RSS

ทางออกของปัญหา:สร้างความเข้มแข็งให้กับการเมืองภาคประชาชน

14 ก.ย.

บทความของ วิทยากร เชียงกูล ที่เขียนลงใน ผู้จัดการรายสัปดาห์

การต่อสู้ทางการเมืองแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วระหว่างกลุ่มตัวแทนระบอบทักษิณกับกลุ่มคัดค้านระบอบทักษิณยังคงดำรงอยู่ แต่ประชาชนควรมองปัญหาความขัดแย้งและการต่อรองทางการเมืองให้กว้างกว่าการมอ งแบ่งเป็น 2 ขั้วสุดโต่ง เพราะกลุ่มการเมืองที่มีผลประโยชน์และแนวคิดต่างกันมีอย่างน้อย 4 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มอาจแยกเป็นกลุ่มย่อยได้อีก

4 กลุ่มประกอบด้วย 1.) กลุ่มระบอบทักษิณ 2.) กลุ่มทหาร/ขุนนางที่ 3.) กลุ่มนักธุรกิจ นักการเมือง อาชีพ ที่อยู่นอกกลุ่มทักษิณ เช่นประชาธิปัตย์ ชาติไทย ประชาราช และนักธุรกิจอื่นๆ 4.) กลุ่มประชาชนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองและการจัดตั้งองค์กร เช่น นักเคลื่อนไหวทางสังคม นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน นักวิชาชีพ ผู้นำแรงงาน ผู้นำเกษตรกร ผู้นำชุมชน คนชั้นกลางสาขาอาชีพต่างๆ

การเมืองแบบเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อสู้ของคน 3 กลุ่มแรก เนื่องจากกลุ่มที่ 4 คือกลุ่มประชาชนยังอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ไม่เป็นเอกภาพ และไม่มีการจัดตั้งที่เข้มแข็งพอที่จะสร้างพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประ ชาชนชั้นล่างและชั้นกลางที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ได้ แต่ในบางสถานการณ์และบางจังหวะ กลุ่มประชาชนที่ตื่นตัวอาจจะเลือกเป็นพันธมิตรกับบางกลุ่มและมีบทบาทสร้างอำ นาจต่อรองในการเมืองภาคประชาชนได้สูง เช่น การคัดค้านระบอบทักษิณในช่วงปี 2549 ซึ่งนอกจากจะมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแกนนำแล้ว ยังมีนักวิชาการ/นักวิชาชีพเข้าร่วมด้วยมาก

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นักวิชาการและนักพัฒนาเอกชนบางส่วนเริ่มคิดต่างกัน บางคนต่อต้านการรัฐประหารและภายหลังต่อต้านรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปด้วย บางคนอาจจะถูกกลุ่มนิยมทักษิณเข้ามากล่อมเกลาจนกลายเป็นแนวร่วมทักษิณ บางคนอาจจะมีแนวคิดแบบเสรีนิยม ปัจเจกชนนิยมของตนเอง แต่หลังจากที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญและมีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญไปแล้ว นักวิชาการและนักพัฒนาเอกชนที่เคยไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ควรมีจิตใจเป็นประชาธิปไตยพอที่จะยอมรับเสียงส่วนใหญ่ และกลับมาช่วยกันทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้น
นักวิชาการปัญญาชนคนที่เลือกวิจารณ์แต่คมช. ทหาร ขุนนาง อำมาตยาธิปไตย แต่ละเว้นหรือวิจารณ์ระบอบทักษิณน้อยกว่า จะทำให้ประชาชนสงสัยว่าเขาแอบช่วยระบอบทักษิณทางอ้อมมากกว่าจะช่วยให้ภาคประ ชาชนเข้มแข็งจริงๆ ในยุคสมัยที่ประชาชนยังอ่อนแอ หากนักวิชาการปัญญาชนเป็นตัวของตัวเองจริงและทำเพื่อส่วนรวมจริง เขาควรคิดหาและเสนอแนะทางออกที่สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์สำหรับภาคประชาชน มากกว่าจะมาเล่นโวหารและเลือกวิจารณ์บางกลุ่มมากกว่ากลุ่มทักษิณ

แม้รัฐธรรมนูญ 2550 อาจไม่ช่วยให้การเมืองภาคนักการเมืองเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ให้สิทธิประชาชนไว้พอสมควร ภาคประชาชนควรศึกษาหมวดว่าด้วยสิทธิประชาชนอย่างจริงจัง และหาช่องทางผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะถือว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มีผลบังคับใช้แล้ว ประชาชนควรหาช่องทางเรียกร้องผลักดัน รัฐบาล, สนช.,องค์กรอิสระที่มีอยู่ให้เดินหน้าในเรื่อง สิทธิผู้บริโภค กองทุนพัฒนาการเมือง สิทธิชุมชน สิทธิที่ประชาชนจัดการศึกษาได้เอง การปฏิรูปสื่อมวลชน ฯลฯ ได้เลย การใช้สิทธิเรียกร้องต่างๆ ไม่ว่าจะได้ผลแค่ไหน จะเป็นประโยชน์ในการทำให้ประชาชนเรียนรู้ทางการเมืองเพิ่มขึ้น

นอกจากเรื่องการหาทางใช้สิทธิประชาชนเพื่อทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งข ึ้นแล้ว องค์กรภาคประชาชนควรค้นคว้า เผยแพร่และ เสนอแนะผลักดันนโยบายการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศฉบับประชาชน ที่ก้าวหน้ามากกว่านโยบายพรรคการเมืองที่มีอยู่ เช่น เสนอการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม หรือการกระจายทรัพย์สิน รายได้ และความรู้ สู่ประชาชนให้เป็นธรรม ในแนวสังคมนิยมประชาธิปไตยและการพึ่งตนเองแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อมุ่งทำให้ประชาชน ชุมชน และประเทศเข้มแข็งขึ้นอย่างแท้จริง
พรรคการเมืองในขณะนี้ยังเป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุนและชนชั้นกลาง มีนโยบายใหญ่ส่งเสริมการลงทุนและการค้าของทุนต่างชาติและทุนขนาดใหญ่ และเสนอนโยบายย่อยแบบประชานิยมเพื่อหาเสียงและสร้างระบบอุปถัมภ์ เรายังขาดพรรคการเมืองที่ก้าวหน้า แนวสังคมนิยม, พรรคกรีน (อนุรักษ์สภาพแวดล้อม) หรือพรรคแรงงาน ที่มีวิสัยทัศน์เห็นการณ์ไกลมุ่งที่จะช่วยให้ประชาชนและชุมชนและประเทศชาติโ ดยรวมเข้มแข็งอย่างแท้จริง ดังนั้นประชาชนจึงควรผลักดันนโยบายที่ก้าวหน้าให้พรรคการเมืองบางพรรครับไปท ำ หรือจัดตั้งพรรคการเมืองที่ก้าวหน้าเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงขึ้นมา

ในยุคที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน ขาดความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และการจัดตั้งองค์กร ประชาชนที่ตื่นตัวต้องเข้าร่วมต่อสู้ทางความคิดศึกษาปัญหาอย่างวิเคราะห์ ทำงานเผยแพร่และจัดตั้งองค์กร เพื่อช่วยให้ประชาชนส่วนใหญ่มีโอกาสได้รู้เท่าทันระบอบทักษิณ รู้เท่าทันระบอบทหาร/ขุนนาง และนายทุนกลุ่มอื่นๆ รวมทั้งระบบทุนนิยมโลก เพราะนี่คือทางเดียวที่ประชาชนสามารถพัฒนาตนเอง องค์กรและชุมชนให้เข้มแข็ง มีอำนาจต่อรองกับพวกคนชั้นสูงและชนชั้นกลางได้เพิ่มขึ้น ประชาชนควรจัดตั้งองค์กรทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น สหภาพแรงงาน กลุ่มเกษตรกร สมาคมอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์ เครดิตยูเนียน สหกรณ์ต่างๆหรือแม้แต่พรรคการเมือง ซึ่งจะเริ่มจากพรรคเล็กๆแต่เป็นพรรคมวลชนอย่างแท้จริง

การเมืองไม่ใช่เรื่องแค่การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่คือเรื่องการสร้างอำนาจต่อรองของประชาชนกลุ่มต่างๆเพื่อจัดการกับทรัพยาก รส่วนรวมซึ่งเป็นของประชาชนทุกคน ถ้าประชาชนปล่อยเวทีให้เฉพาะนักการเมือง ฝ่ายธุรกิจ นายทุน คนชั้นกลางหน้าเก่าๆ 2 – 3 พันคน เป็นผู้ผูกขาดการเล่นการเมืองอยู่กลุ่มเดียว ประชาชนก็ยิ่งต่อรองได้น้อย ประชาชนต้องคิดหาทางต่อสู้ทุกวิถีทางและทุกเวทีที่ประชาชนสามารถเข้าไปต่อสู ้ หรือขับเคลื่อนได้ ประชาชนจึงจะมีหนทางที่จะสร้างสังคมให้มีประชาธิปไตย ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ประชาชนมีบทบาทอย่างแท้จริงมากกว่าแค่การมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งสส. และ สว.

Advertisements
 

One response to “ทางออกของปัญหา:สร้างความเข้มแข็งให้กับการเมืองภาคประชาชน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: