RSS

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 7)

15 ก.ย.

บทที่7

การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย

ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่คับแคบนำไปสู่การจัดการศึกษาอย่างคับแคบ

การที่ชนชั้นนำมองการศึกษาแบบแยกส่วนอย่างคับแคบว่า คือการพัฒนาทักษะคนให้เป็นเครื่องมือไปทำงานรับใช้เศรษฐกิจ/ธุรกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม นำไปสู่การจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออกเพื่อคัดคนส่วนน้อยไปทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การศึกษาแบบนี้ช่วยทำให้ เศรษฐกิจ/ธุรกิจเติบโตได้บางส่วน แต่เป็นการเติบโตเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจของคนส่วนน้อยในระยะสั้น มากกว่าเป็นการเจริญงอกงามเพื่อประโยชน์ทุกด้านของคนส่วนใหญ่ในระยะยาว การศึกษาในแนวนี้ยังเน้นการส่งเสริมความรู้ทางวิชาชีพแบบแยกส่วนและความฉลาดแบบเห็นแก่ตัว ซึ่งทำให้สังคมมีปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและขัดแย้งกันมากขึ้นด้วย

ชนชั้นนำไทยซึ่งสามารถครอบงำให้ประชาชนส่วนใหญ่คิดตามในกรอบคิดเดียวกับพวกเขาได้ มองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนสร้างทรัพยากรกำลังคนให้มีความรู้และทักษะด้านต่างๆ ไปทำงานแข่งขันทางธุรกิจกับคนของประเทศอื่น เพื่อพัฒนาให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเจริญเติบโตขึ้น (มีผลผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น) และพวกเขามองการศึกษาในฐานะเป็นเครื่องมือไปบรรลุเป้าหมายคือ การเพิ่มปริมาณผลผลิต แทนที่จะมองแบบเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวมว่า การศึกษาคือการพัฒนาคนให้มีความรู้ ครูฉลาดทางอารมณ์ มีบุคลิกนิสัย และจิตสำนึกที่ดีเพื่อสามารถไปพัฒนาตัวเองให้ใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ มีความสุข แก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองที่เป็นประชาธิปไตย สังคมวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองแบบอารยชน

การศึกษาแบบองค์รวมเป็นเรื่องที่กว้างกว่าแค่การฝึกอบรมทักษะทรัพยากรคนเพื่อไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต การที่นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษาเน้นเรื่องการแข่งขันเพื่อเอาชนะของปัจเจกชนมากเกินไป ทำให้เกิดความโน้มเอียงที่มีผลเสีย เช่น ทำให้ผู้ได้เรียนระดับสูงหยิ่งผยองในความรู้ทักษะของตนเอง มีนิสัยแข่งขันมุ่งเอาชนะเพื่อประโยชน์ตัวเอง มากกว่าเป็นคนที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต รู้จักการปรับตัว การร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของกลุ่มหมู่คณะ ชุมชนและประเทศ

การมองเรื่องการศึกษาแบบแยกส่วนอย่างแคบๆทำให้ชนชั้นนำไทยเน้นการพัฒนาเชิงปริมาณเช่นขยายโรงเรียน การสั่งซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การเรียนการสอน การส่งคนไปเรียนต่างประเทศ การเน้นการพัฒนาด้านภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ และวิชาที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ซึ่งแม้จะมีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่การเน้นเรื่องนี้มากเกินไป ทำให้นำไปสู่ความคิดแบบสุดโต่งที่มองคนเป็นแค่ “ทรัพยากรการผลิต” อย่างหนึ่ง เหมือนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเครื่องจักรพลังงาน วัตถุดิบ ไม่ได้มองคนในฐานะเป็นคนโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่เป็นเครื่องมือเพื่อรับใช้ระบบเศรษฐกิจ และคนที่ได้รับการศึกษาอบรมแบบนี้กลายเป็นคนที่เน้นการหารายได้กำไรสูงสุดหรือนับถือเงินเป็นพระเจ้า แทนที่จะมีค่านิยมเป็นพลเมืองและมนุษย์ที่ดีในสังคมที่คนต้องอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน

การที่ชนชั้นนำมีกรอบคิดมองการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้และทักษะทางวิชาชีพ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก แสวงหากำไรสูงสุด และการบริโภคสูงสุดของปัจเจกชน ทำให้พวกเขาวางแผนและจัดสรรงบประมาณเพื่อที่ประเทศการจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออกคัดคนส่วนน้อยให้เรียนระดับที่สูงขึ้นเพื่อจะได้มีแรงงานระดับกลางและระดับสูงส่วนหนึ่งมารับใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม คนส่วนใหญ่ที่มีโอกาสเรียนได้ครึ่งๆกลางๆถูกทำให้แปลกแยกออกไปจากชุมชนชนบท ทิ้งไร่นาไว้กับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไปหางานรับจ้างและงานเบ็ดเตล็ดในเมือง แข่งขันกับคนจนในเมือง ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มต่างก็ไม่สามารถใช้ความรู้แบบครึ่งๆกลางๆ ไปพัฒนาชีวิตตนเองหรือชุมชนได้อย่างเหมาะสมกับสภาพชีวิตจริง

ชนชั้นนำที่คิดแบบแยกส่วนและมุ่งประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้นไม่เข้าใจและไม่สนใจปฏิรูปการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในทุกด้าน ทั้งด้านทักษะในการเรียนรู้ต่อ การทำมาหากิน ความฉลาดทางอารมณ์ การพัฒนาด้านจิตใจ การพัฒนาความเป็นมนุษย์ ความเป็นพลเมืองดี ความมีคุณธรรม จริยธรรม จิตสำนึกในเรื่องการร่วมมือกันเพื่อส่วนรวม การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม อย่างยั่งยืน

ถึงรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจะประกาศเป้าหมายการศึกษาในเชิงอุดมคติแบบเหมารวมคือจะสร้างทั้งคนเก่ง (เพื่อตัวเอง) คนดี (เพื่อตัวเองและคนอื่นด้วย) คนมีความสุข (สุขภาพจิตดี) จะสร้างคนไทยให้แข่งขันทางเศรษฐกิจในตลาดโลกได้มากขึ้น และให้เป็นคนดีที่อนุรักษ์สภาพแวดล้อม มีคุณธรรม จริยธรรม มีศิลปวัฒนธรรม และมีความสุขด้วย แต่การประกาศเป้าหมายแบบเหมารวมเช่นนี้ เป็นการกล่าวตามกระแสสังคมของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆเพื่อให้ดูดีมากกว่า จริงๆแล้วก็คือ รัฐบาล(ทุกรัฐบาล)และชนชั้นนำส่วนใหญ่ของไทยเน้นการพัฒนาที่เน้นการหาเงินและเติบโตทางวัตถุเป็นด้านหลัก และนโยบายการพัฒนาการศึกษาต้องเป็นฝ่ายตามนโยบายทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากนโยบายการพัฒนาความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบแข่งขันเพื่อตัวใครตัวมัน และระบบการศึกษาแบบแพ้คัดออก เพื่อคัดเลือกคนระดับต่างๆ ไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจการเมืองดังกล่าว

นโยบายเช่นนี้ ส่งเสริมการสร้างค่านิยมที่เน้นการแข่งขันเพื่อเรียนให้ได้สูงสุด มีโอกาสหางานทำรายได้กำไรสูงสุดแบบตัวใครตัวมัน เพื่อความอยู่รอดของตน มากกว่าจะเรียนรู้สิ่งที่ซึ่งฟังดูเป็นอุดมคติเพื่อสังคม แต่ห่างไกลชีวิตจริงที่ผู้เรียนต้องถูกสภาพแวดล้อมสังคมผลักดันให้ต้องแข่งขันเอาชนะคนอื่นอย่างเอาเป็นเอาตาย ในสภาพแวดล้อมทางสังคมเช่นนี้ ครูอาจารย์ส่วนใหญ่ในชีวิตจริงก็ไม่ได้เชื่อถือปรัชญาการศึกษาที่ว่าควรสอนให้ผู้เรียนเป็นคนเก่งควบคู่ไปกับการเป็นคนดี มีความสุขเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง เพราะครูอาจารย์ส่วนใหญ่คือประชาชนที่ต้องทำมาหากินและเอาตัวรอดภายใต้สภาพแวดล้อมและค่านิยมหลักของการแข่งขันแบบตัวใครตัวมันด้วยเช่นกัน

ที่กล่าวอย่างนี้ผู้เขียนไม่ได้เสนอแบบสุดโต่ง ที่จะให้พัฒนาการศึกษาแบบอุดมคติโดยละเลยหรือลดความสำคัญของการพัฒนาความฉลาดทางปัญญา หรือการพัฒนาความรู้ ทักษะวิชาชีพ วิทยาการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและการเพิ่มผลผลิต ซึ่งเป็นเรื่องเป็นประโยชน์และจำเป็น ผู้เขียนตระหนักดีว่าประเทศไทยในยุคปัจจุบันมีพลเมืองเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ทรัพยากรมีจำกัดและร่อยหรอไป การกระจายทรัพย์สินและรายได้ก็ไม่เป็นธรรมสูง คนส่วนใหญ่ยังยากจน มีกินมีใช้ไม่เพียงพอหรือต่ำกว่ามาตรฐานการครองชีพที่ดี การจะพัฒนาความรู้ความสามารถด้านเทคนิควิชาชีพของคน เพื่อเพิ่มการมีงานทำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ ยกฐานะชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสิ่งจำเป็น แต่เราควรจะถือการพัฒนาแนวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ไม่ใช่ถือเป็นทั้งหมดของการศึกษา ไม่ใช่ถือเป็นแนวคิดหลักแนวคิดเดียวในการจัดการศึกษา

การยึดมั่นถือมั่นกับแนวคิดการพัฒนาคนไปรับใช้ระบบเศรษฐกิจแนวเดียวนำไปสู่การจัดการการศึกษาระบบแพ้คัดออกคัดเลือกคนส่วนน้อยไปเรียนระดับสูงขึ้นเพื่อรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม ที่เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและการเพิ่มผลผลิตได้ดีขึ้น นโยบายเช่นนี้ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ให้ประโยชน์คนส่วนน้อยมากกว่าคนส่วนใหญ่ และทำลายทั้งธรรมชาติสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตแบบชุมชนอย่างรุนแรง จนเป็นผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่มากกว่าผลดีทางด้านการเพิ่มวัตถุความสะดวกสบายความทันสมัย

7.2 การจัดการศึกษาแบบองค์รวม

การมองการศึกษาแบบแยกส่วนจากนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่ควรจะเป็น ทำให้เราไม่เข้าใจปัญหาอย่างเป็นองค์รวมและยากที่จะฝ่าฟันอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางการปฏิรูปการศึกษาได้ เราจะต้องมองทะลุไปถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่ครอบงำการศึกษาไว้อีกชั้นหนึ่ง นั่นก็คือ จะต้องเปลี่ยนแปลงกรอบคิด และค่านิยมของคนควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงตัวโครงสร้างและนโยบาย จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมมาเป็นแนวทางพัฒนาแบบ สหกรณ์และรัฐสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างพอเพียงของทุกคน ต้องเปลี่ยนแนวคิดการแข่งขันเพื่อเอาชนะคนอื่นและกำไรสูงสุดแบบตัวใครตัวมัน เป็นแนวคิดการแข่งขันกับตัวเองเพื่อพัฒนา ตัวเองและร่วมมือกับคนอื่นในการพัฒนาองค์กร ชุมชน และประเทศเพื่อประโยชน์ระยะยาวร่วมกันของทุกคน และต้องเปลี่ยนแนวนโยบายที่เน้นการให้การศึกษาความรู้และวิชาชีพด้านเดียวเป็นการจัดการศึกษาแบบองค์รวม เพื่อให้คนทั้งประเทศให้ฉลาดทั้งด้านปัญญา อารมณ์ จิตสำนึกเพื่อสังคม รู้จักร่วมมือทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ การแข่งขันและการแบ่งปันที่เป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตย

การศึกษาแบบองค์รวมคือต้องจัดการศึกษาเพื่อให้โอกาสในการพัฒนาคนทุกคน ตามศักยภาพความถนัดและความชอบของพวกเขาอย่างเป็นธรรม โดยให้มีรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อที่ประชาชนจะได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกสมัยใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างสุดโต่ง เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจแบบสหกรณ์และรัฐสวัสดิการควบคู่ไปกับปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง ปรัชญาการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเน้นการพัฒนาแรงงาน ทรัพยากร ตลาดภายในประเทศ ใช้เทคโนโลยีทางเลือกและภูมิปัญญาท้องถิ่น กระจายทรัพย์สินรายได้ให้ประชาชนได้พออยู่พอกิน พึ่งตนเองในเรื่องปัจจัยสี่เป็นสัดส่วนสูงขึ้น มีความสุข ความพอใจมากกว่าการไปตั้งเป้าความมั่งคั่งทางวัตถุแบบหรูหราฟุ่มเฟือย ซึ่งในทางความจริงคือได้เฉพาะคนส่วนน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเน้นการเพิ่มผลผลิตแบบกอบโกยล้างผลาญทรัพยากร และทำให้คนแข่งขันเอาเปรียบกันและกัน

การมองปัญหาการศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวม จะทำให้เรามองเห็นว่า การศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการเตรียมฝึกทักษะคนไปทำงานเพื่อเป็นลูกจ้างคนอื่น แต่เป็นการเตรียมคนให้รู้จักทำมาหากินด้วยตนเอง เช่น เป็นเกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการขนาดย่อม รวมทั้งต้องเตรียมทุกคนให้เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมในการปกครองอย่างเป็นประชาธิปไตยและในการพัฒนาประเทศเพื่อคนส่วนใหญ่อย่างขันแข็ง

การจะปฏิรูปการศึกษาแบบองค์รวมได้ จะต้องเปลี่ยนนโยบายการจัดการศึกษาใหม่หมดจัดสรรงบประมาณและกระจายครูอาจารย์ที่มีคุณภาพไปให้สถานศึกษาทั่วประเทศอย่างเป็นธรรม ให้คนทุกแห่งหนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพใกล้เคียงกัน ปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการสอนการเรียน เน้นการพัฒนาศักยภาพให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ และมีความสุขในการเรียนรู้อย่างสอดคล้องกับความต้องการของตัวเองและพัฒนาศักยภาพของตนแบบแข่งขันกับตัวเอง และรู้จักร่วมมือกับคนอื่นเพื่อสร้างสรรค์องค์กร ชุมชนและสังคมให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ ควรเปลี่ยนเป็นแนวใหม่ที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของประชาชนในการรู้จักใช้แรงงานและแรงงานสมอง ทรัพยากรในประเทศและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อผลิตสินค้าที่เป็นประโยชน์สำหรับการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและมีคุณภาพของคนส่วนใหญ่ โดยการร่วมมือและแข่งขันอย่างเป็นธรรมและสร้างสรรค์ เราจึงจะพัฒนาการศึกษาแนวใหม่ไปในแนวทางเดียวกับการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ เพื่อสันติสุขของประชาชนส่วนใหญ่และเพื่อสังคมพัฒนาไปอย่างยั่งยืนได้

ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองเองต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจแนวคิดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาประเทศแนวใหม่ หัดคิดแบบใหม่ สอนแบบใหม่ คือ ต้องสอนแบบชี้แนะมากกว่าบรรยาย ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แทนครูและตำราเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสุขและรักการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ได้มากที่สุด รู้จักร่วมมือกับเพื่อแข่งขันเป็นทีม แข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ในแง่เพื่อความเจริญก้าวหน้าของชุมชนหรือของประเทศชาติ และตระหนักว่า หนทางการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนคือ มนุษย์เราต้องร่วมมือกันและแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ (แบบให้ทุกคนได้ชนะร่วมกัน) และมองการณ์ไกล ไม่ใช่การแข่งขันแบบฝ่ายหนึ่งชนะฝ่ายหนึ่งต้องแพ้ เพื่อหาเงินให้ได้มากที่สุด บริโภคให้ได้มากที่สุด อย่างเห็นแก่ตัวในระยะสั้น อย่างที่นโยบายการพัฒนาประเทศและการจัดการศึกษาแบบเก่า(เศรษฐกิจแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาและการศึกษาแบบแพ้คัดออก)ทำกันอยู่

ชนชั้นนำ ปัญญาชนนักวิชาการและประชาชนที่ตื่นตัว จะต้องตระหนักและคิดการณ์ไกลว่า การจัดการศึกษาแบบเก่าที่คัดคนส่วนน้อยให้ได้เรียนสูงเพื่อสร้างคนให้เป็นเครื่องมือการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ไปรับใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมนั้น แม้จะมีส่วนที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าเน้นแนวทางนี้อย่างสุดโต่งแนวทางเดียวก็จะกลายเป็นแนวคิดที่คับแคบ เพราะกลายเป็นการช่วยเฉพาะคนส่วนน้อยให้ร่ำรวยขึ้น แต่คนส่วนใหญ่เสียเปรียบและยากจนโดยเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น ทั้งยังเป็นการมุ่งพัฒนาแบบกอบโกยล้างผลาญ ทำลายความสมดุลทรัพยากรธรรมชาติ และสังคมวัฒนธรรมอย่างมากและรวดเร็ว สร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความขัดแย้งและปัญหาทางการเมืองและสังคมที่รุนแรงเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นผลเสียต่อสังคมในระยะยาวมากกว่าผลดีทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจสำหรับคนส่วนน้อยในระยะสั้น

การจะปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้ไปช่วยการปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมในทางที่เจริญก้าวหน้าเป็นธรรมและยั่งยืนได้ ต้องเป็นการปฏิรูปการค้นคว้าวิจัย เรียนรู้ เผยแพร่ และการเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งสังคม ที่จะทำให้ทั้งนักเรียน เด็ก และเยาวชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียน และประชาชนทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้ตามศักยภาพของตนอย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ รักการอ่าน การใฝ่การเรียน รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างเป็นตัวของตัวเอง มีวุฒิภาวะทางอารมณ์และมีจิตสำนึกเข้าใจว่า การแข่งขันกับตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองและการร่วมมือกับคนอื่นเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองสังคมให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและยั่งยืนนั้น จะเป็นประโยชน์ของทุกคนร่วมกันในระยะยาว มากกว่าการเน้นการแข่งขันในทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจการเมืองแบบตัวใครตัวมัน เพื่อประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น ซึ่งอาจจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้ระยะสั้นๆ แต่จะนำประเทศไทยไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจตกตต่ำและความหายนะในระยะยาวมากกว่า

7.3 การวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม

การส่งคนไปศึกษาต่อต่างประเทศและการสั่งเข้าความรู้จากต่างประเทศแล้วนำความรู้มาจัดการเผยแพร่ต่อ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศึกษาของไทยที่เราทำมาตลอดระยะเวลาหนึ่งร้อยกว่าปีที่เราพยายามจะพัฒนาประเทศแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตก แต่ไม่ใช่องค์รวมทั้งหมดของการศึกษาที่ดี ซึ่งต้องหมายถึงการสร้างองค์ความรู้ของคนในประเทศเอง ที่สามารถประยุกต์ใช้แก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง พัฒนาอาชีพการงาน และพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสมด้วย ดังนั้นการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ จึงต้องมีการส่งเสริมการเรียนรู้ชนิดที่ให้ผู้เรียน คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้เป็น และการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ ที่เหมาะสมเป็นประโยชน์สำหรับคนไทยส่วนใหญ่

ประเทศญี่ปุ่นเปิดประเทศรับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากตะวันตก รวมทั้งการส่งคนไปเรียนต่างประเทศใกล้เคียงกับไทย คือ ราวเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ปัจจุบันญี่ปุ่นพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ของตัวเองได้ชนิดที่นอกจากญี่ปุ่นจะลดการส่งคนไปเรียนต่างประเทศลงได้อย่างมากแล้ว ยังสามารถดึงดูดให้คนต่างประเทศต้องมาเรียนรู้จากญี่ปุ่นในหลายเรื่องมากขึ้นกว่าสมัยร้อยปีที่แล้ว ปัจจุบันมหาวิทยาลัยชั้นนำญี่ปุ่นติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ในขณะที่ไทยยังส่งคนไปเรียนต่างประเทศจำนวนมากขึ้นและมหาวิทยาลัยไทยถูกจัดลำดับอยู่ท้ายๆห่างทั้งญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย

ทั้งนี้ เพราะประเทศไทยนิยมจัดการศึกษาแบบชนชั้นนำ คือคัดคนส่วนน้อยให้ได้เรียนระดับสูงมารับใช้ระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบคนส่วนน้อยมีอำนาจมากกว่าคนส่วนใหญ่ และไม่ได้พัฒนาการศึกษาแบบประชาธิปไตย เพื่อส่งเสริมให้คนทั้งประเทศฉลาดทุกด้านและใฝ่เรียนรู้อย่างจริงจัง มีการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศน้อยมาก ไม่ว่าในภาครัฐและเอกชน ประเทศไทยนิยมสั่งซื้อความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากกว่าที่จะวิจัยและพัฒนาจากภายใน มีการจัดสรรงบประมาณและสภาพแวดล้อมที่จะอำนวยความสะดวกการวิจัยและพัฒนารวมทั้งการสร้างภูมิปัญญาในประเทศน้อยกว่าประเทศอื่นๆที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและการพัฒนาประเทศมากกว่า

เหตุที่ประเทศไทยมีการวิจัยและพัฒนาน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสังคมมากกว่า มีปัญหามาจากหลายปัจจัย การที่รัฐจัดสรรงบวิจัยและพัฒนาน้อย เป็นปัญหาจริง แต่การเพิ่มงบประมาณวิจัยอย่างเดียวอาจเป็นการมองแบบแยกส่วนที่อาจไม่ได้ผลอย่างที่คาดหมาย เพราะยังมีปัญหาการที่ทั้งประเทศมีนักวิจัยที่มีคุณภาพไม่พอ หรือคนเก่งๆที่พอจะเป็นนักวิจัยที่มีคุณภาพก็ต้องติดงานอื่นหรือมีความพอใจที่จะทำงานอย่างอื่นซึ่งมีสภาพแวดล้อมและการทำงานที่ท้าทายหรือมีผลในทางปฏิบัติมากกว่า เนื่องจากงานนักวิจัยยังมีฐานะทางสังคมไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งงานวิจัยอาจจะถูกเก็บไว้บนหิ้งมากกว่าจะมีคนอ่านและนำไปประยุกต์ใช้ ผู้นำและระบบการเมืองการบริหารราชการ ยังไม่สนใจจะอ่านและนำงานวิจัยภายในประเทศไปใช้งาน เพราะพวกเขาคิดในกรอบการเลียนแบบและไล่ตามประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม มากกว่าจะคิดในเชิงการพัฒนาด้วยตัวเองอย่างมีลักษณะเฉพาะ

การจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบองค์รวม เริ่มจากการปฏิรูปการอบรมเลี้ยงดูเด็กในครอบครัวและโรงเรียนอนุบาลการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ให้เด็กและเยาวชน ประชาชนทั้งประเทศ เป็นคนอยากรู้อยากเห็น สนใจสิ่งรอบตัว รักการอ่าน การสังเกต ค้นคว้า ทดลอง คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ มีจิตใจเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือนักวิชาการที่มุ่งแสวงหาความจริงและพยายามพิสูจน์ด้วยหลักฐานและการคิดหาเหตุผล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีจิตใจเป็นนักวิจัยค้นคว้า

อุปนิสัยเช่นนี้คือสิ่งที่เราต้องช่วยกันสร้างตั้งแต่เด็กเล็ก และต้องสร้างกันใหม่ ปฏิรูปกันใหม่ทั้งระบบการเลี้ยงดูเด็ก ระบบการศึกษา สื่อสารมวลชน และระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคม จึงจะเป็นการวางรากฐานที่ดีและสามารถนำไปสู่การพัฒนานักวิจัยระดับสูงทั้งด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ได้

ปัญหาหนึ่งที่ประเทศไทยมีผู้เรียนระดับมหาวิทยาลัยและมีผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติน้อย เพราะเราไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กรักและสนใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ มาตั้งแต่ต้น ทั้งประเทศมีครูสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์เก่งๆน้อยเกินไป ตำราเรียนและสื่อไม่ทันสมัย ไม่ตอบสนองต่อสมองที่ต้องการสื่อที่มีสีสัน เข้าใจง่าย เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ทั้งประเทศมีห้องทดลองและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์น้อย มีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์น้อย ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่อ่อนด้านวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์(รวมทั้งภาษาต่างประเทศด้วย) ทำให้คนที่จบมัธยมปลาย ที่มีพื้นฐานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ที่ดีมีน้อย

ปัญหาต่อมาคือนักเรียนที่เก่งด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ นิยมไปเรียนวิชาชีพเช่น แพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ บัญชี คอมพิวเตอร์ มากกว่า เพราะมีการให้ผลตอบแทนและความก้าวหน้าในการงานมากกว่า การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ เป็นครูอาจารย์ หรือนักวิจัยด้านนี้ ดังนั้นการจะแก้ไขให้มีการวิจัยและการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศมากขึ้นจึงจะต้องแก้ปัญหาทั้งการปฏิรูปการเรียนรู้และปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานไปพร้อมๆกัน จึงจะได้ผล

ความที่ประเทศไทยขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและนักคณิตศาสตร์มาก ทำให้บางคนมองแบบแยกส่วนว่า เราต้องทุ่มเทงบประมาณกำลังคนเพื่อพัฒนาด้านนี้ และลดด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ลง ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ ก็คือ วิทยาศาสตร์แบบหนึ่งซึ่งอาจเรียกได้ว่าวิทยาศาสตร์ด้านสังคม ที่ต้องการการวิจัยและพัฒนา หาองค์ความรู้ที่เหมาะสมให้มาช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมไทย ไม่น้อยไปกว่าด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และประเทศต้องอาศัยองค์ความรู้ทั้ง 2 ด้าน อย่างเชื่อมโยงควบคู่กันไป

มหาวิทยาลัยไทยอาจจะผลิตจำนวน/สัดส่วนบัณฑิตด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ได้มากกว่าด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจริง แต่คุณภาพบัณฑิต อาจารย์ และองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ของประเทศไทย ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ หรือยังไม่สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านเศรษฐกิจสังคมการเมืองของประเทศไทยได้ดีนัก ต้องมีการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งการปฏิรูปการศึกษาด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศไทยมากขึ้น การวิจัยและการพัฒนาเป็นเรื่องเดียวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรวมทั้งวิทยาศาสตร์ด้านสังคมและเทคโนโลยีทางสังคมด้วย

หากเราต้องการการพัฒนาการศึกษา การวิจัยและการพัฒนาอย่างเป็นระบบองค์รวม เราต้องส่งเสริมให้ ครูอาจารย์ นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา เรียนรู้หลักใหญ่ๆของทั้งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์สังคมอย่างเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ศึกษาเรื่องชีวิต ธรรมชาติ สังคมจากมุมมองของสาขาวิชาการต่างๆอย่างกว้างขวาง และรู้จักใช้มุมมองแบบพหุวิทยาการไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสังคมการเมืองทุกด้านอย่างเป็นระบบองค์รวม แทนที่จะเน้นการศึกษาแบบแยกสาขาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแบบคับแคบ ซึ่งเปรียบเหมือนการสอนให้รู้จักต้นไม้และสิ่งมีชีวิตในป่าชนิดต่างๆอย่างละเอียดละออแบบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ไม่รู้จักป่าไม้ทั้งป่า หรือไม่รู้จักภาพรวมของระบบนิเวศ ซึ่งกินความหมายกว้างกว่าทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม

เนื่องจากเศรษฐกิจเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงอยู่ของมนุษย์ ชุมชน และประเทศนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ จึงเป็นตัวการสำคัญในการกำหนดเรื่องการศึกษาและเรื่องอื่นตามมา นโยบายส่งเสริมการลงทุนการค้าเสรีให้ทุนต่างชาติและทุนขนาดใหญ่ลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกอย่างสุดโต่งของไทยเป็นตัวกำหนดการส่งเสริมการสั่งเข้าและเลียนแบบเทคโนโลยีต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากที่ทั้งภาครัฐภาคธุรกิจ เอกชนต่างก็ไม่สนใจจะลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของตนเอง เพราะในระบบเศรษฐกิจแบบนี้ พวกเขาซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศก็ทำกำไร อย่างน้อยก็ในระยะสั้นระยะกลางได้อยู่แล้ว ส่วนประเทศจะได้ประโยชน์ในระยะยาวมากน้อยเพียงไร พวกเขาไม่ได้คิดถึง ชนชั้นนำบางส่วนก็มองง่ายๆว่าอย่างไรเสียวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมก็เจริญก้าวหน้ากว่าไทย และประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กยากจนคงไม่มีทางจะวิจัยและพัฒนาแข่งกับเขาได้อยู่แล้ว การซื้อวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจากคนอื่นน่าจะใช้เงินต่ำกว่าการวิจัยเอง แต่นั่นเป็นการมองแบบถูกบริษัททุนข้ามชาติเป็นผู้กำหนดครอบงำเช่นเดียวกัน

จริงๆแล้วการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรวมทั้งด้านสังคมด้วย เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมสำหรับคนในแต่ละประเทศด้วย ไม่ใช่แปลว่าเทคโนโลยีก้าวหน้าทันสมัยที่สุดใหญ่ที่สุด เร็วที่สุด จะดีสำหรับประเทศไทยเสมอไป สำหรับประเทศไทย ถ้าคิดจะพัฒนาเศรษฐกิจสังคมเพื่อคนส่วนใหญ่ในระยะยาว ต้องเปลี่ยนนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ มาเน้นการพึ่งตนเอง พึ่งแรงงาน ทรัพยากร เทคโนโลยีที่เหมาะสม และตลาดภายในประเทศมากขึ้น เช่น เน้นการวิจัยและพัฒนาเรื่องสมุนไพร พืช สัตว์ ทรัพยากรในประเทศ พลังงานทางเลือก สาธารณสุขทางเลือก ภูมิปัญญาท้องถิ่น หัตถกรรม ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พัฒนาระบบสหกรณ์และการจัดองค์กรแบบร่วมมือกันเพื่อส่วนรวมเพิ่มขึ้น เราจึงจะสามารถสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เหมาะสม และช่วยพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนได้มากกว่าการซื้อและเลียนแบบวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบตะวันตก

การปฏิรูปการศึกษาแบบองค์รวมมีความหมายยิ่งใหญ่ถึงการพัฒนาคนให้ฉลาดทั้งทางปัญญาอารมณ์ จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม (คุณธรรมจริยธรรม) เพื่อนำไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรม ได้มากกว่าการจัดการศึกษาแบบคัดคนชนะส่วนน้อยไปรับใช้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม ระบบเศรษฐกิจสังคมแบบใหม่ คือ การผสมผสานของเศรษฐกิจสหกรณ์แบบพึ่งตนเองและพึ่งพากันและกัน เศรษฐกิจแบบอนุรักษ์ธรรมชาติ เศรษฐกิจสังคมนิยมประชาธิปไตย และรัฐสวัสดิการที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพพื่อส่วนรวมและความเป็นธรรมสำหรับพลเมืองทุกคน เศรษฐกิจระบบตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อม ที่มุ่งให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีแบบพอเพียงและมีการยกระดับคุณภาพชีวิต สังคมวัฒนธรรม มากกว่าการมุ่งแข่งขันทำงานหนัก เคร่งเครียดวิตกกังวลแต่เรื่องการหาเงิน ฯลฯ

ความคิดของชนชั้นนำที่ว่า ต้องทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตก่อนแล้วค่อยพัฒนาการศึกษา สังคม และวัฒนธรรมทีหลัง เป็นความคิดที่เข้าใจผิดและหรือหลอกลวงใช้เป็นข้ออ้างในการที่จะมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ/ธุรกิจเพื่อประโยชน์ของพวกตนมากกว่าเพื่อส่วนรวม การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริงขึ้นอยู่กับคน มากกว่าทรัพยากรอื่นใด การพัฒนาการศึกษาซึ่งเน้นการพัฒนาคนจึงเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้เศรษฐกิจส่วนรวมพัฒนาได้ จึงต้องทำควบคู่กันไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ทำทีหลัง และที่สำคัญคือต้องพัฒนาการศึกษาและพัฒนาคนให้ถูกทางด้วย การพัฒนาคนโดยเน้นด้านความรู้วิชาชีพอย่างเดียว จะทำให้เศรษฐกิจโตด้านเดียว อย่างไม่สมดุลและอย่างไม่ยั่งยืน แต่การพัฒนาคนทุกด้านอย่างเป็นระบบ ทั้ง ปัญญา อารมณ์ และจิตสำนึกเพื่อสังคม จะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างเป็นธรรม เป็นประชาธิปไตย มีความหลากหลาย ประชาชนมีคุณภาพชีวิต มีสันติ ความสุข ความพอใจ และยั่งยืนกว่า การพัฒนาคนด้านวิชาชีพทางเดียว

บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: