RSS

Daily Archives: กันยายน 14, 2007

ทางออกของปัญหา:สร้างความเข้มแข็งให้กับการเมืองภาคประชาชน


บทความของ วิทยากร เชียงกูล ที่เขียนลงใน ผู้จัดการรายสัปดาห์

การต่อสู้ทางการเมืองแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วระหว่างกลุ่มตัวแทนระบอบทักษิณกับกลุ่มคัดค้านระบอบทักษิณยังคงดำรงอยู่ แต่ประชาชนควรมองปัญหาความขัดแย้งและการต่อรองทางการเมืองให้กว้างกว่าการมอ งแบ่งเป็น 2 ขั้วสุดโต่ง เพราะกลุ่มการเมืองที่มีผลประโยชน์และแนวคิดต่างกันมีอย่างน้อย 4 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มอาจแยกเป็นกลุ่มย่อยได้อีก

4 กลุ่มประกอบด้วย 1.) กลุ่มระบอบทักษิณ 2.) กลุ่มทหาร/ขุนนางที่ 3.) กลุ่มนักธุรกิจ นักการเมือง อาชีพ ที่อยู่นอกกลุ่มทักษิณ เช่นประชาธิปัตย์ ชาติไทย ประชาราช และนักธุรกิจอื่นๆ 4.) กลุ่มประชาชนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองและการจัดตั้งองค์กร เช่น นักเคลื่อนไหวทางสังคม นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน นักวิชาชีพ ผู้นำแรงงาน ผู้นำเกษตรกร ผู้นำชุมชน คนชั้นกลางสาขาอาชีพต่างๆ

การเมืองแบบเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อสู้ของคน 3 กลุ่มแรก เนื่องจากกลุ่มที่ 4 คือกลุ่มประชาชนยังอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ไม่เป็นเอกภาพ และไม่มีการจัดตั้งที่เข้มแข็งพอที่จะสร้างพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประ ชาชนชั้นล่างและชั้นกลางที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ได้ แต่ในบางสถานการณ์และบางจังหวะ กลุ่มประชาชนที่ตื่นตัวอาจจะเลือกเป็นพันธมิตรกับบางกลุ่มและมีบทบาทสร้างอำ นาจต่อรองในการเมืองภาคประชาชนได้สูง เช่น การคัดค้านระบอบทักษิณในช่วงปี 2549 ซึ่งนอกจากจะมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแกนนำแล้ว ยังมีนักวิชาการ/นักวิชาชีพเข้าร่วมด้วยมาก

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นักวิชาการและนักพัฒนาเอกชนบางส่วนเริ่มคิดต่างกัน บางคนต่อต้านการรัฐประหารและภายหลังต่อต้านรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปด้วย บางคนอาจจะถูกกลุ่มนิยมทักษิณเข้ามากล่อมเกลาจนกลายเป็นแนวร่วมทักษิณ บางคนอาจจะมีแนวคิดแบบเสรีนิยม ปัจเจกชนนิยมของตนเอง แต่หลังจากที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญและมีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญไปแล้ว นักวิชาการและนักพัฒนาเอกชนที่เคยไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ควรมีจิตใจเป็นประชาธิปไตยพอที่จะยอมรับเสียงส่วนใหญ่ และกลับมาช่วยกันทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้น
นักวิชาการปัญญาชนคนที่เลือกวิจารณ์แต่คมช. ทหาร ขุนนาง อำมาตยาธิปไตย แต่ละเว้นหรือวิจารณ์ระบอบทักษิณน้อยกว่า จะทำให้ประชาชนสงสัยว่าเขาแอบช่วยระบอบทักษิณทางอ้อมมากกว่าจะช่วยให้ภาคประ ชาชนเข้มแข็งจริงๆ ในยุคสมัยที่ประชาชนยังอ่อนแอ หากนักวิชาการปัญญาชนเป็นตัวของตัวเองจริงและทำเพื่อส่วนรวมจริง เขาควรคิดหาและเสนอแนะทางออกที่สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์สำหรับภาคประชาชน มากกว่าจะมาเล่นโวหารและเลือกวิจารณ์บางกลุ่มมากกว่ากลุ่มทักษิณ

แม้รัฐธรรมนูญ 2550 อาจไม่ช่วยให้การเมืองภาคนักการเมืองเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ให้สิทธิประชาชนไว้พอสมควร ภาคประชาชนควรศึกษาหมวดว่าด้วยสิทธิประชาชนอย่างจริงจัง และหาช่องทางผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะถือว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มีผลบังคับใช้แล้ว ประชาชนควรหาช่องทางเรียกร้องผลักดัน รัฐบาล, สนช.,องค์กรอิสระที่มีอยู่ให้เดินหน้าในเรื่อง สิทธิผู้บริโภค กองทุนพัฒนาการเมือง สิทธิชุมชน สิทธิที่ประชาชนจัดการศึกษาได้เอง การปฏิรูปสื่อมวลชน ฯลฯ ได้เลย การใช้สิทธิเรียกร้องต่างๆ ไม่ว่าจะได้ผลแค่ไหน จะเป็นประโยชน์ในการทำให้ประชาชนเรียนรู้ทางการเมืองเพิ่มขึ้น

นอกจากเรื่องการหาทางใช้สิทธิประชาชนเพื่อทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งข ึ้นแล้ว องค์กรภาคประชาชนควรค้นคว้า เผยแพร่และ เสนอแนะผลักดันนโยบายการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศฉบับประชาชน ที่ก้าวหน้ามากกว่านโยบายพรรคการเมืองที่มีอยู่ เช่น เสนอการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม หรือการกระจายทรัพย์สิน รายได้ และความรู้ สู่ประชาชนให้เป็นธรรม ในแนวสังคมนิยมประชาธิปไตยและการพึ่งตนเองแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อมุ่งทำให้ประชาชน ชุมชน และประเทศเข้มแข็งขึ้นอย่างแท้จริง
พรรคการเมืองในขณะนี้ยังเป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุนและชนชั้นกลาง มีนโยบายใหญ่ส่งเสริมการลงทุนและการค้าของทุนต่างชาติและทุนขนาดใหญ่ และเสนอนโยบายย่อยแบบประชานิยมเพื่อหาเสียงและสร้างระบบอุปถัมภ์ เรายังขาดพรรคการเมืองที่ก้าวหน้า แนวสังคมนิยม, พรรคกรีน (อนุรักษ์สภาพแวดล้อม) หรือพรรคแรงงาน ที่มีวิสัยทัศน์เห็นการณ์ไกลมุ่งที่จะช่วยให้ประชาชนและชุมชนและประเทศชาติโ ดยรวมเข้มแข็งอย่างแท้จริง ดังนั้นประชาชนจึงควรผลักดันนโยบายที่ก้าวหน้าให้พรรคการเมืองบางพรรครับไปท ำ หรือจัดตั้งพรรคการเมืองที่ก้าวหน้าเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงขึ้นมา

ในยุคที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน ขาดความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และการจัดตั้งองค์กร ประชาชนที่ตื่นตัวต้องเข้าร่วมต่อสู้ทางความคิดศึกษาปัญหาอย่างวิเคราะห์ ทำงานเผยแพร่และจัดตั้งองค์กร เพื่อช่วยให้ประชาชนส่วนใหญ่มีโอกาสได้รู้เท่าทันระบอบทักษิณ รู้เท่าทันระบอบทหาร/ขุนนาง และนายทุนกลุ่มอื่นๆ รวมทั้งระบบทุนนิยมโลก เพราะนี่คือทางเดียวที่ประชาชนสามารถพัฒนาตนเอง องค์กรและชุมชนให้เข้มแข็ง มีอำนาจต่อรองกับพวกคนชั้นสูงและชนชั้นกลางได้เพิ่มขึ้น ประชาชนควรจัดตั้งองค์กรทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น สหภาพแรงงาน กลุ่มเกษตรกร สมาคมอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์ เครดิตยูเนียน สหกรณ์ต่างๆหรือแม้แต่พรรคการเมือง ซึ่งจะเริ่มจากพรรคเล็กๆแต่เป็นพรรคมวลชนอย่างแท้จริง

การเมืองไม่ใช่เรื่องแค่การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่คือเรื่องการสร้างอำนาจต่อรองของประชาชนกลุ่มต่างๆเพื่อจัดการกับทรัพยาก รส่วนรวมซึ่งเป็นของประชาชนทุกคน ถ้าประชาชนปล่อยเวทีให้เฉพาะนักการเมือง ฝ่ายธุรกิจ นายทุน คนชั้นกลางหน้าเก่าๆ 2 – 3 พันคน เป็นผู้ผูกขาดการเล่นการเมืองอยู่กลุ่มเดียว ประชาชนก็ยิ่งต่อรองได้น้อย ประชาชนต้องคิดหาทางต่อสู้ทุกวิถีทางและทุกเวทีที่ประชาชนสามารถเข้าไปต่อสู ้ หรือขับเคลื่อนได้ ประชาชนจึงจะมีหนทางที่จะสร้างสังคมให้มีประชาธิปไตย ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ประชาชนมีบทบาทอย่างแท้จริงมากกว่าแค่การมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งสส. และ สว.

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 5)


บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 4)


บทที่ 4

ปัญหาอุปสรรคของการบริหารและการจัดการศึกษา

บทนี้กล่าวถึงปัญหาและอุปสรรคของการจัดการศึกษา โดยอาศัยการสรุปและสังเคราะห์จากรายงานการประเมินผลใน 5 ด้าน คือด้านการบังคับใช้กฎหมายปฏิรูปการศึกษา ด้านการปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษาทั้งโดยภาพรวมและเขตพื้นที่การศึกษา ด้านการปฏิรูปการเรียนรู้และการประเมินคุณลักษณะของผู้เรียน รายงานประเมินผลเหล่านี้ จัดทำโดยทีมนักวิชาการชุดต่างๆภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ผู้เขียนได้เลือกประเด็นข้อสรุปด้านปัญหาและอุปสรรคซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องตระหนักและพยายามปฏิรูปการศึกษาให้ดีขึ้น มาใช้เป็นแนวทางในการนำเสนอและขยายความสำหรับบทที่ 4 ดังต่อไปนี้คือ

4.1 การประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายปฏิรูปการศึกษา

สำนักพัฒนากฎหมายการศึกษา สำนักเลขาธิการการศึกษาได้ทำรายงานผลการประเมินการบังคับใช้กฎหมายการศึกษาในรอบปี 254829 โดยการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ และการจัดประชุมสัมมนา ได้ประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนเห็นว่ายังใช้อธิบายสภาวะการจัดการศึกษาในช่วงปี 2549 – 2550 ได้อยู่ เนื่องจากระบบการศึกษาไทยขึ้นอยู่กับระบบราชการที่ใหญ่โตเทอะทะการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นนั้นได้ช้ามาก

1.การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

การจัดการศึกษาที่กฎหมายระบุว่ารัฐต้องจัดให้เปล่าอย่างมีคุณภาพ 12 ปีอย่างทั่วถึง กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 78.9 เห็นว่ายังดำเนินการไม่ทั่วถึง ผลการดำเนินงานมีคุณภาพร้อยละ 70.5 และในเรื่องอัตรากำลังครูอาจารย์ที่ได้รับการจัดสรรจากส่วนกลาง ตลอดจนคุณวุฒิครู พบว่าร้อยละ 92.62 เห็นว่าอัตรากำลังครูที่ได้รับการจัดสรรจากส่วนกลางนั้นยังไม่สอดคล้องกับปริมาณงาน จำนวนนักเรียนและชั้นเรียนที่ต้องรับผิดชอบ

ด้านการจัดบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายพบว่า ร้อยละ 36.8 ของกลุ่มตัวอย่างไม่พบการเก็บค่าใช้จ่าย และร้อยละ 63.2 พบว่ามีการเก็บค่าใช้จ่าย โดยเก็บเป็นค่าเรียนคอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ ค่าไฟฟ้าสำหรับห้องคอมพิวเตอร์ และห้องปฏิบัติการภาษาอังกฤษ ค่าจ้างครูสอนพิเศษในวิชานอกเหนือจากหลักสูตรอื่นๆ ค่ากิจกรรมการเรียนการสอนพิเศษ ค่าอุปกรณ์กีฬา และค่าบำรุง

2.สิทธิและโอกาสในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานของผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

นโยบายการจัดการศึกษาให้แก่ผู้พิการได้ทั่วถึง พบว่าการดำเนินงานสามารถจัดได้อย่างทั่วถึงร้อยละ 65.8 ยังไม่ทั่วถึง 34.2 โรงเรียนส่วนใหญ่จัดการศึกษาให้ผู้พิการเฉพาะในระบบโรงเรียน ส่วนการจัดการศึกษาเพื่อให้เอื้อกับผู้เรียนที่ด้อยโอกาสเป็นพิเศษ ยังมีการดำเนินการน้อยมาก

3.การศึกษาภาคบังคับ

การแจ้งให้ผู้ปกครองให้ได้ทราบล่วงหน้าก่อนเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี พบว่ามีการดำเนินการแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ปกครองของเด็กทราบก่อนเข้าเรียนในสถานศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ร้อยละ 75.4 และไม่ได้แจ้ง 24.6 สาเหตุเนื่องจากการกำหนดเขตพื้นที่ความรับผิดชอบระหว่างสำนักงานพื้นที่การศึกษากับองค์กรปกครองท้องถิ่นเฉพาะโรงเรียนใหญ่ๆ ในพื้นที่เขตเมืองยังไม่ชัดเจน และเห็นว่าการแจ้งและไม่แจ้งมีผลไม่ต่างกัน การแจ้งเป็นภาระของเขตพื้นที่การศึกษา

4.การเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด

กลุ่มตัวอย่างที่ตอบว่าสถานศึกษามีการจัดการการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุดมีร้อยละ 61.3 และร้อยละ 40.17 มีความเห็นว่าสถานศึกษาบางแห่งเท่านั้น ที่ยึดผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด

โดยสรุปผลการดำเนินงานในหมวดซึ่งกำหนดให้มีการเรียนการสอนต้องยึดผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ทั้งทางด้านการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การส่งเสริม สนับสนุนสื่อเทคโนโลยีเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้เต็มศักยภาพ ตลอดจนการส่งเสริมสนับสนุนและกำกับในเขตพื้นที่การศึกษา ยังดำเนินการอยู่ในระดับร้อยละ 50-60 เท่านั้น

5.บทบาทอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพื้นที่การศึกษา

มีผู้เห็นว่าหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้เหมาะสมดีแล้ว ร้อยละ 70.5 และยังไม่เหมาะสมร้อยละ 29.5 อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่เห็นว่าควรสรรหาให้ได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและกลุ่มวิชาชีพอย่างแท้จริง และการเลือกประธานกรรมการ ควรให้กรรมการเลือกกันเอง

คณะกรรมการพื้นที่การศึกษาที่ได้มักไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะบทบาทในการพัฒนาการศึกษา และมักสรรหาได้จากกลุ่มข้าราชการด้วยกันเอง ผู้แทนกลุ่มต่างๆ มักมีลักษณะกระจุกไม่กระจาย ควรให้มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ชัดเจน ขั้นตอนและวิธีการสรรหาควรโปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม ปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก

6.บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษา

ร้อยละ 66.3 เห็นว่าหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการสถานศึกษาเหมาะสมดีแล้ว อย่างไรก็ตามการสรรหากรรมการสถานศึกษามักจะได้กรรมการที่ขาดความรู้ความเข้าใจด้านการศึกษา และไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา หลายโรงเรียนสรรหาคณะกรรมการโดยการเชิญบุคคลมาสมัครเนื่องจากผู้แทนตามกฎหมายนั้นหายาก กรรมการบางโรงเรียนมีภารกิจส่วนตัวมากไม่มีเวลาให้กับการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน การกำหนดคุณสมบัติกรรมการแบบเฉพาะเจาะจงเกินไปทำให้สรรหาได้ยาก

เสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาโดยให้โรงเรียนมีส่วนร่วม และควรให้มีการฝึกอบรมกรรมการสถานศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ ให้เห็นความสำคัญและสามารถสละเวลามาปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ ควรจัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และครู/อาจารย์ในสถานศึกษา นอกจากนี้ กรรมการสถานศึกษา ควรได้รับการสนับสนุนค่าตอบแทนตามสมควร

7.การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว

การดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ

8.การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสถานประกอบการ

การดำเนินงานในเรื่องสิทธิการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสถานประกอบการ เขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการได้ระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ กล่าวคือ มีความพร้อมในด้านการอำนวยความสะดวกในระดับ 66.9 มีการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยสถานประกอบการอยู่ในระดับร้อยละ 60.4

ในขณะที่พนักงาน/ลูกจ้าง ของสถานประกอบการมีความต้องการให้สถานประกอบการการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ในระดับร้อยละ47.60 และเห็นว่าสถานประกอบการมีความพร้อมในการจัดการศึกษาอยู่ในระดับร้อยละ 23.80 เท่านั้น

4.2การประเมินด้านการบริหารการจัดการศึกษา30

ปัญหาที่ยังคงอยู่คือ

1) ยังไม่มีการตระหนักถึงความสำคัญการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กเล็กอย่างมีคุณภาพ ทั้งที่การศึกษาวัยนี้สำคัญที่สุด เพราะสมองของเด็กเล็กพัฒนามากที่สุด และเป็นการวางรากฐานที่จะช่วยให้เด็กในช่วงอายุต่อๆไปเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในช่วงปี 2549-2550 แม้จะสามารถจัดได้เป็นสัดส่วนต่อประชากรในวัยเดียวกันสูงขึ้นกว่าปี 2547 – 2548 แต่ก็มีปัญหาเรื่องครู/พี่เลี้ยงที่สอนระดับปฐมวัยส่วนใหญ่มักใช้ครูอัตราจ้างที่มีคุณวุฒิต่ำ ไม่ได้จบการศึกษาและหรือได้รับการฝึกอบรมเรื่องการจัดการเรียนการสอนระดับปฐมวัยมา รวมทั้งผู้บริหารสถานศึกษามักไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาก่อนประถมศึกษาเท่าที่ควร ดังจะเห็นได้ว่าหลายแห่ง จัดครูที่มีคุณภาพต่ำสุดเท่าที่มีอยู่ เช่น สุขภาพไม่ดี สูงอายุ เบี่ยงเบนทางเพศ ครูอัตราจ้าง มาสอนเด็กอนุบาล เพราะครูประจำการไม่ชอบสอน เนื่องจากงานดูแลเด็กเล็กเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความเอาใจใส่มาก และเพราะผู้บริหารครูส่วนหนึ่งคิดเอาง่ายๆว่าเด็กเล็กยังโง่อยู่ ให้ใครมาสอนก็ได้ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด และการใช้ครูที่มีความรู้และวุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำ จะมีผลกระทบต่อการวางรากฐานไปตลอดชีวิต

2) เด็กในวัยเรียนอายุ 6-14 ปี ยังไม่สามารถเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับได้ครบทุกคน ซึ่งสาเหตุแรกเนื่องจากผู้ปกครองบางคนละเลยไม่ส่งบุตรหลานเข้าเรียน และไม่มีการติดตามว่าเป็นเรื่องที่ทำผิดกฎหมายที่ว่าพ่อแม่ต้องส่งเด็กทุกคนให้เรียนการศึกษาภาคบังคับในฐานะพลเมืองของรัฐ สาเหตุต่อมาคือเกิดจากการออกกลางคันของเด็ก เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจ การย้ายตามครอบครัวไปประกอบอาชีพอื่นๆแล้วไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนได้ ระบบการส่งต่อเด็กระหว่างโรงเรียนยังไม่มีประสิทธิภาพ หรือมีระเบียบการรับนักเรียนที่ยุ่งยาก นอกจากนี้ยังมีสาเหตุเนื่องจากการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนยังไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กด้อยโอกาสและยากจน มีปัญหาเด็กเร่ร่อนที่ไม่ได้เข้าเรียน ฯลฯ

นอกจากกลุ่มเด็กวัยที่ควรได้เรียนภาคบังคับจะไม่ได้เรียนจำนวนมากพอสมควรแล้ว เด็กอายุ 15-17 ปี ที่ไม่ได้เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือออกกลางคันก็ยังมีสัดส่วนสูงด้วยเช่นกัน

3) ผู้เรียนมัธยมศึกษาตอนปลายยังนิยมเรียนประเภทสามัญศึกษามากกว่าสายอาชีวศึกษาส่งผลให้สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาเพิ่มได้ไม่มาก ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง จะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานระดับกลางเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

4) ปัญหาสถานศึกษาอาชีวะส่วนใหญ่อยู่ในเมือง ไม่กระจายตัวไปในชนบท ทำให้เด็กในชนบทไม่สามารถเรียนได้ เนื่องจากการเดินทางเข้ามาเรียนในตัวเมืองทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง รวมทั้งสถานศึกษาอาชีวะเองก็ยังมีปัญหาภาพพจน์ว่า เด็กเกเร ชอบตีกัน ไม่ค่อยมีคุณภาพทำให้ผู้ปกครองที่มีค่านิยมอยากให้ลูกทำงานนั่งโต๊ะมากกว่างานช่างหรืองานแรงงานอยู่แล้วไม่นิยมส่งลูกเข้าเรียนในอาชีวศึกษา ทั้งหมดนี้ทำจำนวนและสัดส่วนของผู้เรียนอาชีวะเพิ่มได้น้อย

5) การส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษทั้งเด็กมีปัญหา เด็กปัญญาเลิศ ยังดำเนินการได้ไม่มากเท่าที่ควร ถึงแม้ว่ารัฐจะเขียนไว้ในนโยบายว่าให้ความสำคัญมากขึ้นก็ตาม เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบที่มีองค์ความรู้และงบประมาณพอเพียง ไม่มีการสำรวจจำนวนเด็กที่มีความต้องการพิเศษอย่างแท้จริง ขาดองค์ความรู้ในการจัดการ ขาดเครื่องมือในการคัดกรอง ขาดบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรการสอน และการประสานเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน

6) การจัดทำกฎหมายเพื่อให้บุคคลและสถาบันทางสังคมต่างๆมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ ยังดำเนินการล่าช้า ไม่มีการรณรงค์เรื่องความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาให้คนภายนอกสนใจ ทำให้การมีส่วนร่วมของบุคคลและสถาบันเหล่านี้ยังมีน้อย ทั้งเมื่อมีบุคคลภายนอกมาขออนุญาตจัดตั้งศูนย์การเรียน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับหลักการการจัดการศึกษาและการจัดทำแผนการจัดการศึกษาโดยบุคคลภายนอก ทำให้การดำเนินการล่าช้า

7) การขยายการรับนักเรียนนักศึกษาระดับและสาขาต่างๆเป็นไปตามความประสงค์และความพร้อมของสถานศึกษาต่างๆ เช่น โรงเรียนประถมศึกษาอยากขยายโอกาสในการรับนักเรียนชั้นประถมปลายเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมต้น สถาบันอาชีวะอยากขยายเป็นปวส.และปริญญาตรีสถาบันอุดมศึกษามีครูอาจารย์ด้านไหนมากหรือคิดว่าสาขาไหนมีคนนิยมเรียนมาก ก็จะขยายสาขานั้นๆ ไม่ได้มีการประชุมวางแผนร่วมกันเพื่อที่สถาบันแต่ละแห่งจะผลิตด้านที่ตนชำนาญให้มีคุณภาพมากกว่าจะเน้นปริมาณ สถาบันการศึกษาของรัฐไม่ควรขยายตัวทางปริมาณมากไป น่าจะเปิดทางให้สถาบันเอกชนบ้าง รวมทั้งควรมีการพิจารณาในระดับประเทศว่าควรขยายการรับนักเรียนนักศึกษาด้านที่ยังขาดแคลนด้านไหนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ

8) ยังขาดความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษา สถานศึกษา ทั้งของรัฐและเอกชน ในทุกระดับการศึกษา

9) ยังขาดการปรับระบบการบริหารจัดการอาชีวะศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ

10) การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขาดการจัดระบบและจัดหมวดหมู่แหล่งเรียนรู้ และหน่วยงานที่ดำเนินการมีลักษณะต่างหน่วยงานต่างทำ ห้องสมุดในสถานศึกษาในระบบและสถาบันต่างๆยังไม่เปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไปเข้ารับการบริการอย่างกว้างขวาง

11) สถานศึกษาในระบบยังไม่ได้รับการสนับสนุนและแรงจูงใจที่เพียงพอจากรัฐในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ผู้บริหารและครูคิดอยู่ในกรอบการทำงานตามภาระหน้าที่ขั้นต่ำในระบบ มากกว่าจะคิดถึงเป้าหมายในวงกว้างว่าสถานศึกษาที่ดีอยู่แล้วอาจช่วยให้บริการประชาชนมีการศึกษาเพิ่มมากขึ้นได้ เหตุผลหนึ่งคือภาระงานการศึกษาในระบบก็มีมากอยู่แล้ว แต่เหตุผลใหญ่คือผู้บริหารและครูคิดในกรอบข้าราชการมากกว่าคิดในแง่นักพัฒนา/นักปฏิรูปการศึกษาเพื่อคนทั้งหมด

12) การกำหนดกฎเกณฑ์ การดำเนินงานเทียบผลการศึกษาให้ผู้เรียนที่มีประสบการณ์เรียนนอกระบบ ตามอัธยาศัย หรือย้ายมาจากที่อื่น เป็นไปค่อนข้างล่าช้า เพราะเป็นเรื่องใหม่และนักบริหารครูอาจารย์คิดอยู่ในกรอบเก่ามากเกินไป สถาบันบางแห่งรวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาไม่ประสงค์จะรับเทียบโอนให้ผู้เรียนที่มีประสบการณ์หรือย้ายมาจากที่อื่น เพราะต้องการให้ตั้งต้นลงทะเบียนเรียนใหม่ที่สถาบันของตนเอง ทำให้การจัดการศึกษาไม่คล่องตัวยืดหยุ่นในการส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

4.3 ปัญหาด้านการบริหารจัดการของเขตพื้นที่การศึกษา

แนวคิดในการปฏิรูปการศึกษาด้านบริหารจัดการแนวคิดหนึ่งที่ได้นำไปใช้แล้วคือ เปลี่ยนจากการบริหารแบบกระจายงานไปสู่สำนักงานประจำจังหวัดและอำเภอ (โดยแยกเป็นหน่วยที่ดูแลประถมและหน่วยที่ดูแลมัธยม) เป็นเขตการศึกษา 175 เขตที่ดูแลทั้งประถมมัธยมและการศึกษาอื่นๆแทน การเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารดังกล่าว มีผลดีผลเสียอย่างไร น่าจะพิจารณาได้จาก การติดตามประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่มี 175 แห่งทั่วประเทศเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 2548 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ทำไว้ ดังต่อไปนี้ 31

สำนักงาน สพท. ที่มีความพร้อมในการบริหารจัดการและช่วยเหลือให้บริการสถานศึกษาได้ในระดับที่พึงพอใจมี 81 เขต มีความพร้อมพอสมควร 64 เขต ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน 28 เขต และต้องมีการเปลี่ยนแปลง 2 เขต

ปัญหาและอุปสรรคของการบริหารแบบเขตพื้นที่การศึกษาที่สำคัญคือ

    1. จำนวนบุคลากรในแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) มีความแตกต่างกันมาก ทั้งที่ภารกิจเหมือนกัน บุคลากรจะนิยมไปอยู่ที่ สพท.เขต 1 ในตัวจังหวัด ทำให้เขต 1 มักมีบุคลากรเกินกรอบอัตราที่กำหนด ส่วนเขตอื่นๆจะมีจำนวนบุคลากรน้อย ไม่เพียงพอในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนศึกษานิเทศก์ที่สามารถนิเทศโรงเรียนมัธยมศึกษาได้ ทำให้สพท.เขตอื่นๆ นอกจากเขต 1 ดำเนินงานตามภารกิจได้ไม่สมบูรณ์
    2. ข้าราชการ กพ. ใน สพท. ขาดโอกาสในทุกเรื่อง และไม่ได้รับการพัฒนา ทำให้ขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน
    3. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) 175 แห่ง มีบริบทที่ต่างกัน บางเขตมีโรงเรียนที่ต้องดูแลมาก ทำให้ดูแลได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลจากสำนักงานเขต ทำให้การประสานงานและการติดต่อสื่อสารล่าช้า ผู้บริหารและครูต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายมาก (ปัญหานี้ได้มีผู้เสนอให้เพิ่มเขตพื้นที่การศึกษาเป็น 295 เขต)
    4. การแบ่งบทบาทอำนาจหน้าที่ระหว่างสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษารวมทั้งหน่วยงานส่วนกลางยังขาดความชัดเจน โดยยังคงมีการบังคับบัญชาจากส่วนกลาง มีการสั่งการมาก ซึ่งขัดกับหลักการกระจายอำนาจ และหนังสือสั่งการส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือด่วนที่สุดจากส่วนกลางให้สพท.ส่งต่อ ไปให้โรงเรียน โดยที่ทั้งสพท.และโรงเรียนไม่มีโอกาสบริหารจัดการเอง
    5. การยุบเลิกหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับจังหวัดและอำเภอและจัดตั้งเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทำให้การเชื่อมโยงประสานงานกับหน่วยงานอื่นในระดับจังหวัดและอำเภอในการนำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติค่อนข้างมีปัญหา
    6. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ไม่ใช่เขต 1 ที่อยู่นอกตัวจังหวัดมักไม่มีความพร้อมทั้งในเรื่องอาคารสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ และบุคลากร โดย เฉพาะในจังหวัดที่มี 3 เขตขึ้นไป ทำให้สำนักงานเขตนอกตัวจังหวัดปฏิบัติงานได้ไม่เต็มที่ และไม่สามารถให้บริการแก่สถานศึกษาและครูในพื้นที่อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
    7. วัฒนธรรมองค์กรเดิมซึ่งบุคลากรส่วนหนึ่งที่เคยอยู่กับกรมสามัญศึกษาและส่วนหนึ่งเคยอยู่สำนักงานประถมศึกษายังผูกติดกับผู้บริหาร สพท. ทำให้วัฒนธรรมองค์กรของแต่ละ สพท. ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (เนื่องจากบุคลากรจากสำนักประถมมีมากกว่า จึงมักได้ตำแหน่งบริหารและทำให้บุลากรจากกรมสามัญศึกษาอึดอัดและเรียกร้องให้มีการเพิ่มเขตเพื่อดูและมัธยมศึกษาโดยตรง)
    8. กรรมการเขตพื้นที่การศึกษาไม่มีบทบาท เนื่องจากมีการประชุมน้อยมาก ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ซึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการเป็นผู้กำหนดการประชุม บางแห่งประธานกรรมการเขตพื้นที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา จึงเกิดปัญหาในทางปฏิบัติงาน คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษามีบทบาทเป็นเสมือนที่ปรึกษาเท่านั้น การตัดสินใจอยู่ที่ผู้บริหาร คณะกรรมการบางท่านยังไม่เข้าในบทบาทของตนเอง ขาดความพร้อมและศักยภาพ
    9. กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ออกมาล่าช้า ระเบียบการปฏิบัติต่างๆ ก็ไม่ชัดเจน ทำให้เขตพื้นที่การศึกษาดำเนินงานตามภารกิจได้ไม่สมบูรณ์ เช่น เรื่องการสนับสนุนส่งเสริมสถานศึกษารูปแบบต่างๆ
    10. ผู้บริหารสถานศึกษามีความเห็นว่าการกระจายอำนาจให้สถานศึกษานั้นไม่ได้กระจายอำนาจอย่างแท้จริง สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการเรื่องวิชาการและบริหารทั่วไปเท่านั้น ส่วนเรื่องงบประมาณและการบริหารงานบุคลากรสถานศึกษาไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการอย่างแท้จริง การสรรหา การคัดเลือก การพิจารณาความดีความชอบบุคลากร การลงโทษข้าราชการที่มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ยังขึ้นอยู่กับเขตพื้นที่การศึกษา โดยสถานศึกษามีอำนาจหน้าที่ในการเสนอความต้องการหรือความเห็นขึ้นไป ส่วนการโอนโยกย้ายบุคลากรภายในเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งอยู่ในส่วนกลาง ทำให้บ่อยครั้งโรงเรียนไม่ได้บุคลากรตรงกับความต้องการของโรงเรียน
    • ด้านงบประมาณ ถึงจะมีกฎหมายเปิดโอกาสให้สถานศึกษาในการแสวงหารายได้เพื่อนำมาใช้จัดการศึกษาได้เอง และสถานศึกษามีอำนาจในการปกครองดูแล บำรุงรักษาใช้และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษา แต่เนื่องจากสถานศึกษายังเป็นหน่วยงานราชการ จึงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ คำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลัง รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่นเดียวกับหน่วยงานทางราชการอื่นๆ ทำให้ไม่มีความคล่องตัวในทางปฏิบัติ รวมทั้งผู้อำนวยการรู้สึกยุ่งยากและเสี่ยงที่จะดำเนินการแบบใหม่ที่ต่างไปจากแบบเดิม

    1. สถานศึกษา โดยเฉพาะสถานศึกษาขนาดเล็ก ขาดความพร้อมที่จะบริหารการเงินและบุคลากรได้ด้วยตนเอง เนื่องจากบุคลากรมีน้อย และมีความรู้ความเข้าใจยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆทั้งด้านการเงิน การพัสดุ การบัญชี และการดำเนินการทางกฎหมาย รวมทั้งผู้บริหารสถานศึกษาเองถึงแม้จะได้รับการถ่ายทอดความรู้มาบ้าง แต่ก็มีอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ทราบว่ามีอำนาจบริหารจัดการในเรื่องต่างๆได้มากน้อยเพียงใด

4.4 การประเมินด้านการปฏิรูปการเรียนรู้

การปฏิรูปการบริหารจัดการศึกษามีเป้าหมายจะให้ผู้บริหาร ครูอาจารย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยปฏิรูปการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีคุณภาพขึ้น ดังนั้นการประเมินด้านกระบวนการเรียนรู้และผลกระทบต่อผู้เรียน จึงเป็นเรื่องสำคัญ การติดตามประเมินผลด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ของการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ32 ได้ข้อสรุปที่น่านำมาอธิบายขยายความต่อคือ

1.หลักสูตร

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544 ที่ใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดการศึกษาและจัดทำหลักสูตรโดยสถานศึกษา มีปัญหาด้านครูไม่มั่นใจวิธีการการจัดทำหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ ครูไม่เคยดำเนินการมาก่อน ประกอบกับวิทยากรที่ไปให้ความรู้แก่ครูมีหลากหลายแนวคิด ทำให้ครูเกิดความสับสนในการดำเนินการ การจัดทำสื่อการสอน เนื้อหาในกลุ่มสาระที่มีมากเกินไป ควรมีการดำเนินการแก้ไขให้มีพี่เลี้ยงที่มีความชำนาญและมีความเข้าใจกับการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาในแต่ละท้องถิ่นอย่างแท้จริง เป็นผู้ให้คำแนะนำและช่วยเหลือเพื่อให้ครูสามารถดำเนินการได้ และอาจระดมกำลังเพื่อร่วมกันทำหลักสูตรท้องถิ่นกันในระดับจังหวัด และภูมิภาค ไม่ใช่ให้แต่ละสถานศึกษาทำหลักสูตรเอง ซึ่งมักใช้วิธีลอกเลียนกัน

2.การจัดการเรียนการสอน

ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีปัญหาการขาดแคลนครู โรงเรียนมีครูไม่ครบชั้น ครูสอนไม่ตรงตามวุฒิ สาขาที่ขาดแคลนได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ หน่วยงานเขตพื้นที่การศึกษาควรมีการเกลี่ยครูจากโรงเรียนที่มีครูเกินไปช่วยสอน และอนุมัติให้จ้างครูช่วยสอน หรือขอความช่วยเหลือจากสถาบันอุดมศึกษาให้นักศึกษามาช่วยสอน โดยมีการเทียบโอนหน่วยกิตการเรียนได้ ส่วนในระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษา ยังขาดการเน้นให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ เป็นปัญหาในด้านความร่วมมือของสถานประกอบการ ซึ่งต้องเร่งขอความช่วยเหลือกันต่อไป

ควรมีโครงการที่มีการสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อส่งเสริมให้ให้มีการประสานความช่วยเหลือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก ในลักษณะของการส่งอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ครูในโรงเรียนอย่างทั่วถึง เนื่องจากโรงเรียนขนาดเล็กดำเนินงานปฏิรูปการเรียนรู้ได้น้อยกว่าโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ อันเนื่องจากข้อจำกัดด้านอัตรากำลัง และสถานที่ตั้งห่างไกล

3.การวัดประเมินผลผู้เรียนและรับเข้าเรียนต่อ

ปัญหาที่พบในทุกระดับและประเภทการศึกษา คือ การปรับเปลี่ยนวิธีการวัดประเมินผลผู้เรียนควรได้รับประเมินผลในหลายด้าน เช่น ความประพฤติ การทำกิจกรรม ควบคู่ไปกับการทดสอบความรู้ ซึ่งครูส่วนใหญ่ได้รับการฝึกอบรมเรื่องการประเมินผลแบบใหม่ไปแล้ว แต่ยังมีปัญหาในการนำไปปฏิบัติ ดังนั้น คงต้องสนับสนุนส่งเสริมครูในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและควรมีการติดตามผลการดำเนินงานเป็นระยะๆ นอกจากนี้ควรมีการทบทวนแบบฟอร์มต่างๆที่กำหนดให้สถานศึกษาจัดทำรายละเอียดเพื่อเป็นเอกสารแสดงผลการเรียนของนักเรียนซึ่งมีมากเกินไป การส่งเสริมการประเมินผลผู้เรียนแบบใหม่ต้องทำควบคู่ไปกับการการประเมินผลเพื่อรับผู้เรียนไปเรียนต่อในระดับสูงขึ้น โดยควรพิจารณาจากการประเมินผลหลายด้านมากกว่าการวัดโดยคะแนนการสอบ ให้สอดคล้องกันกับการประเมินผลแนวใหม่

4.การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ICT เพื่อการเรียนรู้

นักเรียนในระดับประถมศึกษายังได้รับการพัฒนาด้านการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศน้อยกว่านักเรียนในระดับมัธยมและอุดมศึกษามาก จึงควรมีเร่งดำเนินการเพื่อให้นักเรียนประถมศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลได้รับโอกาสในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้เช่นเดียวกับนักเรียนในเมืองด้วย

5.การพัฒนาครูคณาจารย์ มีปัญหาทางด้านงบประมาณการสนับสนุนครู และการขาดการปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการผลิตครูทั้งในทางวิชาการและจิตวิทยาการสอน การขาดงบประมาณสำหรับส่งเสริมให้ครูได้ทำงานวิจัย และขาดการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และช่วยให้ครูอาจารย์มีโอกาสขอตำแหน่งทางวิชาการเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ

ควรเร่งพัฒนาครูให้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่าครูจะได้รับการอบรมบ่อยครั้ง แต่ครูจำนวนหนึ่งก็ยังปฏิบัติไม่ได้ และบางส่วนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน นอกจากนี้ ควรส่งเสริมและพัฒนาครูประจำการให้มีความรู้ความสามารถทางด้านวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ รวมถึงวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีคุณภาพทดแทนครูเก่า ซึ่งที่ผ่านมาถึงจะมีโครงการโดยเฉพาะก็ยังผลิตครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ได้น้อยมาก

6.การขาดแคลนครูอาจารย์ ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีปัญหาการขาดแคลนครูค่อนข้างมากทั้งที่ขาดอยู่แล้วและมีผู้เกษียณโดยทางราชการตัดอัตราการให้บรรจุข้าราชการใหม่และลูกจ้างทำให้มีครูใหม่มาทดแทนไม่เพียงพอ ส่วนในระดับอุดมศึกษา มีคณาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการ เช่น ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ รวมทั้งที่มีวุฒิปริญญาเอกเกษียณอายุเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ทุนการศึกษาต่อในระดับสูงมีค่อนข้างน้อย ดังนั้น จึงควรมีมาตรการทดแทนอัตรากำลังที่ขาดแคลนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การจ้างครูอัตราจ้างในระยะสั้น ส่วนในระยะยาว ควรมีอัตรารองรับครูอาจารย์ในสาขาที่ขาดแคลน รวมทั้งมีการบรรจุครูอาจารย์ ทดแทนอัตราที่เกษียณหรือลาออกในแต่ละปีเป็นกรณีต่างหากจากระบบราชการโดยรวม ซึ่งปฏิบัติตามนโยบายมุ่งลดอัตรากำลังข้าราชการทั้งประเทศลง เพราะงานการศึกษาเป็นงานที่ต้องใช้บุคลากรโดยตรงและปัญหาครูอาจารย์ขาดแคลนเป็นปัญหาจริง ที่มีผลเสียหายร้ายแรงอย่างเห็นได้ชัดกว่างานราชการในกระทรวงอื่นๆที่อาจปรับตัวได้ดี

4.5 การประเมินคุณลักษณะของผู้เรียน

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ ได้ทำรายงานการประเมินการปฏิรูปการเรียนรู้ดับขั้นพื้นฐาน ผลลัพธ์ผู้เรียน 33ที่ผู้เขียนเห็นว่ามีประเด็นที่ว่าสนใจนำมาสรุปไว้ในที่นี้เพื่อประโยชน์ของการเรียนรู้ร่วมกันดังต่อไปนี้

1) ด้านความรู้ด้านวิชาการ 5 วิชา

จากการวัดความรู้ของผู้เรียนในด้านวิชาการ 5 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ พบว่า ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ความสามารถในวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษของผู้เรียนอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ30.51 และร้อยละ38.42 ตามลำดับ) วิชาภาษาไทย วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 47.09 และร้อยละ 47.53 ตามลำดับ) วิชาสังคมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (ร้อยละ 58.23)

ส่วนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่าความสามารถของผู้เรียนในวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 30.17, 19.02และ 30.55 ตามลำดับ) วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 58.23)

2) การประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน 4 ด้าน

จากการวัดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ความรู้ วิชาการ ทักษะความคิด ทักษะการแสวงหาความรู้และทักษะการทำงาน และคุณลักษณะการเป็นพลเมืองที่ดี พบว่าผู้เรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 คุณลักษณะเกือบทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 44.36 42.66 และ 49.67 ตามลำดับ) ยกเว้นด้านคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดี ที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง (ร้อยละ 58.75)

สำหรับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านความรู้วิชาการอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ (ร้อยละ 39.14) ด้านทักษะการคิดและด้านทักษะการแสวงหาความรู้และทักษะการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 48.82 และ 47.66 ตามลำดับ) ในด้านลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดีค่อนข้างสูง (ร้อยละ 58.02)

3) ผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนตามวิชาพบว่า ผู้เรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 44.66-66.10) มีคุณภาพพอใช้ทุกรายวิชา แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษมีผู้เรียนที่ต้องปรับปรุงเป็นจำนวนมาก (33.02, 38.30 และ 34.44 ตามลำดับ)

ผลการประเมินในด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนพบว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่ในระดับประถมศึกษาปีที่ 6 (ร้อยละ 61.41-82.37) มีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ทุกด้าน ส่วนผลการประเมินอยู่ในระดับดีมีเพียงเล็กน้อย (ร้อยละ5.28-26.47) โดยด้านลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดีมีมากที่สุด (ร้อยละ 26.47) อยู่ในระดับต่ำที่สุดคือด้านทักษะความคิด (ร้อยละ 5.28) และพบว่าผู้เรียนที่คุณลักษณะที่พึงประสงค์ต้องปรับปรุงอย่างมาก (ร้อยละ 24.95) ในด้านทักษะการแสวงหาความรู้และทักษะการทำงาน

สำหรับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 44.58 -62.11) ในวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ มีคุณภาพอยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง ส่วนวิชาภาษาไทยและวิทยาศาสตร์ผู้เรียนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 72.68, 76.63) มีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้

การประเมินในด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนใหญ่(ร้อยละ 51.30-69.85) มีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ ทุกด้าน และอยู่ในระดับที่ดีมาก (ร้อยละ 46.02) ในด้านทักษะการคิด ส่วนด้านที่ต้องปรับปรุงที่มีสัดส่วนสูงคือด้านทักษะการแสวงหาความรู้และทักษะการทำงาน (ร้อยละ 29.43)

ผลการประเมินงานวิจัยโดยรวม ผู้เรียนมีคุณภาพอยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุงถึงร้อยละ 40-60 ระดับพอใช้ 20-40 และระดับดีร้อยละ 5-20 ส่วนการประเมินของกรมวิชาการ ผู้เรียนที่มีคุณภาพต้องปรับปรุงร้อยละ 10-40 ระดับพอใช้ร้อยละ 50-70 ระดับดีร้อยละ 10-20

4) การประเมินระดับโรงเรียน

จากการประเมินคุณภาพระดับโรงเรียนพบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในด้านวิชาการความรู้ ทักษะการคิด ทักษะการแสวงหาความรู้และทักษะการทำงาน โรงเรียนส่วนใหญ่คุณภาพอยู่ระดับที่ต้องปรับปรุงร้อยละ 90.00-98.13 ในระดับประถมศึกษาปีที่ 6 และร้อยละ 91.94-99.19 ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3

มีเพียงด้านลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดี ที่มีโรงเรียนอยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุงและระดับพอใช้ ใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 43.75, 49.38 ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 และร้อยละ 59.68, 36.29 ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3

กล่าวโดยสรุปก็คือ การปฏิรูปการศึกษายังประสบความสำเร็จในระดับจำกัด ไม่ว่าจะในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย การบริหารจัดการโดยรวม การบริหารจัดการของเขตพื้นที่การศึกษา การปฏิรูปการเรียนรู้และการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและคุณลักษณะของผู้เรียน เพราะการปฏิรูปการศึกษาต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างรอบด้านและอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพของผู้บริหาร ครูอาจารย์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการปฏิรูประบบการเรียนรู้

บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 3)


บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 2)


บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 1)


บทที่ 1

เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ

บทนี้แบ่งเป็น 3 หัวข้อย่อย หัวข้อย่อยแรกเป็นการรายงานสภาพเศรษฐกิจการเมืองไทยที่มีความสำคัญทั้งในแง่เป็นผลกระทบต่อการจัดการศึกษา และเป็นผลลัพธ์ของการจัดการศึกษาในรอบหลายปีที่ผ่านมาด้วย หัวข้อที่ 2 –3 เป็นรายงานเปรียบเทียบสถานะของไทยและความสามารถในการแข่งขันของไทยกับประเทศอื่น เพื่อที่จะได้เห็นภาพแบบองค์รวมของประเทศไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจสังคมของโลก

1.1การเมืองและเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2544-2550

เศรษฐกิจการเมืองไทยช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลไทยรักไทย นำโดยพันตำรวจโทดร.ทักษิณ ชินวัตร นโยบาย มาตรการและโครงการต่างๆของรัฐบาลชุดนี้ซึ่งลักษณะเฉพาะ เช่น เน้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ/ธุรกิจ ผ่านการเปิดเสรีการค้า การลงทุน การขยายการกู้เงินให้ประชาชนเพื่อเร่งรัดการลงทุนและการบริโภค การแสวงผลประโยชน์ทับซ้อน และการรวมศูนย์การผูกขาดความมั่งคั่งและอำนาจ มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองและการศึกษาในช่วงปี 2549-2550 อย่างสำคัญ

รัฐบาลไทยรักไทยเน้นนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ(เศรษฐกิจ/ธุรกิจ)ธุรกิจ มากกว่าการพัฒนาทางสังคม แม้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรจะสนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาด้วย แต่เขาก็สนใจการศึกษาในแง่ของการพัฒนา “ทรัพยากรบุคคล” ให้มีความรู้ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพื่อไปช่วยเพิ่มความเจริญเติบโตของสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเป็นด้านหลัก มากกว่าเพื่อมุ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุณธรรมจริยธรรมของประชาชนในฐานะพลเมือง

นักวิชาการกลุ่มองค์กรต่างๆเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษาและสื่อมวลชนต่อเนื่องมาจากปี 2540 ปีที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ และปี 2542 ปีที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาใหม่ แต่กระแสของพวกเขาไม่มีพลังมากพอที่จะก่อให้เกิดมีผลกระทบต่อสังคมมากเท่ากับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ/ธุรกิจแบบเน้นการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวม (สินค้าและบริการ) ของรัฐบาลไทยรักไทย

ในด้านการศึกษา ในทำนองเดียวกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่น นายกรัฐมนตรีทักษิณมีแนวโน้มจะสนใจโครงการใหม่เพื่อการประชาสัมพันธ์สร้างภาพ และสนองความพึงพอใจของรัฐบาลว่าได้ทำอะไรใหม่ๆที่ต่างจากคนอื่นๆ เช่นโครงการโรงเรียนในฝัน โครงการหาคอมพิวเตอร์ราคาถูกให้นักเรียนใช้ โครงการใช้เงินผลกำไรจากการออกสลาก 2 ตัว 3 ตัวบนดินมาใช้เป็นทุนการศึกษาของนักเรียนยากจน และส่งนักเรียนอำเภอละ 1 คนไปเรียนต่างประเทศ โครงการสำนักงานบริหารพัฒนาองค์ความรู้ องค์การมหาชนที่มีหน่วยงานในเครือข่าย 8 องค์กรรวมทั้งการสร้างห้องสมุดที่ทันสมัย ในศูนย์การค้าในกรุงเทพ ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้พิจารณาปัญหาการศึกษาถึงรากเหง้าอย่างเป็นระบบองค์รวม จึงไม่ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างการจัดการศึกษาทั้งระบบอย่างจริงจัง

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณให้ความสำคัญกับการคัดสรรรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและการดำเนินนโยบายทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ/ธุรกิจ มากกว่าด้านการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการบ่อยกว่าทุกกระทรวง ในช่วงเวลา 4 ปีเศษตั้งแต่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ถึง 3 สิงหาคม 2548 มีคนผลัดกันมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการถึง 6 คน 2 คนแรกอยู่ในตำแหน่งคนละ 3-5เดือน 3 คนหลังอยู่ในตำแหน่งคนละ 1-1ปีเศษ คนแรกเป็นนักการศึกษา แต่ลาออกเพราะเบื่อหน่ายการแทรกแซงของนักการเมือง 4 คนต่อมาเป็นนักการเมืองและนักธุรกิจ ซึ่งไม่ได้ติดตามเรื่องการศึกษาอย่างใกล้ชิดมาก่อน คนที่ 6 นายจาตุรนต์ ฉายแสง (เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯตั้งแต่ 3 สิงหาคม 2548 – 19 กันยายน 2549 ) เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านสังคมรวมทั้งกระทรวงศึกษาฯ และมีความสนใจและความเข้าใจเรื่องการปฏิรูปการศึกษามากคนหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับนักการเมืองคนอื่นๆ แต่ช่วงที่เขาได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวและกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้รับการสนับสนุนทางด้านงบประมาณและด้านอื่นๆจากรัฐบาลอย่างเข้มแข็งมากนักเมื่อเทียบกับกระทรวงด้านเศรษฐกิจ/ธุรกิจ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาฯได้เพียง 1 ปีเศษ ในยุคที่การเมืองไทยมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆสูงจนกลบกระแสการปฏิรูปการศึกษา

ในช่วง 4 ปีแรกของรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตขยายตัวได้ด้วยการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน หมุนเงินและเพิ่มปริมาณเงิน ขยายโครงการสินเชื่อและเพิ่มอำนาจซื้อของประชาชนผ่านโครงการประชานิยมต่างๆ ทำให้ประชาชนระดับล่างในชุมชนชนบทและในเมืองที่ได้เงินจับจ่ายใช้สอย(รวมทั้งการกู้เงินหรือเป็นหนี้ได้ง่ายขึ้น) นิยมชมชอบรัฐบาล การเร่งรัดการเปิดการลงทุนและการค้าเสรี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจและโครงการลงทุนต่างๆก็ช่วยทำให้ธุรกิจเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรมการค้าและบริการเติบโตได้ ทำให้คนชั้นกลางพอใจรัฐบาลในระดับหนึ่ง แต่โครงการที่เรียกว่าประชานิยมส่วนใหญ่เป็นโครงการเร่งรัดการใช้จ่ายและเพิ่มการบริโภคมากกว่าการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจระบบการผลิตและการตลาด รวมทั้งการปฏิรูปคุณภาพ ประสิทธิภาพของคนอย่างจริงจัง นำไปสู่การเติบโตระยะสั้นแบบฉาบฉวย และทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่สมดุลทั้งในด้านทรัพยากรสภาพแวดล้อมและในด้านฐานะทางเศรษฐกิจสังคมของกลุ่มคนต่างๆเพิ่มขึ้น

การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มชะลอตัวในช่วงปี 2548-2550 คือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของ 3 ปีนี้โตเฉลี่ยราว 4.6% ต่อปี ลดลงจากอัตราเฉลี่ยช่วงปี 2545-2547 ราว 1.5%1 ประเทศโดยรวมมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนต่างๆเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจการเมืองไทยมีปัญหาความขัดแย้งทางระหว่างกลุ่มต่างๆเห็นได้ชัดมากขึ้น โดยเฉพาะนับตั้งแต่รัฐบาลทักษิณได้เข้ามาเป็นรัฐบาลในวาระที่ 2 ในปี 2548 เป็นต้นมา

นับจากปี 2548 รัฐบาลทักษิณรวบอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองเพิ่มขึ้น ขยายการแสวงหาผลประโยชน์จากการคอรับชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อนไปอย่างกว้างขวาง คุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและนักวิชาการ อย่างเห็นได้ชัดเพิ่มขึ้น กรณีที่เป็นชนวนให้เกิดการขยายตัวของการคัดค้านรัฐบาล คือกรณีที่อสมท.สถานีโทรทัศน์ภายใต้อาณัติของรัฐบาลปลดรายการการเมืองรายสัปดาห์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล นักหนังสือพิมพ์และนักธุรกิจด้านสื่อสารมวลชนในวันที่ 15 กันยายน 2548 นายสนธิและคณะได้ไปติดต่อเช่าหอประชุม เพื่อจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทน รวมทั้งถ่ายทอดผ่านทางโทรทัศน์ AST ทีวี ซึ่งเป็นโทรทัศน์แบบใช้สัญญาณจากดาวเทียม โดยเพิ่มความเข้มข้นในการวิจารณ์นโยบายโครงการและพฤติกรรมรัฐบาลทักษิณมากขึ้น ปลายเดือนตุลาคม 2548 พวกเขาย้ายสถานที่ไปจัดทุกวันศุกร์เย็นที่หอประชุมสวนลุมพินี มีคนฟังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งคนที่รับชมผ่านทางจานดาวเทียมและเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และมีนักวิชาการและประชาชนกลุ่มต่างๆเข้ามาร่วมวิพากษ์รัฐบาล(โดยเฉพาะนายกฯทักษิณ)เพิ่มขึ้นมาตามลำดับ

ตั้งแต่ปลายปี 2548 มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีทักษิณเพิ่มขึ้นตามลำดับ ทั้งโดยนักการเมืองฝ่ายค้าน กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องต่างๆ นักพัฒนาจากองค์กรพัฒนาเอกชน สมาคมวิชาชีพ และองค์กรประชาชนกลุ่มต่างๆ ประเด็นสำคัญในการวิพากษ์คือการคอรัปชั่นและการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนของรัฐบาล การที่รัฐบาลแทรกแซงองค์กรอิสระเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว และพฤติกรรมหมิ่นเหม่ต่อการจาบจ้วงหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ คนหลายกลุ่มซึ่งส่วนใหญ่คือนักวิชาการ นักวิชาชีพ ผู้นำองค์กร ผู้นำชุมชน ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทักษิณลาออก ตัวแทนของคนหลายกลุ่มได้เข้าไปร่วมมือกับนายสนธิ ลิ้มทองกุลจัดตั้งเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และจัดชุมนุมอภิปรายเปิดโปงและคัดค้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2549 เป็นต้นมา

ช่วงปี 2549 การวิพากษ์วิจารณ์และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่อต้านและกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลทักษิณขยายตัวเป็นความขัดแย้งแบบ 2 ขั้วเพิ่มขึ้น วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 รัฐบาลทักษิณตัดสินใจยุบสภา เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่แบบรวบรัดภายใน 37 วัน คือใน วันที่ 2 เมษายน 2549 พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่เป็นพรรคใหญ่ 3 พรรค คือ ประชาธิปัตย์ ชาติไทย มหาชน ร่วมมือกันคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งครั้งนี้ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการยุบสภาแบบมัดมือชกเพื่อหลีกเลี่ยงการอภิปรายในสภา และเป็นการจัดเลือกตั้งใหม่แบบรวบรัดเกินไป รวมทั้งยังมีสาเหตุมาจากการที่พรรคไทยรักไทยปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมที่ 3 พรรคใหญ่เสนอให้ 4 พรรคมาประชุมร่วมกัน เพื่อเซ็นสัญญาที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเพิ่มขึ้น

การคว่ำบาตรของพรรคใหญ่ 3 พรรค และกระแสการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีการศึกษาและรู้ข้อมูลข่าวสารดีในเมืองใหญ่ มีผลให้คนไปใช้สิทธิลงคะแนนในการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 น้อยลง และที่สำคัญคือ คนที่ไปใช้สิทธิและกาในช่องไม่เลือกใคร รวมทั้งจงใจทำบัตรเสียอีกรวมกันแล้วมากกว่า 40 % ของผู้ไปใช้สิทธิ แม้พรรคไทยรักไทยอ้างว่าได้คะแนนเสียงแบบบัญชีรายชื่อรวมทั้งประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ แต่ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในหลายเขต ที่ไม่มีผู้สมัครพรรคอื่นลงแข่ง ผู้สมัครไทยรักไทยได้คะแนนเสียงไม่ถึง 20% ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ สำหรับกรณีที่ผู้สมัครคนเดียวจะมีสิทธิได้เป็น สส. เป็นผลให้หลายเขตไม่มีใครได้เป็น สส. ต้องมีการจัดการเลือกตั้งซ่อมรอบ 2 รอบ 3 และพรรคไทยรักไทยได้จ้างวานผู้สมัครจากพรรคเล็กๆให้มาลงสมัครแข่งเพียงเพื่อช่วยให้ผู้สมัครพรรคไทยรักไทยไม่ต้องติดเกณฑ์ที่ว่าการจะชนะได้เป็นสส. ผู้สมัครต้องได้เสียงอย่างน้อย 20% ของผู้มาลงคะแนน พฤติกรรมเช่นนี้ รวมทั้งการกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีพฤติกรรมเข้าข้างพรรคไทยรักไทย ทำให้กระบวนการเลือกตั้งมีความไม่ชอบธรรม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ การฟ้องร้อง2 และภาวะอึมครึมเพิ่มขึ้นตามมา

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสกับกลุ่มผู้พิพากษาที่เข้าเฝ้าในปลายเดือนเมษายน 2549 ว่า พวกเขาน่าจะเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการแก้ไขวิกฤตของชาติได้ดีกว่านี้ วันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีวินิจฉัย 8 ต่อ 6 เสียงให้เพิกถอนการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 รวมทั้งการเลือกตั้งครั้งถัดมา รัฐบาลรักษาการไทยรักไทยแก้สถานการณ์นี้ด้วยการร่วมกับกกต.เตรียมจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 แต่วันที่ 15 กันยายน ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 กกต.ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ความชอบธรรมของรัฐบาลไทยรักไทยลดลงไปอีก และประชาชนยิ่งประท้วงรัฐบาลเพิ่มขึ้น

วันที่ 19 กันยายน 2549 ก่อนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 1 วัน กลุ่มนายทหารนำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ เลิกล้มรัฐธรรมนูญปี 2540 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 พร้อมกับสัญญาว่าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในปลายปี 2550 คณะปฏิรูปเชิญพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ นายทหารนอกราชการที่เป็นองคมนตรีมาเป็นนายกรัฐมนตรีใน วันที่ 1 ตุลาคม 2549 และมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีในวันที่ 8 ตุลาคม 2549 รัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณ และเป็นปลัดกระทรวงมาก่อน รวมทั้ง นายวิจิตร ศรีสะอ้าน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ 3

คณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้อ้างเหตุผลในการทำรัฐประหารยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 ว่าเพื่อต้องการแก้ไขปัญหาใหญ่ 4 ข้อที่สร้างโดยรัฐบาลทักษิณคือ 1) ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งแบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ 2) การบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง 3) ครอบงำหน่วยงานอิสระ ทำให้ไม่สามารถสนองต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญได้ 4) หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ4

หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ประชาชนคาดหมายว่า คณะปฏิรูปการปกครองและคณะรัฐบาลชุดใหม่ น่าจะดำเนินการบริหารที่ต่างไปจากนโยบายรัฐบาลทักษิณ และปฏิรูปการเมืองการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลชุดที่มาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิรูปการปกครองซึ่งมีองค์ประกอบเป็นนายทหารและข้าราชการอาวุโส ปฏิบัติงานคล้ายข้าราชการที่เป็นรัฐบาลรักษาการ คือทำงานประจำวันไปวันๆเท่านั้น ไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมายหรือเสนอกฏหมายใหม่ ไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาเก่าหรือสร้างโครงการใหม่ ที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปทางเศรษฐกิจการเมืองสังคมอย่างจริงจัง ทำให้ไม่เกิดบรรยากาศการปฏิรูปในด้านเศรษฐกิจการเมือง รวมทั้งเรื่องการศึกษาและสื่อมวลชนแต่อย่างใด มีแต่บรรยากาศของความไม่ค่อยพอใจและไม่แน่ใจในผลงานการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศของคณะปฏิรูปและรัฐบาลรวมทั้งนโยบายและทิศทางการบริหารประเทศที่ไม่ชัดเจน

ในปลายเดือนพฤษภาคม 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตามคำฟ้องของอัยการสูงสุดให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคไม่ให้ลงสมัคร 5 ปี5 แต่กลุ่มสนับสนุนทักษิณก็ประท้วงก่อกวนและคัดค้านคณะปฏิรูปการปกครองอย่างไม่ยอมหยุด แม้จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการเตรียมจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่มีการศึกษา ก็ไม่ค่อยมั่นใจว่า จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมเพิ่มขึ้นได้ นอกจากการก่อกวนต่อต้านจากกลุ่มสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณแล้ว ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบทั้งความมั่นคงของประเทศและการจัดการศึกษาในภูมิภาคนั้นอย่างรุนแรงมีการลอบเผาโรงเรียนและลอบสังหารครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนมาก

สภาพความขัดแย้งทางการเมืองที่ตึงเครียดในช่วงปี 2549 – 2590 ส่วนหนึ่งมาจากความล้มเหลวของการพัฒนาทางด้านการศึกษาและสื่อสารมวลชน ที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนส่วนใหญ่คิดวิเคราะห์เป็น มีความรู้และได้รับข้อมูลข่าวสารทางการเมืองที่มีคุณภาพมากพอที่จะเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยได้อย่างแข็งขัน และรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของนักการเมืองที่มีทั้งอำนาจเงินและความรู้สูงกว่าได้ ขณะเดียวกันสภาพความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าว ก็มีผลกระทบทำให้กระแสการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งการศึกษาลดวูบลง ทั้งในสมัยรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลรักษาการหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน รัฐบาลรักษาการเป็นรัฐบาลของอดีตข้าราชการชั้นสูงที่คอยปกป้องตนเองในทางการเมือง แก้ไขปัญหาและทำงานประจำแบบต่างคนต่างทำไปวันๆ ไม่เห็นความเชื่อมโยงและหรือไม่ให้ความสำคัญว่า การปฏิรูปการศึกษาและสื่อสารมวลชนมีคุณภาพอย่างจริงจังนั้น จะมีส่วนช่วยให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองได้อย่างสำคัญ

ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย จากรายงานติดตามเศรษฐกิจประเทศไทย ที่จัดทำโดยธนาคารโลกในปี 2550 รายงานว่าจุดอ่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมของไทย คือ

1. ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุนด้านการวิจัยและการพัฒนา หรือการนำขบวนการนวัตกรรมในการผลิตและการทำงานมาใช้แทนการทำงานภาคปกติประจำวัน

2. โครงการของรัฐบาลจำนวนมากที่มุ่งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยี ยังไม่ประสบความสำเร็จมากพอที่จะก่อให้เกิดผลตามที่ต้องการ

3. การผลิตคนงานที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่มัธยมปลายถึงในระดับอุดมศึกษา มีสัดส่วนต่ำกว่าประเทศคู่แข่งที่สำคัญอย่างมาก และปัญหาที่รุนแรงกว่าคือ ปัญหาคุณภาพของการศึกษาชั้นมัธยมปลาย (ทั้งสายสามัญและอาชีวศึกษา)ของไทย อยู่ในเกณฑ์ต่ำ (เช่น ขาดความรู้เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาษาอังกฤษ)

4. คุณภาพของการศึกษาทั้งระดับมัธยมปลายและระดับอุดมศึกษาไม่ส่งเสริมการยกระดับมาตรฐานแรงงาน และไม่ส่งเสริมนวัตกรรมการคิดค้นอะไรใหม่

5. บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยสนใจการวิจัยและการพัฒนา การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้พนักงานไทยน้อยมาก6

1.2 เปรียบเทียบสถานะของไทยกับประเทศอื่น

เนื่องจากไทยเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิดให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนและค้าขายอย่างเสรีทำให้ไทยต้องแข่งขันในทางเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆมาก การเปรียบเทียบฐานะและความสามารถในการแข่งขันของไทยกับประเทศอื่น จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาเรื่องการพัฒนาด้านการศึกษา และการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมด้านอื่นได้ดีขึ้นทางหนึ่ง

เปรียบเทียบขนาดประชากร ประเทศไทยมีประชากรใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของประเทศทั่วโลก (สถิติปี 2546) โดยมีประชากรมากกว่าประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี เล็กน้อย7 ซึ่งแสดงว่าไทยเป็นประเทศขนาดปานกลางค่อนข้างใหญ่ ไม่ใช่ประเทศเล็กอย่างที่หลายคนเข้าใจ

เปรียบเทียบขนาดของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ซึ่งคำนวณด้วยการถ่วงน้ำหนักด้วยค่าครองชีพของประชาชน (PURCHASING POWER PARITY) โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ไทยอยู่ในอันดับที่ 21 ในบรรดาประเทศ 179 ประเทศ ในปี 25488 ซึ่งแสดงว่าประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจขนาดปานกลางค่อนข้างใหญ่

แต่ถ้าเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวประชากร (GDP PER CAPITA) ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 72 ซึ่งแสดงว่าประชากรไทยโดยเฉลี่ยยังมีรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ จึงจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศพัฒนาน้อยกว่า (เทียบกับญี่ปุ่นอยู่อันดับที่ 12 สิงคโปร์อยู่อันดับที่ 22 ไต้หวันอันดับที่ 23 บรูไนอันดับที่ 27 เกาหลีใต้อันดับที่ 33 มาเลเซียอันดับที่ 62) 9

เปรียบเทียบดัชนีการพัฒนามนุษย์(HUMAN DEVELOPMENT INDEX) ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติUNDP ที่คำนวณรายได้ต่อหัวร่วมกับปัจจัยการพัฒนาด้านสังคมเช่น การศึกษา สาธารณะสุข การเมืองและอื่นๆด้วย ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 74 ในปี 2549 ซึ่งแสดงว่าประเทศไทยมีการกระจายทรัพย์สินรายได้และการพัฒนาทางสังคมที่ไม่เป็นธรรมสูง (เปรียบเทียบกับฮ่องกงอันดับที่ 22 สิงคโปร์อันดับที่ 25 สาธารณรัฐเกาหลีอันดับที่ 26 มาเลเซียอันดับที่ 61)10

เปรียบเทียบ ดัชนีปลอดการคอรัปชั่น โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (INTERNATIONAL TRANSPARENCY ORGANIZATION) ซึ่งจัดอันดับจากประเทศที่มีปัญหาคอรัปชั่นน้อยที่สุดไปถึงประเทศที่มีภาพลักษณ์ปัญหาคอรัปชั่นมากที่สุดตามลำดับ ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ดัชนีปลอดการคอรัปชั่นลำดับที่ 59 อยู่ในระดับเดียวกับ คิวบา ตรินิแดดและโตเบโก โดยได้คะแนน 3.8 จากคะแนนเต็ม 10 ในปี 2548 ซึ่งสะท้อนว่าไทยมีปัญหาคอรัปชั่นมากกว่าหกสิบประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ที่มีดัชนีปลอดการคอรัปชั่นอยู่ลำดับที่ 5 ฮ่องกงลำดับ 15 ญี่ปุ่นลำดับ 21 ไต้หวันลำดับ 32 มาเลเซีย ลำดับ 39 และเกาหลีใต้ลำดับที่ 40 ตามลำดับ11

เปรียบเทียบดัชนีเสรีภาพสื่อ โดยองค์กรผู้สื่อข่าวไม่มีพรมแดน(REPORTER WITHOUT BORDERS) ซึ่งเปรียบประเทศที่สื่อมวลชนโดนปิดข่าวจากทางรัฐบาล ในปี 2549 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 122 ตกจากปี 2548 ซึ่งอยู่อันดับ 10712 ซึ่งสะท้อนว่า สื่อมวลชนของประเทศไทยมีเสรีภาพในระดับต่ำกว่าประเทศอื่นนับร้อยประเทศ นโยบายของรัฐบาลในเรื่องปิดข่าวสื่อมีผลต่อการทำให้ประชาชนไทยได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและเรียนรู้จำกัด

1.3เปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของไทยเปรียบกับประเทศอื่น13

การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเขตทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังขยายตัว ที่จัดโดยสถาบันนานาชาติเพื่อการจัดการ(Institute for Management Development IMD) เป็นดัชนีชี้วัดที่ประเทศต่างๆให้ความ สนใจ เพราะสะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการ ตลอดความสามารถและทักษะความชำนาญต่างๆในการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลก

เกณฑ์การจัดอันดับของสถาบัน IMD ประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก คือ (1) เศรษฐกิจ (Economic Performance) (2) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) (3) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และ (4) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งรวมทั้งโครงสร้างพลังงาน การสื่อสาร คมนาคม การศึกษา และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

การจัดอันดับในปี 2549 ได้เลือกประเทศและเขตเศรษฐกิจต่างๆทั่วโลกรวม 61 แห่ง รวมทั้งไทย ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุด 5 ลำดับแรกคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์ ไอซ์แลนด์ และเดนมาร์ก ตามลำดับ (4อันดับแรกไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากปี 2548) สำหรับประเทศกลุ่มอาเซียนจำนวน 5 ประเทศ นอกจากสิงคโปร์ที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 3 นั้น อีก 4 ประเทศ คือ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ลำดับ 23, 32, 49 และ 60 ตามลำดับ

สถานภาพการแข่งขันของประเทศไทย

ปี 2549 ประเทศไทยถูกลดอันดับจากอันดับ 27 ในปี 2548 เป็นอันดับ 3214ซึ่งเมื่อพิจารณาปัจจัยหลัก 4 กลุ่มพบว่า 3 กลุ่มแรก คือ สมรรถนะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพธุรกิจประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ปานกลางพอใช้ได้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น คือ 2 กลุ่มแรกในอันดับที่ 21 กลุ่มประสิทธิภาพธุรกิจ อยู่ในอันดับที่ 28 แต่อันดับในกลุ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ลดลงจากปี 2548

แต่กลุ่มที่ 4 คือ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาด้วย เป็นจุดอ่อนและปัจจัยถ่วงความสามารถในการแข่งขันของประเทศมาโดยตลอด ดัชนีเฉพาะกลุ่มนี้ ถูกปรับลดลงจากอันดับที่ 47 ในปี 2548 มาอยู่ที่อันดับ 48 ในปี 2549 ประเทศไทยจึงน่าจะเน้นการพัฒนาในกลุ่มนี้

โครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้น ปัจจัยย่อยที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทย คือ เรื่องการบริโภคพลังงาน ความหนาแน่นของเครือข่ายถนนและรถไฟ การคมนาคมขนส่งทางน้ำ รวมทั้งจำนวนพื้นที่เพาะปลูกลดลง(จากอันดับ 22 เป็น 26) ปัจจัยที่ได้อันดับดีคือ พื้นที่ขนาดตลาด (จำนวนประชากร) อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม การรักษาและพัฒนาโครงการพื้นฐาน ซึ่งมีการวางแผนและมีงบประมาณอย่างเพียงพอ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน คุณภาพการคมนาคมทางอากาศ ซึ่งส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจ ความเป็นเมืองที่ไม่ได้ดูดทรัพยากรทางเศรษฐกิจไปจนหมด (จาก 44 เป็น 31) ประสิทธิภาพในการกระจายโครงสร้างพื้นฐาน (จาก 40 เป็น 32)

โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ปัจจัยเด่นของประเทศคือ ต้นทุนการต่ออินเตอร์เน็ต ต้นทุนค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการส่งออกสินค้าประเภทไฮเทค ส่วนปัจจัยอื่นๆอยู่ในอันดับที่ต่ำและลดลงเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ การลงทุนในโครงการโทรคมนาคม ค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ จำนวนผู้มีโทรศัพท์มือถือ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารให้ตรงความต้องการของธุรกิจ จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต จำนวนผู้มีบรอดแบรนด์ ทักษะด้านไอที ความร่วมมือทางเทคโนโลยีระหว่างบริษัท การประยุกต์และพัฒนาเทคโนโลยีได้รับการสนับสนุนจากระบบกฎหมาย

ทั้งนี้ปัจจัยที่มีการปรับตัวดีขึ้น ได้แก่จำนวนสายโทรศัพท์ สัดส่วนการใช้คอมพิวเตอร์ในโลก จำนวนคอมพิวเตอร์ต่อหัว การสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี กฎระเบียบทางเทคโนโลยี และการคำนึงถึงความปลอดภัยบนไซเบอร์ในบริษัท อย่างไรก็ดี โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีโดยรวมยังมีอันดับต่ำ และมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด

โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ อยู่ในอันดับที่ต่ำมาก คือ 53 ปัจจัยที่ดีขึ้นกว่าปี 2548 คือ ความสนใจของเด็กต่อวิทยาศาสตร์ งานวิจัยพื้นฐาน และจำนวนสิทธิบัตรที่มีการบังคับใช้ จำนวนบทความด้านวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในโรงเรียน สภาพแวดล้อมกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ และจำนวนนักวิจัยจาก 25,000 คน ในปี 2548 เป็น 42,380 คนในปี 2549 แม้ว่ายังต่ำจากค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆอยู่มาก ขณะที่จุดอ่อนของประเทศไทยอยู่ที่การใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะในภาคเอกชน จำนวนนักวิจัย จำนวนสิทธิบัตรที่ให้แก่คนในประเทศ จำนวนสิทธิบัตรที่ได้รับความคุ้มครองในต่างประเทศ ผลิตภาพของสิทธิบัตร และการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งหากไทยต้องการพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องลงทุนเรื่องการพัฒนาและการวิจัยมากขึ้น เพราะเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

สุขภาพและสิ่งแวดล้อม อันดับรวมลดจาก 46 ในปี 2548 เป็น 48 ในปี 2549 โดยปัจจัยหลายตัวมีคะแนนและอันดับลดลง ได้แก่ สัดส่วนการใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดต่อ GDP สัดส่วนการใช้จ่ายของภาครัฐต่อการใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเพื่อสนองความต้องการของสังคม การปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ ลำดับความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในองค์กร และกฎหมายสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทอยู่บ้าง

นอกจากนี้ปัจจัยอีกหลายตัวซึ่งยังเป็นจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุง ได้แก่ จำนวนคนไข้ต่อแพทย์และพยาบาล (อันดับ 57) อายุขัยเฉลี่ยเมื่อเกิด (อันดับ 53) อายุขัยเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี (อันดับ 50) ดัชนีพัฒนาคน (อันดับ 50) ปัญหามลพิษ (อันดับ 45) และคุณภาพชีวิต (อันดับ 36) โดยจุดแข็งของไทยอยู่ที่รอยเท้าทางนิเวศ (Ecological Footprint: EF) ซึ่งเป็นดัชนีวัดปริมาณการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ โดยไทยอยู่อันดับที่ 8 ทั้งนี้ปัจจัยเกี่ยวกับการรีไซเคิลกระดาษต่อการบริโภค และสัดส่วนต่อการบำบัดน้ำเสียต่อประชากรนั้น IMD ไม่มีข้อมูลที่จะนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นได้

การศึกษา อันดับรวมลดจาก 46 เป็น 48 ปัจจัยที่เป็นจุดอ่อน ได้แก่ การใช้จ่ายภาครัฐด้านการศึกษาต่อ GDP (อันดับ 49) อัตราส่วนนักเรียนต่อครูทั้งในระดับประถมศึกษา (อันดับ 44) และระดับมัธยมศึกษา (อันดับ 53) อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา (อันดับ 49) ทักษะด้านภาษา (อันดับลดลงจาก 35 เป็น 47) จำนวนวิศวกร (อันดับ 46) และอัตราการอ่านออกเขียนได้ (อันดับ 46) นอกจากนี้การศึกษาด้านการเงินโดยรวม ความรู้ด้านเศรษฐกิจของประชาชน ระบบการศึกษาโดยรวมต่อการตอบสนองความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างภาคเอกชนกับมหาวิทยาลัย ยังมีอันดับลดลง และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่วนปัจจัยที่มีอันดับดีขึ้น ได้แก่ อัตราการสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยต่อการตอบสนองความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

โดยสรุป ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยจะต้องปรับปรุงในประเด็นการบริโภคพลังงาน ความพอเพียงของถนนและรถไฟ การลงทุน จำนวนผู้ใช้ ทักษะ และกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร งบประมาณและบุคลากรในด้านวิจัยและพัฒนา สิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา ค่าใช้จ่ายและบุคลากรทางการแพทย์ ปัญหามลพิษ กฎหมายสิ่งแวดล้อม การรีไซเคิลและบำบัดน้ำเสีย ดัชนีการพัฒนาคน อัตราการเรียน ทักษะ ระบบศึกษา และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างภาคเอกชนกับมหาวิทยาลัย

วิเคราะห์อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยที่ลดลงจากปี 2548 หลายอันดับในปี 2549 ส่วนหนึ่งมาจากการที่แนวนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นและปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ระดับราคาและค่าครองชีพสูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศไทยยังไม่สามารถแก้จุดอ่อนที่สะสมมานานได้ เช่น ผลิตภาพ ทักษะของแรงงานและการวิจัยและพัฒนา อยู่ในระดับต่ำ การนำเข้าสินค้าที่มูลค่าสูง และโครงสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งพัฒนาการส่งออกสินค้าเพียงบางอย่างขาดความยืดหยุ่น ขณะที่ปัจจัยสนับสนุน เช่นโครงสร้างพื้นฐาน ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น และประสิทธิภาพภาครัฐมีอันดับลดลง เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

หากประเทศไทยยังไม่เร่งแก้ปัญหาดังกล่าวแล้ว ความสามารถในการแข่งขันของไทย ไม่เพียงแต่ลดลง แต่จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมในประเทศโดยรวม เพราะความสามารถในการแข่งขัน หมายถึงโอกาสที่จะมีการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาหรือความมั่งคั่งสู่ประชาชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้วย

นอกจากจุดอ่อนของปัจจัยภายในประเทศแล้ว ไทยซึ่งเป็นประเทศเปิดเสรีที่พึ่งพาการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศเช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ เป็นสัดส่วนสูง ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ความต้องการวัตถุดิบจำนวนมากของอินเดียและจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาวัตถุดิบ สินค้า และพลังงานสูงขึ้น ปัจจัยด้านการแข่งขันจากแรงงานฝีมือค่าจ้างต่ำของต่างประเทศ และการเกิดขึ้นของตลาดใหม่ๆในเอเชีย รัสเซียและประเทศในแถบลาตินอเมริกา รวมทั้งแอฟริกา ซึ่งเป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้า

ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายอันได้แก่ การปฏิรูปโครงสร้างการส่งออกและนำเข้า การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม การพัฒนาคุณภาพแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบการปฏิบัติ เพื่อรักษาและพัฒนาอันดับความสามารถในการแข่งขัน ปัจจัยที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทยมาโดยตลอดที่ต้องให้ความสำคัญในการปรับปรุงแก้ไข ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกฎหมาย การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และผลิตภาพของแรงงาน

นอกจากนี้แล้ว องค์กร World Economic Forum ซึ่งทำรายงานประเมินความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศทั่วโลก 125 แห่ง ได้จัดอันดับให้ไทยอยู่ในลำดับปานกลางค่อนข้างต่ำคล้ายๆกับของสถาบัน IMD กล่าวคือจัดให้ไทยอยู่ลำดับ 33 ในปี 2548 และ อันดับที่ 35 ในปี 2549 ในขณะที่ในปี 2549 สิงคโปร์ อยู่ลำดับที่ 5 ญี่ปุ่นลำดับ 7 ไต้หวันลำดับที่ 13 เกาหลีใต้ลำดับที่ 24 และ มาเลเซีย ลำดับที่ 26 15

บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF