RSS

การปฏิรูปสื่อสารมวลชนจะช่วยแก้ปัญหาสังคมและพัฒนาคนได้อย่างสำคัญ

10 ก.ย.

การปฏิรูปสื่อสารมวลชนจะช่วยแก้ปัญหาสังคมและพัฒนาคนได้อย่างสำคัญ

วิทยากร   เชียงกูล

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต 

สื่อมวลชนเติบโตมากแต่ใช้ประโยชน์ด้านการเรียนรู้น้อย

      สื่อมวลชนของไทยมีการพัฒนาในเชิงปริมาณค่อนข้างมากมีเครือข่ายวิทยุทั่วประเทศ  523  สถานี  โทรทัศน์แบบดูฟรีสิบกว่าสถานี  (ทั่วทั้งประเทศ)   และโทรทัศน์บอกรับสมาชิกอีกหลายสิบสถานี มีหนังสือพิมพ์รายวันระดับชาติสิบกว่าฉบับ  หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและนิตยสารหลายร้อยฉบับ  สถานศึกษา ที่ทำงาน  ครัวเรือน    ทั่วไปมีคอมพิวเตอร์ที่ใช้มัลติมีเดียและระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต , เครื่องเล่นวีดีโอ   , ซีวีดี , ดีวีดี ฯลฯ หลายล้านเครื่อง แต่คนไทยยังใช้สื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความบันเทิงและการค้ามากกว่าเป็นแหล่งเพื่อการเรียนรู้และการพัมฒนาศิลปวัฒนธรรม   แถมสื่อวิทยุ โทรทัศน์ , หนังสือพิมพ์ ฯลฯ   เผยแพร่ค่านิยมผ่านการโฆษณา , ละคร , รายการบันเทิง  ฯลฯ ให้คนเพิ่มความเห็นแก่ตัว  เห็นแก่การบริโภคและค่านิยมที่งมงายอื่น ๆ (การยกย่องคนรวยว่ามีบารมีการเชื่อโชคลาง, การมีอคติต่อผู้หญิง, ชนกลุ่มน้อย, คนจนคนด้วยโอกาสต่าง ๆ สื่อมวลชลทำให้ประชาชนตกเป็นทาสของระบบประชาธิปไตย  คือ เงินเป็นใหญ่มากขึ้น ยากจนและขาดแคลนภูมิปัญญาและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมมากขึ้น

      ปัญหาและแนวทางแก้ไข

      สภาพปัญหาที่สื่อส่วนมวลชนใหญ่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐ  และการพัฒนาทุนนิยมแบบไร้สมองมาจากสาเหตุที่สำคัญ ซึ่งควรช่วยกันแก้ไขอย่างน้อย 5 ประเด็นคือ

      1)  โครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองแบบผูกขาดและอุปถัมภ์    สถานีวิทยุ  โทรทัศน์ส่วนใหญ่ถูกรัฐบาลตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลทางความมั่นคงทางทหารและการเมือง   และปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ของหน่วยทหารและส่วนราชการ  รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลไม่กล้าแตะต้องเปลี่ยนแปลงหรือไม่อยากเปลี่ยนแปลงเพราะหาผลประโยชน์ร่วมกันเฉพาะหน้าก็ดีอยู่แล้ว ผู้ควบคุมสถานีวิทยุและโทรทัศน์  มุ่งเพื่อการค้าและการหาค่าเช่าเช่าสถานีแบบมองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนตัวระยะสั้น มากกว่ามองประโยชน์ของประชาชนในด้านการพัฒนาการเรียนรู้ของประชาชน เฉพาะโทรทัศน์แบบดูฟรีมีรายได้จากค่าโฆษณาปีละ 2  หมื่นล้านบาท  แต่คงเข้ากระเป๋ารัฐไม่ถึง 20 %และคนที่ติดอันดับตระกูลรวยที่สุดในประเทศ คือ ผู้ได้รับสัมปทานสถานีโทรทัศน์ ซึ่งขณะนี้เป็นรัฐมนตรีด้วย

       การพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนผูกขาด มือใครยาวสาวได้สาวเอาทำให้นายทุนขนาดใหญ่  ทั้งต่างชาติและในชาติมีอิทธิพลในการทำสื่อมวลชนมากขึ้น ผู้ประกอบการขนาดย่อมถูกลดบทบาทลง นายทุนที่คุมสื่อไม่ได้เพียงหากำไรจากธุรกิจนี้โดยตรงเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างกำไรให้กับระบบทุนนิยมทั้งระบบ ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนบริโภคนิยม ทั้งทางตรงและทางอ้อม  ทุนต่างชาติยังหาประโยชน์ทางการเมือง จากการกล่อมเกลาให้ผู้บริโภคสื่อฯชื่นชมการพัฒนาแบบทุนนิยมตะวันตกและเกิดอคติต่อพวกสังคมนิยม ,       ชาตินิยม   ศาสนาหรือลัทธินิยมที่คัดค้านการครอบงำของประเทศสหรัฐอเมริการัฐบาลก็มักมีทัศนะคับแคบ ต้องการให้สื่อมวลชนเป็นกระบอกเสีย เพื่อหาเสียง มากกว่าจะในกว้างมองว่าถ้าสื่อเสนอภาพ 2 ด้านจะทำให้ประชาชนฉลาดและรัฐบาลก็จะได้รู้ข้อมูล 2 ด้านด้วย

      แม้แต้องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.)  รัฐวิสาหกิจที่รัฐสามารถปฏิรูปให้มีคุณภาพได้โดยไม่ต้องรอการจัดตั้ง กสช. (คณะกรรมการกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ)   ก็ถูกรัฐบาลมองว่าเป็นธุรกิจที่ต้องหานักการตลาดมาช่วยทำกำไร และใช้เพื่อการโฆษณาสร้างภาพเพื่อขายการท่องเที่ยวและขายทุกสิ่งทุกอย่างที่จะแปลงให้เป็นสินค้าได้  โดยรัฐบาลไม่ได้มองว่า สื่อวิทยุ  โทรทัศน์มีประโยชน์ต่อการพัฒนาทางการศึกษาและสังคมมากกว่าแค่การหารายได้เป็นตัวเงิน  ถ้าเงาปฏิรูปสื่อวิทยุโทรทัศน์ให้มีเนื้อหาสาระที่ดีขึ้นจะช่วยพัฒนาให้คนไทย 63  ล้านคน ได้ฉลาดขึ้น มีค่านิยม รสนิยมดีขึ้น  ซึ่งมีคุณค่ามหาศาลกว่ากำไรจากการโฆษณาสินค้าไม่กี่ร้อยกี่พันล้านบาทเมื่อเทียบกับที่เราต้องใช้งบเพื่อการศึกษา 2 แสนกว่าล้านบาท แต่เด็กและเยาวชนไทยเรียนรู้ความรุนแรงความโลภ, ความอิจฉาความริษยาและค่านิยมเลวๆ, จากโทรทัศน์มากกว่าจะเรียนรู้สิ่งดี ๆ

      หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นของเอกชน ซึ่งปัจจุบันเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องลงทุนสูง และต้องพึ่งการโฆษณาสินค้าจากภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนสูง นายทุนเจ้าของหนังสือพิมพ์ทำหนังสือพิมพ์เพื่อผลกำไรเป็นด้านหลัก ต้องเอาใจตลาด เอาใจหรือเกรงใจรัฐบาลและเอาใจนายทุน ถึงแม้ว่าปัจจุบันหนังสือพิมพ์จะมีเสรีภาพทางการเมืองมากกว่ายุคก่อนเหตุการณ์ยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516 แก่ก็มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจลดลง

      2)  ทั้งชนชั้นนำและประชาชนขาดความรู้ ความเข้าใจว่า วิทยุโทรทัศน์เป็นสื่อของสารธารณะชน (คำว่าเป็นของรัฐหมายถึงเป็นของประชาชนไม่ใช่เป็นของรัฐบาลที่ประชาชนเลือกขึ้นมาบริการเพียงชั่งเวลา 4 ปีเปรียบเหมือนกับการเลือกจ้างผู้จัดการ) และรัฐบาลคิดว่าสื่อวิทยุโทรทัศน์เป็นของตน สำหรับเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและหาเสียงทางการเมือง   ประชาชนทั่วไปคิดว่าสื่อวิทยุโทรทัศน์เป็นเรื่องธุรกิจและบันเทิง ได้ฟังวิทยุ โทรทัศน์ฟรีก็ดีแล้ว แล้วแต่เจ้าของสถานี ผู้จัด  หรือสปอนเซอร์  ผู้ให้โฆษณาจะจัดมาให้ ประชาชนไม่รู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของสื่อวิทยุโทรทัศน์และเป็นผู้เสียภาษีจ้างให้รัฐบาลและข้าราชการไปบริหารประเทศ   ดังนั้นประชาชนจึงไม่สนใจผลักดันให้รัฐบาลและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกระจายสื่อให้ทั่วถึง   ตลอดจนพัฒนาสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ให้มีเนื้อหาสาระที่ยกระดับการพัฒนาด้านสติปัญญา ค่านิยม รสนิยมทางศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น

      ประชาชนส่วนที่มีการศึกษาและสนใจการพัฒนาสื่อมีอยู่บ้าง   แต่เป็นคนกลุ่มน้อยที่ไม่มีอำนาจต่อรองและไม่สามารถที่จะสื่อความต้องการ , ทัศนะของตนได้กว้างขวาง เพราะสื่อวิทยุโทรทัศน์ถูกคุมโดยรัฐบาลและนายทุนซึ่งมียืดเอาสื่อวิทยุโทรทัศน์เป็นพวกตน  รวมทั้งมีผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างนักการเมืองกับนายทุนสื่อ

      คนทำงานสื่อวิทยุโทรทัศน์(รวมทั้งหนังสือพิมพ์)ส่วนใหญ่ก็มีผลประโยชน์และทัศนะแบบคนชั้นกลางในเมือง ได้รับอิทธิพลจากฝรั่ง มองว่าสื่อเป็นสินค้าอย่างหนึ่งในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ต้องปล่อยเสรีให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด คนที่สามารถทำรายการให้ มีคนนิยมดูมากได้คือ คนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะมีเนื้อหามอมเมา ให้คนชอบเรื่องรุนแรง ทำลายล้างกันมุ่งหวังแต่เรื่องเสียงโชค, ความเพ้อฝันแบบน้ำเน่าอย่างไรก็ตามในทางการเมืองสื่อมวลชน ก็มักจะมองปัญหาง่าน ๆ แบบขาวคำว่าชอบใครไม่ชอบใครในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่ได้วิเคราะห์ให้เป็นภาพข้อดีข้อเสีย 2 ด้านอย่างเจาะลึก ให้ประชาชนได้ข้อมูลรอบด้าน

      3.  ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานของสื่อมวลชนและสื่ออื่นๆ ไม่กระจาย และใช้เพื่อประโยชน์การศึกษาต่ำ ถ้าจะหารด้วยประชากรแล้ว จะเหลือแต่ไม่ก็บาทต่อหัว

      เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นสื่อสารมวลชลรูปแบบใหม่ ยังพัฒนาจำกัด เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงมีคนใช้สักราว 2% ของประชากรทั้งหมดส่วนใหญ่ใช้กันมากในหมู่คนชั้นกลางที่มีการศึกษาในภาคธุรกิจเอกชน หน่วยงานขนาดใหญ่และสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาและโรงเรียนมัธยมบางส่วน    ยังไม่ได้กระจายไปสู่คนทั่วไปอย่างทั่วถึง  เช่น  อินเตอร์เน็ตมีใช้ในโรงเรียนมัธยมศึกษาไม่ถึงครึ่งหนึ่งของโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศที่มีอยู่

      ส่วนโรงเรียนประถม   ยิ่งมีคอมพิวเตอร์ใช้กันน้อยกว่าโรงเรียนมัธยม  ยกเว้นโรงเรียนที่   ทันสมัยอยู่ในเมืองใหญ่  การสำรวจของกระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ในปี พ.ศ. 2543    พบว่า โรงเรียนทั้งประถมและมัธยมที่ต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มีทั้งสิ้น  1,723  โรงเรียน  หรือ 4.62 %  ของโรงเรียนทั้งหมดในประเทศ 4  หมื่นโรงเรียน   โรงเรียนในต่างจังหวัดขาดแคลน      องค์ประกอบทุกอย่างของเทคโนโลยีสารสนเทศ  ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์  , โปรแกรมใช้งาน  และผู้แนะนำวิธีใช้งาน ค่าโทรศัพท์และค่าใช้อินเตอร์เน็ตในต่างจังหวัดยังแพงเกินไป

      ปัญหาถัดมาก็คือ  การใช้อินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ในหมู่คนหนุ่มสาวและเยาวชน ยังใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจ  และเพื่อความบันเทิง มากกว่าการพัฒนาการเรียนรู้ของคน ทั้งภาครัฐและเอกชนควรส่งเสริมพัฒนาเว็บไซด์ภาษาไทยในด้านความรู้และสาระบันเทิงที่น่าสนใจให้มากขึ้น   ลงทุนที่กระจายอินเตอร์เน็ตสาธารณะไปตามห้องสมุดประชาชน    องค์การบริหารส่วนตำบล และร้านกาแฟ และส่งเสริมให้คนใช้อินเตอร์เน็ตในด้านการหาความรู้ ข้อมูลข่าวสารและบันเทิงที่มีเนื้อหาสาระจะช่วยให้คนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้สะดวกขึ้น  โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก แต่ก่อนอื่นต้องสร้างนิสัยให้คนรักการอ่าน    รักการใฝ่เรียนรู้ด้วย    ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็จะใช้อินเตอร์เน็ตไม่ได้ประโยชน์คุ้มอยู่ดี ถ้าเยาวชนใช้ไปในทางลามกอนาจาร, หลอกลวงกันเล่นเกมรุนแรง หมกหมุ่นใช้เวลามากเกินไป ฯลฯ ซึ่งก็ยิ่งมีผลลบหนักขึ้นไปอีก  

      วิทยุและโทรทัศน์   เป็นสื่อที่ให้บริการอย่างแพร่หลาย ประมาณร้อยละ  80 – 90  ของครัวเรือนทั้งประเทศ  เพราะว่าเป็นสื่อที่มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนต่ำที่สุดสำหรับประชาชน เพียงแต่ว่าผู้ผลิตเผยแพร่การใช้เพื่อความบันเทิงและโฆษณาสินค้ามากกว่าเพื่อความรู้

      นี่คือสิ่งที่ต้องปฏิรูปโดยเร่งด่วน เพราะมีฮาร์ดแวร์อยู่แล้ว  สามารถจัดระบบจัดสรรคลื่นวิทยุ โทรทัศน์ใหม่  รวมทั้งสร้างวิทยุและโทรทัศน์ภูมิภาคหรือระดับชุมชนใหม่   โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมมากนัก   และหาคนที่มีคุณภาพมาทำรายการ 

      ส่วนโทรทัศน์แบบบอกรับเป็นสมาชิก  ซึ่งมีทางเลือกมากกว่า คือ มีทั้งข่าวสาร , สารคดี รวมทั้งสาระบันเทิงด้วย  ก็ยังมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนค่อนข้างสูง  สถาบันการศึกษาและห้องสมุดอาจจะลงทุนติดตั้งจานดาวเทียม   หรือรัฐช่วยเจรจาให้โรงเรียนทั่วประเทศเป็นสมาชิกเฉพาะช่องข่าว , สารคดี โดยขอฟรีหรือเสียค่าใช้จ่ายต่ำ

      หนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์   มีความหลากหลายมากกว่าวิทยุโทรทัศน์ คือมีทั้งส่วนที่มี    เนื้อหาสาระและส่วนที่เน้นความบันเทิง  แต่หนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์เผยแพร่ได้จำกัดเฉพาะในกรุงเทพและเมืองใหญ่ และเฉพาะคนมีการศึกษาและรายได้สูง  เพราะราคาสิ่งพิมพ์ยังสูง  เทียบกับรายได้ของคนส่วนใหญ่ ห้องสมุดทั่วประเทศก็มีน้อย  ไม่ได้กระจายทั่วถึงได้รับงบประมาณต่ำและบริการแบบราชณะที่ยืดยาดล้าข้าเข้มงวดตายตัว และเด็กไทยไม่ได้ถูกกล่อมเกลาให้รักการอ่าน     คนไทยโดยทั่วไปจึงอ่านหนังสือกันน้อยมาก  เมื่อเทียบกับคนในประเทศอื่น ๆ

      สำนักงานสถิติแห่งชาติ  ได้จัดทำการสำรวจการอ่านหนังสือพิมพ์ พ.ศ. 2538  พบว่า มีประชาชนเพียง  6.1  ล้านคน  หรือร้อยละ  41.1  ของครัวเรือนทั้งประเทศเท่านั้นที่อ่านหนังสือพิมพ์   และประชาชนอ่านหนังสืออื่น ๆ นอกเหนือจากหนังสือพิมพ์เพียงร้อยละ  39.1  ของครัวเรือนทั้งประเทศ   เหตุผลที่ประชาชนไม่อ่านหนังสือ  คือ ไม่สนใจอยากอ่าน (ร้อยละ 59.68)  เหตุผลลำดับรองลงมาคือ  การอยู่ในที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงสื่อสิ่งพิมพ์ได้   (ร้อยละ 17.4)   นอกจากนี้คือเหตุผลอื่น ๆ เช่น อ่านไม่ออก  ไม่มีเงินซื้อ และไม่มีเวลา

      การปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่งตั้งแต่ชั้นปฐมวัยเน้นเรื่องการสร้างเด็กให้รักการอ่าน การใฝ่ใจเรียนรู้มาตั้งแต่ระดับครอบครัวและโรงเรียนอนุบาล   ดังนั้นจึงต้องให้การศึกษาพ่อแม่ด้วยและควรให้การอุดหนุนพ่อแม่ที่ยากจนในเรื่องการเพาะนิสัยให้เด็กรักการอ่านและการใฝ่รู้เพราะเด็กยากจนยังไม่เข้าถึงหนังสือ

      ผู้บริหารภาครัฐ  ทั้งนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงยังขาดความเข้าใจในการใช้สื่อสารให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง หรือ   สนใจแค่ประโยชน์ส่วนตัวหรือเฉพาะหน้า   เช่น มักจะชอบเรื่องการลงทุนที่อาคารหรือฮาร์ดแวร์ เช่น ลงทุน วางระบบและการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มีการเตรียมการพัฒนาและส่งเสริมด้านโปรแกรมการใช้ และบุคลากรน้อยมาก สถานศึกษาบางแห่งลงทุนสร้างอาคารห้องสมุดใหญ่โต   ใช้งบมหาศาล แต่มีงบซื้อหนังสือน้อย  และงบดำเนินการน้อย    รวมทั้งไม่มีการส่งเสริมการอ่านที่ดีพอ ส่วนที่ลงทุนไปจึงได้ผลไม่คุ้มเท่าที่ควรควรหนีมาสนใจกระบวนการสร้างกิจกรรมให้การจัดการอ่านและให้สื่ออย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องเพื่อการเรียนรู้

      4. ปัญหาด้านผู้ทำงานสื่อมวลชน ครู และผู้มีการศึกษาส่วนใหญ่มี ขาดความสนใจที่จะอ่านหนังสือและการพัฒนาสื่อเพื่อเรียนรู้และพัฒนาตนเอง

      ผู้ทำงานสื่อมวลชน  ครู และพ่อแม่เป็นผลผลิตของระบบการศึกษาไทยที่สอนแบบท่องจำเพราะคิดว่าความรู้  ไม่สร้างให้คนรักการอ่าน ค้นคว้าเพื่อสร้างความรู้ใหม่เพื่อประยุกต์ใช้ความรู้กับชีวิตจริง ผู้ทำงานสื่อมวลชนกลายเป็นเพียงลูกจ้างในระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่พยายามทำเพื่อเอาใจนายจ้าง เช่น  ทำงานไปตามกระแสสื่อเพื่อความบันเทิง เพื่อการสนองความพอใจของผู้ซื้อ  มากกว่าจะเป็นคนที่มีอุดมคติมีความภูมิใจใจวิชาชีพ รักการอ่านค้นคว้า   วิเคราะห์ สังเคราะห์    เพื่อแพร่ความรู้ข้อเท็จจริงสู่สาธารณชนอย่างไม่เข้าข้างรัฐบาลหรือเข้าข้างนายทุน นักสื่อสารมวลชน ส่วนหนึ่งคนก็มีผลประโยชน์และทัศนะแบบคนชั้นกลางในเมือง   ที่มีอคติต่อคนจน  ต่อชาวบ้านที่มีปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ   บางครั้งพวกเขาจึงมีข้อจำกัดไม่สามารถสื่อสารข้อมูลอย่างเป็นกลาง  หรืออย่างมีความลุ่มลึกมีข้อมูล 2 ด้านเท่าที่ควร

      ครู อาจารย์ยังอ่าน  ค้นคว้าวิจัย  เขียนหนังสือและผลิตสื่อเพื่อการศึกษาน้อย  ถึงทางราชการส่วนกลางจะซื้อคอมพิวเตอร์แจกไปตามโรงเรียน พยายามสร้างเครือข่ายสารสนเทศ , โครงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม แต่ในภาคปฏิบัติก็ยังมีการใช้ประโยชน์การเรียนรู้จากสื่อกันน้อย เพราะครู อาจารย์ยังชินกับการสอนแบบบรรยายตามตำรา  มากกว่าที่จะเตรียมการสอนชนิดที่ต้องใช้สื่อ  และต้องให้นักเรียนคิดตั้งคำถามไปค้นคว้าต่อ  ทั้ง ๆ ที่วิธีการสอนแบบบรรยายอย่างเดียว  เป็นวิธีการสอนที่สักสมัยน่าเบื่อและ นักเรียนจะลืมได้ง่ายที่สุด   และไม่ช่วยให้นักเรียนคิดด้วย ปัญหาใหญ่ คือ ครูเองไม่รักการอ่านการหาความรู้เพิ่ม จึงไม่อาจจูงใจให้เด็กรักการอ่านการใฝ่รู้ได้

      สถานศึกษาส่วนใหญ่ยังสอนแบบดั้งเดิม คือให้ครูบรรยายและการฝึกด้านเทคนิคทักษะต่าง ๆ ไม่ได้ปฏิรูปหลักสูตรและการเรียนการสอนที่เน้นให้นักเรียนรู้จักการอ่าน  ค้นคว้าด้วยตนเอง คิดวิเคราะห์สังเคราะห์ปัญหาสังคมอย่างเชื่อมโยงเป็นองค์รวมได้  ทำให้บัณฑิตที่ผลิตออกมาซึ่งส่วนหนึ่งไปทำงานเป็นครูและผู้ทำงานสื่อสารมวลชนมี   แต่องก์ความรู้และทักษะจำนวนหนึ่งแต่ไม่ใช่คนที่เป็นปัญญาชนที่ รักการค้นคว้าหาความรู้และการเผยแพร่ความรู้ คิดวิเคราะห์เป็นดังนั้นปัญหาคุณภาพทางสถิปัญญของคนจึงเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนต้องปฏิรูปการเรียนการสอนทุกระดับ  โดยเฉพาะสาขาวิชาที่คนจะจบออกไปเป็นครู  และทำงานสื่อสารมวลชนอย่างเร่งด่วน   รวมทั้งควรมีการจัดฝึกอบรมจัดสัมมนาสำหรับกลุ่มอาชีพทั้ง  2 อย่างต่อเนื่อง การผลิตหนังสือและสื่อดี ๆ และกระจายให้แพร่หลาย

      5.  ปัญหาด้านการพัฒนาสื่อภาครัฐและเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ขาดความเข้าใจเรื่องประโยชน์ร่วมกัน ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน   มีลักษณะต่างคนต่างทำเพื่อประโยชน์ของตน เครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศมีการใช้งบของรัฐลงทุนกันมาก และใช้งานไม่คุ้มค่ากับการลงทุน  ที่ใช้งานไม่คุ้มส่วนหนึ่งเพราะเป็นการทำงานแบบเพื่อจะได้ขอและใช้งบของหน่วยงานมากกว่าจะติดตามว่ามีผลต่อประชาชนแค่ไหน มีการทำงานประชาสัมพันธ์เผยแพร่  กระตุ้นให้คนสนใจใช้น้อย       รวมทั้งไม่มีการติดตามประเมินผลและปรับปรุงพัฒนาอย่างจริงจัง  เช่น  การจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของการศึกษานอกโรงเรียน  ไปยังจุดติดตั้งตามโรงเรียนและหน่วยการจัดการศึกษาต่าง ๆ 15,590  จุดทั่วประเทศนั้น  การสำรวจพบว่า   มีโรงเรียนและหน่วยการจัดการศึกษาที่เป็นจุดรับเพียงร้อยละ  60  ที่เปิดใช้บริการเป็นประจำ  และครูผู้สอนเพียงร้อยละ 41  ที่รายงานว่าใช้บริการโทรศัพท์เพื่อการศึกษาเป็นประจำ   ด้านพฤติกรรมนักเรียน  นักศึกษามีเพียงร้อยละ 11  ของนักเรียนในเครือข่ายเท่านั้นที่ชมรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาทุกวัน

      ปัญหาที่มีครูนักเรียนในต่างจังหวัดใช้การจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมน้อย มีปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน  เช่น  การจัดตารางสอนตามหลักสูตรมีลักษณะตายตัวไม่ยืดหยุ่น  ครูผู้สอนไม่ทราบ , ไม่ค่อยให้ความสนใจ ,  รายการที่นำเสนอไม่น่าสนใจ  ,  ไม่ดึงดูดมากพอ เช่น  ถ่ายโทรทัศน์แบบให้อาจารย์มายืนบรรยายทั้งชั่วโมง   โดยไม่มีภาพเคลื่อนไหวประกอบ ฯลฯ หากปรับปรุงอย่างจริงจังเข้มแข็งน่าจะได้ประโยชน์กว่านี้เพราะโรงเรียนในอำเภอรอบนอกขาดครูที่มีคุณภาพอยู่มาก

      วิทยุโทรทัศน์ คือสื่อภาครัฐที่เขาถึงประชาชนรวมทั้งเด็กและเยาวชนและหนังสือมากที่สุดแต่ใช้ประโยชน์เพื่อการเรียนรู้และการพัฒนาด้านสติปัญหาและจิตรสำนึกน้อยที่สุด  ถ้าหากเราระดมกำลังกันช่วยทำสื่อวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ท ฯลฯ ให้มีคุณภาพและน่าสนใจแล้ว จะช่วยการพัฒนาการเรียนรู้ของคนไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล  ให้ครูอาจารย์ก็จะลดเวลาในการบรรยายแบบทำงานซ้ำซาก  และมีเวลาค้นคว้าเพิ่มเติมมากขึ้นเปิดให้นักเรียนชักถามอภิปรายตัวมากขึ้น  นักเรียนก็จะเรียนรู้ได้สนุกมากขึ้นและฉลาดขึ้น     

      แนวทางการแก้ไขและปฏิรูปสื่อมวลชล

      ปัญหาที่กล่าวมาทั้ง 5 ข้อล้วน เป็นเรื่องต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน   แนวคิดของฝ่ายปฏิรูปการศึกษาที่เสนอให้จัดตั้ง  สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติ สถาบันพัฒนาและส่งเสริมครูฯ  หรือที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศเสนอจัดตั้งสถาบันพัฒนาความรู้แห่งชาติ  เพื่อเน้นการให้คนอ่านและผลิตหนังสือดี ๆ มากขึ้น เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยการปฏิรูปสื่อและปฏิรูปการ  ศึกษาได้   โดยเฉพาะถ้าทำให้องค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรอิสระและที่สรรหาผู้ทำงานที่ทำงานเข้มแข็ง  คล่องแคล่วมากกว่าการทำงานแบบระบบราชการ 

      แนวทางต่อมาคือควรปฏิรูปสื่อวิทยุโทรทัศน์โดยเร่งด่วนจัดรายการสาระบันเทิงเพื่อเด็กเยาวชนครอบครัวเพิ่มขึ้นรวมทั้งยกระดับของรายการบันเทิงให้มีรสนิยมส่งเสริมสติปัญญาคนมากขึ้นส่วนสื่อหนังสือพิมพ์เปิดรัฐบาลก็ควรใจกว้าง

      ที่สำคัญคือต้องปฏิรูปคุณภาพครู ,  ปฏิรูปวิธีการสอน การเรียนให้เป็น    ควรเน้นการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ไม่ใช่การท่องจำไปสอบ รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพผู้ทำงานสื่อให้เป็นนักอ่านนักวิเคราะห์มากขึ้นไม่ใช่รู้เฉพาะเรื่องเทคนิคแต่ไม่เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจการเมืองสังคมมากพอและเรียนรู้ด้วยตนเองไม่ค่อยเป็น  การพัฒนาให้นักเรียนนักศึกษาประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างคุ้มค่าและฉลาด    จะเป็นช่องทางที่จะช่วยประหยัดงบประมาณการลงทุนเพื่อการศึกษาในระยะยาวได้มาก

      สถานีวิทยุโทรทัศน์ที่เรามีอยู่แล้วจำนวนมาก ควรนำมาจัดสรรคลื่นความถี่เสียใหม่ โดยเร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)  ให้ได้คนที่มีความรู้และเป็นกลางโดยเร็ว  ถึงยังไม่ได้ตั้งรัฐบาลก็น่าจะช่วยนำร่องการปฏิรูปโดยให้สถาบันการศึกษาและองค์กรประชาชนเข้าไปทำรายการวิทยุโทรทัศน์เพิ่มขึ้น  หรือบังคับให้สถานีวิทยุ โทรทัศน์ต้องแบ่งเวลามาทำรายการเพื่อการศึกษาศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณภาพรวมทั้งรายการเพื่อเด็ก เยาวชนและครอบครัวเพิ่มขึ้น อย่างน้อย 30  %  ของเวลาทั้งหมดและในช่วงเวลาเย็นและค่ำที่คนส่วนใหญ่เปิดดูด้วย นอกจากนี้รัฐบาลและภาคเอกชนควรให้ทุนสนับสนุนการลงทุนผลิตรายการดี ๆ ที่จะใช้กับคนจำนวนมากทั่วประเทศได้ด้วย   เพราะการผลิตรายการดี ๆ ต้องใช้คนมีความรู้และทำรายการอย่างมีคุณภาพถ้าหากมัวแต่ใส่เนื้อหาสาระที่เป็นความรู้เข้าไปอย่างน่าเบื่อก็จะไม่มีคนอยากดู  หรือสื่อสารอย่างไม่ได้ผลการปฏิรูปสือสารมวลชนหากช่วยกันปฏิรูปเนื้อหาสารอย่างจริงจังแล้วจะช่วยการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาด้านศาสนาจริยธรรม ศิลปวัฒนธรรมได้มากโดยการใช้ปัญญาและจิตสำนึกไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากเท่านั้น

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: