พฤติกรรมใหม่  สามารถที่จะจัดการกระบวนการเรียนรู้ให้ ผู้เรียนมีความสุข รักการอ่านรู้วิธีการเรียนรู้ต่อ คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น และมั่นใจในตัวเอง ฉลาดทั้งด้านปัญหา อารมณ์ และจิตสำนึก

      ปฏิรูปเพื่อใครคือ เพื่อผู้เรียนและประชาชนทั้งประเทศ มากกว่าเพื่อประโยชน์ระยะสั้นของนักการเมือง, ผู้บริหารและครูอาจารย์ 

อนาคตที่ต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้

      แนวโน้มทางเศรษฐกิจการเมืองของโลกที่ประเทศต่าง ๆ จะแข่งขันกันอย่างซับซ้อนมากขึ้น  เราต้องวิเคราะห์ให้เห็นถึงสาเหตุระดับรากเหง้าของปัญหาความด้อยพัฒนาของการศึกษาในประเทศไทย และรณรงค์เผยแพร่ให้นักเรียน ผู้ปกครอง ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงปัญหาและความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างถือเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนของประเทศเท่านั้น ประชาชนจึงจะพัฒนาขึ้นมาเป็นแรงผลักดันที่มีศักยภาพมากพอที่จะทำให้ชนชั้นนำของไทยต้องปฏิรูปการศึกษา หรือปฏิรูปการเรียนรู้ของคนไทยทั้งสังคม เพื่อผลิตพลเมืองที่มีคุณภาพในทุกด้านมากพอ ที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศเพื่อความสุข  เป็นธรรม  และยั่งยืน  ของประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง. 

Advertisements
 

2 responses to “สภาวะการศึกษาของประเทศไทย

  1. kradarndum

    เมษายน 28, 2008 at 3:05 am

    น่าจะต้องปรับปรุง มุมมอง ทัศนคติ ค่านิยม บางอย่างที่ผิดพลาด
    ของคนเรา ออกไปบ้าง เน้นถึงหลักความสำคัญของแต่ล่ะอาชีพ
    ซึ่งสำคัญ พอ ๆ กัน

     
  2. ชมรมศึกษาผลงานฯ

    เมษายน 28, 2008 at 1:46 pm

    จะเรียนอาจารย์วิทยากรนะค่ะ และนำไปเขียนในงานต่อไปค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: