RSS

“ลูกผู้ชาย” ชื่อกุหลาบ

03 ส.ค.

“ลูกผู้ชาย”  ชื่อกุหลาบ 

      คุณกุหลาบเกิดในปลายสมัยรัชกาลที่ 5  เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2448  ที่กรุงเทพฯ ปีนั้นคือปีที่เทียนวรรณ (2385-2458) นักเขียนนักหนังสือพิมพ์ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนแรก ๆ ของไทย ได้ประกาศเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อที่ประเทศจะได้ไม่ต้องตกอยู่ในบังคับของประเทศอาณานิคม

      พ่อคุณกุหลาบเป็นเสมียนเอก กรมรถไฟ ชาวกรุงเทพฯ แม่มีเชื้อสายชาวนา มาจากจังหวัดสุพรรณบุรี และมาอยู่กับญาติที่เป็นพนักงานที่วังสวนกุหลาบ คุณกุหลาบเป็นลูกคนสุดท้อง มีพี่สาวหนึ่งคน พ่อคุณกุหลาบเสียชีวิตตั้งแต่คุณกุหลาบอายุได้ 6 ขวบ แม่คุณกุหลาบเปิดร้านเย็บเสื้อผ้าที่บ้านเช่า พี่สาวเล่นละครรำและละครพูดหาเงินช่วยทางบ้านและส่งเสียให้คุณกุหลาบได้เรียนหนังสือ  คุณกุหลาบเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดหัวลำโพง และไปเรียนต่อที่โรงเรียนทหารเด็ก ซึ่งสอนวิชาทั่วไปด้วย อยู่ 2 ปี จากนั้นได้ไปเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จนจบชั้นมัธยมแปด (การศึกษาสมัยนั้นแบ่งเป็นประถม 4 ปี มัธยม 8 ปี)

      ถึงแม้ว่าคุณกุหลาบจะไม่ได้มาจากครอบครัวที่ค่อนข้างจน แต่ก็นับว่ามีจังหวะชีวิตที่ดี ที่เกิดในกรุงเทพฯ และทางครอบครัวก็คงเอาใจใส่ในเรื่องให้ลูกได้รับการศึกษา จึงมีโอกาสได้เรียนหนังสือในโรงเรียนรัฐบาลชั้นดีถึงชั้นมัธยมแปด ซึ่งจัดว่าเป็นการศึกษาชั้นสูงในสมัยนั้น (ทั้งประเทศเพิ่งมีมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียว คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรับนิสิตได้จำกัด) ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นี้นอกจากคุณกุหลาบจะได้เรียนวิชาสามัญและวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ  ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่เขาจะได้เป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ในโอกาสต่อไปแล้ว  เขายังได้พบเพื่อนดี ๆ และครูดี ๆ บางคน ซึ่งมีส่วนทำให้เขารักหนังสือ รักความรู้ ความก้าวหน้า มนุษยธรรมและประชาธิปไตยในเวลาต่อมาอีกด้วย เพื่อนร่วมรุ่นของเขาได้เติบโตขึ้นมาเป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ผู้มีชื่อเสียงหลายคน อาทิเช่น ม.จ.อากาศดำเกิง(2488-2475) สด กูรมะโรหิต(2451-2521) โชติ แพรพันธ์ หรือยาขอบ (2450-2499)

      คุณกุหลาบ ไม่ได้เขียนหรือเล่าถึงชีวิตของตัวเองในวัยเด็กมากนัก แต่งานนวนิยายที่เขียนขึ้นภายหลังอย่าง “แลไปข้างหน้า” ก็สะท้อนอย่างอ้อม ๆ ถึงชีวิตสมัยที่เขาเป็นเด็กนักเรียนมัธยม ในสมัยนั้นยังเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความคิดความเชื่อในเรื่องความแตกต่างของมนุษย์มาตั้งแต่ชาติกำเนิดยังมีอิทธิพลสูง แม้ความจำเป็นของการปรับตัวให้ทันสมัยแบบตะวันตกทำให้รัฐบาลเจ้า ต้องสร้างโรงเรียนรัฐบาลแบบเทพศิรินทร์ สวนกุหลาบ ที่เปิดให้คนสามัญมาเรียนร่วมกับพวกลูกเจ้าและขุนนางได้ แต่ก็ยังมีกฎระเบียบเรื่องห้ามลูกไพร่ไปเล่นรวมกับลูกเจ้าอยู่(ยศ วัชรเสถียร  กุหลาบ สายประดิษฐ์ ศรีบูรพาที่ข้าพเจ้ารู้จัก 2525:35)  ดังนั้นสังคมในโรงเรียนเองก็สะท้อนถึงสังคมภายนอกที่ยังมีการแบ่งชั้นวรรณะอยู่ด้วย

      คุณกุหลาบหัดเขียนหนังสือ ทำหนังสือตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยม เช่นเขียนกลอนเรื่อง “แจวเรือจ้าง” ลงในหนังสือแถลงการณ์เทพศิรินทร์ และขณะเรียนชั้นมัธยมเจ็ด ในปี 2467 ก็ได้ไปฝึกเขียนหนังสือกับครูโกศล โกมลจันทร์ ซึ่งเป็นนักประพันธ์มีชื่อในสมัยนั้น ที่สำนักงานรวมการแปล โดยได้ช่วยทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษตอนค่ำที่โรงเรียน “รวมการสอน” ซึ่งอยู่รวมกับสำนักรวมการแปล เหตุที่ไปทำงานที่นั้นแม้จะไม่ได้สตางค์ใช้มากนัก เพราะมุ่งหวังจะฝึกการเขียนหนังสือ ทำหนังสือเป็นอาชีพ และเขียนหนังสือส่งไปลงที่ต่าง ๆ

      ที่สำนักนี้มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่สนใจอยากเป็นนักประพันธ์มาเรียนและทำงานร่วมกันหลายคน อาทิ มาลัย ชูพินิจ จรัญ วธาทิตย์  ชะเอม อันตรเสน นามปากกา “ศรีบูรพา” ก็เกิดขึ้นที่นี่ ตามรอยของเจ้าสำนัก ครูโกศล ซึ่งใช้นามปากกาว่า “ศรีเงินยวง” และหลายคนก็ใช้นามปากกาซึ่งขึ้นต้นด้วยคำว่าศรี (ศิริมงคล, ความรุ่งเรือง, ความงาม) ซึ่งเป็นที่นิยมใช้มาตั้งแต่ที่รัชกาลที่หก ทรงใช้พระนามแฝงว่า “ศรีอยุธยา” คุณกุหลาบใช้นามแฝงว่า “ศรีบูรพา” ซึ่งมีความหมายกว้างไกล หมายถึง สิริมงคลหรือความรุ่งเรืองแห่งภูมิภาคตะวันออกทั้งภูมิภาค พวกเขาได้ช่วยกันทำนิตยสาร “สารสหาย” แต่อยู่ได้ไม่นาน โรงเรียนรวมการสอนเองในที่สุดก็ต้องหยุดกิจการ เพราะเก็บเงินค่าเล่าเรียนไม่ค่อยได้

      คุณกุหลาบเองเคยไปเรียนโรงเรียนกฎหมาย ที่กระทรวงยุติธรรมอยู่พักหนึ่ง แต่พบว่าแห้งแล้ง ไม่มีเสน่ห์ เลยออกมาทำหนังสือ (รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน ในจรัส รจนาวรรณ  ชีวิตการต่อสู้ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ 2517,  โลกหนังสือ พฤศจิกายน 2531)

คณะสุภาพบุรุษ

      ในปี 2470 หลังจากที่จบชั้นมัธยมแปดมาได้ 2 ปี คุณกุหลาบได้ทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ นิตยสาร เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหนังสือของโรงเรียนนายร้อยทหารบก แต่ทำสำหรับคนอ่านทั่วไป ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่นี่ก็ได้พบท่าทีวางเขื่องของนายทหารสมัยนั้นต่อผู้ทำงานที่เป็นพลเรือน รวมทั้งคุณกุหลาบไม่สามารถที่จะได้รับการเพิ่มเงินเดือนเกินกว่าเพดานที่กำหนดไว้สำหรับพลเรือน คุณกุหลาบจึงลาออก ไปสมัครสอบทำงานเป็นผู้ช่วยที่กรมแผนที่ สอบได้ที่หนึ่งแต่ถูกกีดกันและเล่นพรรคพวก โดยการถูกเจ้าหน้าที่กรมแผ่นที่แกล้งต่อรองลดเงินเดือน จะให้คุณกุหลาบได้รับเงินเดือนต่ำกว่าที่ประกาศไว้แต่แรก คุณกุหลาบปฏิเสธการต่อรองดังกล่าว และตั้งแต่นั้นมาคุณกุหลาบก็ไม่คิดจะทำราชการอีก (ชนิด สายประดิษฐ์ “บันทึกชีวิต และงานของกุหลาบฯ” โลกหนังสือ ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 พฤศจิกายน 2521)

      ปี พ.ศ.2471 คุณกุหลาบได้เขียนนิยายออกมา 3 เรื่อง คือ ปราบพยศ มารมนุษย์ และลูกผู้ชาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นทรรศนะในเชิงเสรีนิยม และมนุษยธรรมของเขาที่แตกต่างไปจากทรรศนะแบบศักดินาที่ครอบงำสังคมอยู่ในเวลานั้น เช่น การมองว่าชาติกำเนิดไม่สำคัญเท่ากับความเพียรพยายามหรือคุณสมบัติภายใน หรือพฤติกรรมของคนแต่ละคน ลูกผู้ชายหรือสุภาพบุรุษ คือคนที่มีคุณธรรม รู้จักเสียสละ อยู่ข้างความยุติธรรม ความดีงาม คนหนุ่มสาวควรมีเสรีภาพที่จะรักและเลือกคาครอบด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้ผู้ใหญ่จัดหาให้แบบคลุมถุงชน

      ปี พ.ศ.2472 คุณกุหลาบรวบรวมเพื่อนฝูงที่ชอบงานประพันธ์งานหนังสือพิมพ์ ตั้งเป็นคณะ”สุภาพบุรุษ” และออกหนังสือรายปักษ์ชื่อ “สุภาพบุรุษ” โดยการรวบรวมเงินทุนมาทำกันเอง เพราะในสมัยนั้นการลงทุนทำหนังสือประเภทนิตยสารไม่ต้องลงทุนสูงนัก ผู้ก่อการ คณะสุภาพบุรุษส่วนใหญ่จบมาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่ก็รวมทั้งพวกที่จบมาจากโรงเรียนสวนกุหลาบด้วยมีราว 10 คน อาทิ มาลัย ชูพินิจ อบ ไชยวสุ  โชติ แพร่พันธ์ สนิท เจริญรัฐ  จรัล วุธาทิตย์ นอกจากนั้นก็ไปติดต่อของเรื่องจากนักเขียนในสมัยนั้น อาทิเช่น ชิด บูรทัต  สถิต เสมานิล โพยม โรจนวิภาต พัฒน์ เนตรรังษี ฉุน ประภาวิวัฒน์ ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มนักเขียนที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้นิตยสารสุภาพบุรุษซึ่งพิมพ์ 3,000 ฉบับขายเกลี้ยง ต้องเพิ่มจำนวนพิมพ์เป็น 5,000 ฉบับ ซึ่งถ้าหากความทรงจำเรื่องตัวเลขของผู้เล่าไม่ผิดพลาด(คุยกับ ร.วุธาทิตย์ โลกหนังสือ ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 พฤศจิกายน 2521) ต้องนับว่าเป็นจำนวนมากสำหรับสังคมไทยในปี พ.ศ.2472 ที่มีประชากรทั้งประเทศเพียงสิบกว่าล้านคน และมีคนอ่านออกเขียนได้เพียงร้อยละ 5  แต่คนที่อ่านออกเขียนได้ในยุคนั้นมีความตื่นตัวเรื่องการอ่านและใฝ่รู้มากกว่าคนไทยยุคปัจจุบันมาก

       หนังสือ สุภาพบุรุษ ได้ริเริ่มประกาศรับซื้อเรื่องจากนักประพันธ์ โดยมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการประพันธ์ให้หันจากการเขียนเล่น ๆ มาเป็นงาน และเป็นการชักชวนให้ผู้แต่งรู้สึกว่าได้มีการตั้งต้นขึ้นแล้วสำหรับอาชีพนักประพันธ์ (สุภาพบุรุษ 1 มิถุนายน 2472) ซึ่งนับว่าคุณกุหลาบและพรรคพวกเป็นกลุ่มที่เห็นการณ์ไกลและเอาจริงเอาจังกับเรื่องหนังสือมาก เพราะสมัยนั้นคนยังอ่านหนังสือน้อยและไม่ค่อยจะมีสตางค์ซื้อหนังสือ คนที่มาเป็นนักเขียน มาด้วยใจรัก อยากเขียนมากกว่าจะหวังค่าตอบแทนจากการเขียน  คณะสุภาพบุรุษเป็นปัญญาชนกลุ่มที่มีความคิดไปในทางชาตินิยมและเสรีนิยม คัดค้านการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง เช่น การควบคุมหนังสือพิมพ์ คำว่า “สุภาพบุรุษ” มีนัยหมายถึงคนที่สุภาพทำความดีเพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่คนสามัญสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องมาจากคนที่มีชาติตระกูลสูงแบบ“ผู้ดี”

      นอกจากการเกิดขึ้นของหนังสือและนักเขียนกลุ่มสุภาพบุรุษแล้ว ปี 2472 ยังเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของพัฒนาการวรรณกรรมไทย ซึ่งได้ก้าวจากการดัดแปลง จากนิยายต่างประเทศประเภทเรื่องรัก หรือเรื่องตื่นเต้นโลดโผน มาเป็นการแต่งเรื่องเองที่มลักษณะสมจริงสมจังมากขึ้น นอกจากนิยายเรื่อง “ลูกผู้ชาย” ของคุณกุหลาบที่ออกมาในปี 2472 แล้ว ก็มีงานที่สำคัญอีก 2 ชิ้น ออกมาในปีเดียวกัน คือ “ละครแห่งชีวิต” ของ ม.จ.อากาศดำเกิง(2443-2475) และ”ศัตรูของเจ้าหล่อน” ของดอกไม้สด (ม.ล.บุปผา กุญชร 2448-2506)  ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นนิยายประเภทสมจริงที่เริ่มสะท้อนสังคมไทยรุ่นแรก (ตรีศิลป์ บุญขจร นวนิยายกับสังคมไทย 2475-2500 สร้างสรรค์ 2523)

      โดยเฉพาะเรื่อง”ละครแห่งชีวิต” ซึ่งเป็นหนังสือขายดีนับพันเล่มที่ฮือฮาในยุคนั้น (พิมพ์ปกแข็งขายราคา 2.50 บาท เทียบกับข้าวสารกระสอบละ 3 บาท) ได้มีอิทธิพลผลักดันให้คนหนุ่มสาวเปลี่ยนเข็มจากการเรียนเพื่อประกอบอาชีพอื่น มาเป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนที่มีบทบาทต่อสังคมในเวลาต่อมาจำนวนมาก

      อย่างไรก็ตาม หนังสือสุภาพบุรุษออกอยู่ได้ประมาณ 9 เดือนก็เลิกล้มไป เนื่องจากเก็บค่าขายหนังสือได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย สมัยนั้นการจัดจำหน่ายหนังสือยังมีข้อจำกัดอยู่มาก มีร้านขายน้อยการเก็บเงินทำได้ลำบาก คุณกุหลาบ ซึ่งเริ่มสนใจการเมืองไปทำนิตยสารชื่อ ผู้นำ อยู่พักหนึ่ง และก็ไปทำหนังสือพิมพ์ บางกอกการเมือง ซึ่งมีคนอื่นเคยทำมาก่อนแล้ว แต่อยู่ในฐานะทรุดโทรม คุณกุหลาบและเพื่อนในคณะสุภาพบุรุษเข้าไปปรับปรุงให้ดีขึ้น มีการลงนิยายที่คุณกุหลาบเขียน และหนังสือพิมพ์ขายกระเตื้องขึ้น แต่อยู่ได้ไม่กี่เดือน กองบรรณาธิการก็เกิดขัดแย้งกับนายทุน เพราะการลงข่าวพระยาสมบัติบริหารหกล้มหน้าพระที่นั่ง ตอนเข้าถวายเงินก้นถุงกับเจ้าบ่าวเจ้าสาวในงานแต่งงาน ทำให้เจ้านายกริ้ว คุณกุหลาบถูกเรียกไปซักฟอก ต่อมา(ราวกลางปี 2473) ทั้งคณะเลยลาออกไปทำหนังสือพิมพ์รายวันออกใหม่ชื่อ ไทยใหม่ ซึ่งคุณเอก วีสกุล นักธุรกิจที่เป็นปัญญาชนชอบทางด้านหนังสือคนหนึ่งได้ลงทุนร่วมกับเพื่อน ๆ (“คุยกับโพยม โรจนวิภาต และธนาลัย” ใน โลกหนังสือ เล่มเดิม)

“ตั้งต้นชีวิตใหม่ที่ไทยใหม่”

      หนังสือพิมพ์ ไทยใหม่ ซึ่งมีคำขวัญที่ฟังดูก้าวหน้ามาก “ตั้งต้นชีวิตใหม่โดยอ่านไทยใหม่” เป็นหนังสือพิมพ์สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่มีบทบาทสำคัญในการให้การศึกษาและเรียกร้องประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่สำคัญฉบับหนึ่ง คือ นอกจากจะลงข่าวและบทความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยในต่างประเทศ เช่น สเปน แล้วก็มักลงบทความเป็นทำนองเสนอความเห็นเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้รับฟังเสียงของราษฎรมากขึ้นอยู่เสมอ ๆ (พรภิรมณ์ เอี่ยมธรรม  บทบาททางการเมืองของหนังสือพิมพ์ไทยฯ  ไทยวัฒนาพานิช 2518)

      บทความที่มีชื่อเสียงและเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากคือ บทความเรื่อง”ชีวิตของประเทศ” โดย “ศรทอง” (นามแฝงของพระยาศราภัยพิพัฒน์) และ “มนุษยภาพ” ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2474 บทความแรก เป็นการเสนอความเห็นว่าที่ประเทศไม่เจริญเท่าที่ควร เพราะทางราชการไม่ฟังเสียงหนังสือพิมพ์ ไม่เป็นประชาธิปไตยเหมือนอย่างประเทศที่เจริญแล้ว (ศรทอง ชีวิตของประเทศ มิตรนรา 2512)

มนุษยภาพ-การประกาศศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่ควรเป็น

      บทความเรื่อง”มนุษยภาพ” เป็นบทความปรัชญาการเมืองที่แหลมคมและมีผลสะเทือนสูง คุณกุหลาบได้เขียนเป็นบทความสั้นสองตอนลงใน ไทยใหม่ ฉบับวันที่ 8 และ 11 ธันวาคม 2474 โดยไม่ได้ใส่ชื่อผู้เขียน มีลักษณะคล้าย ๆ บทนำ บทความนี้พยายามจะอภิปรายว่ามนุษยภาพ หรือความเป็นคนนั้น ควรวางอยู่บนลักษณะอย่างไร เรามีสิทธิ์อย่างไรและควรใช้สิทธิ์นั้นได้ ภายในขอบเขตเท่าใด โดยคุณกุหลาบได้อ้างถึงหนังสือปรัชญาการเมืองของสไมลส์ ที่กล่าวว่า ความจริงและความซื่อตรงจะต้องไปด้วยกันเสมอ กล่าวถึงพลาโต้ โสเครติส ซึ่งนับเป็นบทความที่น่าสนใจมากในปี 2474 ซึ่งสังคมไทยยังอยู่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และไม่ได้มีเสรีภาพหรือบรรยากาศของการถกเถียงกันทางภูมิปัญญามากนัก

      คุณกุหลาบเองขณะที่เขียนบทความชิ้นนี้เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ 22 ปี และมีพื้นการศึกษาแบบทางการแค่ชั้นมัธยมแปด แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักอ่านและนักคิดนักเขียนที่เฉียบแหลมมาตั้งแต่หนุ่ม จะขอยกบางตอนมาแสดงให้เห็นถึงบรรยากาศทางภูมิปัญญาของยุคสมัยและความคิดความอ่าน และสำนวนภาษาของคุณกุหลาบในยุคนั้น มาดังนี้

      “ก็พวกเราทั้งหลายที่ได้มีชีวิตอยู่ในสมัยปัจจุบันนี้ มีอะไรบ้างที่เราควรจะภูมิใจ และขอบใจสิ่งศักดิ์สิทธิที่ได้บันดาลให้เรามาเกิด เราไม่เคยพบสมัยของโสเครดิสหรือคล้ายกับโสเครติสในบ้านเรา เรามีความภูมิใจแต่เพียงนิดหน่อยที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ซึ่งตามประวัติศาสตร์และพงศาวดารแสดงว่า เราเป็นไทยแก่ตัว เรามีอิสรภาพทั้งในทางปฏิบัติ และทางความคิดละม้ายคล้ายคลึงกับอิสรชนทั้งหลายในโลก แต่ข้าพเจ้าให้วิตกว่า ในความเป็นไปที่เราได้เผชิญหน้าอยู่ เราได้ทำลายความภูมิใจอันเล็กน้อยนี้เสียแล้ว เราได้ม้วนตัวของเราเข้าไปเป็นทาสความคิดเห็นของผู้อื่น นั่นก็เพราะเหตุอย่างเดียวคือ เราพากันยอมละเสียซึ่งการสู้หน้ากับความเป็นจริง” (ไทยใหม่ 8 ธันวาคม 2474)

      “การโกหกตอแหล การหลอกลวงได้ก่อกำเนิดจากคณะรัฐบาลและหมู่คนชั้นสูง ดังตัวอย่างที่ได้ยกมากล่าวไว้ข้างต้น และเมื่อคิดว่าอำนาจเป็นสิ่งที่บันดาลความนิยม และอำนาจ ในทุกวันนี้เราหมายกันถึงเงินกับชั้นสูง ฉะนั้นเราจะไม่เตรียมตัวไว้ตกใจกันบ้างหรือว่าวิทยาศาสตร์ของการโกหกตอแหลจะแพร่หลายและเป็นที่นิยมกันทั่วไปในบ้านเรา”

      และลงท้ายบทความด้วย “แต่ขอให้เรามาพูดกันด้วยความสัตย์จริงใจเถิดว่า ทุกวันนี้เราพอใจสู้หน้ากับความเป็นจริงกันบ้างหรือเปล่า ข้าพเจ้าเคยพบแต่เราโกหกตัวของเราเองว่า อ๋าย, เจ้าหมอนั่น มันพออดเข้าได้สองมื้อสามมื้อแน่นอนมันพอทนความยากลำบากชนิดนั้นได้ดอกน่ะ ความเดือดร้อนเพียงเท่านั้นไม่เป็นไรสำหรับมัน เรายังไม่จำเป็นจะต้องแก้ไขอะไรให้มันดีขึ้น ….เรื่อย ๆ ของเราไปก่อนก็ได้ นี่สิโลกจึงไม่มีเวลาสอบได้ ความเจ็บปวดระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ระหว่างคนชั้นหนึ่งกับอีกชั้นหนึ่ง จึงได้ปรากฎทั่วไปในประเทศต่าง ๆ การรวมแรงรวมกำลังกันตั้งกันขึ้นเป็นหมู่ เป็นคณะ เป็นสมาคม จึงอุบัติตาม ๆ กันขึ้นมาเพื่อความมุ่งหมายอย่างเดียวที่จะใช้กำลังอันได้รวมกันเข้าดีแล้ว บังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่โกหกตัวเองเพื่อประโยชน์ของตัวเอง…บังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งสู้หน้ากับความเป็นจริง”  (ไทยใหม่ 11 ธันวาคม 2474)

      บทความเรื่อง “มนุษยภาพ” ซึ่งเป็นเสมือนการเตือนถึงการปฏิวัติ 2475 ซึ่งจะเกิดขึ้นตามมาอีกเพียงไม่กี่เดือน ได้สร้างปฏิกิริยาต่อชนชั้นสูงและปัญญาชนในสมัยนั้นมาก คุณธนวนต์ จาตุประยูร หรือ “ธนาลัย” นักหนังสือพิมพ์ร่วมสมัยกับคุณกุหลาบเล่าว่า บทความเรื่อง “มนุษยภาพ” ไม่เป็นที่พอใจของนายทุน ทำให้คุณกุหลาบและคณะลาออก หลังจากที่เข้ามาทำหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ได้เพียงปีเศษ ๆ (โลกหนังสือ ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 พฤศจิกายน 2521)

      คุณกุหลาบได้นำบทความเรื่อง “มนุษยภาพ” ไปปรับปรุงเพิ่มเติม และตีพิมพ์เป็นบทความสั้น 3 ตอน ลงในหนังสือพิมพ์ศรีกรุง ฉบับวันที่ 10, 16, 21 มกราคม 2474 (สมัยนั้นปี พ.ศ.ของไทยนับจากวันที่ 1 เดือนเมษายน เป็นต้นปี ดังนั้น มกราคม 2474 จึงตามหลังธันวาคม 2474) ตามลำดับ โดยคราวนี้คุณกุหลาบได้ลงชื่อจริงในฐานะคนเขียนไว้ด้วย โดยเขียนไว้ในส่วนนำว่าเขียนบทความนี้ “ด้วยความมุ่งหมายที่จะปรับฐานะของมนุษย์ให้ได้ระดับอันทุกคนควรจะเป็นได้” บทความนี้นอกจากจะไม่ได้ลดราวาศอกลงแล้ว ยังเขียนวิจารณ์ผู้มีอำนาจเพิ่มเติมอีกคือ

      “บุคคลผู้มีอำนาจอันประกอบขึ้นด้วยชาติ ตระกูล ด้วยยศศักดิ์ หรือด้วยเงินก็ตาม มักพอใจปั้นให้คนทั้งหลายหลงด้วยวาจาอันไพเราะเพราะพริ้งของเขา เขาทำดังนั้นเพื่อประโยชน์ของใคร ข้าพเจ้าไม่อยากตอบ แต่แน่นอนต้องไม่ใช่เพื่อประโยชน์ชาติ จริงอยู่ในสมัยนี้คนโง่ยังมีมาก หรือคนฉลาดที่ไม่เอาธุระของเพื่อนร่วมชาติก็ยังมีอยู่ดาษดื่น ผู้มีอำนาจดังกล่าวแล้วจะดำเนินการพูดเพราะของเขาไปได้โดยราบรื่น แต่ทุกคนย่อมรู้ว่า โลกที่เราอาศัยอยู่นี้มันหมุน และสรรพสิ่งในโลกจะไม่หยุดอยู่กับที่ ฉะนั้นจึงเป็นการแน่นอนที่เขาเหล่านั้นจะต้องพบอุปสรรคในวันหนึ่ง” (ศรีกรุง 21 มกราคม 2474)

      บทความเรื่อง”มนุษยภาพ” ของคุณกุหลาบได้สร้างปฏิกิริยามาก ขณะที่คนชั้นสูงไม่ชอบ แต่ก็มีผู้อ่านซึ่งคงเป็นปัญญาชนในสมัยนั้นได้เขียนบทความไปแสดงความคิดเห็นที่ศรีกรุง จำนวนมาก เช่น ผู้ใช้นามแฝงว่า Radical ได้เขียนวิจารณ์ในเชิงสนับสนุน(ศรีกรุง 26 มกราคม 2474) แต่ไม่ทันได้ลงบทความอื่น ๆ หนังสือพิมพ์ศรีกรุง ก็ถูกรัฐบาลสั่งปิดและยึดใบอนุญาต ศรีกรุงถูกปิดได้ไม่นาน ภายหลังเจ้าของก็ไปวิ่งเต้นขอเปิดใหม่ได้ ส่วน ไทยใหม่ ที่คุณกุหลาบและคณะยกพวกออกมาเพราะถูกบีบจากทางรัฐบาล หลวงวิจิตรวาทการเข้าไปทำแทนคณะของคุณกุหลาบ (สำเนาบทความเรื่อง”มนุษยภาพ” ผู้เขียนได้รับการอนุเคราะห์จากอาจารย์นครินทร์ เมฆศรีไตรรัตน์)

สงครามชีวิต

      ในยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นั้น หนังสือพิมพ์ได้มีบทบาทในการให้การศึกษาและเรียกร้องการปฏิรูปแบบประชาธิปไตยอยู่มาก คือ นอกจากหนังสือพิมพ์อย่าง ไทยใหม่ ศรีกรุง แล้วก็ยังมีหนังสือพิมพ์ สยามรีวิว ไทยหนุ่ม บางกอกการเมือง ฯลฯ นักเขียนนักหนังสือพิมพ์จัดว่าเป็นปัญญาชนกลุ่มที่ก้าวหน้าที่สุดในยุคนั้น พวกนักปฏิวัติประชาธิปไตยรุ่นแรกคือ ผู้ก่อการ ร.ศ.130 (วางแผนยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 6)  เช่น ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์  ร.ท.จรูญ ณ บางช้าง ร.ต.บ๋วย บุญยรัตนพันธ์ ซึ่งเป็นรุ่นผู้ใหญ่กว่าคุณกุหลาบก็ได้เข้ามามีบทบาทในวงการหนังสือพิมพ์ นอกจากนั้นก็ยังมีนักคิดนักเขียน เช่น พระสารสาสน์พลขันธ์ (“555”) พระสารสาสน์ประพันธ์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และคณะสุภาพบุรุษ ซึ่งมีบทบาทตั้งแต่สมัยเริ่มหนุ่ม

      บทบาทนักคิดนักเขียนต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ยังไม่ได้มีการศึกษาหรือเป็นที่รับรู้กันมากนัก เพราะนักวิชาการรุ่นหลังหลายคนเขียนทำนองว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นผลงานของพวกนักเรียนนอก ที่ไปรับเอาความคิดแบบฝรั่งเข้ามาคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบชิงสุกก่อนห่าม ประชาธิปไตยจึงพัฒนาแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ

      ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นคนสำคัญของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเคยเขียนไว้ว่า เมื่อเขากลับมาประเทศไทยในปี 2470 หลังจากที่ไปอยู่ฝรั่งเศสมาเกือบ 7 ปี ก็พบว่าชนรุ่นหนุ่มสมัยนั้นที่ไม่เคยออกไปเห็นระบอบประชาธิปไตยในต่างประเทศ ต่างก็มีความตื่นตัวต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาฯเป็นระบอบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะอิทธิพลที่เขาได้รับจาก “สื่อมวลชนที่มีลักษณะก้าวหน้าในสมัยนั้น” และเพราะเหตุนั้นนายปรีดีและพวกจำนวนน้อยที่กลับมาจากยุโรป “จึงไม่มีความลำบากมากนักในการชวนผู้ตื่นตัวในเมืองไทยให้เข้าเป็นสมาชิกในคณะราษฎร เพราะเขามีพื้นฐานแห่งความต้องการอยู่แล้ว” (ปรีดี พนมยงค์ บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรฯ  นิติเวชช์ 2515)

      ในส่วนของคุณกุหลาบ เคยได้รับการชักชวนทาบทามให้เข้าเป็นสมาชิกคณะราษฎรด้วย แต่ได้ปฏิเสธเพราะต้องการเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่เป็นกลางมากกว่าจะฝักใฝ่ฝ่ายใด และหลังจากนั้นก็ไม่เคยเข้าสังกัดพรรคการเมืองไหน คุณกุหลาบจึงเป็นคนที่มีบทบาททางการเมืองภาคประชาชนคนแรก ๆ คนหนึ่ง

      นอกจากจะเป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนบทความแล้ว คุณกุหลาบเขียนนิยายออกมาหลายเล่ม ในช่วงปี 2471-2475 เล่มที่เด่นที่สุดคือเรื่อง “สงครามชีวิต” พิมพ์ครั้งแรก 2475 ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน ไม่นานนัก นิยายเรื่องนี้ที่ได้รับอิทธิพลแรงบันดาลใจจากเรื่อง”คนจน” ของ ดอสโตเยฟสกี้ นักเขียนรัสเซียสมัยก่อนการปฏิวัติใหญ่ เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นสภาพความเหลื่อมล้ำต่ำสูง และค่านิยมของคนในสังคมไทยสมัยนั้น ซึ่งยกย่องคนมีเงิน มีอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์ได้อย่างแจ่มชัดและมีศิลปะ รวมทั้งเป็นงานที่มีลักษณะก้าวหน้าเชิงอุดมคติแหวกไปจากนิยายโรแมนติกหรือนิยายแบบสนุกโลดโผน ที่เป็นที่นิยมเขียนกันในสมัยนั้น

      สงครามชีวิต เป็นนิยายที่จับใจคนหนุ่มสาวในยุคนั้นอย่าง เสนีย์ เสาวพงศ์, สุวัฒน์ วรดิลก (รพีพร), เจือ สตะเวทิน (อ้างไว้ในเสถียร จันทิมาธร สายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตของไทย  เจ้าพระยา 2525 หน้า 164-165) คุณสุภา ศิริมานนท์ ถือว่าเป็นนิยายที่สำคัญเรื่องแรกของศรีบูรพา สงครามชีวิตได้ส่งผลสะท้อนทางความคิดต่อคนหนุ่มสาวรุ่นต่อมาอีกหลายรุ่น

      “สงครามชีวิต” เป็นเรื่องของระพินทร์ ข้าราชการชั้นผู้น้อย ผู้ยากจน แต่มีอุดมคติ และมีมนุษยธรรม เขาเคยคับแค้นต่อความยากจน ถึงเกือบจะฆ่าตัวตาย แต่เมื่อได้เห็นขอทานที่จนกว่าและยังต่อสู้กับชีวิตก็เลยได้คิดว่าตนยังหนุ่มแน่น และรวยมากกว่าขอทาน เขาจึงต่อสู้กับชีวิตต่อ และฝันที่จะเป็นนักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียง ระพินทร์ได้มาเป็นเพื่อนและรักใครชอบพอกับ “เพลิน” ลูกคนรวยตกยาก” ผู้มีความคิดในเชิงมนุษยธรรมคล้าย ๆ กับระพินทร์ ทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิดความอ่าน ความฝัน กันอยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อเพลินได้ทำงานเป็นนางเอกภาพยนตร์ ก็ค่อย ๆ ห่างกันไป และในที่สุด เพลินก็ตัดสินใจแต่งงานกับผู้จัดการสร้างภาพยนตร์ เพื่อพลิกฟื้นฐานะทางสังคมของเธอให้กลับคืนมาเหมือนสมัยที่เธอเคยรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง (ศรีบูรพา สงครามชีวิต ดอกหญ้า 2529)

      โครงเรื่องสงครามชีวิตเป็นเรื่องแนวโรแมนติก ที่มองโลกในแง่อุดมคติ แต่ก็สะท้อนสังคม ค่านิยม ความคิดความอ่านของผู้คนในสมัยนั้นไว้ค่อนข้างสมจริงสมจัง ทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างทางฐานะของคนในสังคมไทย และบทบาทของอุดมการณ์ หรือค่านิยมเกี่ยวกับเรื่องฐานะ ที่แม้แต่ผู้หญิงที่ค่อนข้างฉลาด และมีมนุษยธรรมอย่างเพลิน ในที่สุดก็ไม่อาจก้าวข้ามพ้นได้

      คุณกุหลาบเขียนวิจารณ์สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างนุ่มนวล มีศิลปะและความสมเหตุสมผล ไม่ได้มองอะไรแบบขาวดำ หรือใส่ความคิดความเห็นของตนเข้าไปอย่างหวือหวา ถึงแม้”สงครามชีวิต” จะจบแบบโศกนาฎกรรม ก็ไม่ถึงกับไร้เหตุผล หรือฟูมฟาย ดังนั้นนิยายเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ประทับใจคนหนุ่มสาวกลุ่มที่มีการศึกษา และส่งผลให้คุณกุหลาบมีชื่อเสียงในฐานะนักประพันธ์ควบคู่กันไปกับการเป็นนักหนังสือพิมพ์.

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: