RSS

Daily Archives: กันยายน 16, 2007

บทคัดย่อสำหรับผู้บริหาร-นโยบายของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ: การทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ-


บทคัดย่อสำหรับผู้บริหาร

นโยบายของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ : การทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ

(Conflict of Interest)

      วัตถุประสงค์

      งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์แนวนโยบายและมาตรการของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตรในช่วงปี 2544 – 2548 ว่ามีกรณีใดบ้างที่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Conflict of Interest) ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐและผลประโยชน์ของส่วนรวม หรือไม่ อย่างไร   กรณีเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อกลุ่มทางสังคมกลุ่มต่างๆและการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศอย่างไร และเราจะใช้การค้นพบในเรื่องนี้เพื่อหาบทเรียนและนำเสนอแนวทาง มาตรการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องการทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Conflict of Interest) ได้อย่างไรบ้าง

      คำจำกัดความ

      นโยบายของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ หมายถึง แนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาด้านการผลิตและการกระจายสินค้าและบริการต่างๆทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคมทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

      ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) หมายถึง ผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม ของผู้มีอำนาจหน้าที่ที่ต้องตัดสินใจทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ขององค์กรภาคธุรกิจเอกชน และเจ้าหน้าที่ภาคสังคมประชา (Civil Society)

      ในงานวิจัยชิ้นนี้จะเน้นเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นนักการเมือง เนื่องจากพวกเขามีบทบาทก่อให้เกิดปัญหานี้ในระดับสูงกว่าข้าราชการประจำ

      สภาพปัญหา

      ปัญหาการทับซ้อนของผลประโยชน์เกิดขึ้นเมื่อการกำหนดนโยบายพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคม หรือการตัดสินใจทางการเมือง ถูกแทรกแซงด้วยผลประโยชน์เฉพาะของบริษัทธุรกิจเอกชน ทำให้ผลที่ออกมา คือนโยบายหรือมาตรการที่ให้ผลประโยชน์กับบริษัทธุรกิจเอกชนบางราย บางกลุ่ม แต่สังคมโดยรวมเสียประโยชน์ ผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นรูปแบบใหม่ของการทุจริตคอรัปชั่นที่พบมากขึ้นในยุคที่รัฐเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และการหาประโยชน์จากธุรกิจในโลกสมัยใหม่ มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น มีลักษณะแตกต่างจากการทุจริตคอรัปชั่นรูปแบบเก่า คือ กฎหมายอาจจะเอาผิดไม่ได้ หรือกฎหมายอาจยังล้าสมัย มีช่องโหว่อยู่ แต่สหประชาชาติ องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และประเทศส่วนใหญ่ถือว่า เป็นเรื่องผิดจริยธรรมและขัดต่อหลักความเป็นธรรมและระบบการบริหารงานที่ดี (Good Governance) และถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการทุจริตคอรัปชั่น

      ผลการวิจัย

      จากข้อมูลของนักวิชาการ วุฒิสมาชิก สมาชิกผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน สื่อมวลชน องค์กร ประชาชน จำนวนมากยืนยันไปในทางเดียวกัน ว่ามีการดำเนินนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในหลายด้านที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ระหว่างผลประโยชน์ของสาธารณชน กับผลประโยชน์ของเจ้าของ/ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง เครือญาติหรือพรรคพวกของผู้มีตำแหน่งทางการเมือง

      นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีข้อมูลที่มีน้ำหนักว่าเกี่ยวโยงกับปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ประกอบไปด้วย

  1. การที่นายกรัฐมนตรี (รวมทั้งรัฐมนตรีคนอื่นๆ) เลือกใช้วิธีโอนหุ้นให้ลูกและญาติก่อนเข้ารับตำแหน่ง แทนที่จะโอนหุ้นให้นิติบุคคลดูแลบริหารหุ้นแทนโดยไม่เข้าเกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ทั้งนักการเมืองเหล่านั้น ยังคงใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนเอง เช่น บริษัทชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตรหลายทาง เช่น
  •  
    • นโยบายนำภาษีสรรพสามิตมาใช้กับบริษัทธุรกิจด้านโทรคมนาคม เอื้อประโยชน์แก่บริษัทธุรกิจที่ลงทุนอยู่แล้ว (เช่นเอไอเอสของกลุ่มชินคอร์ป) ซึ่งสามารถหักจากค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายอยู่แล้วเป็นค่าภาษี และกีดกันธุรกิจรายใหม่ รวมทั้งทำให้บริษัทกสท.โทรคมนาคม และบริษัททีโอทที จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่เป็นฝ่ายเสียประโยชน์
    • การแก้ไขขอลดค่าสัมปทานสถานีโทรทัศน์ไอทีวีลง และเลื่อนเวลาการออกอากาศรายการประเภทบันเทิงจากภาคดึกมาเป็นภาคหัวค่ำ ซึ่งมีผู้ชมมาก (Prime Time) เพื่อจะได้มีรายได้จากการโฆษณาเพิ่มขึ้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทที่ได้รับสัมปทานซึ่งมีนักการเมืองที่เป็นรัฐบาลถือหุ้นใหญ่
    • ให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ยกเว้นภาษีการสั่งเข้าวัสดุอุปกรณ์ให้กับบริษัทแซทแทลไลท์ในเครือชินคอร์ป และสนับสนุนให้ธนาคาร EXIM BANK ของรัฐให้เงินกู้คิดดอกเบี้ยต่ำกับรัฐบาลพม่า โดยรัฐบาลไทยค้ำประกันเงินกู้ให้พม่า เพื่อจะใช้ซื้อบริการจากบริษัทแซทแทลไลท์ รวมทั้งการที่นายกรัฐมนตรีใช้การเดินทางไปเจรจากับต่างประเทศโดยพ่วงเรื่องธุรกิจการให้บริการดาวเทียมของบริษัทแซทเทลไลท์เข้าไปด้วย
    • กลุ่มชินคอร์ปร่วมลงทุนในบริษัท สายการบินแอร์เอเซีย และใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้โดยทำให้การบินไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นสายการบินแห่งชาติเป็นฝ่ายเสียประโยชน์
    • หลังจากที่รัฐบาลได้เอื้อประโยชน์ให้บริษัทในเครือกลุ่มชินคอร์ปมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าในรอบ 5 ปี ครอบครัวชินวัตรได้ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปทั้งหมด(โดยไม่ต้องเสียภาษี) ให้กลุ่มเทมาเสกของรัฐบาลสิงคโปร์ในราคาที่ได้กำไรหลายเท่า และยังเท่ากับเป็นการขายกิจการดาวเทียม โทรคมนาคม โทรทัศน์ไอทีวี และสายการบินซึ่งใช้สิทธิ์ของประเทศไทยให้กับต่างชาติด้วย
  1. การตกลงทำสัญญาเขตการค้าเสรี (FTA) แบบทวีภาคีระหว่างไทยกับจีน สหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินเดีย และประเทศอื่นๆ เป็นผลดีต่อธุรกิจบางอย่าง เช่น โทรคมนาคม อุตสาหกรรมรถยนต์ เกษตรขนาดใหญ่ฯลฯซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่คณะรัฐบาลมีหุ้นอยู่ แต่เป็นผลเสียต่อเกษตรขนาดกลางขนาดย่อม เช่น ผู้เลี้ยงวัว ผู้ปลูกหอม กระเทียม และผลไม้
  1. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.)เป็นบริษัทเอกชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เปิดช่องทางให้นักลงทุนผู้มีอำนาจทางการเมืองได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในราคาพาร์เป็นสัดส่วนสูงกว่าประชาชนทั่วไป 3 ปีต่อมาผู้ถือหุ้นเหล่านี้ได้กำไรทั้งจากเงินปันผลและราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ขณะที่สัดส่วนกำไรที่เคยตกเป็นของรัฐลดลง
  2. ใช้อำนาจหน้าที่และการรู้ข้อมูลข่าวสารเหนือคนอื่น ในการช่วยให้ธุรกิจของพรรคพวกหรือที่ตนจะเข้าไปครอบงำกิจการที่เป็นลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้ขาดการชำระ (NPL) ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ 2540 ให้สามารถปฎิรูปโครงสร้างหนี้กับธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทบริหารหนี้เสีย โดยได้ส่วนลดจากเจ้าหนี้สูงมากกว่าธุรกิจอื่นๆที่ไม่ใช่พรรคพวก ธุรกิจที่เป็นลูกหนี้ที่ขาดการชำระบางรายที่มีศักยภาพดี เช่น บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคัลไทย (TPI) ถูกบีบให้ต้องขายหุ้นให้รัฐและบริษัทพรรคพวกตนในราคาต่ำ
  3. ใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี และวิทยุโทรทัศน์ของภาครัฐ และจัดรายการสนทนาทางโทรทัศน์เพื่อประชาสัมพันธ์เฉพาะด้านบวกของฝ่ายรัฐบาล และปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในการเสนอข้อมูลข่าวสาร เชิงวิจารณ์รัฐบาล เช่น ถอดถอนรายการวิทยุและโทรทัศน์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ไม่ให้หน่วยงานรัฐ/รัฐวิสาหกิจบริษัทพรรคพวกตนให้โฆษณา หนังสือพิมพ์ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล สั่งฟ้องเรียกค่าเสียหายเงินจำนวนมากจากผู้ทำงานด้านสื่อ/นักกิจกรรม/นักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรี ทั้งๆที่ในอารยะประเทศถือว่าคณะรัฐมนตรีเป็นบุคคลสาธารณะที่สื่อและประชาชนย่อมมีสิทธิ์วิจารณ์ได้
  4. การใช้งบประมาณทั้งผ่านกระทรวงและงบประมาณกลางซึ่งตั้งไว้เป็นสัดส่วนสูงยิ่งกว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมา และใช้เงินทุนจากธนาคารภาครัฐลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ และโครงการประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไม่มีการวางแผนที่ดี ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ รั่วไหลได้ง่าย โครงการขนาดใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง รถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งการมีโอกาสได้รับได้ค่าคอมมิชชั่นจากโครงการขนาดใหญ่ ส่วนโครงการประชานิยมเน้นให้ประชาชนกู้เงินและจับจ่ายใช้สอยเพิ่ม จนเป็นหนี้เพิ่มขึ้นสูงกว่ารายได้ เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคบางอย่างให้ประชาชนได้เพิ่มขึ้น มากกว่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาภาคประชาชนและชุมชนให้เข้มแข็ง

      ผลกระทบของการคอรัปชั่น/ผลประโยชน์ทับซ้อนต่อการพัฒนาประเทศ

      สภาพที่เป็นทั้งสาเหตุ และตัวปัญหาที่สำคัญของปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนคือ การพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุล ไม่ได้กระจายทรัพย์สิน รายได้ และความรู้ไปสู่ประชาชนกลุ่มต่างๆอย่างทั่วถึงเป็นธรรม ประชาชนขาดความรู้ข้อมูลข่าวสาร ขาดจิตสำนึกที่จะเข้าใจว่าเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น ถึงแม้จะไม่ผิดกฎหมายหรือเลี่ยงกฎหมาย แต่ก็คือปัญหาความไม่ถูกต้อง ความด้อยประสิทธิภาพ และทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ไม่ส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทของไทยพัฒนาตัวเองเพื่อไปแข่งขันกับผู้ประกอบการในต่างประเทศต่อไปได้ยาก ประชาชนผู้บริโภคเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมเจริญเติบโตช้าลง และพัฒนาไปอย่างไม่มั่นคง และไม่ยั่งยืน

      ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนทำให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองเร่งรัดการใช้ทรัพยากรกันแบบใครมีอำนาจใครได้ มุ่งหากำไรสูงสุดของเอกชน และการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวม โดยไม่คำนึงต้นทุน และผลตอบแทนทางสังคม หรือผลกระทบต่อประชาชนส่วนรวม การเร่งรัด การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณสมบัติ งบประมาณ ฯลฯ เพื่อผลิตสินค้าและบริการแสวงหาผลกำไรสูงสุดของเอกชน ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโต แต่เป็นประโยชน์กับเจ้าของธุรกิจส่วนน้อยมากกว่าประชาชนทั่วไป และทำให้เกิดการทำลายสภาวะแวดล้อม การขาดสมดุลในระบบนิเวศ การขาดความสมดุลระหว่างเมืองกับชนบท การกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาความยากจนและปัญหาสังคมเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจขั้นพื้นฐานอ่อนแอ มีโอกาสนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจสังคมที่รุนแรงยิ่งขึ้นในระยะต่อไป

แนวทางการแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อน

  •  
    1. แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฎิรูปทางการเมือง ให้ประชาชนมีสิทธิและอำนาจในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นฝ่ายประชาชนหรือฝ่ายเป็นกลาง เป็นอิสระ มีขีดความสามารถที่จะตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติควรพัฒนาให้เป็นองค์กรที่มีกำลังคนงบประมาณและความเข้มแข็งแบบเดียวกับในสิงคโปร์และฮ่องกง รวมทั้งพัฒนาองค์กรอื่น เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ให้เข้มแข็งเพิ่มขึ้น
  1. ตราพระราชบัญญัติตั้งองค์กรอิสระเพิ่มขึ้น เช่นองค์กรอิสระข้อมูลข่าวสาร องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรอิสระสภาพแวดล้อมแห่งชาติ องค์กรอิสระเพื่อความโปร่งใส และปฎิรูปกระบวนการได้มาซึ่งคณะกรรมการองค์กร ควรให้ได้คนที่เป็นกลาง เป็นอิสระจากพรรคการเมืองจริงๆ และไม่ควรเน้นคุณสมบัติผู้สมัครประเภทที่มุ่งให้ข้าราชการตำแหน่งสูงที่เกษียณแล้วได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการเหล่านี้ เนื่องจากจะทำให้ผู้บริหารองค์กรเหล่านี้ทำงานแบบคิดว่าตนยังเป็นส่วนราชการ และไม่กล้าตรวจสอบนักการเมืองในฐานะเป็นองค์กรอิสระจากรัฐบาลอย่างจริงจัง
  1. รัฐบาลต้องจัดงบประมาณสนับสนุนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น จัดสรรงบสนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรประชาชน ให้ทำงานคู่ขนานร่วมมือกับองค์กรอิสระ เพราะการได้รับการสนับสนุน และการเคลื่อนไหวเสริมของภาคประชาชนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้งานขององค์กรอิสระประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็จะช่วยให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง พัฒนาระบบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมให้ก้าวหน้าไปมากยิ่งขึ้น
  2. เร่งปฏิรูปกฎหมาย ปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ ปฎิรูประบบราชการ (โดยเฉพาะหน่วยงานด้านที่เกี่ยวข้องกับการเงิน, การใช้งบประมาณ,การออกใบอนุญาตต่างๆ)  ปฎิรูประบบการศึกษา ปฎิรูปการสื่อสารมวลชน เพื่อให้กลไกการทำงานของกฎหมาย การศึกษา ระบบข้อมูลข่าวสาร มีความชัดเจน โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น
  3. ประชาชน นักวิชาการ ผู้ทำงาน สื่อสารมวลชนต้องร่วมกันเรียกร้องให้หน่วยราชการเปิดเผยข้อมูลด้านงบประมาณและการใช้จ่ายรวมทั้งการทำสัญญาต่างๆของรัฐให้ประชาชนรับรู้ และเข้าถึงได้ง่าย ร่วมกันศึกษาทำความเข้าใจและเผยแพร่ความรู้ระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อน เช่น เรื่องการสื่อสาร โทรคมนาคม ตลาดหลักทรัพย์ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การตกลงการค้าเสรี ฯลฯ ให้ประชาชนเข้าใจและรู้เท่าทันนักการเมืองให้มากที่สุด ประชาชนจะได้ไม่ถูกหลอกให้เป็นเพียงผู้ลงคะแนนให้นักการเมืองอย่างเดียว แต่เป็นพลเมืองที่จะคอยติดตามตรวจสอบว่านักการเมืองนำทรัพยากรของประเทศไปใช้อย่างไรบ้าง
  4. ส่งเสริมการรวมตัวของภาคธุรกิจ ภาคประชาชนทุกฝ่าย เป็นองค์กรผู้บริโภค และองค์กรเพื่อความโปร่งใสที่เข้มแข็ง ติดตามตรวจสอบการทำงานของทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดระบบการบริหารที่ดีหรือธรรมาภิบาล(GOOD GOVERNANCE) คือมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและเป็นธรรม เพราะการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อช่วยตรวจสอบประเภทนี้ และการพัฒนาระบบบริหารที่ดี เป็นหนทางที่ป้องกันและลดการทุจริตคอรัปชั่นอย่างได้ผลทางหนึ่ง
  5. ปฎิรูปและบังคับใช้กฎหมายให้ผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองและครอบครัวต้องโอนหุ้นให้ทรัสต์ และห้ามผู้มีตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องที่จะเอื้อประโยชน์ให้บริษัทที่ตนถือหุ้นอยู่ด้วย กฎหมายฉบับเดิมไม่ได้ห้ามเรื่องครอบครัว และไม่มีระบบตรวจสอบและพิจารณาลงโทษเรื่องการที่ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเอื้อประโยชน์ให้บริษัทของคนหรือครอบครัว
  6. ออกกฎหมายกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูงและคู่สมรส รายงานและเปิดเผย (DISCLOSURE) สถานะการเป็นเจ้าของทรัพย์สินตอนเริ่มเข้ารับตำแหน่ง และหลังจากพ้นตำแหน่ง หรือต้องรายงานทุกปี เพื่อแสดงความโปร่งใสให้สาธารณชนรับทราบว่า เขาไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้นทรัพย์สินและไม่ได้ใช้ตำแหน่งทางการเมืองหรือการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหาประโยชน์จนมีทรัพย์สินหรือรวยขึ้นผิดปกติ
  •  
         แก้กฎหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบปราบปรามคอรัปชั่นมีอำนาจเพิ่มขึ้น ถ้าหากคณะกรรมการสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐคนใด มีทรัพย์สินและพฤติกรรมการบริโภคที่ร่ำรวยผิดปรกติ เจ้าหน้าที่รัฐผู้นั้นต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าได้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นด้วยวิธีการลงทุนที่สุจริตวิธีใด หากพิสูจน์ไม่ได้ อาจถูกฟ้องยึดทรัพย์สินส่วนเกินและ/หรือถูกลงโทษได้ อย่างเช่นกรณีของฮ่องกง
  •  
    1. การใช้หลักให้ผู้เกี่ยวข้องงดเว้น (RECUSAL) การเข้าร่วมพิจารณา  เพื่อป้อง    กันผลประโยชน์ทับซ้อน เช่นถ้าคณะกรรมการของหน่วยงานรัฐกำลังพิจารณาว่าจะจ้างบริษัทที่ปรึกษาเอกชนหรือให้บริษัทเอกชนเข้ามาประมูลรับงาน และมีกรรมการบางคนที่มีหรือเคยมีความสัมพันธ์กับบางบริษัท กรรมการผู้นั้นต้องงดเว้นไม่เข้าร่วมการพิจารณาครั้งนั้น เพื่อป้องกันการลำเอียงจากการหาผลประโยชน์ทับซ้อน รวมทั้งในการพิจารณาจ้างคน กรรมการที่มีญาติพี่น้องของตนลงรวมสมัครก็ต้องงดเว้น ไม่เข้าร่วมในคณะกรรมการการพิจารณาคัดเลือก
    2. การให้บุคคลที่สามเป็นผู้ประเมิน (THIRD PARTY EVALUATIONS) เพื่อ ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน หากผู้มีอำนาจจะเป็นฝ่ายประเมินเสียเอง เช่นการที่หน่วยงานรัฐจะเวนคืนที่ดินจากราษฎรเพื่อสร้างเขื่อน หากหน่วยงานรัฐประเมินราคาเวนคืนเอง ก็อาจจะประเมินให้ต่ำ เพื่อที่ตนเองจะได้จ่ายน้อย หรืออาจจะเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกด้วยการประเมินให้พรรคพวกตนที่ไปกว้านซื้อที่ดินมาก่อนหน้านี้แล้วในราคาสูงไป กรณีเช่นนี้ควรให้มีหน่วยงานที่มีอิสระและเป็นกลางเป็นผู้ประเมิน และต้องเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอย่างโปร่งใส
    3. การกำหนดหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม (CODE OF ETHICS) หรือหลักเกณฑ์ทางการประพฤติ (CODE OF CONDUCT) สำหรับนักการเมือง ข้าราชการและอาชีพที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะ เป็นแนวทางชี้แนะว่าบุคคลที่ตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องดูแลผลประโยชน์สาธารณะควรจะทำอะไรหรือไม่ ทำอะไร ที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อที่สาธารณชนจะได้ทราบและจับตามอง และบุคคลนั้นจะมาอ้างภายหลังว่าเขาไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเรื่องทุจริตไม่ได้ เช่น เจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรรับของขวัญ ของกำนัลที่มีราคา ไม่ควรรับการเลี้ยง หรือการให้ความบันเทิงจากบุคคลภายนอกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้ประโยชน์จากหน่วยงานรัฐเป็นต้น
    สรุป

      สิ่งที่ผู้วิจัยสรุปได้ และต้องการเสนอแนะให้ประชาชนไทยตระหนักคือ การทุจริตคอรัปชั่นไม่ใช่เรื่องความจำเป็นตามธรรมชาติแบบที่บางคนมองว่าตราบใดที่คนยังโลภ การโกงก็เป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้น การทุจริตคอรัปชั่นนั้นเป็นเรื่องของการจัดการทางสังคมที่คนในสังคมต่างๆสามารถแก้ไขป้องกันและปราบปรามได้ หากเราเปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ต่างก็เคยมีปัญหาคอรัปชั่นกันมาคล้ายกับของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันพวกเขาแก้ไขปัญหานี้ได้ดีจนมีการคอรัปชั่นเหลือน้อยมากประเทศไทยก็น่าจะมีหนทางแก้ได้ ถ้าเราช่วยกันวิจัยและเผยแพร่ทำให้ประชาชนตระหนักว่าปัญหาคอรัปชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นมะเร็งร้ายที่จะทำให้ประเทศชาติเสียหายได้มากเพียงใด และการที่ประชาชนจะตื่นตัวลุกขึ้นมาร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นปัญหาใหม่ที่ซับซ้อน และทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงนั้น เป็นภาระสำคัญสำหรับพลเมืองดีที่ต้องการเห็นประเทศชาติพัฒนาไปอย่างเจริญก้าวหน้า เป็นธรรม และยั่งยืน

 

ภารกิจของชาวพุทธในระบบเศรษฐกิจโลก1


ภารกิจของชาวพุทธในระบบเศรษฐกิจโลก1 

      กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ข้าพเจ้ามีความสัมพันธ์กับชุมชนของชาวพุทธทั้งในสังคมเกษตรแบบดั้งเดิมและในโลกตะวันตกที่เป็นแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมในสังคมโลก ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ (วิธีที่เรามองโลก) ของเราอีกด้วย ข้าพเจ้ายังได้เรียนรู้ด้วยว่า หากเราต้องการหลีกเลี่ยงการตีความคำสอนของพุทธศาสนาอย่างผิดๆ เราจะต้องพิจารณาอย่างใกล้ชิดถึงความแตกต่าง ระหว่างสังคมที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกแบบพัฒนาอุตสาหกรรม  และสังคมที่ยังคงมีส่วนที่เป็นระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นมากกว่า

      ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้า สังคมต่างๆมีรากเหง้าติดอยู่กับโลกธรรมชาติมากกว่าโลกในยุคปัจจุบันมาก ระบบเศรษฐกิจในยุคนั้นเป็นระบบเกษตรและหัตถกรรมแบบพึ่งพากันและกันในท้องถิ่น รวมทั้งพึ่งพาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายและธรรมชาติทั้งหมดมากกว่ายุคปัจจุบันมาก มนุษย์เรามีความสัมพันธ์โดยตรงกับวัฒนธรรมและธรรมชาติโดยตรง ไม่ต้องผ่านสื่อและพ่อค้าคนกลาง การที่มนุษย์ในสมัยนั้นได้เห็นและมีประสบการณ์กับมนุษย์คนอื่นๆในชุมชนโดยตรง เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจทางจริยธรรมของมนุษย์แต่ละคน คำสอนของพระพุทธเจ้า ได้พัฒนาขึ้นในบริบทของสังคม ที่หล่อหลอมโดยความสัมพันธ์โดยตรงของมนุษย์กับชุมชน และโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

       พุทธศาสนาคือเรื่องของชีวิต คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธรรมชาติซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และอย่างเป็นวัฏจักร การเกิดและการตาย ความดีใจและความโศกเศร้า ดอกไม้บานแล้วก็เหี่ยว พระจันทร์ข้างขึ้นและข้างแรม พุทธศาสนาคือเรื่องเกี่ยวกับความเป็นอนิจจัง (ไม่คงทนถาวร) และความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตทุกสิ่ง

      แต่ในโลกยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและการผลิตขนานใหญ่แบบอุตสาหกรรม ทำให้มนุษย์ถูกแบ่งแยก ทั้งระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และระหว่างมนุษย์กับโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย โลกยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ทำให้ชีวิตประจำวันของเราต้องพึ่งพา โลกแบบใหม่ที่ถูกสร้างโดยคน – ระบบเศรษฐกิจแบบค้าขาย พลังงานไฟฟ้า รถยนต์และถนน ระบบการแพทย์สมัยใหม่ ฯลฯ เป็นส่วนใหญ่ การพึ่งพาในลักษณะเช่นนี้ ทำให้เราเชื่อว่า เราต้องพึ่งพาโลกของเทคโนโลยีมากกว่าโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

      เมื่อขนาดของระบบเศรษฐกิจขยายใหญ่โต และเรากลายเป็นเพียงผู้ผลิตและผู้บริโภค ที่เป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกของคนหกพันล้านคน ยิ่งเป็นการยากที่เราจะรู้ถึงผลกระทบของเราต่อธรรมชาติและต่อคนอื่นๆในสังคมเหมือนในชุมชนชนบทแบบดั้งเดิมที่คนในชุมชนรู้จักกันและสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ในสังคมแบบชุมชนดั้งเดิม เรารู้ว่าการเพาะปลูกของเราจะมีผลกระทบต่อดินและต่อคนในชุมชนที่ซื้อของจากเราไปกินอย่างไร เรามีความรับผิดชอบความห่วงใยต่อสุขภาพ/สวัสดิการของพวกเขาโดยตรง

      ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่  เราต่างคนต่างเป็นผู้ผลิตในระบบอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่และส่งสินค้าผ่านต่อคนอื่นไปให้คนที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร เพียงเพื่อผลกำไรและเงินของใครของมัน ทำให้เราไม่รู้สึกผูกพันรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อการกระทำของเรา เมื่อเทียบกับการผลิตในระบบเศรษฐกิจชุมชนชนบทแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในชุมชน  มากกว่าแค่การผลิตสินค้าไปขายแลกกับเงิน

      การแยกตัวออกจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและความผูกพันของมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่มาจากและสะท้อนถึงการมองโลกแบบแยกส่วน ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับคำสอนของพุทธศาสนาซึ่งมองสรรพสิ่งแบบเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า มนุษย์เราเป็นปัจเจกชนที่แยกออกมาจากธรรมชาติ และมนุษย์สามารถที่จะเอาชนะโลกธรรมชาติได้ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการบริหารจัดการสมัยใหม่

      โครงสร้างและสถาบันของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม มีพื้นฐานอยู่บนความโง่เขลาและความโลภของมนุษย์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับคำสอนของพุทธศาสนาที่มองว่า มนุษย์เราเกิดมาต้องพึ่งพากันและกัน พึ่งพาสรรพสิ่งในโลกธรรมชาติ และสรรพสิ่งทั้งหลายไม่มีความยั่งยืนถาวร จะต้องสิ้นอายุสูญสลายไปในวันหนึ่ง ดังนั้นเราจึงควรใช้ชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ไม่เอาเปรียบผู้อื่น และใช้ชีวิตแบบเดินสายกลางให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม

      ชาวพุทธที่รับผิดชอบต่อสังคม (รวมทั้งชาวคริสต์ ชาวมุสลิม ฯลฯ ด้วย) ควรจะใช้หลักคำสอนของศาสนามาตรวจสอบแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอย่างพินิจพิจารณา ข้าพเจ้าเชื่อว่า หากพวกเราช่วยกันพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้ว เราจะเห็นได้ว่า แนวโน้มของเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันเดินไปคนละทางกับเศรษฐศาสตร์ของชาวพุทธ และเราควรจะคัดค้านอย่างแข็งขัน เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่สอดคล้องกับปรัชญาชาวพุทธ

      ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ผ่านข้อตกลงการค้าเสรี และโลกาภิวัตน์ (การทำให้การผลิตและการบริโภคของคนทั่วโลกเป็นแบบเดียวกัน) ภายใต้การครอบงำของบรรษัทข้ามชาติขนาดยักษ์ กำลังทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจเดี่ยวที่จะนำโลกทั้งโลกไปสู่หายนะภัยครั้งใหญ่ รากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกวางอยู่บนแนวคิดแคบๆเกี่ยวกับความต้องการและแรงจูงใจของมนุษย์ว่าเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนซื้อขายด้วยเงิน โดยมองข้ามความสัมพันธ์ด้านที่ไม่ใช่วัตถุของชีวิต เช่นเรื่อง ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน การมีงานที่ให้ความหมายความพอใจซึ่งมีค่ามากกว่าเงิน ความสัมพันธ์ด้านคุณค่าทางจิตใจซึ่งไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน

      เหตุที่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเน้นที่ความสัมพันธ์ของการแลกเปลี่ยนซื้อขายด้วยเงิน เพราะพวกนายทุนและผู้สนับสนุนเชื่อว่า มนุษย์เรามีแรงจูงใจขั้นพื้นฐานที่เห็นแก่ตัว และมีความต้องการทางวัตถุอย่างไม่มีขอบเขต แทนที่พวกนายทุนและผู้สนับสนุนจะส่งเสริมให้มนุษย์รู้จักควบคุมแรงจูงใจทางธรรมชาติในการไขว่คว้าที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง พวกเขากลับใช้จุดอ่อนของมนุษย์ ที่จะเพิ่มการผลิตและการขายสินค้าและบริการเพื่อเพิ่มกำไรส่วนตัวของพวกเขา พวกเขาอ้างว่า “มือที่มองไม่เห็น” ในกลไกตลาดที่มีการแข่งขันเสรี จะทำให้กิจกรรมที่เห็นแก่ตัวของมนุษย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยอัตโนมัติ

      แต่ระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ที่ถูกครอบโดยบรรษัทข้ามชาติ จริงๆแล้วมีความหมายอย่างไร ? ความหมายหนึ่งของโลกาภิวัตน์คือ “โลกที่มีการบริโภคแบบเดียวกันทั่วโลก” โลกซึ่งคนทุกคนกินอาหารที่มาจากการผลิตในระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบเดียวกัน ใส่เสื้อผ้าตะวันตกแบบเดียวกัน มีบ้านสมัยใหม่ สร้างวัสดุจากโรงงานอุตสาหกรรมแบบเดียวกัน โลกซึ่งทุกประเทศใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกัน พึ่งระบบเศรษฐกิจที่มีการบริหารจัดการจากสำนักงานแม่ของบรรษัทข้ามชาติ ระบบเดียวกัน จัดการศึกษาแบบตะวันตกเหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน (ภาษาอังกฤษ ภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาซื้อขายด้วยเงินของทุนนิยม) บริโภคสื่อแบบเดียวกัน โดยสรุปแล้ว ระบบโลกาภิวัตน์คือระบบที่ทำลายความหลากหลายทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ มันหมายถึงการสร้างวัฒนธรรมเดี่ยว คือวัฒนธรรมทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตก

      ความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของคนหลายเชื้อชาติ หลายเผ่าพันธุ์ หลายศาสนา สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นของพวกเขา ที่ช่วยให้มนุษย์อยู่รอดและพัฒนาได้จนถึงวันนี้ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมช่วยให้มนุษย์เราเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การปรับตัว การแก้ไขสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ดีขึ้น ช่วยให้โลกเกิดความรุ่มรวยและสีสันที่น่าสนใจ

      แต่การขยายตัวของระบบโลกาภิวัตน์กำลังทำลายความหลากหลายทางวัฒนธรรม (และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต) อย่างรวดเร็ว ระบบโลกาภิวัตน์สร้างเมืองแบบป่าคอนกรีตและถนนหลายช่องแบบเดียวกันทั่วโลก สร้างภูมิสถาปัตย์แบบเดียวกันในทุกมุมของโลก เมืองที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า ห้างสะดวกซื้อ ร้านอาหารแบบสำเร็จรูป ป้ายโฆษณาหนังฮอลลีวู๊ด โทรศัพท์มือถือ กางเกงยีนส์ เครื่องสำอาง บุหรี่ เบียร์ เหล้า จากตะวันตก ฯลฯ

      ระบบการผลิตแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เข้ามาแทนที่การผลิตเพื่อเลี้ยงชีพในระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองของชุมชน ทำให้มนุษย์เหินห่างตัดขาดจากวงจรของธรรมชาติเพิ่มขึ้น การเกษตรแบบพึ่งแรงงานธรรมชาติเพื่อการเลี้ยงชีพ ถูกทำให้เป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรมเพื่อขายและส่งออก ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการใช้ปุ๋ยและเคมี การวางแผนและการจัดการจากบริษัทส่งออก เพื่อให้ได้สินค้าเกษตรชนิดที่จะขนส่งไปขายทางไกลในราคาที่แข่งขันกับผู้ผลิตผู้ส่งออกรายอื่นๆในตลาดโลกได้

      ในกระบวนการดังกล่าวนี้ เกษตรกรผู้เคยวางแผนเอง ซึ่งเคยอิสระ ทำทุกอย่างด้วยตนเอง รวมทั้งควบคุมการผลิตและชีวิตของตัวเองได้ กลายเป็นลูกหนี้หรือลูกจ้างในระบบเกษตรแบบอุตสาหกรรม ที่ต้องขึ้นต่อการใช้ทุน การใช้เครื่องจักรที่กินน้ำมัน การใช้ปุ๋ย ใช้สารเคมีมากขึ้น การเพาะปลูกพืชที่เป็นอาหารหลากหลาย เพื่อการบริโภคของชุมชนในท้องถิ่น กลายเป็นการปลูกพืชเดี่ยวเพื่อการส่งออก

      ระบบโลกาภิวัตน์ที่สร้างวัฒนธรรมเดี่ยวมาแทนความหลากหลายทางวัฒนธรรม กำลังมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อประเทศกำลังพัฒนาหรือกลุ่มซีกโลกใต้ ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่มากกว่าที่อื่นๆ ในกลุ่มซีกโลกใต้ ประชาชนจำนวนมาก ยังอาศัยในหมู่บ้าน ยังมีเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองซึ่งใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างหลากหลาย ยังคงเชื่อมโยงแบบอาศัยโลกธรรมชาติมากกว่าโลกเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่แรงกดดันจากระบบโลกาภิวัตน์กำลังทำลายระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองของท้องถิ่นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

      คนถูกบีบให้อพยพจากชนบทเข้าเมือง และหมู่บ้านเองก็ถูกทำให้เป็นชุมชนแบบชานเมือง ประชาชนที่เคยพึ่งตนเองในระดับชุมชนได้ ต้องกลับมาขึ้นต่อสินค้าอุตสาหกรรมจากโรงงานและร้านค้า ประชาชนผู้เคยภูมิใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตนเอง กลับรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนในเมือง และต้องพยายามเลียนแบบคนในเมือง การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่นที่ประเทศจีน ซึ่งรัฐบาลวางแผนว่า ประชากรเมืองจะเพิ่มขึ้น 440 ล้านคน ใน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในอัตราที่สูงกว่าอัตราเพิ่มของประชากรของจีนทั้งประเทศหลายเท่า

      การพัฒนาของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ไม่เพียงแต่ผลักดันให้เกษตรกรต้องทิ้งถิ่นฐานจากชุมชนชนบทเท่านั้น มันยังทำให้โอกาสในการหางานทำและอำนาจทางการเมืองรวมศูนย์อยู่ในเมือง และทำให้เมืองมีอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้น  ทั้งสื่อมวลชนและการโฆษณาสินค้า ก็ช่วยสร้างแรงผลักดันทางจิตวิทยาให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปแสวงหาชีวิตที่ “เจริญ” กว่า ซึ่งหมายถึงการได้ทำงานเพื่อมีเงินบริโภคสินค้าสมัยใหม่เพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากตำแหน่งงานในเมืองจำกัด จึงมีคนส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ได้มีชีวิตที่เจริญขึ้น คนที่อพยพจากชนบทเข้าเมืองส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบในชุมชนแออัด ที่ขยายใหญ่โตขึ้น ทั้งๆที่ระบบโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดผลเสียหายเหล่านี้ แต่รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาก็ยังสนับสนุนนโยบายพัฒนาประเทศตามกระแสโลกาภิวัตน์

      เกิดอะไรขึ้นเมื่อชีวิตในชนบทล่มสลาย และผู้คนซึ่งเคยพึ่งพาทรัพยากรในท้องถิ่นที่ใกล้เคียงกันได้ต้องมาผูกติดกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก? ขอให้ดูจากตัวอย่างการสร้างที่อยู่อาศัยแบบท้องถิ่น ซึ่งโครงสร้างอาคารต่างๆเคยถูกสร้างด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น หินในฝรั่งเศส ดินในแอฟริกาตะวันตก อิฐตากแห้งด้วยแสงแดดในธิเบต ไม้ไผ่และใบจากในฟิลิปปินส์ ฯลฯ เมื่อบ้านแบบท้องถิ่นเหล่านี้ต้องหลีกทางให้กับวิธีการสร้างบ้าน “สมัยใหม่” ในระบบโลกาภิวัตน์ วัสดุท้องถิ่นที่เคยมีเหลือเฟือถูกทอดทิ้งไม่ได้นำมาใช้ แต่ประชาชนต้องแข่งขันกันซื้อวัสดุสมัยใหม่ ปูน เหล็ก ไม้สำเร็จรูป ซึ่งราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

      เรื่องทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับผลผลิตอื่นๆด้วย เมื่อทุกคนเริ่มกินอาหารแบบเดียวกัน ใส่เสื้อที่ทำจากใยสังเคราะห์เหมือนกัน ต้องใช้ชีวิตแบบพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันซึ่งจะหมดไปในวันหนึ่งเหมือนกัน การที่ระบบโลกาภิวัตน์ ทำให้คนทุกคนต้องไปพึ่งพาแหล่งทรัพยากรเดียวกัน  ทำให้บรรษัทข้ามชาติสามารถลงทุนในประเทศต่างๆเพื่อผลิตสินค้าขนานใหญ่มาขายคนทั่วโลกได้โดยมีต้นทุนต่ำลง แต่ผู้บริโภคต้องหาซื้อปัจจัยการดำรงชีพในราคาที่สูงขึ้น

      ในสถานการณ์แบบนี้ ประชากรกลุ่มที่อยู่ขั้นต่ำที่สุดของบันไดทางเศรษฐกิจ จะเป็นผู้ที่เสียเปรียบมากที่สุด ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างกว้างขึ้น มีความโกรธเคือง ความไม่พอใจ และความขัดแย้งในหมู่ประชาชนเพิ่มขึ้น สถานการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ซึ่งคนที่มีภูมิหลังทางชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันจำนวนมาก ถูกดึงดูดให้อพยพเข้ามาอยู่ในเมือง พวกเขาต้องถูกตัดขาดจากชุมชนเดิมและวัฒนธรรมเดิมของตัวเอง และต้องมาเผชิญกับการแข่งขันหางานและปัจจัยยังชีพอย่างเอาเป็นเอาตายในเมืองใหญ่ ความภาคภูมิใจในตัวเอง  และในวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเองถูกกัดกร่อนไปด้วยแรงผลักดันของค่านิยมใหม่ของการต้องทำตัวเลียนแบบคนเมืองผู้ทันสมัยที่สื่อมวลชนและการโฆษณาสินค้านำเสนอ

      ตัวอย่างที่พวกเขาเลียนแบบ  คือรูปลักษณ์ของชนชั้นกลางในเมืองแบบชาวตะวันตก –  ผิวขาวสะอาด ผมบลอนด์ ตาสีฟ้า ถ้าคุณเป็นชาวนาหรือเป็นคนผิวคล้ำ คุณจะถูกสังคมทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นคนป่าเถื่อน ล้าหลัง มีความด้อยกว่า กระบวนการนี้เองที่ทำให้หญิงทั่วโลกต้องใช้เคมีที่อันตราย เพื่อที่ทำผิวสีและสีผิวของพวกเธอให้คล้ายฝรั่ง คอนแทคเลนส์สีฟ้าขายดีไปทั่วโลกตั้งแต่กรุงเทพ ไนโรบี ไปถึง เม็กซิโกซิตี้ ผู้หญิงเอเชียตาชั้นเดียวจำนวนมากยอมเสียเงินไปรับการผ่าตัดเพื่อทำให้ตาของพวกเธอเป็นตาสองชั้นคล้ายตาของพวกฝรั่ง

      พวกสนับสนุนโลกาภิวัตน์อ้างว่าระบบเศรษฐกิจที่เป็นแบบเดียวกันทั่วโลกช่วยทำลายความแตกต่างของประชากรโลก  ทำให้เกิดความสมานฉันท์และความเข้าใจกันมากขึ้น แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น การที่ระบบโลกาภิวัตน์ถอนรากถอนโคนประชาชนจากชุมชนชนบทโดยขายฝันถึงการมีชีวิตแบบทันสมัยของคนเมืองที่พวกเขาไม่อาจบรรลุได้จริง กลับทำให้ประชาชนโดยเฉพาะคนหนุ่มเกิดความโกรธเคืองและความรู้สึกเป็นศัตรูต่อชนชั้นสูงมากขึ้น สังคมเมืองของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมที่คนต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดและไร้ศีลธรรม ยิ่งทำให้ความแตกต่างของคนมีปัญหารุนแรงขึ้น ภายใต้ระบบเศรษฐกิจการเมืองที่มุ่งหากำไรแบบไม่เห็นหัวคนจน ปัญหาความรุนแรงทางเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา เป็นสิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

      ประสบการณ์ของข้าพเจ้าในลาดัคและราชอาณาจักรภูฐาน ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจทุนนิยมโลกกับความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ในลาดัค ชาวพุทธที่เป็นประชากรส่วนใหญ่อยู่ร่วมกับชาวมุสลิมที่เป็นประชากรส่วนน้อยมาอย่างสงบสุขโดยไม่มีความขัดแย้งระดับกลุ่มมาถึง 100 ปี ในภูฐาน ชาวฮินดูส่วนน้อยก็อยู่ร่วมกับชาวพุทธส่วนใหญ่มาได้อย่างสงบสุขมาเป็นระยะเวลายาวนานพอๆกัน แต่ในช่วง 15 ปีหลังนี้ มีปัญหาความขัดแย้งซึ่งถูกกดดันมาจากเศรษฐกิจภายนอก ทำให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นเสียเลือดเนื้อกันทั้งใน 2 ภูมิภาคนี้

       ปัญหาไม่ได้เกิดจากความแตกต่างของคน 2 กลุ่ม ซึ่งแตกต่างกันมาช้านานแล้ว แต่ปัญหาเกิดจากการที่คนสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจและเอกลักษณ์ของตัวเอง และพยายามจะปกป้องมันไว้ ถ้าระบบโลกาภิวัตน์ยังคงดำเนินต่อไปในลักษณะที่ไปลดทอนการดำรงชีวิตแบบพึ่งตนเองได้และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนส่วนใหญ่ของโลก ความขัดแย้งและความรุนแรงก็มีแต่เพิ่มขึ้น อย่างชนิดที่ไม่อาจคาดหมายได้

      ในเมื่อระบบโลกาภิวัตน์ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมมากขนาดนี้ เหตุใดเล่าชาวพุทธจึงลังเลไม่เข้ามาร่วมการแก้ไขปัญหานี้? ข้าพเจ้าคิดว่า เหตุผลหลักคือ ชาวพุทธไม่ได้ตระหนักว่า คำสอนของพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องที่หมายถึงโลกของธรรมชาติแท้ๆ ไม่ใช่โลกที่ถูกสร้างแบบเทียมๆ โดยเทคโนโลยี สิ่งที่ท้าทายชาวพุทธคือ จะนำหลักการของพุทธศาสนาที่สอนในยุคสมัยที่เศรษฐกิจสังคมยังเป็นแบบชุมชนท้องถิ่นเล็กๆที่ประชาชนอยู่อย่างเรียบง่ายและมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ไปประยุกต์ใช้ในระบบโลกาภิวัตน์ ที่มีความใหญ่โตสลับซับซ้อน และคนมีความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกันได้อย่างไร

      แนวคิดหนึ่งของพุทธศาสนาที่อาจถูกตีความแบบผิดๆได้ง่ายคือหลักว่าด้วยความพึ่งพาซึ่งกันและกัน การเป็นเอกภาพของสิ่งมีชีวิตทุกสรรพสิ่ง เครือข่ายที่เชื่อมโยงกันอย่างไม่มีสิ่งใดจะอ้างว่าตนอยู่อย่างแยกเป็นอิสระหรือดำรงอยู่อย่างสถิต (หยุดนิ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง) ได้ พวกเราบางคนตกหลุมพรางว่าแนวคิดเรื่องการพึ่งพาซึ่งกันและกันนี้สอดคล้องกับแนวคิด “หมู่บ้านโลก”  และ “โลกไร้พรมแดน” ของการค้าเสรี ถ้อยคำหรูๆเช่น “สมานฉันท์” “การผนวกเข้าด้วยกัน” “การสามัคคีกัน” ไม่ควรทำให้เราเชื่อว่า ระบบโลกาภิวัตน์ทำให้เราพึ่งพากันและกัน หรือพึ่งพาโลกธรรมชาติมากขึ้น เพราะแท้จริงแล้ว ระบบโลกาภิวัตน์ ทำให้เราต้องพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจขนาดใหญ่เทคโนโลยี และบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ เพิ่มขึ้น นี่ไม่ใช่การพึ่งพากันและกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ได้ประโยชน์ร่วมกัน อย่างที่พระพุทธเจ้าเสนอไว้แต่อย่างใด

      หลักคิดของศาสนาพุทธเรื่อง ความเป็นอนิจจัง (Impermanence) ก็อาจจะถูกตีความแบบบิดเบือนได้ นอกเสียจากเราจะเข้าใจความแตกต่างระหว่างกระบวนการของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก คำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงและความเป็นอนิจจังของโลกธรรมชาติ สอนให้เรายอมรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในโลกแห่งชีวิต วงจรของชีวิตและความตาย ความเป็นอนิจจังของทุกชีวิต แต่การเปลี่ยนแปลงที่ระบบโลกาภิวัตน์สร้างขึ้นนั้น กลับสร้างอยู่บนพื้นฐานของการปฏิเสธความเป็นอนิจจังของธรรมชาติ  

      โครงการขนาดยักษ์เช่น โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ เขื่อน และทางด่วน ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิตที่พระพุทธเจ้าสอนให้เรายอมรับ หรือการตกแต่งพันธุกรรมของยีนของเทคโนโลยีชีวภาพก็เช่นกัน สิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์มาจากโลกทัศน์ของนายทุนแบบที่ต้องการเป็นนายของธรรมชาติ โลกทัศน์ที่มองว่าชีวิตเป็นสิ่งที่สถิต (หยุดนิ่ง – ไม่เปลี่ยนแปลง) แบ่งเป็นส่วนๆ และพวกนายทุนที่มีอำนาจครอบโลกสามารถจะทำอย่างไรก็ได้ เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของวัฒนธรรมผู้บริโภคที่ขึ้นต่อเทคโนโลยี

      แนวคิดของศาสนาพุทธอีก 2 ข้อ ที่ถูกตีความอย่างผิดๆเพื่อไปสนับสนุนความเมินเฉยต่อปัญหาทางสังคม คือ เรื่องกรรม และยาพิษ (กิเลส) 3 อย่าง – ความโลภ เกลียด หลง

      มีแนวโน้มที่จะใช้หลักกฎแห่งกรรมไปอธิบายช่องว่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างคนรวยและคนจนว่า การที่คนบางคนรวยเป็นเพราะเขาเคยทำความดีมาในชาติก่อน แต่เมื่อเราตรวจสอบให้ลึกลงไปเราจะพบว่า สาเหตุของความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางสังคม มีสาเหตุมาจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่เปิดช่องให้คนบางคนรวยขึ้นจากความทุกข์ยากของคนๆอื่น มากกว่าเป็นเรื่องกรรม (การกระทำ)ในชาติก่อนซึ่งพิสูจน์ไม่ได้

      ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเปิดช่องให้คนบางคนที่มีทุน มีความรู้และโอกาสมากกว่า ร่ำรวยได้มากกว่าคนอื่นๆ คนร่ำรวยที่อยู่ในเมืองและใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตก มักขาดปัญญาและความเมตตาพอที่จะมองและเข้าใจสภาพความเป็นจริงของโลกที่ว่า มีคนจำนวนมากที่มีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้น อดอยาก คนรวยซึ่งเป็นคนส่วนน้อยบริโภคทรัพยากรของโลกมากกว่าคนทั่วไปถึงสิบเท่า และการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยเกินความพอเพียงเหล่านั้น ทำให้เกิดความเสียหายต่อสรรพสิ่งในโลกอย่างที่ไม่อาจคำนวณค่าได้

      คนร่ำรวยและคนชั้นกลางทั้งในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา ต้องใช้ปัญญาและความกล้าหาญในการไปวิเคราะห์ให้เห็นถึงความจริงว่า ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ ทำให้สังคมแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ เกิดความไม่เสมอภาค และการทำลายล้างทั้งสภาพแวดล้อมและสังคมวัฒนธรรม ที่เป็นผลเสียต่อชาวโลกทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะคนจนเท่านั้น ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราทั้งหมด ที่จะต้องหาทางเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจชนิดนี้

      ยาพิษหรือกิเลสทั้ง 3 – ความโลภ โกรธ หลง  มีโอกาสเกิดขึ้นในตัวมนุษย์ทุกคนมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป สังคมบางสังคมพยายามลดทอน 3 สิ่งนี้ แต่บางสังคมกลับส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ วัฒนธรรมบริโภคนิยมของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเป็นตัวการสำคัญในการฟูมฟัก ความโลภ โกรธ หลง ทั้งในระดับปัจเจกชนและระดับสังคม บรรษัทต่างๆใช้เงินปีละ 450,000ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปีในการโฆษณาให้ประชาชนทั่วโลกรู้สึกว่าจำเป็นต้องบริโภคสินค้า ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยรู้จักเลย เช่น โคคาโคล่า และตุ๊กตาพลาสติกแรมโบ้ถือปืนกลมือ

      ในสังคมยุคชุมชนพึ่งตนเอง ประชาชนมีวัฒนธรรมการกินอยู่แบบพอเพียง โดยไม่มีปัญหาความโลภอยากได้สินค้าใหม่ๆแปลกๆที่จริงๆแล้วชีวิตพวกเขาสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้มัน ดังนั้น เราจึงควรตระหนักว่า ความโลภในเรื่องสินค้าต่างๆนั้น ส่วนใหญ่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นผู้สร้างขึ้น หรือกระตุ้นให้มนุษย์หลงใหลในเรื่องนี้มากขึ้น กระแสวัฒนธรรมบริโภคนิยมที่หลั่งไหลอย่างเชี่ยวกรากกรากเป็นปราการที่สำคัญที่สุดที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงคำสอนของพุทธศาสนาเรื่องมนุษย์ควรลดละโลภ โกรธ หลง ที่มุ่งให้มนุษย์พ้นทุกข์และสร้างสังคมที่มีความสุขได้

      ศาสนาพุทธสามารถช่วยเราในสถานะที่ยากลำบากได้ ด้วยการสนับสนุนให้เรามีเมตตาและใช้วิธีการแบบสงบสันติต่อทั้งตัวเราเองและผู้อื่น หากเราเข้าใจว่า ทั้งปัญหาสังคมแตกแยกปัญหามลภาวะ ปัญหาทางจิตใจของมนุษย์ในปัจจุบัน ล้วนมีสาเหตุมาจากตัวระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ศาสนาพุทธจะช่วยให้เราพินิจพิจารณาระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกและความรุนแรงเชิงโครงสร้างได้อย่างมีสติ

      คำสอนของศาสนาพุทธจะช่วยให้เราเข้าใจว่า วิถีชีวิตของเราในโลกทุนนิยมสมัยใหม่จะมีผลกระทบต่อคนอื่นและสภาพแวดล้อมของโลกอย่างสลับซับซ้อนได้อย่างไรและสนับสนุนให้เรามีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจในเรื่องของความเป็นไปของชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง

      ต่อเมื่อมนุษย์ตระหนักว่า เราต่างเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่สร้างปัญหาความทุกข์ยากให้กับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เราจึงจะสามารถทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะช่วยปลดปล่อยพวกเราทั้งหมด ออกจากโครงสร้างที่เลวร้ายและต่อต้านชีวิต ของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก

      ศาสนาพุทธ ที่มีแนวทางในการมองชีวิตและสังคมอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวมจะช่วยให้เรามองเห็นว่า อาการของปัญหาทางเศรษฐกิจการเมืองสังคมทั้งหลายในโลกนี้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันและกัน และช่วยให้เราเข้าใจว่า วิกฤติต่างๆที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ มีรากเหง้ามาจากการบงการโดยระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ความเข้าใจเรื่องความเชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อนของปัญหาต่างๆ จะช่วยให้เราไม่ต้องสูญเสียพลังงานของเราในการตามแก้เพียงระดับอาการเฉพาะหน้าของวิกฤติ และช่วยให้เราเพ่งไปที่การแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าของมันอย่างตรงเป้าได้มากกว่า 

      คนที่มองปรากฏการณ์และปัญหาต่างๆอย่างแยกส่วนแบบผิวเผิน จะมองเห็นว่าปัญหาความรุนแรงระหว่างคนต่างชาติพันธุ์ มลภาวะในอากาศและน้ำ ปัญหาครอบครัวแตกแยก และปัญหาความแตกสลายทางวัฒนธรรม เป็นปัญหาคนละปัญหาที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่คนที่มองได้อย่างเป็นระบบองค์รวม จะมองเห็นว่าปัญหาเหล่านี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆมากมาย ที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันซ้ำแล้วซ้ำอีก  อาจจะทำให้เรารู้สึกท้อถอยได้ในบางครั้ง แต่การเข้าใจว่าปัญหาเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน เป็นปัญหากลุ่มเดียวกัน จะทำให้เราสามารถรวมพลังกันในการหายุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหารากเหง้าได้ตรงเป้า และมีประสิทธิภาพมากกว่า การไปไล่ตามแก้ไขตามอาการของปัญหาทีละปัญหา

      ในระดับโครงสร้าง ปัญหาพื้นฐานคือขนาดของระบบเศรษฐกิจสังคมที่มีผลต่อความสัมพันธ์และวิธีคิดของคน การที่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกมีขนาดที่แผ่ขยายออกไปใหญ่โตมาก เป็นตัวการที่ทำให้เรามองไม่เห็นว่าการกระทำของเราไปมีผลกระทบต่อคนที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรอย่างไร เช่น ผู้ถือหุ้นหรือคนที่ทำงานในสำนักงานใหญ่ในกองทุนของบรรษัทข้ามชาติที่ไปลงทุนตั้งสาขาตั้งโรงงานและค้าขายเพื่อหากำไรในประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้รับรู้หรือไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องการขูดรีดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ขูดรีดแรงงานและผู้บริโภค ที่เกิดขึ้นในที่ที่ห่างไกลออกไป และพวกเขามองเห็นแต่เงินปันผลหรือกำไรที่พวกเขาจะได้รับเท่านั้น ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่แผ่ขยายใหญ่โตมาก ทำให้เราต้องมีชีวิตอยู่ในความโง่เขลา ขาดปัญญา และขาดความมีเมตตาต่อเพื่อมนุษย์

      ในโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมแบบชุมชนขนาดเล็ก คนในชุมชนยังสามารถมองเห็นผลของการกระทำของเขาและมีความรู้สึกรับผิดชอบได้มากกว่า โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมแบบชุมชนขนาดเล็ก ช่วยจำกัดไม่ให้คนๆหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป แม้เขาจะเป็นผู้นำชุมชน เป็นนักธุรกิจคนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อคนนับร้อยหรือนับพันในชุมชน แต่เขาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ที่เขารู้สึกได้และสมาชิกคนอื่นๆรู้สึกได้

      แต่ผู้นำของประเทศขนาดใหญ่หรือผู้บริหารของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ผู้มีอำนาจเหนือคนหลายสิบหลายร้อยล้านคน ที่เขาไม่มีโอกาสได้สัมผัสโดยตรง จะมีอำนาจและใช้อำนาจในการบริหารจัดการที่ต่างออกไปมาก เขาจะทำเพื่อหวังผลทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (ระยะสั้น) ของเขาและพรรคพวก  มากกว่าจะคำนึกถึงผลกระทบต่อผู้คนซึ่งเขาไม่เห็นหน้าและไม่ได้สัมผัสได้โดยตรง

      ขนาดของประเทศและขนาดของบริษัทขยายใหญ่โตมาก จนผู้นำต้องตัดสินใจตามหลักการทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจ ในนามของความเจริญเติบโต โดยไม่สนใจต่อผลกระทบในทางลบที่จะเกิดขึ้นกับสมาชิกแต่ละคนในสังคม และโลกสิ่งมีชีวิตอื่นแต่อย่างใด และโดยละเลยหลักการของศาสนาและหลักการของธรรมชาติที่ว่า มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมที่อยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน และควรจะเคารพและเอื้ออาทรต่อกันและกัน

      ในโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมแบบชุมชนขนาดเล็ก คนจะตระหนักถึงกฎแห่งการพึ่งพากันและกัน และกฎความเป็นอนิจจังของสิ่งมีชีวิต (ตามคำสอนของศาสนาพุทธ) ได้ง่ายกว่าในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ใหญ่โตมาก คนในชุมชนขนาดเล็ก จะเห็นผลการกระทำของคนแต่ละคนได้ง่ายและรู้สึกรับผิดชอบต่อผลแห่งการกระทำของเขาโดยตรง และทำให้เขาปรับตัวให้เข้ากับพลวัตรของสังคมและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าคนในระบบเศรษฐกิจสังคมขนาดใหญ่มากและเนื่องจากในชุมชนขนาดเล็ก ผลของการกระทำของสมาชิกคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนจะเห็นได้ชัดกว่า ดังนั้นการตัดสินใจใดๆของคนในชุมชนจึงมีแนวโน้มที่จะต้องใช้ปัญญาและความมีเมตตามากกว่าในระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่

      ด้วยเหตุนี้ ภาระหน้าที่ของเราในฐานะชาวพุทธคือ เราต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่ขยายใหญ่โตจนเป็นตัวสร้างปัญหานี้ เพื่อรื้อฟื้นและสร้างระบบโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเองได้ของชุมชนขนาดเล็กขึ้นมาใหม่ เพื่อจะทำให้มนุษย์เราสามารถใช้ชีวิตบนพื้นฐานของคำสอนของศาสนาพุทธในเรื่องหลักแห่งการพึ่งพาซึ่งกันและกัน และหลักความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่งได้

 แม้ภาระหน้าที่นี้จะเป็นงานที่ยากลำบาก แต่ความจริงแล้ว การที่มนุษย์เราพยายามแข่งขันกันเพื่อขยายขนาดของระบบโลกาภิวัตน์ไปอย่างไม่มีขอบเขตนั้น เป็นเรื่องที่เป็นได้ยากกว่า ความใฝ่ฝันของระบบทุนนิยมโลกที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตได้ต่อไปอย่างไม่มีขีดจำกัด เป็นความฝันที่ไม่มีทางเป็นจริงไปได้ เพราะว่าระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกกำลังทำลายความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและวัฒนธรรม  ซึ่งเป็นรากฐานที่มนุษย์เราต้องพึ่งพา นั่นหมายถึงระบบทุนนิยมโลกที่เน้นการเติบโตเพื่อกำไรของนายทุนส่วนน้อย กำลังทำลายตัวระบบเองและทำลายมนุษยชาติทั้งมวล

      เหตุผลสำคัญที่เราควรเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจสังคมให้มีขนาดเล็กลงคือ เพื่อที่เราจะได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้อย่างแท้จริง ชุมชนขนาดย่อมแต่ละชุมชนจะมีลักษณะเฉพาะในเรื่องสภาพแวดล้อม ผู้คน วัฒนธรรม ของตนเอง ชุมชนขนาดย่อมที่พึ่งตนเองได้  จะทำให้เกิดระบบการบริหารและตัดสินใจที่ยืดหยุ่นตามความเหมาะสมได้มากกว่า ไม่ต้องมีกฎหมายที่เข้มงวดมากและสมาชิกในชุมชนจะมีโอกาสทำกิจกรรมเพื่อสนองความต้องการของพวกเขาได้อย่างสอดคล้องกับกฎของธรรมชาติ มากกว่าในระบบเศรษฐกิจสังคมขนาดใหญ่

      ในระบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งประชาชนถูกปกครองโดยรัฐบาลกลางที่เข้มงวดตายตัว และโดยระบบตลาดที่ผันผวนได้ง่าย ประชาชนจะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเล็กๆที่ไร้อำนาจและยอมจำนนตามแต่รัฐบาลและระบบตลาดจะนำพาไป แต่ถ้าเป็นระบบเศรษฐกิจสังคมที่มีการกระจายอำนาจและการจัดการทรัพยากรให้ชุมชนขนาดย่อมพึ่งตนเองได้ ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการบริหารจัดการอย่างเป็นประชาธิปไตย ประชาชนจะมีส่วนร่วมและตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะเรื่องได้อย่างเอาการเอางานมากกว่า

      การกระจายอำนาจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ชุมชนขนาดย่อม ผ่านองค์กรเช่น สภาชุมชน สหกรณ์ องค์กรชุมชนประเภทต่างๆจะก่อให้เกิดผลดีทางด้านสภาพแวดล้อม สังคม รวมทั้งทางด้านจริยธรรมได้มากกว่าระบบเศรษฐกิจโลกที่รวมศูนย์อำนาจที่รัฐบาลและบรรษัทขนาดใหญ่ แต่รัฐบาลทั่วโลกก็ยังคงดำเนินนโยบายส่งเสริมระบบโลกาภิวัตน์ที่เน้นการรวมศูนย์อำนาจ โดยอ้างว่า เพื่อให้โลกเป็น “หนึ่งเดียวกัน” และ เพื่อที่เราจะได้อยู่ร่วมกัน แบบพึ่งพากันและกันเพิ่มขึ้น แต่ความจริงคือ เป็นการถูกครอบงำโดยศูนย์กลาง และการต้องพึ่งพาระบบทุน เทคโนโลยีและตลาดที่นายทุนส่วนน้อยควบคุม

      ภาระหน้าที่ขั้นแรกของชาวพุทธคือ การให้การศึกษาตัวเองและผู้อื่น เพื่อที่จะไม่หลงกลจนไปสับสนกับการตีความคำว่า “ เป็นหนึ่งเดียวกัน” และ “พึ่งพากันและกัน” โดยระบบโลกาภิวัตน์ซึ่งแตกต่างจากการตีความศาสนาพุทธอย่างขาวกับดำ ระบบโลกาภิวัตน์เป็นระบบที่ส่งเสริมความโลภและความรุนแรง ในขณะที่ศาสนาพุทธส่งเสริมการละความโลภและสนับสนุนสันติวิธี ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกัน ต่อเมื่อเราเข้าใจความแตกต่างของ 2 แนวคิดนี้ เราจึงจะสามารถร่วมมือกับคนอื่นๆในการที่จะผลักดันให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาประเทศ ซึ่งรวมทั้งการรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนแปลงระดับระหว่างประเทศด้วย เนื่องจากบรรษัทข้ามชาติขนาดยักษ์ในปัจจุบันมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลส่วนใหญ่

      การเปลี่ยนแปลงระดับระหว่างประเทศที่ควรทำคือ รัฐบาลประเทศต่างๆต้องจัดการประชุมเพื่อเจรจาเรื่องการค้าระหว่างประเทศกันใหม่อย่างเปิดเผย โดยคำนึงถึงการค้าที่เป็นธรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ แทนการประชุมตกลงกันอย่างลับๆ ที่เอื้อประโยชน์บรรษัทข้ามชาติ การที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ได้ เราต้องช่วยกันทำให้ประชาชนระดับรากหญ้าในประเทศต่างๆ เกิดความตระหนักถึงสภาพสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาการเอารัดเอาเปรียบและการทำลายล้างของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก เพื่อที่ประชาชนจะได้ตื่นตัวไปผลักดันให้รัฐบาลในประเทศของตนเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาประเทศ จากการลงทุนพึ่งการค้าระหว่างประเทศมากไปสู่การพัฒนาแบบพึ่งตนเองในระดับประเทศ มีการกระจายการพัฒนาอย่างเป็นธรรม และอย่างคำนึงถึงความยั่งยืนของสภาพแวดล้อมเพิ่มขึ้น

 การจะผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาประเทศ ดูเป็นงานที่ยากลำบากอย่างแสนสาหัส พวกเราหลายคนเริ่มคิดว่า เราคงไม่มีแรงมากพอที่จะไปผลักดันผู้นำทางการเมืองได้ และหลายคนเริ่มท้อแท้ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีความหมาย แต่เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องจำไว้ว่า ในระยะยาวแล้ว ระบบโลกาภิวัตน์ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อใครเลย แม้แต่ผู้นำทางการเมืองและผู้บริหารบรรษัทข้ามชาติ ที่วันนี้เป็นผู้สนับสนุนโลกาภิวัตน์ก็ตาม

      เพราะนอกจากโลกาภิวัตน์จะทำลายความสมดุลของสภาพแวดล้อม ทำลายความสมดุล ความมีเสถียรภาพของประเทศ ชุมชนและชีวิตทั้งหลายแล้ว ระบบโลกาภิวัตน์ที่ครอบงำโดยบรรษัทข้ามชาติผู้โยกย้ายทุน และเลี่ยงภาษีได้เก่ง ยังทำให้รัฐบาลต่างๆมีอำนาจลดลง และเก็บภาษีจากบรรษัทได้ลดลง ซึ่งมีผลให้ผู้นำทางการเมืองในประเทศต่างๆมีอำนาจลดลงด้วย ระบบโลกาภิวัตน์ซึ่งพึ่งพาทุนและเทคโนโลยีสูง ยังทำให้แรงงานทุกระดับ  รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของบรรษัท เกิดความไม่มั่นคงในเรื่องการมีงานทำเพิ่มขึ้นด้วย

      ดังนั้นเราจึงต้องระดมกำลังกัน เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ จากระบบรวมศูนย์อำนาจของทุนขนาดใหญ่ เป็นการจำกัดการเคลื่อนย้ายของทุนระหว่างประเทศ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่นการผลิตอาหาร และสิ่งจำเป็นอื่นๆ เป็นกิจกรรมที่วางแผนและบริหารจัดการกันในระดับชาติและระดับชุมชนเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้ เริ่มทำได้บางส่วนในบางประเทศและบางชุมชน เห็นได้ชัดว่ามีผลดีในการทำให้เกิดการจ้างงานและระบบตลาดที่เสรีและเป็นธรรมเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถแข่งขันได้มากขึ้น ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น และนำภาษีไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมได้มากขึ้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ถูกทางและมีความเป็นไปได้

      ในฐานะชาวพุทธ ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของระบบทุนนิยมโลกที่มีลักษณะทำลายล้าง เรามีทางเลือกน้อยมาก นอกจากต้องตัดสินใจเข้าไปผูกพันเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ศาสนาพุทธช่วยให้เรามีทั้งพันธกิจและเครื่องมือ ที่จะท้าทายโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ซึ่งกำลังสร้างความทุกข์ยากไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง หากเราไปสนับสนุนโครงสร้างของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่มีแนวคิดตรงกันข้ามกับคำสอนของพระพุทธเจ้า และอยู่ตรงกันข้ามกับชีวิต เราคงไม่สามารถอ้างว่าเราเป็นชาวพุทธได้ 


 

“ ถ้าคุณคิดเพียงว่า คุณมาเพื่อที่จะช่วยพวกเรา คุณกลับไปเมืองของคุณจะดีกว่า

แต่ถ้าคุณคิดว่าคุณมาเพื่อที่จะช่วยตัวคุณเองด้วย ถ้าอย่างนั้น เราก็มาทำงานร่วมกันได้”

ผู้หญิงชาวพื้นเมือง (อบอริจิน)ในออสเตรเลีย 

 

(Executive Summary)Government Economic Policy And Conflict Of Interest Problem


Executive Summary)

Government Economic Policy And Conflict Of Interest Problem

      Objective

      This research’s aim is to analyse Thaksin Shinnawatra’s government economic policy and programs during 2001 – 2005 to see whether they have caused conflict of interest between the public officials private interest and the public interests or not.It will also try to answer how such cases will affect different social groups and country’s economic and social development and how we can conclude from this research a proposal for strategies and measures to prevent and curb the conflict of interest problem.

      Definition

      “Conflict Of Interest” is defined here as any situation in which an individual, usually the public official, exploits official capacity in some ways for his  or her personal benefits.

      Findings

      Our study has revealed that  there are many government’s economic policies that benefit public officials private interests but harm public interests , For example :

  •  
    • Thaksin and other former businessmen in his party divested shares in the companies they owned to their family members  rather than to the independent blind trust.These companies either  do business with the government or get some privilege from the government.The spouses of several serving ministers have reported big increases in their wealth in the recent disclosure notices.
    • Shin Satellite, another company in which Thaksin’s family holds a majority stake, won an eight-year tax holiday worth 16 billion bath ($401.5 million) for its soon – to –be-launched IPSTAR broadband satellite system from Thailand’s Board of Investment. The tax break  represented the first time the state agency, historically charged with attracting foreign investment, had offered such incentive to a Thai-owned company.
    • Thaksin’s government favor the interest of his family – it save Thai AirAsia ;which is part of Shin Corp,  more benefits than Thai International Airway by giving  more right to AirAsia to fly to ChiengMai. Moreover,it plans to transform ChiangMai into a regional aviation hub so that AirAsia can use Chiang Mai as a base for flights China and other neighboring countries.
    • The signing of free trade agreement with Chaina, Australia, New Zeland and some other countries will benefit some politician’s businesses in telecommunication and car manufactaring , including some,  big agricutural companies and harm small and medium farmers who are less competetive and are less subsidized than farmers in those countries.
    • The privatization of monopoly state enterprise such as Petroleum Authority of Thailand (PTT) benefits  politician related big private  investors who can make huge capital gains from buying PTT shares at par value of 35 baht per share in 2002 when PTT share value had increase to  250 baht  per share in 2005. The government who has smaller number of share (from 100 % to around 51 %) gain less from PTT profis. The plan to privatize the Electrical Generating Authority of Thailand, if wasn’t being interrupted by the order of the central administrative court, would bring even greater profits for some big private investors.
    • In the stock market during 2001 – 2005, companies with had some  members  relating to those who held positions in the government had seen their market share values increased significantly more than companies which did not have such a political link. This was because there were many policies which benefited the former companies .For example : discretionary tax breaks; reduction of concession fee; restriction or the discouragement of new entrants, as well as delaying of policies which may affect the incumbent firms.
    • Under Thaksin’s government’s new Thai Telecommunication Act (2006) which allow Thai telecommunication companies to sell 49 % of their total shares to foreign companies is  passed on Friday January 20th three days later, Thaksin’s family sold all stake in Shin Corporation, a leading communication company in thailand to Temasek Holding with tax liability exemption. The Shinawatra and Damapong (Thaksin’s wife’s maiden name) families netted about 73 billion baht (about $1.88 billion) tax – free from the buyout, exploiting a regulation that allows individuals(as opposed to corporations) sell shares on the stock exchange to pay no capital gain tax. Critics have accused him of insider trading and structuring the deal to avoid paying hefty taxes, among other irregularities.

    Impacts of conflict of interests on country’s development

      Conflict of interest  has negative influences on government’s decisions as well as economic growth.Hence government’s decisions might not be for the best interest of the country. For example, if a contract or concession is awarded to firm that has the most direct political connections rather than to the most efficient firm, then the national economy loses some benefit.

      Efficient firms which do not have political influence may eventually go bankrupt as they can’t get contracts.  If this is so,then the politically connected firm can become more slack and less efficient since they  no longer have competitors.This means that is a loss of welfare to the economy.

      Conflict of interest will also have a negative impact on political development. Those businessmen and politicians who benefit from the conflict of interest have a vested interest in hiding their actions from public scrutiny. Government that has a problem regarding conflict of interest may be tempted to use its powers to obstruct transparency.

      For example, the government might try to disable institutions such as anti-corruption agencies, remove effective corruption-busters from office and place compliant allies in sensitive positions.It might invest heavily to gain political support or even pervert the democratic process to prevent the opposition party from monitoring its action.They might restrict the freedom of information by using state-owned media and intimidate journalists and editors by legal proceedings. In short, the government may try to sabotage  the system of checks and balances, human rights and transparency. Disguised conflict of interests can have long-term impacts on political development and citizen rights.

      Preventing and Suppressing the conflict of interest problem and other related means corruption 

  •  
    • Establish an independent and strong anti corruption agency (with adequate staff and funding) and enhance transparency in the financing of election campaigns and political parties. The anti corruption organization should also educate the public to make them aware of the seriousness of conflict of interests problem and become more involve in helping the prevention and suppression of corruption.
    • Reform public sector services by ensuring transparency, efficiency and recruitment based on merit. Public officials should be subject to codes of conduct, requirements for financial and other disclosures and appropriate  disciplinary measures.
    • Promote transparency and accountability in public finance and establish specific requirement for the prevention of corruption in the particulary critical areas of the public sector such as the judiciary and public procurement. Moreover, there should be open access to public record to make it possible for individuals and associations to control the exercise of official authority.
    • Improve institutional measures such as positive external audit and verification, other internal supervisory measures, publication of disclosed interests, development of a strong management culture supporting intergrity, recusal of the public official from involvement in an affected decision  making process.
    • Promote actively the involvement of non-governmental and community – based organization as well as other elements of civil society such as mass media, academics , trade unions and trade associations; and to raise public awareness of corruption as well as what can be done about it.
    • Cut red tape to minimize opportunities for public officials to solicit or accept bribes from some members of the business sector to facilitate the processing of their applications for license or any state permissions.
    • Reduce opportunities for corruption in public agencies especially the police bureau, internal revenue department, custom department and public work department because of their access to the fee paying public and the ample opportunities for corruption.The selection,training and monitoring of the public officials should be improved to a higher standard.Public officials should get better salaries and allowances, but  punished severely if they are caught for corrupted practices.
    • Revise and effectively implement the law enforcing politicians who have public official titles  to transfer  more than 5% of their share in private companies to the juristic person or “Blind Trust”, and can not get involve in any kind of management  of their former private companies.

      In conclusion, Thai people can learn from experiences of other countries such as Singapore and  Hong Kong to establish strong and efficient organizations,measures to prevent and suppress every forms of corruption including conflict of interests which is a new phenomena  and is rather too complicate for the general public to understand.The priority is to do research and communicate data on this problem to raise awareness and understanding, as well as to encourage the general public to become more committed in helping the prevention and suppression of corruption at the national level.