RSS

ทางออกของปัญหา:กกต. ควรเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในบัตรลงประชามติได้

10 ส.ค.

ทางออกของปัญหา:กกต. ควรเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในบัตรลงประชามติได้
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 3 สิงหาคม 2550 12:33 น.
       การลงประชามติที่ดี ควรผ่านการประชาพิจารณ์ หรือการประชุมอภิปรายข้อดีข้อเสียของเรื่องที่จะลงประชามติอย่างกว้างขวางรอบด้าน เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล เพราะการลงประชามติ เปิดให้ประชาชนเลือกได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ในประชาพิจารณ์ เราอาจจะช่วยกันสร้างทางเลือกที่ 3 ที่ 4 ที่ดีกว่าทางเลือกแค่ 2 ทางได้
       
       การลงประชามติเรื่องเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มีปัญหา 2 ด้าน คือ 1. การลงประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเป็นเรื่องที่ใหญ่โต
       
       ซับซ้อนมากเกินไป การลงประชามติในประเทศอื่นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องประเด็นเดียวที่เห็นชัดๆเช่น การลงประชามติของประเทศในยุโรปบางประเทศว่าจะเข้าร่วมสหภาพยุโรปหรือไม่ จะเปลี่ยนเงินตราของประเทศตนไปเป็นเงินยูโรของสหภาพยุโรปหรือไม่
       
       2. มีการทำประชาพิจารณ์อภิปรายข้อดีข้อเสียของรัฐธรรมนูญก่อนการลงประชามติน้อยเกินไป ทั้งเรื่องมีเวลาจำกัด งบประมาณจำกัดและรัฐบาลไม่เข้าใจความสำคัญของเรื่องนี้
       
       ครม.ไปมีมติครม. ทำไมก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลต้องวางตัวเป็นกลาง ในขณะที่ฝ่ายอำนาจเก่าไทยรักไทยและนักวิชาการปัญญาชนประเภทคิดแบบสองขั้วสุดโต่งและประเภทนักเย้ยหยัน นักวิจารณ์ว่าทุกฝ่ายแย่กว่าตัวเองหมดเป็นฝ่าย รณรงค์ให้คนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างแข็งขัน โดยพวกเขาเลือกใช้จุดอ่อนและจิตวิทยาง่ายๆแบบเร้าอารมณ์ มาโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นตามพวกเขา แต่ไม่ได้ให้ข้อมูล จุดแข็ง และจุดอ่อน ของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างรอบด้านและเป็นธรรม
       
        จากการที่คณะอำนวยการการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน ได้ออกไปรับฟังความคิดของประชาชนระดับรากหญ้าทั่วประเทศ เราได้พบว่า ประชาชนมีข้อเสนอดีๆ ที่จะทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้นจำนวนมาก แต่น่าเสียดายที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ คือ สสร.ได้ยินหรือรับข้อเสนอไปพิจารณาเพียงบางส่วน ซึ่งเป็นส่วนน้อย เพราะ สสร.ใช้ความคิดเห็นของตัวเองเป็นหลักมากกว่า โดยเฉพาะประเด็นให้อำนาจผู้พิพากษา/ข้าราชการในการเลือกสว.และองค์กรอิสระ และลดอำนาจประชาชนในเรื่องนี้ลง ทำให้ประชาชนส่วนที่มีความตื่นตัวทางการเมือง ไม่ค่อยพอใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ไม่น้อย
       
       ในหมู่องค์กรพัฒนาเอกชนและประชาชนที่ไม่ใช่พวกนิยมทักษิณก็เกิดความเห็นที่แตกกันเอง นักพัฒนาเอกชนจากกรุงเทพ เช่น จอน อึ๊งภากรณ์ คัดค้านและโน้มน้าวตัวแทนองค์กรพัฒนาที่มาประชุมเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนทั่วประเทศ ให้โหวตคัดค้านรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยเสียงส่วนใหญ่ของคนมาประชุม ซึ่งก็ไม่ใช่เสียงที่เป็นเอกฉันท์ แต่ภาพที่ออกมาประกาศต่อสาธารณชนเหมือนกับว่า องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งหมดนับร้อยองค์กร ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญความจริงก็คือ องค์กรพัฒนาเอกชนจากภูมิภาคต่างๆ ได้กลับไปประชุมร่วมกันในภูมิภาค และมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป บางภูมิภาคเห็นว่า ควรเห็นชอบไปก่อนแล้วไปผลักดันแก้ไขทีหลัง บางภูมิภาคที่ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนเห็นแตกต่างกัน ได้เสนอแบบประนีประนอมให้ฟรีโหวต คือไม่มีมติในเรื่องนี้ แล้วแต่การพิจารณาของแต่ละคน ว่าใครจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ
       
       ประชาชนจำนวนไม่น้อยคิดว่าคงเห็นชอบแบบมีเงื่อนไขว่าอยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปได้ ซึ่งทำให้ผมเกิดแนวคิดที่อยากเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ผู้ทำหน้าที่จัดการลงประชามติครั้งนี้ ว่าถ้าจะให้ดีแล้ว กกต.ควรเปิดใจกว้าง เปิดโอกาสให้ประชาชนเขียนความเห็นแสดงเหตุผลของตนเองเพิ่มเติมด้านหลังของบัตรลงประชามติได้ โดยไม่ถือเป็นบัตรเสียถ้ากกต.เห็นด้วยก็ควรแถลงเรื่องนี้และประชาสัมพันธ์ออกไป และกกต.ควรจัดตั้งทีมงานหรือของบประมาณจากรัฐมาให้นักวิชาการที่เป็นกลางรวบรวมสรุปความคิดเห็นของประชาชน เพื่อเป็นข้อมูลเสนอแนะต่อรัฐสภาใหม่และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์ต่อภาคประชาชนในโอกาสต่อไป
       
       ประเทศต้องเสียเงินเสียกำลังคนในการจัดการให้ประชาชนลงประชามติทั้งทีนับพันล้านบาท น่าจะใช้เป็นโอกาสในการรับฟัง รวบรวมความคิดเห็นของประชาชนไปด้วย จะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กว่าแค่การกาและนับคะแนนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ถ้า กกต. ใจกว้างและยืดหยุ่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมกว่าแค่ทำงานให้เสร็จไปวันๆ ให้ประกาศออกมาเลย ประชาชนจะรู้สึกอยากไปลงประชามติมากขึ้น รู้สึกว่าได้มีส่วนร่วมออกความเห็น ไม่รู้สึกอึดอัดว่าถูกมัดมือชก ให้กาแค่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ
       
       ไม่ว่าการลงประชามติจะออกมาอย่างไร คมช.และรัฐบาลควรเดินหน้าประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งและจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้การเมืองเดินหน้าต่อ ข้อบกพร่องทั้งหลายเป็นเรื่องธรรมดา ถึงคนที่ออกมารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่บริสุทธิ์ใจไม่ใช่ฝ่ายทักษิณก็ไม่มีกำลังมากพอที่จะบันดาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ การเมืองที่เป็นจริงคือประชาชนต้องต่อสู้ต่อไปอีกหลายยก รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อการปฏิรูปการเมืองเท่านั้น
       
       ประชาชนยังต้องต่อสู้ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองให้ก้าวหน้า เพื่อประโยชน์ภาคประชาชนกว่านี้ในโอกาสต่อไปอีก เช่น ผลักดันการพัฒนาระบบสหกรณ์ สังคมนิยมประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการ ชุมชนสวัสดิการ เศรษฐกิจพอเพียง มาแทนที่ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาด เป็นต้น
       
       ทำอย่างไรจึงจะผลักดันให้เกิดพรรคการเมืองที่แนวนโยบายที่ก้าวหน้า ที่กล้าปฏิรูปเพื่อทำให้ประชาชนเข้มแข็งอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีแค่พรรคแนวส่งเสริมตลาดเสรี ที่ใช้นโยบายประชานิยม และสวัสดิการแบบลอยๆ มาหาเสียงแบบให้ประชาชนอยู่ภายใต้ระบอบอุปถัมภ์ต่อไป ซึ่งไม่ได้ต่างจากไทยรักไทย
Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: