RSS

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทสรุปสำหรับผู้บริหาร)

15 ก.ย.

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

การแก้ปัญหาและปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบองค์รวม

1. การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยในช่วงปี 2544 – 2549 เน้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ/ธุรกิจ ผ่านการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน การขยายการกู้เงินให้ประชาชน การแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน การรวมศูนย์การผูกขาดความมั่งคั่งและอำนาจ และถือว่าการศึกษา เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อผลิตคนไปรับใช้การพัฒนาทางเศรษฐกิจ มีการเน้นโครงการใหม่บางโครงการเช่น การให้ทุนนักเรียนนักศึกษา ไปเรียนต่างประเทศ การพัฒนาเรื่องคอมพิวเตอร์ และวิชาที่เน้นเรื่องความทันสมัย แต่ไม่ได้มีการทุ่มเทงบประมาณ กำลังคนเพื่อมุ่งที่จะปฏิรูปครูอาจารย์ หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน ทั้งระบบอย่างจริงจัง มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีศึกษาบ่อยถึง 6 คนในรอบ 4 ปีครึ่ง งบประมาณกระทรวงศึกษาปี 2548 – 2549 มีสัดส่วนต่องบประมาณทั้งหมดร้อยละ 21 ลดลงจากปี 2546 – 2547 ที่เคยมีสัดส่วน ร้อยละ 23.5 – 24.5 ของงบประมาณทั้งหมด เพราะรัฐบาลเน้นเรื่องเศรษฐกิจ มากกว่าการพัฒนาทางสังคม

การพัฒนาเศรษฐกิจแบบผูกขาดรวมศูนย์ความมั่งคั่งที่คนกลุ่มน้อย ไม่ได้ส่งเสริมประสิทธิภาพและการแข่งขันที่เป็นธรรม การทุ่มเทงบประมาณไปในโครงการประชานิยมที่ได้ผลน้อย ทำให้มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนต่างๆเพิ่มขึ้น และนำไปสู่การที่คณะนายทหารทำการยึดอำนาจปลดรัฐบาลไทยรักไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะนายทหารให้เหตุผลการยึดอำนาจว่าเพื่อแก้ไขปัญหาความทุจริตฉ้อฉล ความขัดแย้งแบบแบ่งฝ่าย การที่รัฐครอบงำแทรกแซงองค์กรอิสระ และการหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเพื่อร่างรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งใหม่ในช่วงปลายปี 2550 รัฐบาลจากการแต่งตั้งในช่วงปลายปี 2549 ถึง 2550 ส่วนใหญ่มาจากข้าราชการเกษียณ ที่คิดว่าตนเป็นแค่รัฐบาลรักษาการ จึงไม่ได้แสดงบทบาทในเชิงปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งการศึกษามากนัก

เปรียบเทียบระดับการพัฒนาและความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ไทยถุกลดอันดับจากอันดับที่ 27 ในปี 2548 เป็นอันดับที่ 32 ในปี 2549 เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวรวม 61 แห่ง เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจสังคม เพื่อพัฒนาเรื่องคน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆภายในประเทศ รวมทั้งด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการบริหารจัดการอย่างจริงจัง แต่ไปเน้นเรื่องการส่งเสริมการลงทุนการค้ากับต่างประเทศ และการขยายการกู้และการบริโภคของประชาชน ที่ช่วยให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตแต่เปลือกนอกและช่วงสั้นๆ แต่เศรษฐกิจสังคมทั้งระบบไม่ได้เติบโตจากรากฐานที่เข้มแข็งและมั่นคง

2. การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550 ประชาชนไม่ได้มีโอกาสรับการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประชากรที่มีโอกาสได้เรียนระดับก่อนประถมและประถมศึกษา ยังมีสัดส่วนต่ำลงกว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้วด้วย มีระดับมัธยม ที่ประชาชนวัยเรียนมีโอกาสได้เรียนเป็นสัดส่วนสูงขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังนิยมเรียนสายสามัญมากกว่าอาชีวศึกษา แม้ว่าสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่วนอุดมศึกษา มีสัดส่วนผู้ได้เรียนสูงขึ้น ผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพิ่มขึ้นจาก 4.1 แสนคนในปี 2545 เป็น 5.3 แสนคนในปี 2548 และเป็นกลุ่มผู้มีการศึกษาที่ว่างงานเพิ่มขึ้นเช่นกัน ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2550 มีผู้สำเร็จอุดมศึกษาที่ว่างงงานราว 1 แสนคนหรือ 18.5 % ของผู้ว่างงานทั้งหมดราว 5 แสนคน

การจัดการศึกษาโดยเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำที่ราวร้อยละ 17.3 (เทียบกับภาครัฐ ร้อยละ 72.7) โดยไม่เปลี่ยนแปลง การจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก การศึกษาของสงฆ์ลดลง การศึกษานอกระบบโรงเรียน ใกล้เคียงของเดิม ขณะที่เด็กด้อยโอกาสคงมีโอกาสได้เรียนหนังสือน้อย หรือออกกลางคันมากกว่าเด็กอื่นๆ

การจัดสรรงบประมาณการศึกษาของรัฐ ในช่วงปีงบประมาณ 2548 และ 2549 แม้ตัวเงินจะเพิ่มขึ้น แต่คิดเป็นสัดส่วนต่องบประมาณของทั้งประเทศลดลงจากปีก่อนหน้านั้น งบประมาณการศึกษาปี 2550 ในช่วงรัฐบาลใหม่ที่มาจากคณะปฏิรูปการปกครอง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งไปเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียน ส่วนหนึ่งไปเพิ่มเรื่องเงินวิทยฐานะให้ครู นอกจากนั้นก็ยังเป็นการก่อสร้างอาคารและอื่นๆ ในด้านการจัดการนั้น การศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้รับงบเป็นสัดส่วนสูงขึ้นจากร้อยละ 13.74 ของงบการศึกษาทั้งหมดในปี 2545 เป็ฯร้อยละ 16.48 ของงบการศึกษาทั้งหมดในปี 2550 ขณะที่งบการศึกษาขั้นพื้นฐานมีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 71.27 ของงบการศึกษาทั้งหมด เหลือร้อยละ 60.80 ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน งบการศึกษาพื้นฐานเองก็กระจายสู่โรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองสูง ซึ่งสะท้อนว่า การจัดสรรงบประมาณการศึกษายังเน้นช่วยคนรวยคนชั้นกลางมากกว่าคนจนส่วนใหญ่

3. ในด้านประสิทธิภาพและความเสมอภาคในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษา พบว่ายังไม่สามารถจัดการศึกษาระดับพื้นฐานให้ประชาชนเรียนได้อย่างถ้วนหน้าได้ เพราะการยกเว้นค่าเล่าเรียนอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้คนจนมีโอกาสได้เรียนจนจบได้ เนื่องจากการไปโรงเรียนยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหารกลางวัน ค่าอุปกรณ์การศึกษา ค่าใช้จ่ายด้านคอมพิวเตอร์และอื่นๆ ซึ่งเมื่อคิดรวมกันแล้วมีค่าเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 60 ของค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาทั้งหมด ทั้งคนจนยังเสียโอกาสจากการไม่ได้ช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงิน รวมทั้งมีปัญหาเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำกว่าโรงเรียนระดับดีในเมืองใหญ่ ทำให้คนจนไม่ได้เรียน หรือออกกลางคัน เรียนไม่จบมาก ในปี 2547 ประชากรวัยเรียนอายุ 12 – 21 ที่ไม่ได้เข้าเรียน มีรวม 3.9 ล้านคน

ด้านการจัดสรรงบประมาณ จัดสรรให้การศึกษาระดับมัธยมน้อยเกินไปและอุดมศึกษามาก เมื่อเทียบประเทศอื่นที่มีรายได้ปานกลางระดับใกล้เคียงดับไทย งบลงทุนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และวิธีการจัดสรรงบประมาณผ่านเขตพื้นที่การศึกษา และมีเพียงบางส่วนที่จัดสรรให้ โรงเรียนโดยตรง ทำให้โรงเรียนมีงบประมาณที่สามารถนำไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษาได้น้อย การจัดสรรงบประมาณและกำลังคนยังมีความไม่เป็นธรรมสูง โรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองหรือจังหวัดที่มีฐานะดีกว่า จะได้เปรียบในการใช้ทรัพยากรและการประหยัดจากขนาดซึ่งส่งผลให้โรงเรียนรัฐขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาส มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวม

4. ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการศึกษา ปัญหาที่สำคัญคือ ผลสัมฤทธิ์การศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวมแล้ว ได้คะแนนต่ำกว่าประเทศอื่นๆ การประเมินคุณภาพโรงเรียนระดับพื้นฐานทั่วประเทศรวม 3 หมื่นแห่ง โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา พบว่า โรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐาน มีถึงร้อยละ 65 ส่วนใหญ่คือสถานศึกษาของรัฐขนาดเล็กในชนบท ขณะที่โรงเรียนสาธิต โรงเรียนเอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น ได้มาตรฐานเป็นสัดส่วนที่สูงกว่า ปัญหามาจากหลายปัจจัย ที่สำคัญคือการขาดแคลนครูทั้งปริมาณและคุณภาพ กระบวนการบริหารทางด้านวิชาการการเรียนการสอน ยังเป็นแบบบรรยายให้ท่องจำที่ล้าหลัง รวมทั้งสถานศึกษาในชนบทไม่ได้รับงบประมาณและกำลังคนพอเพียง ขาดอิสระและความคล่องตัวในการบริหาร

การศึกษาด้านอาชีวศึกษา มีปัญหาด้านต้องพัฒนาคุณภาพครูอาจารย์ หลักสูตร เครื่องไม้เครื่องมือและกระบวนการเรียนการสอนอยู่มาก ส่วนอุดมศึกษาก็มีปัญหาขยายตัวเชิงปริมาณมาก โดยเฉพาะสายสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาบางกลุ่มยังมีคุณภาพระดับพอใช้และต้องปรับปรุง

ปัญหาด้านผลลัพธ์การจัดการศึกษา ส่วนหนึ่งมาจากการที่ครูในโรงเรียนชนบทที่มีน้อยอยู่แล้วต้องใช้เวลาในการทำงานธุรการและการเดินทางประชุม ทำให้มีเวลาทำงานสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพลดลง ปัญหาประสิทธิภาพส่วนหนึ่งมาจากหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอนทั้งระบบ เน้นการท่องจำเนื้อหาข้อมูลมากไป ควรจะปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดความสนุกในการเรียน เชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ เข้าใจหลักการสาระสำคัญของวิชาหลัก และรู้จักวิธีที่จะเรียนรู้ต่อด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้แล้วการปฏิรูปการศึกษาหรือกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจะต้องหาทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในด้านการบริหารจัดการศึกษาที่สำคัญๆด้วยในขณะเดียวกัน เช่น ควรจัดสรรงบประมาณปฏิรูปการศึกษาด้านเด็กเล็กอย่างเร่งด่วนและทำให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง การปฏิรูประบบบริหารจัดการรวมทั้งระบบงบประมาณ ทั้งในเรื่องเขตพื้นที่การศึกษา การกระจายให้เอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น ชุมชน องค์กรต่างๆ มีส่วนในการจัดการศึกษาได้อย่างหลากหลายและมีคุณภาพในทุกระดับ รวมทั้งอาชีวศึกษา วิทยาลัยชุมชน การศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยซึ่งยังมีการพัฒนาน้อยกว่าสายสามัญ ทั้งนี้เพื่อให้เด็ก เยาวชน ประชาชน มีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงเพิ่มขึ้น

    1. การจัดการศึกษา ควรมุ่งตอบสนองความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คือ

การผลิตแรงงานทั้งในสาขาที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานเช่น ช่างฝีมือ นักวิชาชีพต่างๆ และสาขาที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ เช่น เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ผู้ทำงานด้านภาครัฐและสังคมประชาอย่างใกล้เคียงกับความต้องการ

ปัจจุบันมีปัญหาคนจบมหาวิทยาลัยที่ว่างงานเป็นสัดส่วนสูงขึ้น แต่แรงงานอาชีวะระดับกลางระดับสูงยังขาดแคลน นอกจากนี้แล้วการจัดการศึกษาควรมุ่งผลิตพลเมืองที่ฉลาด ปรับตัว แก้ไขปัญหาสถานการณ์ต่างๆได้ มีจิตสำนึกตระหนักถึงความจำเป็นจะต้องร่วมมือกันทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างมีคุณธรรมควบคู่ไปกับความรู้ด้วยในขณะเดียวกัน เราจึงจะสามารถลงทุนเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และมีส่วนช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้ดียิ่งขึ้น

    1. ปัญหาคอขวดในการปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญคือ 1.) ไม่ได้มีแรงผลักดันมาจากภาค

ประชาชนและภาคการเมืองอย่างจริงจัง เป็นเพียงการเสนอการปฏิรูปภายในกลุ่มผู้บริหารในกระทรวงและนักวิชาการด้านการศึกษา จึงเป็นการปฏิรูปเพียงรูปแบบ เป็นการปฏิรูปโดยระบบบริหารราชการแบบแก้กฏหมายใช้คำสั่งจากบนลงล่าง จึงการเปลี่ยนแปลงแบบเล็กน้อย ไม่เกิดแนวคิดใหม่และแรงผลักดันที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอนอย่างขนานใหญ่ที่ดีขึ้นและแตกต่างไปจากเดิมอย่างแท้จริง 2.) การขาดภาวะผู้นำที่ตระหนักถึงรากเหง้าและความสำคัญของปัญหาการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบองค์รวมและรู้จักจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา เพื่อก่อให้เกิดแกนนำในการเปลี่ยนแปลงที่จะไปผลักดันการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบได้ 3.) ระบบคัดเลือก การบริหาร และการให้ความดีความชอบครูอาจารย์และบุคลากร ยังอยู่ภายใต้ระบบราชการแบบรวมศูนย์ ที่เป็นเรื่องการใช้อำนาจนิยมและการวิ่งเต้นเส้นสายมากกว่าระบบให้ผลตอบแทนคนตามความสามารถอย่างมีประสิทธิภาพ 4.) ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในแง่การผลิตผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมและอาชีวศึกษาและในแง่ของคุณภาพของผู้จบการศึกษาทุกระดับยังต่ำกว่าหลายประเทศ 5.) ระบบการประเมินผลและการสอบแข่งขันเพื่อรับการคัดเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัย ยังเป็นการสอบแบบปรนัยเพื่อวัดความสามารถในการจดจำข้อมูล ทำให้ขัดแย้งกับแนวคิดปฏิรูปการเรียนรู้แบบใหม่ ที่เสนอว่าควรให้ผู้เรียนได้หัดคิดหัดวิเคราะห์เป็น

ทางออกของปัญหา 1) ลดขนาดและบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการลง ด้วยการส่งเสริมให้มีการจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน และองค์กรอื่นๆเป็นสัดส่วนสูงขึ้น 2) ปฏิรูปครูอาจารย์ โดยการเพิ่มแรงจูงให้ครูดีครูเก่งอยู่ต่อและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น พัฒนาครูที่มีแววและครูรุ่นใหม่อย่างเอาจริงเอาจัง โดยต้องกล้าตัดสินใจแบบผ่าตัดคัดครูที่มีคุณภาพต่ำที่ฝึกอบรมใหม่ได้ยากออกไป เช่นให้โยกย้ายไปทำธุรการหรือให้เกษียณก่อนกำหนด 3) ปฏิรูประบบการจัดสรรและการจ่ายงบประมาณ ให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมขึ้น เช่น จัดสรรให้สถานศึกษาในจังหวัดและอำเภอรอบนอก อาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้น 4) ปฏิรูปการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยทั่วประเทศเพื่อให้ผู้เรียนได้รับการกระตุ้นให้เรียนรู้อย่างสอดคล้องกับการทำงานของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 5) เปลี่ยนระบบการประเมินผลและสอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ โดยวัดจากการคิดวิเคราะห์เป็น การมีความถนัดเฉพาะทางควบคู่ไปกับการเข้าใจภาพองค์รวม มีความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม เพิ่มขึ้น

7. ประสบการณ์ของประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมชี้ว่า การพัฒนาการศึกษาและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นประสบความสำเร็จมากกว่าประเทศอื่นๆ ประเทศไทยได้จัดสรรงบประมาณให้การศึกษาเป็นสัดส่วนสูง แต่เป็นการพัฒนาเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทั้งยังเป็นการจัดการศึกษาอย่างคับแคบ คือ จัดการศึกษาแบบแพ้คัดออก เพื่อคัดคนส่วนน้อยไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นการเติบโตของธุรกิจเอกชน ไม่ได้มองการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจในความหมายกว้างที่มุ่งพัฒนาคนทุกคนตามศักยภาพของพวกเขาอย่างเป็นธรรม เพื่อพัฒนาคนทั้งประเทศให้มีทั้งความรู้ ความฉลาดทางอารมณ์ มีบุคลิกนิสัยและจิตสำนึกที่ดี พอที่จะไปพัฒนาตัวเอง ครอบครัว ชุมชน ประเทศให้เจริญรุ่งเรือง เป็นธรรมและยั่งยืนได้

การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างก้าวหน้าเพื่อระบบองค์รวมได้ ต้องปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และสื่อมวลชน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนรักการอ่าน ใฝ่การเรียนรู้ คิด วิเคราะห์เป็น และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมและเผยแพร่ให้คนทุกชนชั้นทุกกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คนแต่ละคนได้พัฒนาศักยภาพของเขาได้ดีที่สุด องค์กรชุมชนและประเทศได้เรียนรู้สิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและส่วนรวมมากที่สุด

บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: