RSS

ทางออกของปัญหา:คิดให้ดีรับ-ไม่รับ “ร่างรัฐธรรมณูญ”

24 ก.ค.

บทความของ วิทยากร เชียงกูลที่เขียนใน นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์

ผู้จัดการรายสัปดาห์ 23 กรกฎาคม 2550 12:52 น.
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9500000085680
การที่กลุ่มอดีตพรรคไทยรักไทยและกลุ่มแนวร่วม ออกมารณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่าง รัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากคณะรัฐประหาร และเป็นรัฐธรรมนูญแบบ อำมาตยาธิปไตย เป็นวิธีการเล่นการเมืองและการทำตัวเป็นผู้รู้ดีกว่าประชาชนแบบเก่าๆ ที่ไม่ช่วยให้ประชาชนได้ข้อมูลที่ดี ฉลาดและเข้มแข็งขึ้น

เพราะพวกเขาไม่ได้ให้เหตุผลที่น่าเชื่อถือว่าร่าง รัฐธรรมนูญ 2550 มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อย่างไร

การอ้างว่ารัฐบาลทักษิณมาจากการเลือกตั้งจึงเป็นประชาธิปไตย ส่วนรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารเป็นเผด็จการ เป็นการมอง 2 ขั้วสุดโต่งอย่างง่ายๆมากไปหน่อย
จริงๆแล้วเราควรมองอย่างจำแนกว่า รัฐบาลนั้นๆมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใส ชอบธรรมมากน้อยแค่ไหน รัฐบาลนั้นๆแทรกแซงองค์กรอิสระ ใช้อำนาจคดโกงหาผลประโยชน์ ปราบปรามลิดรอนเสรีภาพของประชาชนหรือไม่เพียงใด

ถ้าไม่มีองค์ประกอบความเป็นประชาธิปไตยในหลายๆด้าน ถึงจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบซื้อเสียงใช้อำนาจและระบบอุปถัมภ์รั ฐบาล เช่น รัฐบาลทักษิณ ก็ไม่ควรถือเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย คำตัดสินของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกรณีพรรคไทยรักไทยไปจ้างวานพรรคอื่นว่าทำผิ ดจริง ให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี อธิบายให้เห็นชัดว่าพรรคไทยรักไทยทำลายประชาธิปไตยอย่างไร

รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ก็ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นกัน แต่ การรัฐประหารในแต่ละประเทศ ในแต่ละครั้ง มีฐานะในสังคมที่ต่างกัน ต้องวิเคราะห์เป็นกรณีๆไป

การมองตามตำราตะวันตกอย่างง่ายๆ ว่ารัฐประหารทุกครั้งเป็นเผด็จการไม่อาจใช้อธิบายการเมืองไทยได้ลึกพอ การรัฐประหารในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คือการใช้กำลังยึดอำนาจจากระบอบราชาธิปไตยเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐ สภา

การรัฐประหารปี 2520 โดยกลุ่มพลเอกเกรียงศักดิ์ คือการโค่นล้มรัฐบาลจารีตนิยมขวาจัดที่มาจากเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชน 6 ตุลาคม 2519 และเป็นการนำระบบประชาธิปไตยครึ่งใบมาใช้ใหม่ แม้รัฐบาลเกรียงศักดิ์และรัฐบาลหลังจากนั้นจะเป็นกึ่งประชาธิปไตยกึ่งอำมาตย าธิปไตย ก็เป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลช่วง 6 ตุลาคม 2519 – 2520

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือการโค่นล้มระบอบทักษิณ และการหาทางออกจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่มีโอกาสนำไปสู่ความรุนแรงระหว่างฝ ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านทักษิณ การเมืองในขณะนั้นถึงทางตัน จะแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ก็แก้ไม่ได้ เพราะรัฐบาลทักษิณคุมเสียงข้างมาก คุมองค์กรอิสระที่สำคัญๆและมีพฤติกรรมเป็นเผด็จการชนิดไม่ฟังเสียงใครทั้งนั ้น

แ ม้การรัฐประหารจะเป็นวิธีการที่ล้าหลัง แต่เราน่าจะมองอย่างจำแนกได้ว่า ในบริบทการเมืองยุคใหม่ที่ประเทศไทยมีการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ต้องพ ึ่งคนชั้นกลางและพึ่งต่างประเทศค่อนข้างสูงนั้น การรัฐประหารปี 2549 แตกต่างไปจากการรัฐประหาร 2490 หรือ 2501 ที่คณะรัฐประหารเป็นรัฐบาลแบบเผด็จการอยู่ได้ยาวนาน

เพราะประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์นั้น ถึงทหารจะยึดอำนาจได้ แต่จะปกครองแบบเผด็จการระยะยาวไม่ได้เหมือนในยุคก่อนอีกต่อไป รัฐประหาร ปี 2534 ต้องตั้งรัฐบาลพลเรือน อานันท์ ปันยารชุน เพื่อให้ทั้งสังคมไทยและนานาชาติยอมรับ และเมื่อพลเอกสุจินดาหัวหน้าคณะรัฐประหารพยายามจะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในป ี 2535 โดยไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เขาก็ได้รับการต่อต้านจากประชาชนจนอยู่ในตำแหน่งนายกฯไม่ได้มาแล้ว

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงเป็นภาวะเผด็จการชั่วคราว เพื่อเปิดช่องทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งใหม่ แม้รัฐธรรมนูญใหม่จะร่างโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร แต่ สสร. ชุดนี้ก็มาจากนักกฎหมาย นักวิชาการ และชนชั้นนำอื่นๆ ที่มีความคิดอ่านของตัวเองและเป็นนักประชาธิปไตย (แบบชนชั้นกลาง) พอสมควร พวกเขาพยายามที่จะปรับแก้รัฐธรรมนูญ 2540 ให้ดีขึ้น แม้จะมีแนวคิดแบบชนชั้นนำ เช่น สว.บางส่วนมาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งบ้าง ให้อำนาจข้าราชการ ผู้พิพากษา มากกว่าที่จะส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง

ยกเว้น 2 – 3 ประเด็นนี้แล้วรัฐธรรมนูญ 2550 โดยภาพรวมก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 (บางอย่างดีขึ้น บางอย่างแย่ลง) ไม่ถึงกับเป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการอย่างที่ฝ่ายสนับสนุนและแนวร่วมยุคทักษิณอ้ าง

นักวิชาการกลุ่มที่ใช้เงินนักการเมืองลงโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ว่า การไม่รับร่างรัฐธรรมนูญคือการคว่ำบาตรคณะรัฐประหาร เป็นการเล่นโวหารมากกว่ามองการเมืองที่เป็นจริง

การเมืองไทยตามความเป็นจริงคือ ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีการศึกษาและการจัดตั้งที่เข้มแข็งพอที่จะไปขับไล่คณ ะรัฐประหารและเลือกตัวแทนมาร่างรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้ากว่านี้ได้ การเสนอให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 คือการถอยหลังกลับไปให้ตัวแทนทักษิณกลับเข้ามามีอำนาจ รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เขียนไว้สวยนั้นมีจุดอ่อนให้ระบอบทักษิณที่เป็นเผด็จการนายทุนและคดโกงดำ รงอยู่ได้

ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2550 พยายามปิดช่องโหว่รัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้นักการเมืองมีโอกาสรวบอำนาจได้ลดลง รวมทั้งการตอกย้ำว่ากรรมการบริหารพรรคที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคต้องเสียส ิทธิเลือกตั้งไป 5 ปี นี่คือเรื่องใหม่ที่ไทยรักไทยต้องคัดค้าน เพราะถึงพวกเขาพวกเขาจะตั้งพรรคใหม่และได้รับเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมาก พวกเขาก็หมดโอกาสที่จะเสนอกกฎหมายนิรโทษกรรมพรรคพวกได้ นี่คือเหตุผลที่พวกเขาต้องการให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540

นักวิชาการที่ร่วมคัดค้านรัฐธรรมนูญ 2550 กับกลุ่มไทยรักไทยบางคนอาจไม่ได้รับเงินหรือผลประโยชน์โดยตรง แต่พวกเขามองปัญหาแบบแยกส่วน เป็นสูตรสำเร็จตามรัฐศาสตร์ตะวันตกมากไป หรือไม่ก็เป็นพวกมีวิธีคิดเป็นแบบ 2 ขั้ว สุดโต่งอย่างง่ายๆมากกว่าที่จะมองการเมืองตามความเป็นจริงว่า

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่มีปัญหาและข้อจำกัดจำนวนมากโดยที่ประชาชนไ ม่ได้เข้มแข็งมากพอที่จะเลือกสิ่งที่ฝ่ายประชาชนต้องการมากที่สุดได้นั้น การมีรัฐธรรมนูญใหม่และมีการเลือกตั้งใหม่ น่าจะดีกว่าไม่มี

แม้จะมีรัฐธรรมนูญที่มีข้อบกพร่องบ้างและถึงเลือกตั้งไปแล้ว ก็ยังคงมีนักการเมืองประเภทเก่ากลับมาได้อีกอยู่ดี แต่ประชาชนน่าจะมีอำนาจต่อรองได้เพิ่มขึ้นบ้าง แม้จะได้ไม่มาก แต่ได้บางส่วนก็ดีกว่า

รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อให้เก ิดการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งประชาชนยังจะต้องต่อสู้ในขั้นตอนต่อไปอีกยาวไกล ประชาชนที่ตื่นตัวต้องช่วงชิงโอกาสในการที่ขยายความรู้และจัดตั้งองค์กรภาคป ระชาชนเช่น สหภาพแรงงาน กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ สมาคม ฯลฯ ให้ประชาชนมีความฉลาดรู้เท่าทันนักการเมือง รู้เท่าทันทหาร ขุนนาง อย่างเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่งแบบถาวร

ความจริงของการเมืองไทยคือกลุ่มชนชั้นสูง 2 – 3 กลุ่ม เช่นกลุ่มทุนทักษิณ กลุ่มขุนนาง/ทหาร กลุ่มทุนอื่นๆกำลังเล่นการเมืองยื้อแย่งอำนาจกันและพยายามดึงประชาชนเป็นพวก ประชาชนถ้ายังไม่เข้มแข็งมากพอจะได้อะไรมาง่ายๆแบบขาวกับดำ ประเภทคว่ำบาตรรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วจะได้อะไรที่ดีกว่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องเพ้อฝัน เพราะการได้พวกตัวแทนนายหน้าของทักษิณกลับเข้ามา ยิ่งจะเลวร้ายมากขึ้น ถึงรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ มีการเลือกตั้งใหม่ ได้ชนชั้นสูงกลุ่มอื่นมาเป็นรัฐบาล ประชาชนก็ยังต้องคิดหาทางต่อสู้เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไปอีกหลายยก

ประชาชนควรมองการเมืองอย่างจำแนกแยกแยะและอย่างมีจังหวะก้าว เพราะถึงสมมติว่ามีการลงประชามติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญได้จริง คณะรัฐประหารก็ยังอยู่ และเขาจะจับมือกับรัฐบาลสุรยุทธ์นำรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาปรับใช้ใหม่ได้อยู่ดี

ประชาชนควรศึกษาประชาธิปไตยของภาคประชาชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ควรตกเป็นเครื่องมือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ประชาชนสามารถวิจารณ์ข้อบกพร่องของคมช,รัฐบาลสุรยุทธ์ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กฎหมายความมั่นคงและกฎหมายอื่นๆ ได้ โดยควรใช้เวทีอื่น ใช้เงินของตัวเอง (เงินของรัฐ ก็คือ เงินจากภาษีประชาชนเพียงแต่ต้องรู้จักใช้อย่างระมัดระวัง) อย่าไปใช้เวทีและเงินของพวกทักษิณ ในสถานการณ์ที่มีตัวเลือก 2 ตัวแค่จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 การลงประชามติรับ อาจจะถือเป็นเพียงยุทธวิธีหนึ่งในการต่อสู้อย่างมีจังหวะก้าว การรับไม่ได้แปลว่าเราเห็นด้วยกับคมช,รัฐบาลหรือรัฐธรรมนูญทั้งหมด

จ ริงๆแล้วประชาชนยังต้องต่อสู้ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปเศ รษฐกิจการเมืองให้ก้าวหน้า อิงประโยชน์ภาคประชาชนมากกว่านี้ในโอกาสต่อไปอีก แต่ประชาชนคงต้องใช้เวลาสะสมกำลังและพัฒนาความเข้มแข็งไปอีกระยะหนึ่ง จึงจะมีความพร้อมพอที่จะสู้กับระบอบเผด็จการ ไม่ว่าเผด็จการทหาร/ขุนนาง หรือเผด็จการนายทุนกลุ่มใดในโอกาสต่อไปได้

Advertisements
 

One response to “ทางออกของปัญหา:คิดให้ดีรับ-ไม่รับ “ร่างรัฐธรรมณูญ”

  1. bird

    สิงหาคม 14, 2007 at 5:49 pm

    no 151 ?

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: