RSS

ประชาชนมีสิทธิเรียกร้องพรรคการเมืองและรัฐบาลได้มากกว่าการรอรับการอุปถัมภ์

21 ส.ค.

วิทยากร  เชียงกูล

 

      พรรคการเมืองชอบอ้างนโยบายประชานิยมและรัฐสวัสดิการซึ่งฟังดูดี แต่มักจะเสนอเป็นโครงการโดดๆ โดยไม่ได้คิดอย่างเป็นระบบว่าจะปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ เพื่อหาเงินมาจากไหน อย่างไร และจะจัดการโครงการเหล่านี้ให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพได้อย่างไร นโยบายที่พวกเขาเสนอจึงเป็นเพียงเรื่องการหาเสียงที่จะทำได้จริงแค่บางส่วนหรือทำได้ช่วงหนึ่ง มากกว่าที่จะปฏิรูปทั้งระบบเศรษฐกิจสังคมและสร้างสวัสดิการหรือการกินดีอยู่ดีให้ประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

      ประชาชนเองก็ยังเข้าใจเรื่องโครงการประชานิยมและรัฐสวัสดิการน้อย ประชาชนมักคิดหรือถูกทำให้คิดว่าเป็นโครงการที่รัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งให้บริการหรือให้อะไรบางอย่างเป็นพิเศษ โดยไม่ได้ตระหนักว่า โครงการต่างๆล้วนมาจากภาษีของประชาชน และการที่ประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรต่างๆ การพัฒนาฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน คือเรื่องสิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชน ที่ประชาชนมีสิทธิควรได้รับอยู่แล้ว

      แต่นักการเมืองชอบส่งเสริมโครงการแบบหาเสียงและสร้างหนี้บุญคุณ ทำให้ประชาชนอยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์ของพวกตน ประชาชนที่ได้รับการศึกษาแบบท่องจำและสื่อวิทยุโทรทัศน์แบบครอบงำโฆษณาชวนเชื่อ ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าตนเองเป็นพลเมืองที่เป็นเจ้าของทรัพยากรและผู้เสียภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม(เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ฯลฯ) ประชาชนไม่รู้ว่าตนเองเป็นผู้จ่ายเงินเดือน นักการเมือง ข้าราชการ และเป็นเจ้าของงบประมาณที่นักการเมืองและข้าราชการใช้อยู่ นักการเมืองและข้าราชการไม่ใช่เจ้านาย แต่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ  ผู้มีหน้าที่ต้องทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมหรือประชาชนส่วนใหญ่

       เวลาประชาชนดูทีวีช่องปรกติ ประชาชนคิดว่าการที่มีโฆษณามากๆชอบธรรมแล้วเพราะช่วยให้เราได้ดูทีวีฟรี ประชาชนไม่รู้เลยว่า จริงๆแล้วคลื่นทีวีรวมทั้งวิทยุ โทรทัศน์เป็นของประชาชน ไม่ใช่ของบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานใด รัฐบาลควรเก็บภาษีค่าธรรมเนียมจากเอกชน ที่ได้สัมปทานไปทำรายการทีวีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและใช้งบดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และควรกำหนดให้เอกชนต้องทำรายการทีวีมีสาระมากกว่านี้

      แทนที่พรรคการเมืองจะไปหาเสียงแบบเสนอโครงการสวยหรู พรรคการเมืองที่ดีควรให้การศึกษาประชาชนให้พวกเขารับรู้ความจริงว่า  
 

  •  
    1. งบประมาณประจำปีของรัฐบาลมาจากภาษีและการหารายได้จากทรัพยากรของรัฐ ซึ่งเป็นของประชาชน เป็นสิ่งที่ประชาชนควรหวงแหน ดูแลตรวจสอบให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้จ่ายอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ โปร่งใส
    2. ผลผลิตที่เกิดขึ้นของประเทศมาจากแรงงานของประชาชน รัฐบาลควรจัดให้ระบบผลตอบแทนและค่าจ้างที่เป็นธรรม มีระบบเก็บภาษี การจัดสรรงบประมาณ การประกันสังคมและสวัสดิการที่ดี เพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี

      เพราะฉะนั้น พรรคการเมืองที่เสนอนโยบายประชานิยมและรัฐสวัสดิการว่ารัฐควรทำโน่นทำนี้โดยไม่กล่าวถึงเรื่องการเพิ่มค่าจ้างและผลตอบแทนเช่นการขายพืชผลของเกษตร จึงไม่สอดคล้องกับความจริงทางเศรษฐกิจการเมือง ถ้าค่าจ้างและผลตอบแทนจากการทำงานเป็นธรรมขึ้น รัฐก็จำเป็นต้องจัดสวัสดิการน้อยลง ประชาชนไม่ต้องมาให้รัฐอุปถัมภ์ ยกเว้นคนพิการคนด้อยโอกาสต่างๆที่ควรได้รับการช่วยเหลือพิเศษจากรัฐ

      ประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุดคือ เกษตรกรและกลุ่มแรงงานนอกระบบ กลุ่มที่ทำงานที่บ้าน และผู้ประกอบการอิสระรายย่อย ทั้งในชนบท ชานเมือง และชุมชนแออัด พวกเขามีความรู้และอำนาจต่อรองน้อย เพราะอยู่กระจัดกระจาย รวมกลุ่มยาก ผลตอบแทนการทำงานไม่สม่ำเสมอ พวกเขาไม่ได้เข้าไปอยู่ในระบบประกันสังคมเหมือนคนงานในระบบ จึงเป็นกลุ่มที่ถูกหลอกโดยโครงการประชานิยมต่างๆ ของรัฐบาลได้ง่าย

      ชาวชนบทในภาคเหนือ ภาคอีสาน รวมทั้งคนในชุมชนแออัดในเมือง ที่ได้กู้เงินง่ายๆหรือได้ผ่อนซื้อ ได้ประโยชน์จากโครงการต่างๆ ในสมัยทักษิณพอใจกับโครงการเหล่านี้และเชียร์นโยบายรัฐบาลทักษิณ ทั้งๆที่ความจริงก็เป็นเงินภาษีของประชาชนนี่แหละ และก็เป็นโครงการช่วยเหลือแบบผิวเผิน ให้ประชาชนมีเงินกลับไปซื้อสินค้าของพวกนายทุนในเมือง แต่ประชาชนไม่รู้ความจริง กลับรู้สึกเป็นบุญคุณต่อทักษิณและพวก เพราะเขามองแต่ปรากฏการณ์เฉพาะหน้าแบบง่ายๆ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้รับการศึกษาหรือข้อมูลข่าวสารมากพอที่จะเข้าใจในเรื่องที่มาของเงินภาษีและงบประมาณ และแนวทางในการแก้ไขปัญหาของประชาชน แบบที่จะทำให้ประชาชนเข้มแข็งจริง

      ความจริงแล้ว โครงการพัฒนาชนบท พัฒนาชุมชน พัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย โครงการศึกษาและสาธารณสุขต่างๆเป็นสิทธิที่ประชาชนควรได้ เช่น เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้าย่อยควรได้กู้จากสหกรณ์และธนาคารโดยเสียดอกเบี้ยต่ำ แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดก่อนหน้าทักษิณไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ ทำให้รัฐบาลทักษิณเข้ามาสร้างหนี้บุญคุณได้ นี่เป็นปัญหาของการมีรัฐบาลที่ไม่เก่งในการบริหารจัดการและไม่มีความคิดเชิงปฏิรูป และการที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังรู้ข้อมูลข่าวสารน้อย

      ต่อปัญหา 2 ข้อนี้ ประชาชนที่ฉลาดกว่า ตื่นตัวมากกว่า ต้องเข้าไปช่วยเหลือในการให้การศึกษาข้อมูลข่าวสาร เข้าไปจัดตั้งเกษตรกร แรงงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย และประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อสร้างการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข้ง เพราะรัฐบาลยุคหลังปี 2550 ก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นรัฐบาลที่เข้าใจปัญหาดีและเก่งในเรื่องการบริหารจัดการหรือไม่ รวมทั้งพรรคการเมืองก็อาจจะต่อสู้ขัดแย้งกันมากจนการเมืองไม่มั่นคงนัก

      ประชาชนต้องเรียกร้องสิทธิในการพัฒนาตนเองและสิทธิในพัฒนาชุมชนด้วยองค์กรประชาชน โดยให้รัฐเป็นผู้ให้งบประมาณสนับสนุนหรือเปิดให้ท้องถิ่นใช้ทรัพยากรได้เองและเก็บภาษีได้เองมากขึ้น เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายสหกรณ์ให้เป็นอิสระและทำธุรกิจได้กว้างขวางมากกว่านี้ ให้แรงงานมีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานได้สะดวก มีสิทธิในการดูแลเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งการมีส่วนร่วมบริหารเงินประกันสังคมที่ปัจจุบันมีจำนวนหลายแสนล้านบาท 

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: