RSS

2. ประเทศไทยในสถานะการณ์ของการเปลี่ยนแปลง

15 ก.ค.

2. ประเทศไทยในสถานะการณ์ของการเปลี่ยนแปลง

2.1 โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย

ประชากร ที่ดินและทรัพยากรของประเทศ

ประเทศไทยมีประชากรราว 62.4 ล้านคน ในปี 2543 มีขนาดประชากรใหญ่อยู่ในอันดับที่ 18 ในจำนวนประเทศราวสองร้อยกว่าประเทศในโลก นับเป็นประเทศขนาดกลางค่อนข้างใหญ่(พอ ๆ กับอังกฤษ ฝรั่งเศสในแง่จำนวนประชากร) แต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ต่ำอยู่ในอันดับที่ 71 จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา (Developing Country) หรือประเทศพัฒนาน้อยกว่า (Less Developed Country)

สำหรับโลกยุคปัจจุบันจำนวนประชากรไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของประชากร ประชากรไทยไม่ได้เป็นกำลังผลิตที่เข้มแข็งหรือมีประสิทธิภาพการผลิตสูง (ประสิทธิภาพการผลิตวัดจากมูลค่าผลผลิตหารด้วยจำนวนแรงงานในสาขาต่าง ๆ) เนื่องจากแรงงานไทยร้อยละ 70 มีการศึกษาแค่ระดับประถม มีเด็กและผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกำลังแรงงานเป็นสัดส่วนสูงเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด เด็กในแหล่งชุมชนแออัดและชนบทที่ยากจน ยังเป็นโรคขาดอาหารและมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาการขาดการศึกษา และสภาพแวดล้อมที่ดี ตลอดจนปัญหาด้านต่าง ๆ อยู่จำนวนมาก นอกจากนั้นการพัฒนาด้านการศึกษา, การวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยยังมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจโดยรวมหรือคิดเฉลี่ยต่อหัวพลอยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่

ในแง่ที่ดินและทรัพยากรต่าง ๆ ประเทศไทยมีพื้นที่ 542,373 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับที่ 47 ในบรรดาประเทศทั่วโลก แต่ก็เป็นประเทศที่มีพื้นที่ราบที่ใช้เพาะปลูกได้เป็นสัดส่วนสูง คือ ราว 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด ในขณะที่บางประเทศมีพื้นที่กว้างใหญ่จริง แต่เป็นภูเขา, ที่ราบสูง, ทะเลทราย ที่เพาะปลูกไม่ได้เป็นสัดส่วนสูง

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตอาหาร (ธัญพืช ปศุสัตว์ ประมง) ได้พอเพียงและส่งออกเป็นจำนวนมากทุกปี ซึ่งเทียบกับประเทศในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยกันในเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกาจำนวนสองร้อยกว่าประเทศ มีอยู่ไม่เกิน 10 ประเทศที่ผลิตอาหารได้เหลือเฟือพอที่จะส่งออกได้ ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ต้องสั่งซื้ออาหารจากประเทศอื่น (ประเทศที่ผลิตอาหารได้มาก ๆ ก็คือ ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ยุโรปตะวันตก) แต่ผลผลิตการเกษตรของไทยไม่ว่าจะคิดต่อไร่หรือต่อหัว อยู่ในเกณฑ์ต่ำ เช่น มูลค่าผลผลิตการเกษตรต่อหัวของแรงงานภาคเกษตรของไทยต่ำกว่าอิสราเอล 20 เท่า ผลผลิตข้าวต่อไร่ก็ต่ำกว่าสหรัฐ เวียดนาม พม่า และอีกหลายประเทศ ทั้งนี้เพราะการเกษตรของไทยขาดระบบชลประทานและการจัดการที่ดี เกษตรกรยากจน เป็นหนี้มาก การศึกษาต่ำ

ในด้านพลังงาน ประเทศไทยมีน้ำมันและแกสธรรมชาติอยู่บ้าง แต่ให้บริษัททุนข้ามชาติเป็นผู้ได้สัมปทานขุดเจาะ และคนไทยต้องซื้อในราคาตลาดโลกคิดเป็นดอลลาร์ ปัจจุบันไทยสั่งเข้าน้ำมันดิบเข้าแต่ละปีมูลค่าสูงมาก (ประมาณ 3-4 แสนล้านบาท หรือสูงกว่ามูลค่าส่งข้าวออกประมาณ 4-5 เท่า) และยังไม่ได้มีการวิจัยและพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น แสงแดด ลม ชีวภาพ ความร้อนใต้โลก อย่างจริงจัง

ในแง่การออมและการสะสมทุน คนรวย คนชั้นกลางมีเงินออมฝากไว้ที่ธนาคารและสถาบันการเงินมากพอสมควร เงินฝากธนาคารเกือบ 5 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ แต่ที่ผ่านมาธนาคารมักปล่อยสินเชื่อเฉพาะธุรกิจการค้า การบริการ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่และอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม และภาคเกษตรได้รับสินเชื่อน้อยและต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่า ในช่วงทศวรรษ 2530-2540 ธนาคารไทยปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพไปจนเกิดปัญหาหนี้ต้องชำระและหนี้สูญมาก ทำให้ช่วงหลังต้องชะลอการปล่อยสินเชื่อ เงินออมของประเทศจึงไม่ได้ถูกบริหารจัดการให้เกิดการหมุนเวียนไปเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างเหมาะสม

โครงสร้างการผลิต

ประเทศไทยเมื่อราวร้อยปีที่แล้วเป็นระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง ผลผลิตที่สำคัญที่สุดคือ ผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งนอกจากการกสิกรรมแล้ว ยังรวมถึงผลผลิตจากป่าไม้ การเลี้ยงสัตว์และจับสัตว์น้ำด้วย แต่เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนเป็นแบบผลิตเพื่อขายหรือระบบทุนนิยมมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา มูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงเพิ่มขึ้นตามลำดับจนแซงหน้าเกษตรในปี พ.ศ. 2524 ในปัจจุบันแม้ว่าการเกษตรจะเป็นอาชีพหลักของประชากรไทย ในแง่ที่ว่าแรงงานร้อยละ 50 ยังคงทำงานภาคเกษตร แต่มูลค่าของผลผลิตจากการเกษตร (รวมทั้งปศุสัตว์ ประมง ป่าไม้ด้วย) ที่คิดอยู่ในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ มีเพียงราวร้อยละ 10 ของผลผลิตรวมเท่านั้น

โครงสร้างการผลิตของไทยในปัจจุบันเศรษฐกิจสาขาที่มีมูลค่าสูงสุด คือ อุตสาหกรรม (32.4%) รองลงมาคือ การค้าส่งและค้าปลีก และบริการ (ที่รวมถึงการท่องเที่ยว การให้บริการต่าง ๆ) การขนส่งและการคมนาคม สาขาการธนาคาร, ประกันภัย และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

แต่การที่ประชากรไทยส่วนใหญ่(แรงงานร้อยละ 50 ประชากรร้อยละ 60)ยังอยู่ในภาคเกษตร ทำให้จริง ๆ แล้วเศรษฐกิจภาคเกษตรของไทย ยังมีความสำคัญสูงอยู่ ภาคเกษตรทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มในกิจการค้า, การแปรรูปอุตสาหกรรมเกษตร และอื่น ๆ สูงและเกษตรกรเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ แม้อำนาจซื้อโดยรวมจะไม่มากเนื่องจากยากจน การที่โครงสร้างการผลิตของไทยคนส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคเกษตรที่ประสิทธิภาพการผลิตล้าหลังและมีรายได้ต่ำ ทำให้การพัฒนา

เศรษฐกิจของไทยเติบโตอย่างไม่สมดุล เกิดการกระจายทรัพย์สินและรายได้ รวมทั้งความรู้ที่ไม่เป็นธรรมเพิ่มขึ้น และถึงจุดหนึ่งก็เริ่มมีปัญหาเศรษฐกิจถดถอย เพราะความมั่งคั่งกระจุกตัวในมือคนส่วนน้อย คนส่วนใหญ่ยากจน ประสิทธิภาพต่ำ และขาดอำนาจซื้อ สินค้าที่ผลิตมาจึงขายไม่ค่อยได้ทำให้ธุรกิจและเศรษฐกิจเติบโตช้าลง

สาขาอาชีพที่มีสัดส่วนแรงงานสูง รองลงมาจากสาขาเกษตร คือ แรงงานรับจ้างในภาคอุตสาหกรรม (14.9%) การค้าและบริการ (12.3%) นอกจากนั้นก็เป็นสาขาการก่อสร้าง บริหาร ราชการ แผ่นดิน คมนาคม ขนส่ง ธนาคาร ประกันภัย ฯลฯ (กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม สถิติแรงงาน ปี2542)

ตารางที่ 2

เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจ

จากช่วงแผน 1 (2504-2509) ถึงแผน 7 (2535-2539) และแผน 8 (2540-2544)

แผน 1

(2504-2509)

แผน 7

(2535-2539)

แผน 8

(2540-2544)

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

* ตัวเลขประมาณการปี พ.ศ. 2542

แรงงานรับจ้างในภาคอุตสาหกรรมการค้าและบริการ ส่วนใหญ่ได้รับค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ และไม่ได้รับประกันจากกฎหมายแรงงานอย่างเต็มที่ เพราะส่วนใหญ่รับจ้างในสภาพประกอบการขนาดเล็กหรือเจ้าของพยายามเลี่ยงภาษี เลี่ยงกฎหมายแรงงาน

ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร คนส่วนใหญ่มีปัญหาคล้ายกันอยู่ข้อหนึ่ง คือ รายได้ไม่ค่อยพอรายจ่าย และต้องเป็นหนี้กันทั่วไป หนี้ส่วนใหญ่เพื่อการใช้จ่ายในครัวเรือน ไม่ใช่เพื่อการลงทุน คนยากจนจึงเพิ่มขึ้นและกระจายอยู่ทั่วไป ที่มีสัดส่วนสูงคือ ในภาคอีสาน ซึ่งมีประชากรมากและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายมากจนขาดความอุดมสมบูรณ์

โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศ

เศรษฐกิจประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจแบบเปิดกว้าง พึ่งพาการลงทุนและการค้าขายกับต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูงมาก ดังจะเห็นได้จากที่มูลค่าการค้า และสัดส่วนการค้ากับต่างประเทศ เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของผลผลิตรวมของประเทศเพิ่มขึ้นตามลำดับ ทั้งสินค้าที่ไทยสั่งเข้ายังมีมูลค่าสูงกว่าสินค้าส่งออกตลอดมาในระยะ 40 ปี โดยเฉพาะช่วง 6-7 ปี ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำในปี พ.ศ.2540

ไทยเคยมีขนาดการเปิดประเทศ (คิดจากสัดส่วนของมูลค่าสินค้าเข้า – ออกต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ) ราว 30% ในช่วงเริ่มแผนพัฒนาใหม่ ๆ ปี พ.ศ. 2504 เพิ่มเป็น 75.8% ในปี 2533 และราว 110% ในปี 2544 ไทยขาดดุลการค้า (สั่งเข้ามากกว่าส่งออก) เพิ่มจาก 9,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2533 เป็น 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2539 ถ้าคิดเป็นเงินบาท ปี 2540 ปีที่เริ่มเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำไทยขาดดุลการค้าถึง 1.12 แสนล้านบาท

การที่รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศตามแบบประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม เปิดรับเงินลงทุนและเงินกู้ยืมจากต่างประเทศสูง ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งมาจากทุนต่างประเทศที่เข้ามาหากำไรจากทรัพยากรในประเทศ และไทยต้องเสียดอกเบี้ยและเป็นหนี้เป็นสินเพิ่มพูนขึ้นทุกปี การที่เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการลงทุน และการค้าระหว่างประเทศสูง ทำให้เศรษฐกิจไทยพึ่งตลาดภายในประเทศน้อย และสนใจการพัฒนาคนและพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศน้อย

ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเป็นมูลค่าสูงถึงราว 73% ของมูลค่าสินค้าออกทั้งหมด สินค้าอุตสาหกรรมที่ส่งออกได้มาก คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบแผงวงจรไฟฟ้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลกระป๋อง รองเท้าและชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์พลาสติก ส่วนสินค้าเกษตรมีกุ้งสดแช่เย็นและแช่แข็ง ข้าว ยางพารา สินค้าเกษตร มีสัดส่วนราว 13% และอุตสาหกรรมเกษตรอีกราย 8-9% ของมูลค่าสินค้าส่งออกทั้งหมด

สำหรับสินค้าเข้าที่สำคัญที่สุด คือ เครื่องจักรที่ไม่ใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบเครื่องจักรที่ใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เหล็ก และเหล็กกล้า น้ำมันดิบ ยานพาหนะและส่วนประกอบ มูลค่าการสั่งเข้าของไทยเพิ่มขึ้นสูงกว่ามูลค่าการส่งออกตลอดมา เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกของไทยต้องพึ่งเครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ น้ำมันเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก ขณะที่คนรวยคนชั้นกลางของไทยก็บริโภคสินค้าเข้าจากต่างประเทศสูง เช่น การใช้น้ำมันเพื่อรถยนต์ส่วนตัวมาก การใช้ของฟุ่มเฟือยต่าง ๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องประดับตกแต่งบ้าน, อาหารและเครื่องดื่มที่สั่งเข้า ฯลฯ รวมทั้งการไปเที่ยวต่างประเทศ

ในสภาพที่การส่งออกส่วนใหญ่ของไทยเป็นสินค้าอุตสาหกรรมประเภทที่ต้องสั่งเข้าอะไหล่, วัตถุดิบจากต่างประเทศมาประกอบ ยิ่งไทยพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกมากขึ้น ก็จะยิ่งต้องสั่งสินค้าเข้ามากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ไทยขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น และเป็นหนี้เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ การที่ภาครัฐเป็นหนี้มาก ส่วนหนึ่งเพราะรัฐมีความสามารถในการเก็บภาษีและหารายได้เข้ารัฐต่ำ แต่ต้องการลงทุนและใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเอกชนสูง

2.2 วิพากษ์การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนา ฉบับที่ 1 – 9

เศรษฐกิจไทยในรอบ 44 ปีนับตั้งแต่มีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ถึงปัจจุบัน (ฉบับที่ 9) มีอัตราการเจริญเติบโตสูง ผลจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประกอบกัน ความเจริญทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าตัว จากประมาณ 17 ล้านคนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็น 62 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2543 ขณะที่มูลค่าผลิตภัณฑ์ประชาชาติ ซึ่งเป็นตัวเลขวัดมูลค่าสินค้าและบริการที่ทั้งประเทศผลิตได้ในแต่ละปี ได้เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าตัว ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้คนไทยในปัจจุบันมีสินค้าบริการและรายได้มากขึ้นกว่าเมื่อ 50 ปีก่อนมาก กล่าวคือรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อหัวเพิ่มจาก 4,100บาท ในปี พ.ศ. 2504 เป็น 75,991 บาท ในปี พ.ศ. 2540

แต่การพัฒนาไม่ได้ทำให้คนไทยในยุคปัจจุบันรวยขึ้นอย่างเสมอหน้ากันทุกคน เพราะการกระจายทรัพย์สินและรายได้ มีความไม่เป็นธรรมสูง คือ มีคนรวยประเภทเจ้าของที่ดินที่มีมูลค่าสูง เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่ร่ำรวยขึ้นมากจำนวนหนึ่ง และมีคนฐานะปานกลางอีกจำนวนหนึ่ง ได้แก่ พวกผู้ประกอบการขนาดย่อม พนักงานข้าราชการ นักวิชาชีพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนและสัดส่วนเพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่คนส่วนใหญ่ในสังคม เช่น ชาวนา ชาวไร่ขนาดเล็ก คนงานไร้ฝีมือหรือกึ่งฝีมือ ฯลฯ มีฐานะยากจน กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุด 20 เปอร์เซ็นต์แรกมีสัดส่วนในรายได้ร้อยละ 49.2 ของทั้งประเทศ ในปี พ.ศ. 2518 เพิ่มเป็นร้อยละ 58.5 ในปี พ.ศ. 2542 ขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่จนที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ล่าง มีสัดส่วนในรายได้เพียงร้อยละ 6.1 ของประเทศในปี พ.ศ. 2518 และมีสัดส่วนในรายได้ประชาชาติของประเทศ ลดลงเหลือร้อยละ 3.8 ในปี พ.ศ. 2542

การพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม ทำให้มีการบุกเบิกป่ามาใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชผลเพื่อการค้ามากขึ้น ป่าไม้ที่มีเคยมี มากกว่าครึ่งหนึ่ง คือร้อยละ 53 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ในปี พ.ศ. 2504 ลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 25.6 ของพื้นที่ทั้งประเทศในปี พ.ศ. 2535 และราวร้อยละ 20 หรือต่ำกว่าในปัจจุบัน คิดเป็นพื้นที่ป่าถูกทำลายไปราว 100 ล้านไร่ ป่าถูกทำลายทั้งโดยนายทุนที่ต้องการตัดไม้ขาย และโดยเกษตรกรที่ต้องการที่ดินปลูกพืชเพื่อขาย

ด้านการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร มีการเปลี่ยนแปลงจากการทำนาแบบเก่า ปลูกข้าวกินเองไปเป็นการทำนาแบบใหม่ และการปลูกพืชไร่เพื่อขายมากขึ้น ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช รถแทรกเตอร์ และเครื่องทุ่นแรงต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาการทำลายทรัพยากรดิน คือ การชะล้างพังทลายของหน้าดินเกิดปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม อย่างกว้างขวางและปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น เกษตรกรต้องซื้ออาหาร และปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น ต้องเป็นหนี้เพิ่มขึ้น การป่วยเจ็บล้มตายจากยาปราบศัตรูพืช การขาดดุลการค้าของประเทศ หรือการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเป็นมูลค่าสูงกว่า ที่ส่งสินค้าออกไปขายได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ผลผลิตการเกษตรที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทย ส่วนใหญ่มาจากการทำลายป่าและขยายพื้นที่เพาะปลูก แต่สัดส่วนความสำคัญของมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจทั้งประเทศกลับลดลง เพราะภาคอุตสาหกรรมการค้า บริการ เจริญเติบโตในอัตราสูงกว่า จึงมีสัดส่วนสูงกว่าภาคเกษตรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 1 (2504-2509) มูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมมีสัดส่วนร้อยละ 13.6 ของมูลค่าผลผลิตของทั้งประเทศ ขณะที่การเกษตรมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 33.7 ของมูลค่าผลผลิตของทั้งประเทศ อีกเกือบ 40 ปีต่อมา คือในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 8 (2540-2544) โครงสร้างการผลิตของประเทศเปลี่ยนไปในทิศทางที่ภาคอุตสาหกรรมการค้าและบริการมีมูลค่าสูงกว่าภาคเกษตรมาก กล่าวคือ มูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมมีสัดส่วนถึงร้อยละ 32.4 ของมูลค่าผลผลิตของทั้งประเทศ ขณะที่มูลค่าผลผลิตภาคเกษตรลดลงเหลือแค่ร้อยละ 10.5 ของผลผลิตของทั้งประเทศ ทั้งภาคการค้าและการบริการในปัจจุบัน ก็มีมูลค่าเป็นสัดส่วนสูงกว่าภาคเกษตร

โครงสร้างการส่งออก ของไทยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สมัย 40 กว่าปีที่แล้วคือ ปี 2508 สินค้าส่งออกที่สำคัญคือสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์การเกษตรมีสัดส่วน 84.4 ของมูลค่าสินค้าออกทั้งหมด แต่ปัจจุบันสินค้าส่งออกราว 73% คือ สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์, อุปกรณ์และส่วนประกอบแผงวงจรไฟฟ้า เสื้อผ้า ฯลฯ

แรงงานในภาคเกษตรกรรมซึ่งเคยมีสัดส่วนร้อยละ 83.2 ของแรงงานทั้งประเทศ ในปี 2503 มีสัดส่วนลดลงเหลือร้อยละ 42.6 ของแรงงานทั้งประเทศในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 8 (2540-2544) เกษตรกรยังเป็นแรงงานส่วนใหญ่อยู่เมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่น แต่เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาของการพัฒนาที่ไม่สมดุล และการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ที่มีผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจสังคมทั้งในเมืองและชนบทอย่างมาก

การเจริญเติบโตทางด้านการคมนาคม อุตสาหกรรม และธุรกิจการค้าในอัตราที่สูงกว่าภาคเกษตร บวกกับการกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ประชาชนในชนบทซึ่งไม่มีที่ทำกินหรือมีรายได้ต่ำ อพยพเข้ามาหางานในเมืองมากขึ้น ชุมชนเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ทุกอย่างกลายเป็นเมืองโตเดี่ยว นั่นก็คือกรุงเทพฯ แห่งเดียว มีประชาชนอาศัยอยู่ หรือเข้ามาทำงาน เรียนหนังสือ ฯลฯ ประมาณ 8-9 ล้านคน หรือร้อยละ 15 ของประชาชนทั้งประเทศ ใหญ่กว่าจังหวัดอื่น ๆ อีก 75 จังหวัดอย่างมาก กรุงเทพฯ เป็นที่รวมศูนย์ของความมั่งคั่ง แต่ขณะเดียวกันก็มีปัญหาจราจรติดขัด สภาพแวดล้อมแออัด การขาดแคลนสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่มีคุณภาพ ปัญหามลภาวะ และปัญหาเศรษฐกิจสังคมด้านต่าง ๆ ที่รุนแรงกว่าจังหวัดอื่น และมีต้นทุนในการจัดการแก้ปัญหาสูงกว่าจังหวัดอื่นมาก เมืองใหญ่อื่น ๆ เช่น นครราชสีมา เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ ก็กำลังเจริญเติบโตในอัตราสูงกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกันและมีปัญหาเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร

การที่เศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราสูง ช่วงแรกก็ได้มาจากการที่รัฐบาลใช้นโยบายเก็บภาษีข้าวส่งออกที่เรียกว่าพรีเมี่ยม ใช้ระบบโควตา และอัตราสำรองข้าว เพื่อกดราคาข้าวภายในประเทศให้ต่ำกว่าราคาข้าวในตลาดโลกมาก เพื่อทำให้แรงงานได้ค่าจ้างต่ำไปด้วย ทำให้ภาคอุตสาหกรรมการค้า การบริการสามารถใช้แรงงานค้าจ้างต่ำไปแข่งขันกับคนอื่น ๆ สามารถส่งออกได้มากขึ้นโดยที่ชาวนาเป็นผู้เสียสละขายข้าวได้ราคาต่ำกว่าชาวนาในประเทศอื่น ๆ มาก และเป็นผลให้ชาวนาส่วนใหญ่ไม่สามารถพัฒนาตนเองให้เป็นเกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถ และมีทุนที่จะพัฒนาการเกษตรของตนให้เจริญก้าวหน้าได้ ภาคเกษตรจึงล้าหลังมากกว่าเพื่อน แม้ระยะหลังรัฐบาลจะเลิกเก็บภาษีพรีเมี่ยมข้าว เนื่องจากราคาข้าวในตลาดโลกต่ำลง แต่ชาวนาก็คงยังไม่อาจจะฟื้นฐานะของตัวเองได้ เพราะต้นทุนการผลิตที่ต้องใช้ปุ๋ย, ยา ฯลฯ สูงขึ้น แต่ชาวนาขายพืชผลได้ในราคาที่ต่ำ เนื่องจากระบบการค้าโลก และการค้าในประเทศยังคงทำให้ชาวนาไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

การเติบโตของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยในระยะหลัง ทำให้มีการสั่งเข้าสินค้า ทั้งประเภทเครื่องจักร น้ำมันเชื้อเพลิง ยานยนต์และอะไหล่ วัตถุดิบและเครื่องอุปโภคบริโภค ฯลฯ มีมูลค่ามากกว่าสินค้าออกทุกปี ทำให้ไทยขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นตามลำดับ จากที่เคยขาดดุลการค้าในปี พ.ศ.2503 เพียง 997 ล้านบาท กลายเป็นขาดดุลการค้าถึง 420,725 ล้านบาท ในปี พ.ศ.2539 การที่ไทยสั่งเข้าได้มากกว่าการส่งออก ทำได้โดยอาศัยการลงทุนและการกู้ยืมจากต่างประเทศ รวมทั้งการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวของชาวต่างประเทศ ซึ่งช่วยนำเงินตราต่างประเทศเข้ามา แก้ปัญหาดุลชำระเงินได้บ้าง อย่างไรก็ตาม การลงทุนและการกู้ยืมจากต่างประเทศเมื่อถึงเวลาหนึ่งก็ต้องมีการส่งกำไร เงินต้น และดอกเบี้ยกลับคืนต่างประเทศ ขณะที่การลงทุนและธุรกิจท่องเที่ยวของชาวต่างประเทศก็ให้ประโยชน์แก่เจ้าของโรงแรม, ร้านอาหาร, กิจการท่องเที่ยว, การขนส่ง, การขายสินค้าให้นักท่องเที่ยวที่มักเป็นบริษัทขนาดใหญ่มากกว่า ไม่ได้ตกถึงประชาชนอย่างทั่วถึง

แต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราสูงส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลาญทรัพยากร เช่น ป่าไม้ ดิน น้ำ แร่ธาตุ ฯลฯ และการเพิ่มทุนและแรงงานเข้าไปในการผลิต มากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผลผลิตทางการเกษตรต่อไร่โดยเฉลี่ยของไทยแม้จะเพิ่มสูงขึ้นบ้างจากเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น มาก และต่ำกว่าประเทศในเอเชียตะวันออกด้วยกันหลายประเทศ

2.3 ผลกระทบจากแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม

ผลของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเน้นการลงทุนเพิ่มสินค้าและบริการเพื่อการขาย ทำให้คนไทยในปัจจุบันมีรายได้เป็นตัวเงินสูงกว่าเมื่อก่อน แต่ก็ไม่ได้แปลว่ารายได้ที่แท้จริงคือ รายได้ที่สามารถซื้อสินค้าได้จะเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เป็นตัวเลข เพราะค่าครองชีพ หรืออัตราเงินเฟ้อได้เพิ่มขึ้นสูงมากในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา (เฉลี่ยปีละ 4-5%) ทำให้ค่าของเงินที่ใช้ซื้อสินค้าและบริการได้ในปัจจุบันมีค่าลดลงกว่าเมื่อสมัย 40 ปีที่แล้วหลายเท่า รวมทั้งคนไทยในยุคปัจจุบันก็เลิกการผลิตแบบพึ่งตนเอง หันไปทำการเกษตรเพื่อขาย หรือเป็นลูกจ้าง จึงผลิตและหาอาหาร ยา และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ได้เองแบบคนสมัยก่อนลดลง และต้องใช้เงินซื้ออาหาร ยา และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้แล้วการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายไปอย่างทั่วถึง ตรงกันข้ามการกระจายทรัพย์สินและรายได้ในหมู่คนไทย กลับมีความไม่เป็นธรรมสูงขึ้น จนแม้แต่รายงานของธนาคารโลก 2540 ก็ยังกล่าวขวัญถึงว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีปัญหาการกระจายรายได้เลวลงอย่างน่าห่วงใย คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน และไทย (The World Band Annual Report 1997 P.51)

การพัฒนาแบบพึ่งทุนต่างชาติ และเน้นความเติบโตทางเศรษฐกิจส่วนรวม นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางทำลายป่าไม้ ทรัพยากรต่าง ๆ จนเกิดมลภาวะมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง คือ คนรวยรวยมากขึ้น คนจนจนลง และปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ ทั้งอาชญากรรม, ยาเสพย์ติด การใช้แรงงานเด็กและการล่อลวง ชักจูงเด็กและเยาวชนให้เป็นโสเภณี ฯลฯ ตามมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการพัฒนาเศรษฐกิจในแนวนี้ก็มีผลทำให้การเมืองขึ้นอยู่กับระบบธุรกิจและการใช้เงินหาเสียงมากขึ้น ประชาชนซึ่งยากจนและมีแนวคิดแบบเชื่อในระบบอุปถัมภ์อยู่แล้ว ยิ่งเข้าไปอยู่ในวังวนของการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างเป็นระบบมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงด้านสังคม – วิถีชีวิตความเป็นอยู่และสถาบันครอบครัว

การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตก นอกจากจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างการผลิต เน้นความสำคัญของอุตสาหกรรมการค้าและบริการและการเกษตรเพื่อการค้ามากขึ้น มีการรวมศูนย์ทุนและปัจจัยการผลิตอยู่ในมือผู้ผลิตผู้ค้ารายใหญ่มากขึ้นแล้ว ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านชีวิตความเป็นอยู่และสถาบันครอบครัวของคนไทยในรอบ 40-50 ปีที่ผ่านมาอย่างรุนแรงด้วย

สภาพการผลิตและการบริโภคแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม ทำให้คนอพยพเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองหรือใช้ชีวิตแบบต้องพึ่งพาเงิน, พึ่งพาระบบตลาดแบบคนในเมืองมากขึ้น สังคมไทยสมัยก่อนซึ่งเคยเป็นแบบครอบครัวขยาย คือ คู่แต่งงานที่ยังคงอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ เด็ก ๆ มีปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา ช่วยดูแล เปลี่ยนมาเป็นสังคมแบบครอบครัวเดี่ยว ที่อยู่กันเฉพาะพ่อแม่ลูกมากขึ้น แม่ต้องออกมาทำงานนอกบ้านมากกว่าสมัยก่อนเพราะรายได้ที่พ่อหาได้คนเดียวไม่พอใช้จ่าย หรือเพราะครอบครัวต้องการรายได้เพิ่ม, ต้องการยอมรับจากสังคมว่าการทำงานหาเงินมาจับจ่ายใช้สอยเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้วิถีชีวิตคนไทยเปลี่ยนไป แม่ไม่สามารถให้นมลูกได้เอง เด็กต้องดื่มนมสำเร็จรูปซึ่งมีคุณค่าทางอาหารน้อยกว่า ทั้งแม่ก็มีเวลาดูแลลูกน้อยลง เด็กต้องอยู่ตามสถานเลี้ยงเด็ก หรืออยู่กับคนทำงานบ้านที่ไม่สามารถดูแลเด็กได้อย่างมีคุณภาพพอ ทำให้เด็กขาดความอบอุ่นและความรู้สึกมั่นคง มีพัฒนาการสู้เด็กสมัยก่อนที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย อย่างใกล้ชิดกว่าไม่ได้

ชีวิตของชาวชนบทเปลี่ยนไป คนอพยพเข้าเมืองมากขึ้น ประชากรในเขตเมืองเพิ่มขึ้น ความเจริญทางวัตถุ ถนน ไฟฟ้า วิทยุ โทรทัศน์ มอเตอร์ไซด์ รถกระบะ ฯลฯ ขยายไปสู่อำเภอ ตำบล หรือแม้แต่หมู่บ้าน ชาวชนบท รวมทั้งเด็กเยาวชนจำนวนมากที่อพยพมาทำงานในเมืองมักต้องใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนแออัดหรือในโรงงานแบบตึกแถว ซึ่งมีสภาพไม่ถูกสุขลักษณะ และมีสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางสุขภาพและทางเศรษฐกิจสังคมหลายประการ เช่น ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพย์ติด การพนัน การติดสุรา การทะเลาะวิวาท ฯลฯ

วิถีชีวิตแบบเป็นกันเอง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในชนบทของคนไทยส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนแปลงเป็นแบบแก่งแย่งแข่งขันตัวใครตัวมันแบบชาวเมืองมากขึ้น วิถีชีวิตในเมืองที่ต้องแข่งขันกันทำงานหาเงิน, การจราจรคับคั่ง, ความเป็นอยู่แออัด ทำให้คนมีความเครียด นิยมความเป็นตัวของตัวเอง แบบเห็นแก่ตนมากขึ้น การเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกที่เน้นการบริโภค การเสพสุข ทำให้คนหนุ่มสาวมีความสัมพันธ์ทางเพศโดยไม่ได้แต่งงาน หรือโดยไม่ได้วางแผน ทำให้เกิดครอบครัวแบบไม่ได้วางแผน ตลอดจนเด็กถูกทอดทิ้งมากขึ้น การแตกร้าวหย่าร้างหรือแยกกันอยู่ในคู่แต่งงานมีมากขึ้น พ่อแม่ที่ยากจนและหรือมีปัญหาใช้วิธีการส่งลูกไปฝาก ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ยากจนในชนบทให้เลี้ยงดูแบบตามมีตามเกิดมากขึ้น

ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวคนรุ่นปัจจุบันเพิ่มขึ้น เวลาและความสัมพันธ์ที่คนในครอบครัวมีให้ต่อกันเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวลง เพราะปัญหาการแข่งขันไต่เต้าทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะปัญหาของคนยากจนเท่านั้น แต่เป็นปัญหาสำหรับคนชั้นกลางและคนชั้นสูงด้วยเช่นกัน สภาพแวดล้อมสังคมโดยทั่วไปที่มีลักษณะแก่งแย่งแข่งขันกันบริโภค มุ่งเอาเปรียบ มุ่งค้ากำไรกันมากขึ้น เป็นผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก เยาวชน และชีวิตครอบครัวอย่างมาก

การที่เศรษฐกิจสังคมไทยได้เปลี่ยนไปในทางการผลิตสินค้าเพื่อการหากำไรมากขึ้น การ

พัฒนาทางเศรษฐกิจมีลักษณะไม่สมดุล การกระจายทรัพย์สินและรายได้มีความไม่เป็นธรรมมากขึ้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาต่อวิถีชีวิตครอบครัวทั้งทางตรงและทางอ้อม พ่อต้องทำงานหนักขึ้น เครียดมากขึ้น รวมทั้งกินเหล้า เที่ยวเตร่ มีเมียน้อย ฯลฯ บางคนก็ต้องจากครอบครัวไปทำงาน ขายแรงงานในต่างประเทศ หรือในเมืองอื่น แม่ก็ต้องทำงานนอกบ้านด้วย ทำให้มีเวลาดูแลลูกลดลง เพราะลำพังพ่อคนเดียวทำงานได้ไม่พอกินพอใช้ พ่อบางคนก็ไม่รับผิดชอบทั้งพ่อและแม่มีความเครียดกับการแก่งแย่งแข่งขันหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและแข่งขันในทางบริโภคมากขึ้น

ชีวิตครอบครัวโดยเฉพาะครอบครัวที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจหรือมีความขัดแย้งระหว่างพ่อกับแม่สูง มีปัญหาการหย่าร้างหรือแยกกันอยู่ ความรักความอบอุ่นในครอบครัวลดลง เพราะสภาพแวดล้อมทำให้คนเน้นเรื่องหาเงินหารายได้มาก เด็กเอง โดยเฉพาะเด็กยากจนก็ถูกเอาเปรียบทั้งในเรื่องแรงงานและการตกเป็นสินค้าทางเพศมากขึ้น เผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เป็นมลภาวะและเสี่ยงอันตรายมากขึ้น มีชีวิตที่เครียดกับการแข่งขันแบบตัวใครตัวมันตั้งแต่ในวัยเด็กมากขึ้น การสร้างสรรค์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมกลายเป็นแบบเพื่อการค้ามากขึ้น ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ขาดความสนใจและขาดการพัฒนา เพราะภาคธุรกิจรวมทั้งสื่อมวลชนซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญของภาคธุรกิจ สนใจวัฒนธรรมตะวันตกแบบมวลชนเพื่อประโยชน์ทางการค้ามากกว่าเพื่อสนองความเจริญงอกงามทางจิตใจของประชาชนและชุมชน

สรุป

เศรษฐกิจสังคมไทย สมัยพันกว่าปีที่แล้ว ถึงประมาณสองร้อยปีที่แล้ว เป็นเศรษฐกิจการเกษตรที่ผลิตแบบพึ่งตนเองตามธรรมชาติ หรือเศรษฐกิจพอเพียง มีอาหารการกิน และปัจจัยที่จำเป็นสนองความต้องการของสมาชิกได้ดีพอสมควร เพราะธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ประชากรมีไม่มาก การจัดองค์กรทางเศรษฐกิจสังคมมีรูปแบบง่าย ๆ ก็มีกฎระเบียบ ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ที่ทำให้สมาชิกในชุมชนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข จะมีปัญหาบ้างก็เวลาเกิดสงคราม เกิดทุพพิกภัยและโรคระบาด หรือการข่มเหงรังแกของผู้มีอำนาจ แต่สภาพชีวิตประชาชนโดยทั่วไปมีเศรษฐกิจแบบพอเพียง ประชาชนไม่ได้ยากจน ขาดแคลนปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ

เมื่อไทยเริ่มรับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เน้นการผลิตเพื่อขายหากำไร สภาพเศรษฐกิจและสังคมของไทย ได้เปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ จากการทำการเกษตรและการผลิตเพื่อใช้ เป็นการผลิตเพื่อขายทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม มีการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่ และการลงทุนผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ทำให้ประชาชนมีสินค้าและบริการใช้มากขึ้น แต่ก็ทำให้ทรัพยากรถูกทำลายสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมลง วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบชุมชนเมือง ที่ภาคอุตสาหกรรม การค้า การบริการ เจริญเติบโตมากกว่าภาคเกษตร

ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมประชาชนต้องพึ่งพาเงิน ระบบตลาด การลงทุนและการค้ากับต่างชาติมากขึ้น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจการเมืองภายใต้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบผูกขาดและด้อยพัฒนาเป็นไปอย่างไม่สมดุล และไม่ทั่วถึง ทำให้ภาคเกษตรกรรม หรือภาคชนบทกลายเป็นภาคล้าหลัง ประชาชนยากจนขาดความรู้ อำนาจต่อรองและทักษะสำหรับชีวิตเศรษฐกิจสมัยใหม่ กลายเป็นผู้เสียเปรียบและผู้ด้อยโอกาสในสังคม วิถีชีวิตและสถาบันครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปในทางขาดความรัก ขาดความอบอุ่น มากขึ้น สภาพการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้เราควรทบทวนนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทยใหม่อย่างวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อที่เราจะได้หาแนวทางแก้ไขและพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของไทยไปในทางที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

2.3 ปัญหาของภาคเกษตรและภาคชนบท

คนไทยส่วนใหญ่ ราวร้อยละ 75-80 ยังอยู่นอกเขตเทศบาลหรืออยู่ในชนบท แม้ว่าการพัฒนาประเทศในรอบ 40-50 ปีที่ผ่านมา จะทำให้สัดส่วนของแรงงานภาคเกษตรในปัจจุบันลดลง เหลือต่ำกว่า 50 ของแรงงานทั้งหมด และคนในชนบทต้องพึ่งรายได้จากอาชีพเสริมอย่างอื่นนอกจากการทำเกษตรมากขึ้น แต่ชนบทก็ยังเป็นแหล่งพำนักของครอบครัวของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

ปัญหาของชาวชนบท โดยทั่วไปทั้งที่เป็นเกษตรกรและแรงงานรับจ้างประกอบด้วยปัญหารายได้ต่ำ เมื่อเทียบกับต้นทุนและค่าครองชีพ ปัญหาความด้อยประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งมีผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ ปัญหาการได้รับบริการโครงสร้างพื้นฐานจากรัฐ เช่น การสาธารณสุข การศึกษา การชลประทาน และการพัฒนาปรับปรุงอาชีพ ค่อนข้างน้อย

ปัญหาหลักของชาวชนบท คือ ปัญหาความยากจน เพราะว่าความยากจนก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมามากมาย เช่น ปัญหาการไม่มีเงินทุนจะศึกษาเล่าเรียน หรือส่งลูกให้ได้รับการศึกษาสูง ปัญหาการไม่มีเงินปรับปรุงการผลิตและชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ปัญหาการไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีสิทธิมีเสียง ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองเท่าเทียมคนที่มีฐานะ และการศึกษาดีกว่า ฯลฯ

เมื่อเรากล่าวถึงปัญหาความยากจนของชาวชนบท เราหมายถึงชาวชนบทส่วนใหญ่ที่เป็นชาวนาชาวไร่ขนาดกลางและขนาดย่อม ชาวนาผู้เช่า และชาวนารับจ้าง การพัฒนาเศรษฐกิจโดยภาครัฐและเอกชน เท่าที่ทำกันมามีผลให้เกษตรกรในเขตชลประทานหรือในเขตที่ปลูกพืชไร่ พืชสวน ที่สามารถขายได้ราคาดี ส่วนหนึ่งมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้าง แต่คนที่มีฐานะดีในชนบทส่วนใหญ่ไม่ได้รวยจากการทำเกษตรโดยตรง แต่มาจากการขายที่ดินบ้าง การค้าขายอื่น ๆ การมีที่ดินให้เช่า การปล่อยเงินกู้กินดอกเบี้ย การมีรถแทรกเตอร์ไว้รับจ้างไถ ฯลฯ แต่ก็เป็นคนส่วนน้อย เช่น เป็นเจ้าของโรงสี เจ้าของร้านค้า ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เป็นต้น

ชาวชนบทในภูมิภาคต่างกันก็มีปัญหาบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น ภาคกลาง มีปัญหาชาวนาผู้เช่ามาก ปัญหาการเป็นหนี้สินสูง เพราะต้องทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ ใช้ทุนมาก ฟาร์มมีขนาดแตกต่างกันสูง ฟาร์มเล็กได้ผลตอบแทนต่ำกว่าฟาร์มใหญ่มาก มีปัญหาชาวนาไม่มีที่ดินต้องเป็นแรงงานรับจ้างมาก ภาคเหนือ มีปัญหาขาวนาผู้เช่ารองจากภาคกลาง และมีปัญหาเรื่องที่ทำกินมีขนาดเล็กไม่ค่อยจะพอกิน ยกเว้นแต่ในเขตชลประทานที่ปลูกพืชได้ปีละหลายครั้ง แต่มีปัญหาต้นทุนสูง ปัญหาหนี้สินพอ ๆ กับภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัญหาที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ขาดแคลนน้ำ ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ปลูกพืชได้ปีละครั้ง มีปัญหาหนี้สิน ขาดแคลนเงินลงทุน และขาดแคลนความรู้ด้านการจัดการฟาร์ม ภาคใต้ มีพื้นที่ทำกินจำกัด ราคายาง, ปาล์มน้ำมัน, ผลไม้ไม่แน่นอน, การประมงเริ่มมีปัญหาจากการที่เรือขนาดใหญ่ทำลายทรัพยากรมากเกินไป ทำให้เรือประมงขนาดเล็กจับปลาได้ลดลง

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรทุกภาคก็มีปัญหาหลายอย่างที่เป็นปัญหาร่วมกัน ทำให้เราพอจะกล่าวถึงสภาพปัญหา สาเหตุและทางแก้ไข

ปัญหาความยากจนของเกษตรกรโดยส่วนรวมได้อย่างน้อย 4 ประการ คือ

1. ปัญหาสภาพแวดล้อมธรรมชาติถูกทำลาย และความด้อยประสิทธิภาพในการผลิต

2. ปัญหาการเสียเปรียบในระบบความสัมพันธ์ทางการผลิต

3. ปัญหาการไม่ได้รับบริการจากรัฐอย่างมีคุณภาพเพียงพอ

4. ปัญหาการดำเนินงานและการใช้ชีวิตอย่างไม่ค่อยมีประสิทธิผลของชาวชนบท

1.ปัญหาสภาพแวดล้อมธรรมชาติถูกทำลาย และความด้อยประสิทธิภาพในการผลิต

สภาพแวดล้อมธรรมชาติ ไม่ว่าจะในเรื่องคุณภาพดิน ปริมาณน้ำ การขยายพื้นที่เพาะปลูก ล้วนมีข้อจำกัดร่อยหรอเสื่อมโทรมได้ ยิ่งเมื่อมนุษย์ทำการผลิตเพื่อการค้าอย่างไม่ระมัดระวังผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ก็ยิ่งทำให้สภาพแวดล้อมถูกทำลายรวดเร็วยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้ว่า หลังจากการตัดไม้ทำลายป่า หักล้างถางพง ทำเป็นไร่ข้าวโพด นาข้าว และพืชไร่อื่น ๆ ในทุกภูมิภาคในรอบสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้แหล่งต้นน้ำลำธารเสียหาย แหล่งน้ำตื้นเขิน พื้นผิวดินถูกชะล้างพังทลายคงดูดซับปุ๋ยไป คุณภาพดินแย่ลง ระบบนิเวศน์วิทยาเกิดความไม่สมดุล ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตต่ำ เกิดความเสียหายจากภัยน้ำท่วม และภัยแห้งแล้งได้บ่อยขึ้น ตามมา

ประเทศไทยมีฝนตกมาก แต่เรายังไม่ได้พัฒนาการกักเก็บน้ำและการใช้น้ำ

อย่างมีประสิทธิภาพมีผลให้เกษตรกรร้อยละ 80 ของเกษตรกรทั้งประเทศต้องพึ่งน้ำฝนเป็นหลัก พึ่งระบบชลประทานได้น้อยมาก ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ และผลผลิตที่ได้แต่ละปีไม่มีความแน่นอน

รัฐบาลยังให้บริการด้านส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิต เช่น แก้ปัญหาเรื่องน้ำ ส่งเสริมพืชพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง การใช้ปุ๋ย การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การรู้จักการจัดการฟาร์ม การจัดการเรื่องสหกรณ์ ฯลฯ แก่เกษตรกรส่วนใหญ่ได้น้อยมาก บริการที่รัฐจัดให้ เช่น การกระจายสิทธิในการถือครอง หรือการปฏิรูปที่ดิน การให้การศึกษาผู้ใหญ่ และการให้กู้ยืมผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนโครงการการสร้างงานในชนบทและโครงการพัฒนาชนบทต่าง ๆ ให้กระเตื้องขึ้น ยังไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความด้อยประสิทธิภาพในการผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่ได้อย่างจริงจัง เพียงแต่ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ในบางพื้นที่ ในบางเรื่องเท่านั้น

การเพิ่มขึ้นของปริมาณผลผลิตของพืชผลส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะมันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ฝ้าย และข้าว ในรอบ 40 ปี ที่ผ่านมา มาจากการขยายพื้นที่เพาะปลูก มากกว่าการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ปัจจุบันป่าถูกทำลายไปมากจนเหลือพื้นที่ป่าเพียงราว 25 % ของพื้นที่ทั้งประเทศ เราไม่อาจที่จะปล่อยให้การขยายพื้นที่เพาะปลูกได้เหมือนก่อนแล้ว ดังนั้นทางออกจึงต้องอยู่ที่การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การรู้จักใช้ทรัพยากรดินและน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ปัญหาการเสียเปรียบในระบบความสัมพันธ์ทางการผลิต

สาเหตุที่ทำให้เกษตรกรยากจนที่สำคัญ คือ สาเหตุที่มาจากการเสียบเปรียบในระบบความสัมพันธ์ทางการผลิต กล่าวคือ เกษตรกรต้องเป็นหนี้สิน มีภาระเรื่องต้องจ่ายดอกเบี้ย บางส่วนต้องเสียค่าเช่าที่ดิน และโดยรวมแล้ว เสียต้นทุนในการผลิตสูงและขายพืชผลได้ราคาต่ำ

เกษตรกรต้องเสียต้นทุนในการผลิตสูง เนื่องจากพวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของ หรือผู้ควบคุมปัจจัยการผลิต เช่น ที่ดิน เงินทุน รถแทรกเตอร์ รถบรรทุก ยุ้งฉาง รวมทั้งเป็นเพราะอุปกรณ์วัตถุดิบในการผลิต เครื่องอุปโภค บริโภค มีราคาสูงขึ้น ตลอดมา เนื่องจากการส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม และเชื้อเพลิงที่สั่งเข้าจากต่างประเทศ ผู้ผลิต ผู้ขาย มีอำนาจต่อรองสูงกว่าเกษตรกร

เกษตรกรทั่วประเทศราวร้อยละ 25-30 เป็นผู้เช่าทั้งหมด หรือบางส่วน การเช่าอาจจะต้องเสียเงินสด หรือเสียค่าเช่าเป็นส่วนแบ่งพืชผลประมาณ 1 ใน 3 ถึง ครึ่งหนึ่งของผลผลิตโดยที่ผู้เช่าต้องลงทุนเองทุกอย่าง การที่เกษตรกรไม่มีที่ดินของตนเองหรือมีไม่พอ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เพราะเกษตรกรผู้เช่าต้องถูกแบ่งรายได้หรือผลผลิตไปเป็นสัดส่วนค่อนข้างสูง

ปัญหาการขาดแคลนปัจจัยผลิตที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องเงินทุน เกษตรกรกว่าร้อยละ 80 ไม่มีเงินทุนสำหรับการลงทุนทำการผลิต เพราะว่าการผลิตสมัยใหม่ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าสมัยก่อน คือ ต้องจ่ายเพื่ออุปกรณ์การผลิตและวัตถุดิบ เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง น้ำมันเชื้อเพลิง หรือค่าเช่าเทรกเตอร์ ค่าจ้าง ฯลฯ เกษตรกรจึงมักเป็นหนี้ เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินหรือใบแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ต้องกู้จากนายทุนเงินกู้เอกชน หรือพ่อค้าเกษตรที่มีฐานะ ต้องเสียดอกเบี้ยสูงมาก ระหว่างร้อยละ 2-5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 24-60 ต่อปี สำหรับคนที่กู้จากสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือสหกรณ์การเกษตรได้ ก็จะเสียดอกเบี้ยต่ำลงมาหน่อย แต่คิดเทียบกับรายได้แล้ว พวกเขาก็ต้องเสียดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวนมากอยู่ดี

เกษตรกรที่เป็นหนี้ส่วนใหญ่กู้ระหว่างครัวเรือนละ 10,000-100,000 บาท ทำให้แต่ละฤดูการผลิตต้องเสียดอกเบี้ยเป็นเงินค่อนข้างมาก บางรายก็จ่ายดอกเบี้ยเป็นผลผลิต ทั้งนี้ทำให้เกษตรกรถูกแบ่งรายได้ไป และยากจนลง บางรายถ้าเอาที่ไปจำนองจำนำกับนายทุนเงินกู้และเกิดฝนแล้ง ปลูกพืชผลไม่ได้ผลหรือพืชผลมีราคาตกต่ำ หรือบริหารจัดการไม่ดี ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะใช้หนี้ ก็ต้องสูญเสียที่ดินไป หรือขายที่ดินเพื่อใช้หนี้ตัวเองไป แล้วออกหาที่บุกเบิกใหม่ ที่อยู่ลึกหรือไกลออกไป สร้างปัญหาการทำลายป่าขึ้นมาอีก

การเสียเปรียบในระบบความสัมพันธ์ทางการผลิตที่สำคัญสุด คือ การเสียเปรียบในเรื่องการขายพืชผลได้ราคาต่ำ แต่ต้องซื้อปัจจัยการผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคในราคาสูง เพราะเกษตรกรขาดแคลนทุนทรัพย์ ความรู้ในเรื่องการจัดการด้านตลาด จึงมีอำนาจต่อรองในกาซื้อขายน้อยกว่าพ่อค้า ซึ่งมีทุน มีความรู้ และการรวมตัวกัน มากกว่าเกษตรกร

การที่เกษตรกรขายพืชผลได้ราคาต่ำ มีหลายสาเหตุ ในสมัยก่อน ชาวนาจะขายข้าวได้

ราคาต่ำกว่าราคาในตลาดโลกมาก เพราะรัฐบาลใช้มาตรการเก็บภาษีการส่งออกข้าวสูง ซึ่งพ่อค้าก็ผลักภาระให้ชาวนาอีกต่อหนึ่ง แม้ในสมัยหลัง คือ รัฐบาลจะเลิกการเก็บภาษีพรีเมี่ยมข้าว แต่ก็ยังมีมาตรการเก็บภาษีส่งออกพืชผล มาตรการกำหนดโควต้าการส่งออก ฯลฯ ซึ่งเป็นต้นทุนที่พ่อค้าคงผลักภาระให้กับเกษตรกรได้อยู่นั่นเอง

เกษตรกรไทยในปัจจุบันยังขายพืชผลได้ราคาต่ำกว่าราคาส่งออก หรือราคาที่ผู้บริโภคในเมืองซื้อจากพ่อค้า เพราะกลไกการตลาดยังมีลักษณะการค้าผูกขาดแบบรวมกลุ่มในระดับพ่อค้าส่งออกและพ่อค้าขายส่ง ในระดับท้องถิ่นแม้จะมีพ่อค้าหลายคน แต่ในหลายท้องที่ พ่อค้าก็มีการรวมตัวกัน แบ่งเขตรับซื้อพืชผล ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องขายให้กับพ่อค้าเจ้าประจำ ถ้าไม่ขายก็ไม่รู้จะไปขายใคร ที่สำคัญคือ พ่อค้ามักจะให้กู้หนี้ยืมสินมาก่อน ทั้งในรูปเงินและของ เป็นการผูกมัดให้เกษตรกรต้องเอาพืชผักมาขายให้เพื่อหักหนี้ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ เกษตรกรก็มักจะถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยสูงกว่าปรกติ

รัฐบาลมีนโยบายประกันราคาข้าว หรือพยุงราคาข้าวอยู่บ้าง แต่มักมีงบประมาณและกลไกที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงมักจะล่าช้าไม่ทันการ และรับซื้อข้าวในราคาประกันได้เพียงบางท้องที่หรือจากเกษตรกรบางกลุ่มเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว ยังมีปัญหาอื่นอีกมากมาย เช่น จ่ายเงินช้า หรือเจ้าหน้าที่ร่วมมือกับเจ้าของโรงสีกำหนดเกรดข้าวที่เกษตรกรขายได้ให้ต่ำลง หรือหักสิ่งเจือปน เกวียนละ 2 ถัง ทำให้เกษตรกรได้ราคาต่ำกว่าที่ควรได้ เจ้าหน้าที่บางส่วนร่วมมือกับเจ้าของโรงสีซื้อเฉพาะข้าวของโรงสี ดังนั้น โครงการประกันราคาข้าวจึงไม่สามารถช่วยชาวนาส่วนใหญ่ได้

ปัญหาอื่นที่ทำให้เกษตรกรขายพืชผลได้ราคาต่ำคือ ปัญหาเรื่องการคมนาคม หมู่บ้านที่ยิ่งไกลยิ่งถูกกดราคาพืชผลมาก เพราะพ่อค้าอ้างว่าต้องเสียค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูง การรวมตัวกันเพื่อรวบรวมพืชผลมาขายที่ตลาดในเมืองก็ทำได้ยาก เพราะค่าใช้จ่ายสูง และการไม่มีแหล่งรับซื้อไม่มีตลาดกลางที่เกษตรกรจะมีอำนาจต่อรองได้เพิ่มขึ้น

นอกจากจะขายพืชผลได้ราคาต่ำ เกษตรกรยังต้องซื้อปัจจัยการผลิต และเครื่องอุปโภคบริโภคจากพ่อค้าในราคาที่สูงกว่าที่ขายกันในตลาดกรุงเทพฯ และต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี รายจ่ายในการผลิตที่สำคัญคือ ค่าจ้างไถ เนื่องจากเกษตรกรสมัยใหม่จำเป็นต้อง ว่าจ้างให้คนที่มีรถแทรกเตอร์มาไถให้ ค่าจ้างไถค่อนข้างสูง เพราะว่าแทรกเตอร์มีราคาสูง น้ำมันเชื้อเพลิงราคาสูง และดอกเบี้ยสูง ผู้ที่ลงทุนซื้อแทรกเตอร์ก็ต้องการผลกำไร หลายคนใช้วิธีซื้อผ่อนส่ง และมารับจ้างไถให้คนอื่น จึงมีการเอากำไรกันเป็นทอด ๆ

ปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ที่ต้องซื้อหากันมากพอสมควร คือ ปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืช ซึ่งมีแนวโน้มที่เกษตรกรจะใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คนที่ใช้มากคือคนที่ปลูกพืชไร่ เช่น ถั่ว พริก ฝ้าย

รายจ่ายที่สำคัญอีกอันหนึ่งของเกษตรกรคือ การว่าจ้างแรงงาน เพราะในบางช่วงฤดูการ

ผลิตแรงงานไม่พอ แม้ว่ารายจ่ายส่วนนี้ถ้าคิดเทียบกับงานเฉลี่ยรายวันแล้วก็ไม่สูงนัก และเป็นการจ่ายกันเองในหมู่เกษตรกร แต่เมื่อเกษตรกรต้องผลิตเพื่อขายและต้องเสียเปรียบในเรื่องการขายพืชผลได้ราคาต่ำ การจ่ายค่าจ้างก็กลายเป็นภาระอันหนึ่งในความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบการค้าที่ซ้ำเติมให้เกษตรกรขนาดย่อมได้ส่วนแบ่งจากการทำงานลดลง

3. ปัญหาการไม่ได้รับบริการจากรัฐอย่างมีคุณภาพเพียงพอ

ชาวชนบทส่วนใหญ่ไม่ได้รับบริการด้าน การจัดการศึกษา การพัฒนาอาชีพ แหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ บริการด้านการแพทย์การสาธารณสุข สาธารณูปโภคโดยเฉพาะเรื่องน้ำประปา หรือน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภคอย่างมีคุณภาพพอเพียง การบริหารจัดการแก้ปัญหา และพัฒนาชนบท ซึ่งถูกกำหนดไปจากราชการส่วนกลางก็ล้าหลัง ไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะแก้ปัญหาและสนองความต้องการของชาวชนบทได้ การจะระดมให้ชาวชนบทมาช่วยพัฒนาท้องถิ่นก็มักทำได้ยาก เพราะพวกเขายากจน ขาดความรู้และถูกปิดกั้นโอกาสไม่ให้รู้จักจัดการใช้งบประมาณ และทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาด้วยตัวของเขาเองมาช้านาน

4.ปัญหาการดำเนินงานและการใช้ชีวิตอย่างไม่ค่อยมีประสิทธิผลของชาวชนบทเอง

ชาวชนบทยากจน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาทำให้ตัวเองต้องยากจนลงอีกด้วย ตัวอย่างเช่น

ในด้านการทำการเกษตรนั้น เกษตรกรยังขาดความรู้ความเฉลียวฉลาดในการจัดการบริหารทำฟาร์มอยู่มาก เพราะพื้นความรู้ต่ำ และพ่อแม่หรือตัวเองเคยทำนาทำไร่แบบง่าย ๆ เพื่อเลี้ยงชีพมาก่อน ยังไม่มีประสบการณ์การจัดการฟาร์มแบบสมัยใหม่ ซึ่งต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพและผลกำไรเป็นหลักมากกว่าความสะดวกสบายแบบเคยทำมาอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจติดตามราคาพืชผล เทคนิคใหม่ ๆ และปัญหาที่สำคัญ คือ บริหารการใช้เงินไม่เป็น เช่น เมื่อกู้เงินมาได้ก้อนหนึ่ง หรือขายที่ดินได้ แทนที่จะนำไปใช้ลงทุนเพื่อให้เกิดดอกผลทั้งหมด ก็มักจะนำส่วนหนึ่งไปใช้ในการบริโภค ในการจัดงานพิธีต่าง ๆ อย่างฟุ่มเฟือย หรือซื้อเครื่องอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ อันเนื่องมาจากอิทธิพลของการโฆษณาสินค้าทางวิทยุโทรทัศน์ที่แพร่หลายสู่ชนบทอย่างแพร่หลาย ทำให้พวกเขาต้องยิ่งยากจนเป็นหนี้สินมากขึ้น

ชาวชนบทยังยากจนเพราะใช้จ่ายในเรื่อง เหล้า บุหรี่ การเล่นลอตเตอรี่ เล่นหวยมืด การพนัน การทำบุญและการบันเทิงค่อนข้างสูง เพื่อเทียบกับรายได้ของพวกเขา การที่ชาวชนบทต้องใช้จ่ายในเรื่องเหล่านี้มาก เป็นผลมาจากวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อม เช่น ความเครียดที่เพิ่มขึ้น เพราะการต้องทำงานหนัก ปากกัดตีนถีบ รายได้ไม่แน่นอนทำให้คนบางคนหาทางออกที่ไม่สร้างสรรค์ เช่น ติดเหล้า บุหรี่ เล่นการพนัน ยาบ้า ฯลฯ เพิ่มขึ้น

2.4 แนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจต้องมุ่งพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิตคนส่วนใหญ่มากกว่าความเจริญเติบโตของสินค้าและบริการ

การจะแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนเปลี่ยนกรอบคิดจากการมุ่งที่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนรวม มาเป็นการกระจายทรัพย์สิน รายได้ ความรู้ การมีงานทำ ฐานะทางสังคมอย่างเป็นธรรมทั่วถึง มุ่งให้สมาชิกในชุมชนได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนมีเสรีภาพ มีความสงบสุข ความพอใจ เพิ่มขึ้น ดังนั้น การพัฒนาในแนวนี้จึงน่าจะเน้นที่การพัฒนาคนในชุมชนต่าง ๆ ให้มีความรู้และรู้จักการร่วมมือกัน ช่วยกันแก้ปัญหาและพัฒนาตนเองและชุมชนได้มากขึ้น เมื่อชุมชนเข้มแข็งก็จะสามารถผลักดันและมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนระดับจังหวัด ภูมิภาค และประเทศ ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะเอื้ออำนวยให้คนส่วนใหญ่ในสังคม ได้มีโอกาสที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถ แรงกาย แรงสมองของตนเพื่อสนองความต้องการความพอใจของตนได้ดีที่สุด และอย่างไม่เบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบกัน

กระบวนการพัฒนาที่เน้นการพัฒนาคนและชุมชนให้เข้มแข็ง ต้องมุ่งให้การศึกษา จัดกลุ่มประชาชนให้รู้จักรวมตัวกันเพื่อร่วมมือร่วมแรงทำการผลิต และทำกิจกรรมเกี่ยวกับพัฒนาชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมในระยะยาวเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจการเมือง เพื่อให้มีการกระจายทรัพยากร ทรัพย์สิน รายได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อให้การพัฒนานั้นเป็นไปอย่างมั่นคง ยั่งยืน

การพัฒนาชุมชนอาจจะเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ระดับหมู่บ้านและค่อย ๆ ขยายความร่วมมือกับหมู่บ้านอื่น ตำบลอื่นไปเรื่อย ๆ แต่ขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงกับการพัฒนาสังคมในระดับนโยบายของประเทศได้ เช่น การผลักดันรณรงค์ให้ปฏิรูประบบการศึกษา ปฏิรูประบบเศรษฐกิจการเมือง ปฏิรูประบบราชการ การคลัง ปฏิรูปนโยบายการพัฒนาให้เน้นการพัฒนาแบบยั่งยืน และคุณภาพชีวิตของประชาชนแทนนโยบายที่เน้นการเพิ่มความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะทำให้สังคมใหญ่ระดับประเทศมีลักษณะเป็นประชาธิปไตย มีประสิทธิภาพ และเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่มากขึ้น

แนวทางพัฒนาคนและชุมชน

ความด้อยพัฒนาล้าหลังของคนและชุมชนส่วนใหญ่ที่ยังมีฐานะความยากจน การศึกษาต่ำ สถานะและอำนาจต่อรองทางสังคมต่ำ อาจจะแยกได้เป็น 2 ประเด็นใหญ่ คือ

1. ปัญหาประชาชนส่วนใหญ่ขาดความรู้ความชำนาญ ซึ่งนำไปสู่ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ

2. ปัญหาด้านการกระจายทรัพยากรและรายได้ที่ไม่ทั่วถึงไม่ยุติธรรม

1. ปัญหาการขาดความรู้ ความชำนาญที่นำไปสู่ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ

ปัญหาด้านประสิทธิภาพการผลิตต่ำ หมายถึง มูลค่าผลผลิตที่ได้เมื่อหารด้วยจำนวนแรงงานที่ลงไปแล้วได้ออกมาต่ำ โดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ปัญหาประสิทธิภาพการผลิตต่ำ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าในภาคเกษตร อุตสาหกรรม การค้า การบริการ โดยเฉพาะในหมู่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก เช่น ในภาคเกษตร ปัญหาคือ การขาดความรู้เรื่องการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี่ที่เหมาะสม การขาดระบบชลประทาน ขาดแหล่งน้ำ การไม่รู้จักการวางแผนและการจัดการฟาร์ม การขาดการจัดการเรื่องการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลผลิตต่อไร่ หรือผลผลิตต่อแรงงานต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่ง (นอกจากปัญหาเรื่องราคา) ที่ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนจากการทำงานต่ำไปด้วย ในภาคอุตสาหกรรม มีโรงงานจำนวนหนึ่งที่ใช้เครื่องจักรเก่าที่ประสิทธิภาพต่ำ ผู้ประกอบการขาดเงินลงทุน การบริหารงานไม่ทันสมัย ต้นทุนสูง ในภาคการค้า บริการ ผู้ประกอบการ ก็มีปัญหาขาดเงินทุนต้องเป็นหนี้สินเสียดอกเบี้ยสูง ปัญหาระบบการซื้อขายที่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหลายทอด ปัญหาการขนส่ง การเก็บรักษา การจัดการที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ทำให้ต้นทุนสูง สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยไม่จำเป็น

ในการจัดการศึกษา สาธารณสุข ฯลฯ ของภาคราชการก็ยังมีปัญหาด้านการทำงานที่ยังมีประสิทธิภาพไม่เต็มที่ ไม่รวดเร็ว ทันใจ ประหยัด สม่ำเสมอ และทั่วถึง มีปัญหาฉ้อฉล ทั้งเรื่องเวลา ทรัพยากร งบประมาณ รวมทั้งการใช้อำนาจหน้าที่หาผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่ทั่วไปด้วย ประสิทธิภาพ คือ พยายามทำงานให้ได้ผลมากที่สุด เร็วที่สุด ดีที่สุด โดยใช้ต้นทุน ทรัพยากร และแรงงานให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และลดการคอรัปชัน ฉ้อฉล โดยการปฏิรูปมีระบบคัดเลือกและการตรวจสอบข้าราชการที่ดีกว่า มีประชาชนส่วนใหญ่มีการศึกษาดี รู้ข้อมูลข่าวสารดี และมีการรวมตัวกันเป็นองค์กรต่าง ๆ เข้มแข็ง คอยตรวจสอบการทำงานของข้าราชการอยู่สม่ำเสมอ เมื่อข้าราชการทำงานดี รัฐบาลก็จะมีรายได้สูง สามารถให้ผลตอบแทนข้าราชการได้สูงด้วย

ปัญหาความรู้ต่ำ ไม่ได้หมายถึง ความรู้ในการผลิตอย่างเดียว หากหมายถึงความรู้ในการดำรงชีวิต โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วย หากมองในแง่นี้แล้ว คนไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และจิตสำนึกที่จะตระหนักในเรื่องความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอยู่มาก

แนวทางแก้ไขและพัฒนาด้านความรู้และประสิทธิภาพของประชาชน

1) ลงทุนเพื่อการเพิ่มผลผลิตทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม การค้าและบริการ เช่น พัฒนาแหล่งน้ำ ชลประทานขนาดย่อม ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และสารขจัดศัตรูพืชทำจากสมุนไพร ส่งเสริมการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวธรรมชาติเพื่อการลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีและเพิ่มคุณค่าการใช้ทรัพยากรภายในประเทศและลดมลภาวะ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรในระยะยาว นอกจากนี้ก็ต้องเน้นการฝึกอาชีพส่งเสริมอาชีพ และการเพิ่มการจ้างงาน การพัฒนาฝีมือคนงาน การส่งเสริมพัฒนาความรู้ด้านการจัดการ ตลอดจนการพัฒนาวิธีการและกระบวนการผลิตและจัดส่งสินค้าและบริการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

2) การลดต้นทุนการผลิต โดยการพัฒนางานวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี่ที่เหมาะสม ทั้งในด้านการผลิต การเก็บรักษา การขนส่ง การตลาด และบริการต่าง ๆ เพื่อลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และพยายามใช้ทรัพยากรในประเทศมากขึ้น และรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายอย่างสิ้นเปลืองหรือเป็นผลเสียต่อสภาวะแวดล้อม การเน้นการใช้ทรัพยากรในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะเป็นผลดีต่อสังคมโดยส่วนรวมมากกว่าที่จะสั่งเข้าทรัพยากรจากต่างประเทศ ซึ่งจะต้องเสียเงินตราต่างประเทศมาก และเป็นการไหลออก ไม่ได้ทำให้เกิดการหมุนเวียนกลับมาพัฒนาอย่างต่อเนื่องเหมือนกับการใช้ทรัพยากรในประเทศ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนของการใช้จะทำให้เกิดการจ้างงาน ทำให้คนในประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น

3) การอำนวยความสะดวกและการพัฒนาทางด้านการขนส่ง การตลาด การค้าภายในและภายนอกประเทศ สาธารณูปโภคต่าง ๆ และการพัฒนาการให้ความรู้ด้านการบริการจัดการ ข้อมูลข่าวสารการตลาด และการสนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนากลุ่มเกษตรกร สหกรณ์เป็นตัวเสริมที่สำคัญในการทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ และการผลิตการกระจายมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4) การลงทุนทางด้านการพัฒนาสังคม เช่น การศึกษา และฝึกอบรม การให้ความรู้ข้อมูลข่าวสาร บริการด้านสาธารณสุข สวัสดิการสังคมและการประชาสังเคราะห์ การบริการจัดหางาน เคหะสงเคราะห์ ฯลฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสริมให้คนมีสุขภาพที่ดี มีความรู้ และทักษะในการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

5) การปรับปรุงปฏิรูประบบบริหารราชการและระบบการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นให้ทำงานมีประสิทธิภาพและซื่อสัตย์สุจริตมากขึ้น ลดการสูญเสียอันเนื่องมาจากความทุจริต ฉ้อฉล ความไม่เอาใจใส่ ความเฉื่อยชา ล่าช้า ต่าง ๆ และสามารถสนองความต้องการของประชาชนได้เพิ่มขึ้น ในปัจจุบันงบประมาณที่จ่ายเป็นเงินเดือนค่าจ้างสวัสดิการของข้าราชการลูกจ้าง พนักงานต่าง ๆ ของรัฐมีถึงราว 1 ใน 3 ของงบประมาณประจำปีของรัฐบาล ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล และเป็นเงินจากภาษีอากรของประชาชน จึงควรจะต้องปฏิรูปการทำงานของข้าราชการให้มีประสิทธิภาพคุ้มกับต้นทุน ค่าจ้างเงินเดือนที่ประชาชนเป็นผู้แบกภาระ ทั้งงานของระบบราชการที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเอกชน และเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนรวมมาก หากสามารถปรับรื้อระบบเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของส่วนราชการได้ ก็จะมีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศมากขึ้น

6) ปรับปรุงการวางแผนพัฒนาและการดำเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมทั้งในระดับชาติ ระดับภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ให้แก้ปัญหาของคนส่วนใหญ่ให้ได้มากขึ้น เพราะแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคม มักเสนอเป็นแนวคิดนโยบายกว้าง ๆ หากจะมุ่งให้ได้ผลอย่างจริงจังก็ควรต้องมีแผนงาน โครงการ มาตรการที่มีรายละเอียดชัดเจน มากกว่าที่เขียนไว้ในแผน และภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับแผนพัฒนาฯ ด้วยการปรับรื้อระบบแก้ไขการบริหารงานราชการให้สามารถทำงานตามแผนที่วางไว้ได้ ทั้งยังจำเป็นต้องประสานงานหน่วยราชการต่าง ๆ ตลอดจนหน่วยงานเอกชนให้สามารถร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญงอกงาม ก้าวไปสู่จุดหมายที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของประชาชนส่วนใหญ่ในระยะยาว

7) การปฏิรูปการศึกษา การวิจัย การเผยแพร่ การพัฒนาสื่อสารมวลชนเพื่อให้คนมีความรู้ และตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาที่คำนึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอย่างมองการณ์ไกล เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนยาวนาน

2. ปัญหาด้านการกระจายทรัพยากรและรายได้ที่ไม่เป็นธรรม

คนส่วนใหญ่มักจะมองปัญหาความด้อยพัฒนาของท้องถิ่นในแง่ของประสิทธิภาพต่ำ ดังนั้นเวลาเสนอวิธีการแก้ไข จึงมักนิยมเสนอแต่การเพิ่มการลงทุน ปรับปรุงเทคนิควิธีการในการผลิต การขนส่ง การตลาด การบริการให้มีประสิทธิภาพขึ้น แต่ปัญหาความด้อยพัฒนาของเศรษฐกิจสังคมไทยจริง ๆ ไม่ได้อยู่แค่นั้น หากยังมาจากตัวกรอบคิดใหญ่ของนโยบายการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคม ที่เน้นการหาผลกำไรในระยะสั้นของเอกชน ซึ่งทำให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างภาคในเมืองกับชนบท ระหว่างภูมิภาคและกลุ่มชนต่าง ๆ การกระจายการจัดสรรทรัพยากร ทรัพย์สิน และรายได้เป็นไปอย่าง ไม่เป็นธรรมมากขึ้น

เศรษฐกิจสังคมไทยพัฒนาไปอย่างไม่สมดุล ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การเน้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการในเมืองมากกว่าภาคเกษตรในชนบท ทำให้ภาคอุตสาหกรรมการค้าและบริการ มีสัดส่วนในความมั่งคั่งสูง ทั้งที่มีประชากรทำงานในภาคเศรษฐกิจเหล่านี้มีน้อยกว่าภาคเกษตรมาก ในภาคในเมืองเองก็มีการกระจายที่ไม่เป็นธรรม เพราะทรัพย์สิน และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เช่น ที่ดิน ทุน โรงงาน ธุรกิจต่าง ๆ เป็นของนายทุนขนาดใหญ่ และนายทุนนักธุรกิจขนาดกลางเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนเหล่านี้สามารถสะสมความมั่งคั่ง จากผลตอบแทนในรูป กำไร ค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผลได้มากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต หรือเป็นเจ้าของเพียงเล็กน้อย เช่น ชาวนาชาวไร่ขนาดเล็ก คนงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย

ผลของการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมตามแผนพัฒนา ฉบับที่ 1-8 (พ.ศ. 2504-2544) ทำให้มีการทำลายทรัพยากรและสภาพแวดล้อม และการกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่แตกต่างกันมากขึ้น ชาวนาขนาดเล็กและชาวนารับจ้างต้องเสียเปรียบ เสียดอกเบี้ยสูง ค่าเช่าสูง ถูกกดราคาพืชผล ได้ค้าจ้างแรงงานต่ำ ไม่มีงานทำเต็มที่ ทำให้รายได้น้อย ไม่สามารถยกฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ คนงานส่วนใหญ่มีการศึกษาน้อย ไร้ฝีมือ ทำงานในโรงงานเล็ก ๆ หรือเอางานมาทำที่บ้าน หรือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย เช่น ค้าขาย, เก็บของเก่าขาย, ขับขี่รถสาธารณะ, รถรับจ้างทั่วไป ได้ค่าจ้างตอบแทนต่ำ และสวัสดิการน้อยกว่าคนงานกึ่งฝีมือหรือคนงานฝีมือที่ทำงานในโรงงานใหญ่ ทั้งนี้ทำให้การกระจายรายได้ในหมู่ประชาชนมีความแตกต่างกันสูงมากขึ้น

การที่การกระจายฐานะ, รายได้ รวมทั้งการศึกษามีความไม่เป็นธรรมสูง นอกจากจะทำให้เกิดความขัดแย้ง เกิดปัญหาความยากจนแล้ว ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมขั้นต่อไป ในแง่ที่ว่าทำให้ประชาชนไม่ได้พัฒนาการศึกษาและทักษะ ประสิทธิภาพต่ำ ประชาชนที่ยากจนไม่มีอำนาจซื้อสินค้าอุตสาหกรรม และบริการต่าง ๆ ทำให้ตลาดภายในประเทศไม่ขยายตัว สินค้าและบริการที่ผลิตได้ขายคนในประเทศได้น้อย ไม่สามารถขยายการผลิตได้ รวมทั้ง ประชาชนยากจนการศึกษาต่ำ ก็ทำให้ไม่สามารถระดมกำลัง ความรู้ จิตสำนึกประชาชนให้ช่วยพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

แนวทางแก้ไขปัญหาด้านการพัฒนาที่ไม่สมดุลและการกระจายที่ไม่เป็นธรรม อยู่ที่

1) ปฏิรูปด้านการคลัง การเงิน โดยการเก็บภาษีจากคนรวยในอัตราก้าวหน้า จัดเก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน และหารายได้จากรัฐวิสาหกิจและสาธารณสมบัติเข้ารัฐอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสเพิ่มขึ้น เพื่อรัฐจะได้ใช้งบประมาณนี้ไปช่วยพัฒนาและให้สวัสดิการคนจนได้เพิ่มขึ้น

2) การพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็งเพื่อที่จะเป็นพลังผลักดันให้มีการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบผูกขาดโดยคนกลุ่มน้อย ให้เป็นระบบเศรษฐกิจเสรีที่มีการแข่งขันที่ยุติธรรม

รัฐควรสนับสนุนการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ยุติธรรม ด้วยการออกกฎหมายต่อต้านการผูกขาด และการค้าเกินควร เก็บภาษีบริษัทใหญ่ที่มีกำไรสูง และผู้มีรายได้สูงในอัตราสูงกว่าบริษัทขนาดเล็ก และผู้มีรายได้ต่ำ บังคับให้กิจการธนาคาร และอุตสาหกรรม ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องเป็นบริษัทมหาชนที่ขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นสัดส่วนสูงขึ้น ทำให้ธุรกิจในครอบครัวพัฒนาเป็นบริษัทมหาชนอย่างแท้จริง และส่งเสริมให้พนักงานมีหุ้นในธุรกิจเพิ่มขึ้น ส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางให้มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพพอที่จะแข่งขันได้เพิ่มขึ้น

รัฐควรจำกัดการขยายตัวและการเอาเปรียบของบริษัทต่างชาติโดยเฉพาะธุรกิจที่คนไทยทำได้อยู่แล้ว เช่น การเกษตร, อุตสาหกรรมเกษตร, ก่อสร้าง การค้าปลีก ส่งเสริมให้บริษัทในประเทศสามารถแข่งกับบริษัทต่างชาติได้มากขึ้น สนับสนุนการพัฒนาระบบสหกรณ์ สหภาพแรงงาน สมาคมวิชาชีพ สหพันธ์อาชีพต่าง ๆ ให้มีความเข้มแข็ง จัดสรรงบประมาณและกำลังคนเพื่อการพัฒนาชนบท และชุมชนยากจนมากขึ้น จัดระบบรัฐสวัสดิการแก่คนยากจน คนด้อยโอกาส และคนที่มีปัญหา ในลักษณะที่จะช่วยพวกเขาหรือชุมชนมีโอกาสที่ช่วยตนเองได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

3) การทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตและขายพืชผลได้ราคาสูงขึ้น

รัฐบาลควรสนับสนุนและร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน ส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักการรวมตัวเป็นกลุ่มสหกรณ์เพื่อร่วมกันผลิต ร่วมกันซื้อ และขายพืชผลกันให้มากขึ้น ปรับปรุงการตลาดให้มีการแข่งขันและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกิจการสหกรณ์ควรจะหาทางส่งเสริมให้พัฒนาไปถึงขั้นเป็นสหกรณ์ระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศที่มีความเข้มแข็งสามารถทำธุรกิจได้กว้างขวางขึ้น เช่น ส่งสินค้าเกษตรไปขายต่างประเทศเองได้ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง การสนับสนุนให้เกษตรกรรวมตัวกันจะช่วยทำให้เกษตรกรได้รู้จักทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น มีอำนาจต่อรองสามารถขายพืชผลได้ราคาสูงขึ้น ทำให้ระบบตลาดมีการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ

ในขั้นแรกรัฐบาลควรช่วยประคับประคองให้สหกรณ์การเกษตรขนาดเล็กสามารถแข่งขันกับพ่อค้าได้ ด้วยการรับซื้อพืชผลกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ในราคาประกันอย่างทั่วถึง การจะทำเช่นนี้ได้รัฐบาลต้องสนับสนุนการลงทุนสร้างยุ้งฉาง และปฏิรูปการจัดการบริหารให้ดีมีระบบตรวจสอบเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อป้องกันคอรับชันอย่างเข้มงวด กิจกรรมรับซื้อพืชผลในราคาประกันควรร่วมมือกับสหกรณ์ของเกษตรกร ถ้าสหกรณ์ไหนเข้มแข็งก็ควรให้สหกรณ์รับไปทำเองได้ แต่ในสภาพปัจจุบันที่สหกรณ์ต้องแข่งขันกับพ่อค้าและเป็นรองพ่อค้ามากในขณะนี้ ถ้าหากรัฐบาลไม่เข้ามาแก้ปัญหาอุปสรรคการเติบโตของสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือสหกรณ์อย่างจริงจัง ก็ยากที่สหกรณ์จะพัฒนาแข่งขันกับระบบธนาคารพาณิชย์และพ่อค้าเอกชนได้

4) การทำให้เกษตรกรได้เป็นเจ้าของและผู้ควบคุมปัจจัยการผลิต

ก. การปฏิรูปที่ดิน

1) แทนที่จะไปนำที่ดินป่าสงวนเสื่อมโทรมมาปฏิรูป ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการรุกล้ำทำลายป่า ควรเน้นที่การเวนคืนที่ดินเอกชนที่มีมากเกินกว่าที่ตนเองจะทำได้ หรือปล่อยทิ้งไว้ เพื่อการเก็งกำไร โดยไม่ได้ทำประโยชน์ มาจัดสรรให้เกษตรกรได้เช่า หรือเช่าซื้อในราคาที่ไม่สูงเกินไป โดยรัฐบาลอาจจ่ายเงินสดให้แก่เจ้าของที่ดินส่วนหนึ่ง ที่เหลือจ่ายเป็นพันธบัตรซึ่งมีกำหนดชำระคืนนานพอสมควร เพื่อที่รัฐจะได้มีเงินหมุนเวียนสำหรับทำการปฏิรูปที่ดินได้มากขึ้น

2) เก็บภาษีทางตรง เช่น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ภาษีการขายที่ดิน ภาษีรายได้ ในอัตราที่ก้าวหน้ามากขึ้น กล่าวคือ คนที่มีรายได้มากเสียภาษีในอัตราสูงกว่าคนมีรายได้น้อย เพื่อลดช่องว่างแห่งความไม่เป็นธรรมในสังคม และนำเงินมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินและการปฏิรูปด้านอื่น ๆ

3) เพิ่มอัตรากำลังและงบประมาณให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพียงพอที่จะดำเนินการปฏิรูปที่ดินให้เสร็จทั่วราชอาณาจักรภายในระยะเวลาที่แน่นอน เป็นต้นว่า 5-10 ปี เพราะอัตรากำลังและงบประมาณที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินได้รับในปัจจุบันยังมีน้อยมาก ถ้าไม่มีการเพิ่มกำลังคนและงบประมาณอย่างทวีคูณ คาดว่าคงต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะดำเนินการปฏิรูปที่ดินให้เสร็จสิ้นทั่วราชอาณาจักรได้

4) แก้ไข พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดิน เกี่ยวกับการให้เจ้าของที่ดินอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายครอบครองที่ดินได้ถึงรายละ 1,000 ไร่ เพราะการเปิดโอกาสให้เจ้าของที่ดินทำเช่นนี้ได้ย่อมทำให้มีที่ดินที่จะเหลือสำหรับการปฏิรูปน้อยลง ที่ดินจะมีไม่เพียงพอที่จะปฏิรูปให้เกษตรกรสำหรับเอกชนผู้มีที่ดินรายละ 1,000 ไร่ ย่อมมีแนวโน้มที่จะใช้เครื่องจักรในการผลิตมากกว่าแรงงานคน ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานต่อไป หากจำเป็นต้องมีการจัดฟาร์มขนาดใหญ่ เช่น เพื่อการเลี้ยงสัตว์หรือเพื่อประสิทธิภาพในการผลิตก็ควรเป็นบริษัทมหาชนหรือสหกรณ์ ไม่ใช่รูปบริษัทเอกชน ที่จะทำให้เกิดการผูกขาดในภาคเกษตรมากยิ่งขึ้น

ข. ปัญหาหนี้สินและเงินทุน

ปัญหาเกษตรกรเป็นหนี้สิน ต้องเสียดอกเบี้ยอัตราสูง และขาดแคลนเงินทุนในการประกอบอาชีพ เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปรับปรุงฐานะ ความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพได้ ทางแก้ คือ การขยายบริการสินเชื่อการเกษตรที่คิดดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรสามารถกู้ยืมไปลงทุนหรือใช้หนี้เก่าที่ดอกเบี้ยสูงกว่าอย่างกว้างขวางและทั่วถึง ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ ต้องมีการหางบประมาณให้กับกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า รวมทั้งแก้ไขอุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้การขยายสินเชื่อเป็นไปได้ล่าช้า เช่น การที่เกษตรกรจำนวนมากไม่มีโฉนดหรือใบ ส.ส.3 ซึ่งเป็นใบแสดงกรรมสิทธิในที่ดิน ไม่มีการรวมกลุ่ม ขายพืชผลได้ราคาต่ำ ทำให้ไม่มีเงินมาใช้หนี้ ฯลฯ นอกจากนี้ก็ต้องหาทางวางหลักเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่น ๆ ให้สินเชื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องปฏิรูปการเกษตร อย่างจริงจังด้วย เกษตรกรที่กู้เงินสถาบันการเงินไปจึงจะสามารถพัฒนาอาชีพของตนและสามารถชำระหนี้ได้

5) การช่วยให้คนทำงานนอกภาคเกษตร มีรายได้และสวัสดิการ สูงขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ทำให้มีคนทำงานในภาคอุตสาหกรรม การค้าและการบริการมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้าง รองลงมา คือ ผู้ประกอบอาชีพรายย่อย รัฐบาลควรส่งเสริมด้านการพัฒนาการศึกษา ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน ฝึกวิชาชีพ ส่งเสริมการประกอบอาชีพรายย่อย ทั้งในแง่ ความรู้ ทุนการผลิต การตลาด ส่งเสริมการพัฒนาสหภาพแรงงาน สมาคมอาชีพ การพัฒนาด้านข้อมูลข่าวสาร แรงงานและอาชีพ และการพัฒนาด้านการตลาด ตลอดจนดูแลสวัสดิการของคนงาน เช่น การป้องกันอุบัติภัยในโรงงาน ซึ่งประเทศไทยมีสถิติสูงมาก การป้องกันสุขภาพอนามัยในโรงงาน การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน การประกันสังคม และสวัสดิการอื่น ๆ

6) การปฏิรูปการเมืองและการบริหารภาครัฐให้เป็นประชาธิปไตย มองเห็นการณ์ไกล และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศยังขึ้นอยู่กับการพัฒนาทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่น และในระดับชาติด้วย คือ ถ้าประชาชนรู้จักรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง รู้จักการใช้สิทธิเลือกตั้งผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเป็นตัวแทนให้ประชาชนในระดับชาติได้อย่างแท้จริง ไม่ขายเสียงให้แก่คนที่เอาเงินสินจ้างรางวัลมาล่อ ก็ช่วยให้พรรคการเมืองต้องดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไปอย่างเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ในระยะยาวมากขึ้น

ในปัจจุบัน การเมืองแบบเล่นพรรคเล่นพวก แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ประชาชนจะต้องพยายามช่วยกันผลักดันเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เช่น การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง และวิธีการเลือกตั้งเพื่อที่จะให้คนทั่วไปที่ไม่มีทรัพย์สินเงินทองมาก มีโอกาสสมัครและได้รับเลือกตั้ง และส่งเสริมให้เกิดพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามสภาพที่ใครลงทุนมาก หรือ อิทธิพลบารมีมาก ก็มีโอกาสชนะการเลือกตั้งได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มากอย่างที่เป็นอยู่

ที่สำคัญไม่น้อยกว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระดับชาติ คือ ควรผลักดันให้มีการกระจายอำนาจบริหารให้ประชาชนมีสิทธิปกครองตนเอง เลือกผู้บริหารในระดับจังหวัด อำเภอ หมู่บ้านอย่างมีการตรวจสอบทานอำนาจกันได้มากขึ้น ตลอดจนให้ประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อไม่ไว้วางใจเพื่อเปิดให้มีการลงมติไว้วางใจผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งได้ เพื่อประชาชนจะได้ตรวจสอบ และคอยถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารไม่ให้ทำเพื่อประโยชน์ตัวเองและพรรคพวก แต่ต้องทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่

7) ปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วม และมีการตรวจสอบอำนาจโดยองค์กรอิสระ, สหภาพแรงงาน, สมาคมวิชาชีพ, สื่อมวลชน, องค์กรประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างมีคุณภาพเพิ่มขึ้น การกระจายอำนาจการบริหารและงบประมาณสู่ท้องถิ่นแล้ว ปฏิรูประบบข้าราชการ รวมทั้งกองทัพ ตำรวจ กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมมากขึ้น

8) ปฏิรูประบบการศึกษาและสื่อสารมวลชน ให้เอื้ออำนวยต่อการให้การศึกษาหาความรู้ที่เปิดกว้าง วิพากษ์วิจารณ์ เปิดให้ประชาชนมีความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย และตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น ส่งเสริมสิทธิสตรีให้มีบทบาททัดเทียมกับบุรุษ ส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพและโอกาส ในการศึกษาหาความรู้ ในการเขียน พูดเผยแพร่ความคิด เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร จัดตั้งสมาคม สหภาพแรงงาน กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ ตลอดจนกลุ่มอาชีพต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง

การส่งเสริมให้กลุ่มของประชาชนได้พัฒนาขึ้นอย่างเป็นอิสระจากทางการ และอิสระจากนักการเมือง และกลุ่มนายทุน จะเป็นการสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตยที่แท้จริง เหมือนอย่างในประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งประชาชนมีการศึกษา มีการรวมกลุ่มผลประโยชน์ สำหรับเป็นตัวแทนพิทักษ์ผลประโยชน์ของตน อย่างกว้างขวางและหลากหลาย ตลอดจนมีสื่อมวลชนที่เป็นปากเป็นเสียงเป็นเวทีให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ลงประชามติได้อย่างเสรีและมีวุฒิภาวะ มีเหตุผลรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำอย่างไร ทำให้ท้องถิ่นมีความสามารถในการแก้ปัญหา และพัฒนาไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนกว่าในสังคมที่ประชาชนยังมีการศึกษาและการรวมกลุ่มกันน้อย

สรุป

ปัญหาสำคัญความด้อยพัฒนาล้าหลังของประเทศไทยที่สำคัญ ๆ มาจากความรู้และประสิทธิภาพการผลิตของประชาชน ทั้งในภาคเกษตรและภาคนอกการเกษตรยังต่ำ และปัญหาด้านการกระจายทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจะต้องหาทางแก้ไขและพัฒนาทั้ง 2 ด้านควบคู่กันไป แนวทางแก้ไขที่สำคัญ คือ การยกระดับพัฒนาคนส่วนใหญ่ให้มีความรู้ ทักษะ จิตสำนึกทางสังคมเพิ่มขึ้น รู้จักร่วมือกันแก้ไขและพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างมีประสิทธิภาพให้สังคมเจริญเติบโตก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น โดยจะต้องพยายามปฏิรูปทั้งทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมทั้งการปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปเกษตรกรรม การคลัง ฯลฯ ปฏิรูปการเมือง และปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นธรรม ประสิทธิภาพ การเห็นการณ์ไกล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: