RSS

การใช้ความรู้เรื่องสมองเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของคนไทย

14 ก.ค.

การใช้ความรู้เรื่องสมองเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของคนไทย

วิทยากร เชียงกูล

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม  มหาวิทยาลัยรังสิต 

1.  การเรียนรู้ที่เข้ากับการทำงานของสมอง (Brain Compatible Learning)

      ความก้าวหน้าของการค้นพบเกี่ยวกับโครงสร้างและการทำงานสมองในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เราพบว่า เรายังจัดการศึกษาหรือจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่สอดคล้อง หรือแม้แต่ตรงกันข้าม, เป็นปฏิปักษ์ต่อกลไกการทำงานของสมอง นักการศึกษาจึงได้พยายามนำความรู้ใหม่ ๆ นี้ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องการจัดการศึกษา หรือกระบวนการเรียนรู้ ที่มีพื้นฐานอยู่บนสมอง (Brain Based Learning) หรือเข้ากับการทำงานของสมอง (Brain Compatible  Learning)

      ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เข้ากับการทำงานของสมอง หมายถึงการเรียนรู้ที่มีพื้นฐานอยู่บนโครงสร้างและการทำหน้าที่ของสมอง ซึ่งถ้าหากสมองไม่ได้ถูกปิดกั้นจากการบรรลุกระบวนการตามปรกติของมัน การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้น นั่นก็คือทุกคนที่มีสมองปรกติ เรียนรู้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ (เพื่อการอยู่รอดของชีวิต) เพราะสมองเป็นเป็นเครื่องประมวลผลที่มีพลังสูงอย่างมหาศาล แต่การจัดการศึกษาแบบเก่ามักขัดขวางการเรียนรู้ของสมอง โดยการทำให้ท้อถอย, เพิกเฉย หรือลงโทษกระบวนการเรียนรู้ทางธรรมชาติของสมอง

      แนวคิดที่สำคัญของการเรียนรู้ที่เข้ากับการทำงานของสมองประกอบไปด้วย

  •  
    1. สมองเป็นเครื่องประมวลผลแบบคู่ขนาน (Parallel Processor) หมายถึงว่า สมองสามารถที่จะทำกิจกรรมหลายระดับและหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกันทั้งความคิด, อารมณ์, จินตนาการ, พฤติกรรมโน้มเอียง และ สภาวะทางร่างกายทำงานไปพร้อมกันและอย่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน ตัวอย่างเช่น การเห็น, ชิมรสและการดมกลิ่น
    2. ส่วนต่าง ๆ ในสมองนั้นทำงานร่วมกันแบบประชาคม (Social Brain)การเรียนรู้นั้นเกี่ยวข้องกับความพร้อมของสภาพทางกายภาพทุกส่วนของผู้เรียน (Whole Physiology) เช่น การมีวุฒิภาวะตามวัย, ความสะดวกสบายทางร่างกาย, การมีอารมณ์ดี และที่สำคัญที่สุดคือการสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ในสังคมการเรียนรู้จึงได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากความสัมพันธ์ทางสังคมที่คนแต่ละคนต้นพบตัวเองในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม
    3. การแสวงหาความหมายสิ่งต่าง ๆ เพื่อที่จะทำความเข้าใจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้วนั่น คือ คนเราต้องการทำความเข้าใจกับประสบการณ์ของตนเอง
    4. การแสวงหาความหมายเกิดขึ้นโดยผ่านการจำแนกแยกแยะจัดหมวดหมู่ความเข้าใจออกมาเป็นแบบแผนต่าง ๆ (Patterning) เชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาเข้าใจอยู่เดิม
    5. อารมณ์ของคนเราเป็นสิ่งที่สำคัญต่อกระบวนการจัดหมวดหมู่ความเข้าใจเป็นแบบแผนต่าง ๆ บรรยากาศที่ตื่นตัวแบบผ่อนคลายเหมาะกับการเรียนรู้ บรรยากาศที่กังวล, เครียด, หวั่นกลัว ที่เป็นภาพรายละเอียดทำให้เรียนรู้ได้ยาก
    6. สมองประมวลผลได้ทั้งภาพรวม และส่วนย่อยต่าง ๆ ได้ในขณะเดียวกันการศึกษาต้องช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจได้ทั้ง 2 อย่างได้ดีขึ้น
    7. การเรียนรู้เกี่ยวข้องกับการรู้จักเพ่งเล่งความสนใจไปยังจุดที่เฉพาะเจาะจงและการรับรู้ของประสาทสัมผัสต่าง ๆ อย่างรอบด้านการสร้างสื่อ, สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการรับรู้หลาย ๆ ทาง ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจและจำได้ดีขึ้น
    8. การเรียนรู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการทั้งแบบมีจิตสำนึก (Conscious) และ ใต้จิตสำนึก (Uconscious) เช่น ความเข้าใจอาจจะไม่ได้เกิดในชั้นเรียนตอนนั้นแต่ไปเกิดขึ้นหลังจากหลายชั่วโมงหรือหลายสัปดาห์ผ่านไป
    9. เรามีความจำ 2 อย่าง คือ ความจำที่เชื่อมโยงกับขนาด, รูปร่างและตำแหน่ง (Spatial) ของสิ่งต่าง ๆ และความจำแบบท่องจำแยกเป็นส่วน ๆ (Rote) อย่างหลังซึ่งเป็นวิธีการที่ครูส่วนใหญ่ชอบสอน มักจะจำได้ยากและนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อยกว่าความจำแบบเอมโยงกับสิ่งที่มีความหมายอยู่เดิม
    10. การเรียนรู้เป็นพัฒนาการอย่างมีขั้นตอนตามลำดับ เราจะเข้าใจได้ดีที่สุดเมื่อข้อเท็จจริงเข้าไปแฝงฝังอยู่ในความจำที่เชื่อมโยงกับขนาดรูปร่างตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ และความจำด้านอื่น ๆ อย่างสอดคล้องกับประสบการณ์หรือข้อมูลเดิม
    11. การเรียนรู้จะไปได้ดีกับความรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนท้าทาย น่าสนใจ และจะหยุดชงัก ไปไม่ได้ดี ถ้าผู้เรียนรู้สึกว่าเผชิญกับการคุกคามของผู้สอนหรือสภาพแวดล้อม
    12. สมองของคนมีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนกัน การจัดการสอนการเรียนจึงต้องคำนึงถึงผู้เรียนแต่ละคนเป็นสำคัญ แทนที่จะยึดติดกับมาตรฐานตำราหรือครูเพียงมาตรฐานเดียว

เทคนิคการสอนที่สัมพันธ์กับการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมองคือ

  •  
    1. การสร้างสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้แบบประสานทุกอย่างที่เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเต็มที่ (Orchestrated Immersion) เช่นการสอนภาษาต่างประเทศจะได้ผลดี ต้องสอนในบรรยากาศที่มีวัฒนธรรมของการใช้ภาษานั้น ๆ อย่างแท้จริง
    2. ต้องลดความหวาดกลัว ความหวั่นวิตกในผู้เรียน และสร้างบรรยากาศที่ท้าทาย น่าสนใจสำหรับนักเรียน แต่ไม่ถึงกับกดดัน คือส่งเสริมให้ผู้เรียนตื่นตัว แต่ผ่อนคลายตามธรรมชาติ (Relaxed Alertness)
    3. การส่งเสริมให้ผู้เรียนประมวลข้อมูลอย่างกระตือรือล้น (Active Processing) เพื่อที่จะกลั่นกรองสังเคราะห์ ข้อมูลเหล่านั้น ออกมาเป็นความรู้ด้วยตัวของเขาเองไม่ใช่การท่องจำข้อมูลเพื่อส่งกลับมาให้ผู้สอนโดยไม่มีการวิเคราะ, สังเคราะห์ การที่นักเรียนจะ “หยั่งรู้”  เกี่ยวกับปัญหาหนึ่งปัญหาใด ๆ ได้ จะต้องส่งเสริมให้พวกเขาสามารถวิเคราะห์อย่างเข้มข้นได้หลายแนวทาง

การเรียนรู้ที่เข้ากับการทำงานของสมอง

      หลักสูตร

      ครูจะต้องออกแบบการเรียนรู้ที่อยู่ห้อมล้อมความสนใจของผู้เรียน (ไม่ใช่สิ่งที่ครูคิดว่านักเรียนควรรู้) และช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องที่เรียนอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประสบการณ์และชีวิตจริงของพวกเขา (Contextual) ไม่ใช่สอนแต่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ แบบแยกเป็นส่วน ๆ หลักสูตรชั้นประถมและมัธยมที่มีสาขาวิชาหลากหลายก็ควรจะออกแบบให้มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นบูรณาการ

      การสอน

      ครูควรส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้เป็นกลุ่มและใช้กระบวนการเรียนรู้จากการสัมผัสสภาพแวดล้อมรอบด้าน, การกำหนดเรื่องที่เรียนให้สัมพันธ์กับปัญหาที่เป็นจริง, สนับสนุนให้นักเรียนออกไปเรียนรู้โลกจริงนอกห้องเรียน, จัดตารางสอนและลำดับการสอนให้นักเรียนได้เรียนข้อมูลแบบเชื่อมโยงกันทางใดทางหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เขาเข้าใจเพิ่มขึ้น แทนที่จะต่างวิชาต่างคนต่างสอน

      การวัดผล

      นักเรียนทุกคนกำลังเรียนรู้ในทางใดทางหนึ่ง การวัดผลควรจะอนุญาตให้พวกเขาเข้าใจสไตล์การเรียนรู้และความชอบส่วนตัวของเขาแต่ละคน นั่นก็คือ ต้องหาวิธีวัดผลที่ช่วยให้นักเรียนติดตามประเมินผลและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยตัวของเขาเองเพื่อที่เขาจะได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ไม่ใช่การฟังการวัดผลโดยอาจารย์เพื่อคะแนนอย่างเดียว

      การเรียนรู้ที่เข้ากับการทำงานของสมองยังประกอบด้วย

  •  
    1. ผู้เรียนจะตอบสนองการเรียนรู้จากสภาพความเป็นจริง และจากสื่อที่ใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริง ได้ดีกว่าการฟังคำบรรยายจากผู้ทรงความรู้
    2. คนเราจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเขาได้ฝึกหัดแก้ปัญหาที่เป็นจริง
    3. การเข้าใจภาพรวมที่เป็นภาพใหญ่ไม่อาจแยกออกจากการเข้าใจรายละเอียดการเริ่มต้นจากการสอนให้เข้าใจภาพใหญ่ก่อนจะไปถึงรายละเอียดจะช่วยการเรียนรู้ได้ดีขึ้น
    4. เนื่องจากสมองทุกสมองมีความแตกต่างกัน ครู, อาจารย์ควรอนุญาตให้ผู้เรียนมีส่วนกำหนดหลักสูตร, สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ที่เหมาะสมกับตัวเขาเองได้
    5. คนที่แก้ปัญหาได้ดีที่สุดคือคนที่หัวเราะ. (อารมณ์ดี)
    6. สื่อการสอนต้องมีศิลปะจูงใจอารมณ์ มีสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร วิธีที่จะเรียนได้ดีที่สุด ไม่ใช่การฟังบรรยาย  แต่เป็นการมีส่วนร่วมในสภาพแวดล้อมที่เป็นโลกแห่งชีวิตจริง  และผู้เรียนสามารถทดลองสิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างรู้สึกปลอดภัยว่าจะไม่ถูกหัวเราะเยาะหรือถูกลงโทษ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้อมูลส่วนที่ 6 นี้ได้มาจากหนังสือ

Renate and Geoffrey Caine, Making Connections: Teaching and the Human Brain. Addison-wesley, 1994และ Leslie Hart, Human Brain, Human Learning,

2.  การค้นพบเรื่องการทำงานของสมองและการนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษา

 

    การค้นพบเรื่องการทำงานของสมอง ข้อเสนอแนะในการจัดการศึกษา

 
จากบทความเรื่อง How Can Research on the Brain Inform Education  ใน  Class Room  Compass V2N2  www.sedl-scimst classroom.compass.htm 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

      3.1  สร้างและเผยแพร่ความรู้ชนิดที่จะแก้ปัญหามนุษย์และสังคมได้

ความรู้ต้องประยุกต์ใช้เป็นและต้องมุ่งแก้ปัญหาและพัฒนาเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่ได้

      ทั้งผู้นำรัฐบาลและคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่า ความรู้ชนิดที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้ คือ ความรู้จากวิทยาการทันสมัยของประเทศตะวันตก  และพยายามไล่ตามความรู้นี้ด้วยการลงทุนจัดการศึกษาตามแบบตะวันตก ด้วยงบประมาณของภาครัฐไม่ต่ำกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท  และงบประมาณของภาคเอกชนและตัวผู้ลงทุนเรียนอีกหลายแสนล้านบาท  ประเทศไทยมีคนจบปริญญาตรีแล้วเกือบ 2 ล้านคน  และมีคนจบเพิ่มขึ้นปีละเกือบ 2 แสนคน แต่คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความรู้เฉพาะทางแบบเทคนีเชียน ไม่เข้าใจความรู้แบบระบบองค์รวม คิด,  วิเคราะห์, สังเคราะห์ไม่ค่อยเป็น และยังคิดเรื่องประโยชน์ตัวเองมากกว่าเพื่อสังคม ดังนั้น พวกเขาจึงมีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศได้ระดับหนึ่ง แต่ประเทศไทยคงยังมีปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ  การเมือง  สังคม วัฒนธรรม มากมาย  บางปัญหาก็ขยายตัวหรือเพิ่มความซับซ้อนขึ้นกว่าสมัยก่อนด้วย

      ชนชั้นนำของไทยยอมรับว่า  การจัดการศึกษาไทยล้มเหลว  แต่พวกเขาคิดได้ทางเดียวว่า  ที่ล้มเหลวเพราะเรายังจัดการศึกษาตามแบบตะวันตกได้ไม่ดีเพียงพอ ครู,  อาจารย์,  นักเรียน,  นักศึกษา  ยังเรียนรู้ได้ไม่เก่งพอ ตามตะวันตกไม่ทัน  ถ้าปฏิรูปการศึกษาให้ใกล้เคียงกับตะวันตก เช่น  ทำให้เด็กเก่งภาษาอังกฤษ,  คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ได้มากกว่านี้ การศึกษาก็จะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมแทบทุกอย่างได้

      วิทยาการสาขาต่าง ๆ จากตะวันตก  ส่วนใหญ่เน้นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและการเพิ่มผลผลิตที่เหมาะกับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมของประเทศพัฒนา เนื่องจากประชาชนมีการศึกษาและอำนาจต่อรองสูง ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ไม่ห่างกันมาก  แต่สำหรับประเทศทุนนิยมผูกขาดที่ด้อยพัฒนาและเป็นบริวารประเทศมหาอำนาจอย่างไทย  วิทยาการแบบนี้ส่วยใหญ่กลับเป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจนายทุนส่วนน้อยมากกว่า  ทั้งยังเป็นวิทยาการที่ถูกใช้เพื่อเอาเปรียบทั้งคนและธรรมชาติไปเพิ่มผลผลิตสูงสุดหากำไรสูงสุดของเอกชน  ไม่ใช่การพัฒนาแบบเอื้ออาทรและเป็นธรรมที่จะอยู่ได้ยั่งยืน

      วิทยาการสาขาต่าง ๆ ไม่ว่าจะมีความเลอเลิศขนาดไหน ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะใช้ได้ในทุกสถานที่ในทุกสถานการณ์ แต่เป็นเรื่องของการรู้จักและนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับแต่ละประเทศ ที่มีสถานการณ์  สภาพแวดล้อมทั้งทางกาละและเทศะที่ต่างไปจากประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่เราพยายามไปศึกษาแบบเลียนแบบ ดังนั้นการวิจัยและสร้างความรู้ที่เหมาะสมกับประเทศไทยโดยการรื้อฟื้น, พัฒนาและใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับการเรียนรู้ความรู้ของคนอื่นอย่างวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ และประยุกต์ใช้เป็น  จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการจัดการศึกษาชนิดที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจสังคมเพื่อคนส่วนใหญ่ได้

      ที่การจัดการศึกษาของไทยล้มเหลว ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ การจัดการศึกษาแบบเลียนแบบ คนส่วนใหญ่สอนและเรียนแบบท่องจำเพื่อสอบ  โดยมองความรู้เหมือนเป็นแท่งความรู้สำเร็จรูป ที่ถ้าให้ใครจำและตอบผู้สอนได้ก็ถือว่าได้รับการศึกษาแล้ว แต่ความรู้เป็นเรื่องของการเข้าใจ, วิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อสร้างภูมิปัญญาใหม่ในการเข้าใจ  และแก้ไขปัญหา,  สถานการณ์ที่แท้จริงซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมใหม่ตลอดเวลา  ผู้จบการศึกษาหรือบัณฑิตส่วนใหญ่ของไทยที่ไม่ได้เรียนรู้ที่จะรักการอ่าน การค้นคว้า  อภิปราย คิด วิเคราะห์ จึงไม่มีทางที่จะมีความรู้แบบที่จะใช้งานแก้ปัญหาและพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ได้ ไม่ว่าจะเรียนมากี่ปีหรือจบปริญญาระดับไหน  เพราะพวกเขาเรียนรู้แบบเลียนแบบ  ไม่รู้จักค้นคว้าคิดด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่จึงเป็นได้แค่คนที่ท่องจำความรู้ในตำราได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น 

ความรู้ต้องมาจากการอ่าน  ค้นคว้าวิจัย  คิดและอภิปรายอย่างจริงจัง

      วันนี้เรามีประชากรเรียนหนังสืออยู่ราว 16 ล้านคน  มีครู อาจารย์,  คนทำงานสื่อสารมวลชน และชนชั้นหัวกะทิที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ความรู้ข้อมูลข่าวสารสัก 1 ล้านคน  แต่หนังสือดี ๆ ส่วนใหญ่ยังพิมพ์ได้แค่ 2-3 พันเล่ม เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่สนใจและไม่รักการอ่านหนังสือ  คนยอมเสียค่าเล่าเรียน,  ค่ากวดวิชา,  ค่าหน่วยกิตเป็นหลักหมื่นหลักแสนเพื่อให้ได้ประกาศนียบัตร / ปริญญา  แต่ไม่สนใจที่จะเลือกซื้อและอ่านหนังสือราคา 100-300 บาท ด้วยตนเอง ยกเว้นหนังสือที่จะต้องใช้สอบ ซึ่งมักเป็นตำราที่ล้าสมัยและใช้วิธีอ่านแบบท่องจำ ไม่ได้อ่านแบบวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ เพื่อประยุกต์ความรู้มาใช้กับสังคมไทยอย่างได้ผล 

      นักเรียน นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่รู้สึกจำเป็นต้องอ่านหนังสือมาก เพราะครู  อาจารย์ 8 แสนคน ส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ พวกเขาสอนจากตำราเก่า ๆ เพียงเล่ม 2 เล่ม  และใช้วิธีการสอบและวัดผลแบบง่าย ๆ โดยไม่เรียกร้องให้นักเรียนนักศึกษาต้องคิด ซักถาม  อภิปราย ไปอ่านค้นคว้าเพิ่มเติม  ทำรายงาน  ฯลฯ วิทยุโทรทัศน์ห้าร้อยกว่าสถานีที่คนไทยทั่วประเทศใช้เวลาฟังและดูมากกว่าการอ่านหนังสือหลายเท่า  ก็เสนอแต่รายการบันเทิงแบบหลบหนีจากโลกจริง 80-90%  และเสนอรายการข่าว,  สารคดี,  ความรู้ หรือความบันเทิงที่ให้แง่คิดน้อยมาก  พ่อแม่จำนวนมากใช้รายการโทรทัศน์ที่มีคุณภาพต่ำและ/หรือเกมคอมพิวเตอร์เป็นผู้เลี้ยงลูก  ไม่มีปฏิสัมพันธ์พูดคุยกันหรือทำกิจกรรมร่วมกันที่จะช่วยให้ลูกเกิดความอบอุ่นและฉลาด

      ประเทศทั้งประเทศสนใจเรื่องการหาเงินและความบันเทิงมากกว่าเรื่องการหาความรู้ ความคิดความอ่านและชีวิตที่มีคุณภาพ  นักการเมืองชอบโต้กันเรื่องส่วนตัว,  เรื่องใครโกงมากกว่าใคร  มากกว่าการโต้กันเรื่องนโยบายแนวทางแก้ปัญหาของประเทศ สื่อมวลชนชอบเสนอเรื่องฉาวโฉ่,  เรื่องความขัดแย้ง,  ความรุนแรง,  เรื่องส่วนตัวของคนดัง ฯลฯ มากกว่าเนื้อหาสาระทางสังคมที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของประชาชน

      ในขณะที่ประเทศอื่นเขาปฏิรูปครูอาจารย์, ปฏิรูปโรงเรียน,  ปฏิรูปองค์กร,  ปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคมหลายด้าน  เพื่อให้คนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างฉลาดและอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต  คนไทยชอบเรียนแบบง่าย ๆ เพื่อไปสอบได้ประกาศนียบัตร  ชอบทำงานง่าย ๆ แบบเป็นผู้ตามมากกว่าจะเป็นผู้ที่นำเป็น คิดริเริ่ม ตัดสินใจเป็น  และชอบใช้เวลาว่างกับความบันเทิงสาระต่ำมากกว่าชอบการอ่านการเรียนรู้  สภาพเช่นนี้น่าห่วงว่า ต่อไปเราคงจะแข่งขันสู้ใครได้ยาก หรือแม้แต่แค่จะเอาตัวให้รอดแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศของตัวเองให้อยู่ดีกินดีก็คงจะทำได้ยากอยู่ 

ปฏิรูปการผลิตและการจัดจำหน่ายหนังสือ ที่เน้นคุณภาพและประโยชน์ส่วนรวม

      สื่อความรู้ที่สำคัญ  เช่น  หนังสือ ทุกวันนี้ก็กลายเป็นสินค้าเพื่อหากำไรของเอกชน มากกว่าเป็นสินค้าสาธารณะที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ต่อส่วนรวมในแง่ความฉลาดรอบรู้ของคนในสังคมมากว่าเน้นการหากำไร ตลาดหนังสือจึงถูกครอบงำด้วยหนังสือการ์ตูนรัก,  ผจญภัยของญี่ปุ่น,  เรื่องของคนดัง  เรื่องแปลก ๆ หนังสือขายดีจากตะวันตก,  หนังสือที่มีการประโคมข่าว  ประชาสัมพันธ์กันมาก ในขณะที่หนังสือดี ๆ ทั้งวรรณกรรมและสารคดีที่ยกระดับความเข้าใจในชีวิตและสังคมนอกจากจะผลิตออกมาได้น้อยแล้วยังโอกาสเข้าถึงคนอ่านน้อยด้วย เนื่องจากระบบการค้าแบบแข่งขันหากำไรสูงสุด ทำให้ร้านหนังสือที่มีจำกัด  ทั้งจำนวนร้านและที่วางหนังสือ  เลือกวางหนังสือเฉพาะที่ผลิตโดยสำนักพิมพ์ของตัวเอง หรือที่ประเมินด้านการตลาดว่าจะขายได้ดี  มากกว่าที่วางหนังสือของสำนักพิมพ์อื่น ๆ โดยเฉพาะหนังสือดีที่พวกเขาคิดว่าเป็นหนังสือหนัก,  ขายยาก 

      ดังนั้น  ระบบทุนนิยมผูกขาดจึงทำให้สำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ ที่มีร้านหนังสือในเครือข่ายของตนเองมาก ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์หนังสือของตนเองมาก และร้านหนังสือใหญ่ ๆ ทั้งหลายที่เป็นผู้ทำหน้าที่คัดเลือกว่า  คนไทยควรจะได้อ่านอะไร ซึ่งจะเป็นการทำให้คนไทยยิ่งสมองลีบลง และถูกครอบงำทางปัญญาให้ตามก้นฝรั่ง  ตามก้นญี่ปุ่นมากขึ้น

      เนื่องจากหนังสือเป็นสินค้าสาธารณะที่ต้องคิดเรื่องต้นทุน-ผลตอบแทนโดยถือประโยชน์ของคนส่วนใหญ่มากกว่าต้นทุน-กำไรของเอกชน ตามกลไกการแข่งขันในตลาด ดังนั้นรัฐบาลควรเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนการผลิตหนังสือดี ๆ, ให้รางวัลหรือทุนแก่ผู้เขียนหนังสือดี, การพัฒนาการอ่านอย่างวิพากษ์วิจารณ์,  ส่งเสริมให้คนรู้จักเลือกหนังสือดี ๆ อ่าน, สร้างเวทีให้มีการแนะนำวิจารณ์หนังสือดีและการพูดคุยกับนักเขียนทางวิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยรักการอ่านและใฝ่การเรียนรู้เพิ่มขึ้น นี่คือหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา

      สิ่งที่เรียกว่า “การปฏิรูปการศึกษา” จะไม่มีความหมาย ถ้าครู  อาจารย์ยังไม่มีนิสัยรักการอ่าน และยังวัดผลด้วยการสอบแบบท่องจำ  พวกเขาไม่อาจจะจูงใจให้นักเรียน  นักศึกษารักการอ่านได้ การสนับสนุนการผลิตการส่งเสริมการอ่านและผลิตหนังสือดี ๆ กันอย่างจริงจัง จะสร้างภูมิปัญญาที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมของประเทศได้มากกว่าการเพิ่มงบการศึกษาประเภทลงทุนสร้างหรือขยาย โรงงานผลิตปัญญาชนที่ไม่รักการอ่านหนังสืออย่างที่เราทำกันมา 

      3.2   การปฏิรูปการเรียนรู้ ให้เข้ากับการทำงานของสมอง

      เพื่อจะให้การปฏิรูปการศึกษาได้ผล เราควรระดมนักจิตวิทยา, นักการศึกษา, แพทย์ ฯลฯ มาช่วยกันวิจัย เผยแพร่ และประยุกต์ใช้ความรู้เรื่องโครงสร้างและการทำงานของสมอง ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคนไทย ในแง่การพัฒนาสุขภาวะและการเรียนรู้ได้เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญ บางเรื่องเช่น การดูแลเด็กให้เซลล์ประสาทเติบโตเชื่อมต่อกันเพิ่มขึ้นตั้งแต่ในท้องถึง 10 – 11 ขวบ เป็นโอกาสทองของชีวิตที่สำคัญมากนั้นควรถือเป็นวาระสำคัญของชาติ ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องรณรงค์ให้การศึกษาพ่อแม่, พี่เลี้ยง, ครูอนุบาลให้รู้จักดูแลและพัฒนาเด็กเล็ก (ทั้งสมอง, การพัฒนาทั้งทางด้านร่างกายและอารมณ์) ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบันได้อีกหลายเท่า

      มีเด็กที่เกิดจากครอบครัวที่พ่อแม่มีที่มีฐานะมีความรู้ดูแลลูกดีและได้เรียนโรงเรียนอนุบาลแบบเตรียมความพร้อมดี ๆ ในเมือง อยู่จำนวนหนึ่ง แต่เด็กเล็กทั่วประเทศส่วนใหญ่ยังได้รับการดูแลและการจัดการศึกษาที่ล้าสมัย  เช่นสอนภาษาและเลขแบบท่องจำ, เน้นให้เด็กต้องทำตามระเบียบที่เข้มงวด ฯลฯ ซึ่งไม่สอดคล้องกับการทำงานของสมองเลย

      สิ่งที่ควรทำมาคือการรณรงค์ให้ครู อาจารย์ นักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองเห็นความสำคัญ  และช่วยกันปฎิรูปการสอนและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนให้เข้ากับการทำงานของสมองของพวกเขาอย่างจริงจัง เช่น ส่งเสริมการรักการอ่าน, การทำกิจกรรมที่ส่งเสริมการอยากรู้อยากเห็น, การส่งเสริมเรียนรู้ในหลาย ๆ ด้าน (พหุปัญญา) ทั้งกิจกรรมในครอบครัว, ชุมชน, ร่วมกับโรงเรียนและผ่าน สื่อสารมวลชนต่าง ๆ

      ประเทศไทยใช้วิทยุ, โทรทัศน์ที่มีอยู่มากเพื่อความบันเทิงที่มีสาระน้อยและการโฆษณาสินค้ามากเกินไป ซึ่งเป็นการเสียโอกาสที่จะทำให้ประชาชนฉลาด เพราะคนส่วนใหญ่เข้าถึงวิทยุโทรทัศน์มากอยู่แล้ว แต่พวกเขาได้เรียนรู้แต่สิ่งที่เสริมสร้างปัญญาน้อย นอกจากนี้ก็ควรปฏิรูปการใช้สื่ออินเตอร์เนตให้ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาความฉลาดของคนเพิ่มขึ้น แทนที่จะใช้สื่ออินเตอร์เนตเพื่อการค้า, ความบันเทิงและการสื่อสารส่วนบุคคลเป็นด้านหลัก ข้อสำคัญคือต้องส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านใฝ่การเรียนรู้ก่อน  พวกเขาจึงจะรู้จักใช้อินเตอร์เนตหาสิ่งที่น่าอ่านและเรียนรู้ได้เพิ่มขึ้น

      ความรู้เรื่องการทำงานของสมอง ช่วยให้เราเห็นความหวังที่จะปฏิรูปการเรียนรู้ได้เพิ่มขึ้นแต่ก็มีข้อควรระวัง อย่ามองแบบสุดโต่งอย่างง่าย ๆ ว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนให้เข้ากับการทำงานของสมอง คือสูตรสำเร็จรูปที่จะสามารถเปลี่ยนให้คนไทยรุ่นต่อไปฉลาดเพิ่มขึ้นได้อย่างพลิกโฉม พ่อแม่ที่ตื่นตัวอยากให้ลูกฉลาดไม่ควรกระตือรือล้นหรือคาดหมายสูงเกินไป เพราะทำให้ลูกเพิ่มความเครียดขึ้น กระทรวงศึกษาก็ไม่ควรใช้วิธีสั่งหรือชี้แนะจากข้างบนลงล่าง ให้ครูทำตามสูตรใหม่นี้  ครูที่ยังไม่เข้าใจและทำไม่ค่อยเป็นจะเพิ่มความเครียด และทำไม่ได้ผลอยู่ดี ต้องพยายามให้การศึกษาครู พ่อแม่ให้เกิด เข้าใจและเห็นแนวทางที่จะทำได้อย่างแท้จริง ศักยภาพที่จะปฏิวัติการเรียนรู้ใหม่ให้เข้ากับการทำงานของสมองมีอยู่จริง แต่ต้องเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงดูและการสอน, การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อย่างครบวงจร เป็นระบบองค์รวม และเปิดโอกาสคนทั้งประเทศเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงในเวลาไม่ช้านานห่างกันจนเกินไป

      ข้อควรระวังต่อมาคือ อาจจะมีคนบางส่วน โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ฉลาดและมีฐานะและโรงเรียนดี ๆ บางแห่งเท่านั้นที่พร้อมใช้ความรู้เรื่องการทำงานของสมองสนับสนุนเด็กส่วนหนึ่งให้ฉลาดเพิ่มขึ้น แม้ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้เยาวชนไทยจำนวนหนึ่งฉลาดมากขึ้นแต่ก็มีข้อสเยว่าอาจจะทำให้สังคมไทยมีความแตกต่างทางด้านความฉลาดของคนต่างชนชั้นต่างกลุ่มเพิ่มขึ้น  แม้ความแตกต่างทางด้านความสามารถในการเรียนรู้ของคนย่อมมีเป็นธรรมดา แต่ไม่ควรปล่อยให้ความแตกต่างทางโอกาสเพิ่มขึ้น เราต้องทำทุกวิถีทางที่จะเปิดโอกาสให้เด็กทุกคน, ประชาชนทุกคนได้เรียนรู้ให้เข้ากับการทำงานของสมอง อย่างเต็มที่และทั่วถึง

      สมองเป็นสมองทางสังคม (Social  Brain) สมองแต่ละสมองเรียนรู้ได้จากปฏิสัมพันธ์กับสมองอื่น ๆ และสภาพแวดล้อมทั้งหมดในสังคม การอยู่รอดและชีวิตที่ดีของปัจเจกชน ขึ้นอยู่กับการอยู่รอดและการมีชีวิตที่ดีของสังคมด้วย     

      ดังนั้นข้อคิดที่สำคัญในการปฏิรูปการสาธารณสุข, ปฏิรูปสังคม และปฏิรูปการศึกษา จากความรู้เรื่องสมองคือ ต้องทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ประโยชน์จากความรู้ใหม่นี้อย่างทั่วถึง และรู้จักประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพปัญหาและความต้องการอยู่รอดของสังคมไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การเรียนรู้แบบเลียนตามหนังสือตะวันตก และทำให้คนบางคนฉลาดทางปัญญา (IQ) เพื่อความสำเร็จของตนเองบนการแข่งขันเอาเปรียบคนอื่นได้เพิ่มขึ้น  โดยไม่ได้สนใจจะพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ความฉลาดทางจิตสำนึก (SQ) พอที่จะช่วยพัฒนาคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ให้ฉลาดและเจริญเติบโตไปพร้อม ๆ กัน

      หากเรารณรงค์ให้เด็กของเราฉลาดขึ้น เด็กรักการอ่านหนังสือ ใฝ่การเรียนรู้ รู้จักและกล้าตั้งคำถามพ่อแม่, ครู, ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอย่างฉลาดมากขึ้น จะเป็นการผลักดันให้พ่อแม่ ครู ผู้ใหญ่ทั้งหลายต้องไปอ่านหนังสือ, ไปเรียนรู้ เพื่อที่จะตอบคำถามเหล่านั้นให้ได้มากขึ้น ผู้ใหญ่ก็จะไปผลักดันตั้งคำถามรัฐบาลและชนชั้นนำให้ต้องบริหารประเทศอย่างฉลาดเพื่อคนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น

      ถ้าคนส่วนใหญ่สังคมรู้จักตั้งคำถามที่เป็นสาระสำคัญของชีวิตและสังคม  ก็จะนำไปสู่การคิดหาคำตอบที่ฉลาดและเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่มากขึ้น ลดความด้อยพัฒนาล้าหลัง, ความโง่เขลา ความเห็นแก่ตัวระยะสั้น และความเลวร้ายอีกหลายชนิดในยุคปัจจุบันลง และทำให้ประเทศไทยมีโอกาสก้าวไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรม ที่เจริญงอกงามอย่างมั่นคง เป็นธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง. 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

คัดจาก  วิทยากร  เชียงกูล  เรียนลึก  รู้ไว ใช้สมองอย่างมีประสิทธิภาพ  สถาบันวิทยาการการเรียนรู้  2548

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: