RSS

ประชาชนควรพิจารณาเรื่องการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร

30 ก.ค.

ประชาชนควรพิจารณาเรื่องการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร

วิทยากร  เชียงกูล              

                การอ้างแบบ 2 ขั้วสุดโต่งไม่ใช่ความจริงทางการเมืองไทย

                กลุ่มที่ออกมารณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มอดีตพรรคไทยรักไทยและกลุ่มแนวร่วม  กลุ่มที่ 2 คือ นักวิชาการและนักพัฒนาเอกชนที่อาจไม่ได้มีสายสัมพันธ์กับไทยรักไทยโดยตรง กลุ่มแรกเป็นพวกเสียงดังแต่มีเหตุผลน้อย พวกเขาให้เหตุผลว่า ที่ไม่รับร่างเป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดจากคณะรัฐประหาร และเป็นรัฐธรรมนูญแบบอำมาตยาธิปไตย โดยไม่ได้ให้เหตุผลที่น่าเชื่อถือว่าร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มีข้อดีข้อด้อยต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อย่างไร กลุ่มที่ 2 ให้เหตุผลมากขึ้น แต่เป็นการอ้างเฉพาะข้อด้อยบางข้อ โดยไม่ได้ชั่งน้ำหนักทั้งข้อดีและข้อด้อย                กลุ่มแรกที่อ้างว่ารัฐบาลทักษิณมาจากการเลือกตั้งจึงเป็นประชาธิปไตย ส่วนรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารเป็นเผด็จการ เป็นการมอง 2 ขั้วสุดโต่งอย่างง่ายๆมากไปหน่อย จริงๆแล้วเราควรมองอย่างจำแนกว่า รัฐบาลนั้นๆมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใส ชอบธรรมมากน้อยแค่ไหน รัฐบาลนั้นๆแทรกแซงองค์กรอิสระ ใช้อำนาจคดโกงหาผลประโยชน์ ปราบปรามลิดรอนเสรีภาพของประชาชนหรือไม่เพียงใด ถ้าไม่มีองค์ประกอบความเป็นประชาธิปไตยในหลายๆด้าน ถึงจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบซื้อเสียงใช้อำนาจและระบบอุปถัมภ์รัฐบาล เช่น รัฐบาลทักษิณก็ไม่ควรถือเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย คำตัดสินของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกรณีพรรคไทยรักไทยไปจ้างวานพรรคอื่นว่าทำผิดจริง ให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี อธิบายให้เห็นชัดว่าพรรคไทยรักไทยทำลายประชาธิปไตยอย่างไร                รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ก็ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นกัน แต่ การรัฐประหารในแต่ละประเทศ ในแต่ละครั้ง มีฐานะในสังคมที่ต่างกัน ต้องวิเคราะห์เป็นกรณีๆไป การมองตามตำราตะวันตกอย่างง่ายๆว่ารัฐประหารทุกครั้งเป็นเผด็จการไม่อาจใช้อธิบายการเมืองไทยได้ลึกพอ การรัฐประหารในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คือการใช้กำลังยึดอำนาจจากระบอบราชาธิปไตยเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา การรัฐประหารปี 2520 โดยกลุ่มพลเอกเกรียงศักดิ์ คือการโค่นล้มรัฐบาลจารีตนิยมขวาจัดที่มาจากเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชน 6 ตุลาคม 2519 และเป็นการนำระบบประชาธิปไตยครึ่งใบมาใช้ใหม่ แม้รัฐบาลเกรียงศักดิ์และรัฐบาลหลังจากนั้นจะเป็นกึ่งประชาธิปไตยกึ่งอำมาตยาธิปไตย ก็เป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลช่วง 6 ตุลาคม 2519 – 2520                  รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือการโค่นล้มระบอบทักษิณ และการหาทางออกจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่มีโอกาสนำไปสู่ความรุนแรงระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านทักษิณ การเมืองในขณะนั้นถึงทางตัน จะแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ก็แก้ไม่ได้ เพราะรัฐบาลทักษิณคุมเสียงข้างมาก คุมองค์กรอิสระที่สำคัญๆและมีพฤติกรรมเป็นเผด็จการชนิดไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น แม้การรัฐประหารจะเป็นวิธีการที่ล้าหลัง แต่เราน่าจะมองอย่างจำแนกได้ว่า ในบริบทการเมืองยุคใหม่ที่ประเทศไทยมีการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งคนชั้นกลางและพึ่งต่างประเทศค่อนข้างสูงนั้น ถึงทหารจะยึดอำนาจได้ แต่จะปกครองแบบเผด็จการระยะยาวไม่ได้เหมือนในยุครัฐประหาร 2490 หรือยุค 2501 อีกต่อไป    รัฐประหาร ปี 2534 ต้องตั้งรัฐบาลพลเรือน อานันท์  ปันยารชุน เพื่อให้ทั้งสังคมไทยและนานาชาติยอมรับ และเมื่อพลเอกสุจินดาหัวหน้าคณะรัฐประหาร 2534 พยายามจะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในปี 2535  เขาก็ได้รับการต่อต้านจากประชาชนจนอยู่ในตำแหน่งนายกฯไม่ได้มาแล้ว คณะรัฐประหาร 2549 ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะอยู่ในอำนาจได้ยาวนานเช่นกัน 

                การเรียกร้องให้ถอยกลับไปหารัฐธรรมนูญ 2540 มีผลประโยชน์เบื้องหลัง

                เราอาจจะมองรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นภาวะเผด็จการชั่วคราว เพื่อเปิดช่องทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งใหม่ แม้รัฐธรรมนูญใหม่จะร่างโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร แต่ สสร. ชุดนี้ก็มาจากนักกฎหมาย นักวิชาการ และชนชั้นนำอื่นๆ ที่มีความคิดอ่านของตัวเองและเป็นนักประชาธิปไตย (แบบชนชั้นกลาง) พอสมควร พวกเขาส่วนหนึ่งก็คือคนกลุ่มที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2540 มาแล้วนั่นเอง  และหลังจาก 10 ปีผ่านไป พวกเขาก็รับฟังประชาชนและพยายามที่จะปรับแก้รัฐธรรมนูญ 2540 ให้ดีขึ้น แม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะออกมาแบบมีแนวคิดแบบชนชั้นนำ เช่น สว.บางส่วนมาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งบ้าง ให้อำนาจข้าราชการ ผู้พิพากษา มากกว่าที่จะส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง แต่ยกเว้น 2 – 3 ประเด็นนี้แล้วรัฐธรรมนูญ 2550 โดยภาพรวมก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 (บางอย่างดีขึ้น บางอย่างแย่ลง) ไม่ถึงกับเป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการอย่างที่ฝ่ายสนับสนุนและแนวร่วมยุคทักษิณอ้าง                นักวิชาการกลุ่มที่ใช้เงินนักการเมืองลงโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ (วันละ 2.5 แสนบาท)ว่า การไม่รับร่างรัฐธรรมนูญคือการคว่ำบาตรคณะรัฐประหาร เป็นการเล่นโวหารมากกว่ามองการเมืองที่เป็นจริง การเมืองไทยตามความเป็นจริงคือ ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีการศึกษาและการจัดตั้งที่เข้มแข็งพอที่จะไปขับไล่คณะรัฐประหารและเลือกตัวแทนมาร่างรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้ากว่านี้ได้ การเสนอให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 คือการถอยหลังกลับไปให้ตัวแทนทักษิณกลับเข้ามามีอำนาจ รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เขียนไว้สวยนั้นมีจุดอ่อนให้ระบอบทักษิณที่เป็นเผด็จการนายทุนและคดโกงดำรงอยู่ได้ ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2550 พยายามปิดช่องโหว่รัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้นักการเมืองมีโอกาสรวบอำนาจได้ลดลง รวมทั้งการตอกย้ำว่ากรรมการบริหารพรรคที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคต้องเสียสิทธิเลือกตั้งไป 5 ปี นี่คือประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่พวกไทยรักไทยต้องออกมาคัดค้าน เพราะถึงพวกเขาจะตั้งพรรคใหม่และได้รับเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมาก พวกเขาก็หมดโอกาสที่จะเสนอกกฎหมายนิรโทษกรรมพรรคพวกได้ รวมทั้งถ้ากลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 พวกเขาก็อาจหวังว่าบทบาทของ คตส.ในการอายัดทรัพย์และยื่นฟ้องเอาผิดทักษิณและคณะกรณีคอรัปชั่นไม่เสียภาษีจะเป็นโมฆะได้ นี่คือเหตุผลลึกๆที่พวกเขาต้องการให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540  

                ปัญหานักวิชาการเสรีนิยมที่เชื่อมั่นตัวเองสูง

                ส่วนกลุ่มคัดค้านรัฐธรรมนูญ 2550 กลุ่มที่ 2 โดยนักวิชาการและนักพัฒนาองค์กรเอกชนบางคนที่คงไม่ได้สัมพันธ์กับกลุ่มไทยรักไทยโดยตรงนั้น ให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มีข้อด้อยเรื่องให้อำนาจข้าราชการและผู้พิพากษามากไป และให้สิทธิอำนาจประชาชนน้อยเกินไป ซึ่งก็มีเหตุผล แต่ไม่เป็นธรรมตรงที่ไม่ได้บวกลบคูณหารเนื้อหารัฐธรรมนูญ 2550 โดยรวม ที่มีข้อดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆอยู่ไม่น้อย การมองเช่นนี้  อาจเกิดจากการที่พวกเขามองปัญหาการเมืองแบบแยกส่วน เป็นสูตรสำเร็จตามรัฐศาสตร์ตะวันตกมากไป หรือไม่ก็เป็นพวกที่มีวิธีคิดเป็นแบบ 2 ขั้วสุดโต่งอย่างง่ายๆมากกว่าที่จะมองการเมืองไทยอย่างจำแนกแยกแยะตามความเป็นจริงที่ซับซ้อน ในสถานการณ์การเมืองไทยที่มีปัญหาทั้งทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมแบบเจ้าขุนมูลนายและมีโครงสร้างการเมืองแบบรวบอำนาจโดยชนชั้นนำ ที่ฝ่ายประชาชน (ที่เป็นกลุ่มที่ 3 ที่ต่างจากกลุ่มทักษิณและกลุ่มทหาร/ขุนนาง)ไม่ได้เข้มแข็งมากพอที่จะเลือกสิ่งที่ฝ่ายประชาชนต้องการมากที่สุดได้นั้น หากมองในเชิงจังหวะก้าวทางยุทธวิธีแล้ว การมีรัฐธรรมนูญใหม่และมีการเลือกตั้งใหม่ น่าจะดีกว่าไม่มี  รวมทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 น่าจะดีกว่าฉบับที่ คมช. จับมือกับรัฐบาลปัดฝุ่นหยิบเอาฉบับไหนมาปรับใช้ก็ได้ ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ผ่านประชามติ แม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง และถึงเลือกตั้งไปแล้ว ก็ยังคงมีนักการเมืองประเภทเก่ากลับมาได้อีกอยู่ดี แต่ประชาชนน่าจะมีอำนาจต่อรองได้เพิ่มขึ้น นักการเมืองจะต้องถูกตรวจสอบ ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น ดังนั้น แม้ประชาชนจะได้สิทธิและอำนาจต่อรองไม่มาก แต่ได้บางส่วนก็น่าจะดีกว่าในยุครัฐบาลทักษิณ ที่รัฐบาลมีอำนาจมากเกินไปข้อสำคัญ คือ ประชาชนต้องทำความเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อให้เกิดการปฏิรูปทางการเมือง ไม่ใช่มีแค่นี้แล้วจบ ประชาชนยังจะต้องต่อสู้ทางการเมืองอีกยาวไกล เช่น การเข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใช้ช่องทางในรัฐธรรมนูญในการสร้างอำนาจต่อรองของภาคประชาชนเพิ่มขึ้น ประชาชนที่ตื่นตัวต้องช่วงชิงโอกาสในการที่จะขยายความรู้และจัดตั้งองค์กรภาคประชาชนเช่น สหภาพแรงงาน กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ สมาคม ฯลฯ เพื่อช่วยให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความฉลาดรู้เท่าทันนักการเมือง รู้เท่าทันทหาร ขุนนาง อย่างเป็นตัวของตัวเอง ประชาชนไม่ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่งแบบถาวร เช่น อาจจะเลือกเป็นพันธมิตรกับกลุ่มทหาร/ขุนนางในช่วงนี้ เท่าที่ประชาชนจะหาประโยชน์ได้ แต่ก็จะต้องใช้ความระมัดระวังที่จะไม่ส่งเสริมให้พวกทหาร/ขุนนาง มีอำนาจมากเกินไปจนประชาชนตรวจสอบไม่ได้ เช่น ประชาชนต้องคัดค้านกฎหมายความมั่นคง คัดค้านนโยบายที่ลิดรอนสิทธิประโยชน์ของประชาชนในเรื่องต่างๆความจริงของการเมืองไทยคือ  กลุ่มชนชั้นสูง 3 4 กลุ่ม เช่นกลุ่มทุนทักษิณ กลุ่มขุนนาง/ทหาร กลุ่มทุนอื่นๆกำลังเล่นการเมืองยื้อแย่งอำนาจกันและพยายามดึงประชาชนเป็นพวก ขณะที่ประชาชนยังไม่เข้มแข็งมากพอจะได้อะไรมาง่ายๆแบบขาวกับดำ ประเภทถ้าคว่ำบาตรไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วจะได้อะไรที่ดีกว่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องเพ้อฝันของนักวิชาการบนหอคอยงาช้าง ในสภาพที่ฝ่ายทักษิณต้องการคว่ำรัฐธรรมนูญ 2550 การลงประชามติไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2550 ก็จะกลายเป็นแนวร่วมของพวกทักษิณไปไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม และการได้พวกตัวแทนนายหน้าของทักษิณกลับเข้ามาใหม่ จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นกว่าสถานการณ์ขณะนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ถึงรัฐธรรมนูญ 2550 จะผ่านการลงประชามติ มีการเลือกตั้งใหม่ ได้ชนชั้นสูงกลุ่มอื่นมาเป็นรัฐบาล ซึ่งคงดำเนินนโยบายเสรีนิยมแบบเปิดตลาดเสรีพอๆกับยุคทักษิณ สถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองสำหรับประชาชนอาจจะไม่ดีขึ้นมากนัก แต่อย่างน้อยรัฐบาลใหม่ไม่น่าจะมีอำนาจเผด็จการมากเท่าและไม่อาจจะโกงได้เท่าระบอบทักษิณ และประชาชนน่าจะมีหนทางต่อสู้เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและเพื่อการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคมได้มากกว่าในยุคทักษิณ เต้องมองการเมืองอย่างเป็นจริงว่าสถานการณ์แบบนี้ ประชาชนยังไม่อาจได้อะไรดีๆมาง่ายนัก การจะปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้จริงๆ ประชาชนต้องเข้าร่วมการต่อสู้กัน ไปอีกหลายยก ประชาชนควรมองการเมืองอย่างจำแนกแยกแยะและอย่างมีจังหวะก้าว เพราะถึงสมมติว่ามีการลงประชามติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญได้จริง คณะรัฐประหารก็ยังอยู่ และเขาจะจับมือกับรัฐบาล สุรยุทธ์นำรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาปรับใช้ใหม่ได้อยู่ดี อาจเป็นตัวเลือกที่แย่กว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ก็ได้ประชาชนควรศึกษาว่าเราจะช่วยกันสร้างประชาธิปไตยของภาคประชาชนให้เข้มแข็งในระยะยาวได้อย่างไร การเลือกข้างในทางยุทธวิธี ๆไม่ได้แปลว่าจะต้องเห็นด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในทุกเรื่อง ประชาชนสามารถวิจารณ์ข้อบกพร่องของคมช,รัฐบาลสุรยุทธ์ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กฎหมายความมั่นคงและกฎหมายอื่นๆ ได้ โดยควรใช้เวทีอื่น ใช้เงินของตัวเอง (เงินของรัฐ ก็คือ เงินจากภาษีประชาชนเพียงแต่ต้องรู้จักใช้อย่างระมัดระวัง) อย่าไปใช้เวทีและเงินของพวกทักษิณ อย่าไปเป็นแนวร่วมของพวกทักษิณ ในสถานการณ์ที่ประชาชนมีตัวเลือก 2 ตัว ไปออกเสียงประชามติ วันที่ 19 สิงหาคม ศกนี้ แค่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550  การลงประชามติเห็นชอบ อาจจะถือเป็นเพียงยุทธวิธีหนึ่งในการต่อสู้อย่างมีจังหวะก้าว การเห็นชอบไม่ได้แปลว่าเราเห็นด้วยกับคมช,รัฐบาลหรือรัฐธรรมนูญทั้งหมด ประชาชนอาจเห็นชอบแบบมีเงื่อนไขว่าอยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปได้ ซึ่งถ้าจะให้ดีแล้ว กกต.ควรใจกว้างเปิดโอกาสให้ประชาชนเขียนความเห็นเพิ่มเติมด้านหลังของบัตรลงประชามติได้ โดยไม่ถือเป็นบัตรเสีย และกกต. ควรจัดตั้งทีมงานรวบรวมสรุปความคิดเห็นของประชาชน เพื่อเสนอแนะต่อรัฐสภาใหม่ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในโอกาสต่อไป  ประเทศต้องเสียเงินเสียกำลังคนในการจัดการให้ประชาชนลงประชามติทั้งที น่าจะใช้เป็นโอกาสในการรับฟัง รวบรวมความคิดเห็นของประชาชนไปด้วย จะเป็นประโยชน์กว่าแค่การกาและนับคะแนนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบประชาชนต้องยึดหลักประชาธิปไตยทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของประชาชนไว้ให้มั่น และต้องต่อสู้ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองให้ก้าวหน้า อิงประโยชน์ภาคประชาชนกว่านี้ในโอกาสต่อไปอีก เช่น ผลักดันการพัฒนาระบบสหกรณ์ สังคมนิยมประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการ ชุมชนสวัสดิการ มาแทนที่ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาด เป็นต้น ในสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนคงต้องใช้เวลาขยายความรู้และการจัดตั้งองค์กร  สะสมกำลังและพัฒนาความเข้มแข็งไปอีกระยะหนึ่ง ประชาชนจึงจะมีความพร้อมพอที่จะต่อสู้กับระบอบเผด็จการ ไม่ว่าเผด็จการทหาร/ขุนนาง หรือเผด็จการนายทุนกลุ่มใดได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่ายุคปัจจุบันได้ 

Advertisements
 

One response to “ประชาชนควรพิจารณาเรื่องการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร

  1. คนกันเอง

    สิงหาคม 13, 2007 at 6:29 pm

    วิทยากร เชียงกูล รับใช้ใคร ณ พ.ศ.นี้

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: