RSS

บทคัดย่อสำหรับผู้บริหาร-นโยบายของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ: การทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ-

16 ก.ย.

บทคัดย่อสำหรับผู้บริหาร

นโยบายของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ : การทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ

(Conflict of Interest)

      วัตถุประสงค์

      งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์แนวนโยบายและมาตรการของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตรในช่วงปี 2544 – 2548 ว่ามีกรณีใดบ้างที่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Conflict of Interest) ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐและผลประโยชน์ของส่วนรวม หรือไม่ อย่างไร   กรณีเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อกลุ่มทางสังคมกลุ่มต่างๆและการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศอย่างไร และเราจะใช้การค้นพบในเรื่องนี้เพื่อหาบทเรียนและนำเสนอแนวทาง มาตรการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องการทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Conflict of Interest) ได้อย่างไรบ้าง

      คำจำกัดความ

      นโยบายของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ หมายถึง แนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาด้านการผลิตและการกระจายสินค้าและบริการต่างๆทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคมทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

      ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) หมายถึง ผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม ของผู้มีอำนาจหน้าที่ที่ต้องตัดสินใจทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ขององค์กรภาคธุรกิจเอกชน และเจ้าหน้าที่ภาคสังคมประชา (Civil Society)

      ในงานวิจัยชิ้นนี้จะเน้นเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นนักการเมือง เนื่องจากพวกเขามีบทบาทก่อให้เกิดปัญหานี้ในระดับสูงกว่าข้าราชการประจำ

      สภาพปัญหา

      ปัญหาการทับซ้อนของผลประโยชน์เกิดขึ้นเมื่อการกำหนดนโยบายพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคม หรือการตัดสินใจทางการเมือง ถูกแทรกแซงด้วยผลประโยชน์เฉพาะของบริษัทธุรกิจเอกชน ทำให้ผลที่ออกมา คือนโยบายหรือมาตรการที่ให้ผลประโยชน์กับบริษัทธุรกิจเอกชนบางราย บางกลุ่ม แต่สังคมโดยรวมเสียประโยชน์ ผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นรูปแบบใหม่ของการทุจริตคอรัปชั่นที่พบมากขึ้นในยุคที่รัฐเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และการหาประโยชน์จากธุรกิจในโลกสมัยใหม่ มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น มีลักษณะแตกต่างจากการทุจริตคอรัปชั่นรูปแบบเก่า คือ กฎหมายอาจจะเอาผิดไม่ได้ หรือกฎหมายอาจยังล้าสมัย มีช่องโหว่อยู่ แต่สหประชาชาติ องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และประเทศส่วนใหญ่ถือว่า เป็นเรื่องผิดจริยธรรมและขัดต่อหลักความเป็นธรรมและระบบการบริหารงานที่ดี (Good Governance) และถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการทุจริตคอรัปชั่น

      ผลการวิจัย

      จากข้อมูลของนักวิชาการ วุฒิสมาชิก สมาชิกผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน สื่อมวลชน องค์กร ประชาชน จำนวนมากยืนยันไปในทางเดียวกัน ว่ามีการดำเนินนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในหลายด้านที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ระหว่างผลประโยชน์ของสาธารณชน กับผลประโยชน์ของเจ้าของ/ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง เครือญาติหรือพรรคพวกของผู้มีตำแหน่งทางการเมือง

      นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีข้อมูลที่มีน้ำหนักว่าเกี่ยวโยงกับปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ประกอบไปด้วย

  1. การที่นายกรัฐมนตรี (รวมทั้งรัฐมนตรีคนอื่นๆ) เลือกใช้วิธีโอนหุ้นให้ลูกและญาติก่อนเข้ารับตำแหน่ง แทนที่จะโอนหุ้นให้นิติบุคคลดูแลบริหารหุ้นแทนโดยไม่เข้าเกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ทั้งนักการเมืองเหล่านั้น ยังคงใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนเอง เช่น บริษัทชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตรหลายทาง เช่น
  •  
    • นโยบายนำภาษีสรรพสามิตมาใช้กับบริษัทธุรกิจด้านโทรคมนาคม เอื้อประโยชน์แก่บริษัทธุรกิจที่ลงทุนอยู่แล้ว (เช่นเอไอเอสของกลุ่มชินคอร์ป) ซึ่งสามารถหักจากค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายอยู่แล้วเป็นค่าภาษี และกีดกันธุรกิจรายใหม่ รวมทั้งทำให้บริษัทกสท.โทรคมนาคม และบริษัททีโอทที จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่เป็นฝ่ายเสียประโยชน์
    • การแก้ไขขอลดค่าสัมปทานสถานีโทรทัศน์ไอทีวีลง และเลื่อนเวลาการออกอากาศรายการประเภทบันเทิงจากภาคดึกมาเป็นภาคหัวค่ำ ซึ่งมีผู้ชมมาก (Prime Time) เพื่อจะได้มีรายได้จากการโฆษณาเพิ่มขึ้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทที่ได้รับสัมปทานซึ่งมีนักการเมืองที่เป็นรัฐบาลถือหุ้นใหญ่
    • ให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ยกเว้นภาษีการสั่งเข้าวัสดุอุปกรณ์ให้กับบริษัทแซทแทลไลท์ในเครือชินคอร์ป และสนับสนุนให้ธนาคาร EXIM BANK ของรัฐให้เงินกู้คิดดอกเบี้ยต่ำกับรัฐบาลพม่า โดยรัฐบาลไทยค้ำประกันเงินกู้ให้พม่า เพื่อจะใช้ซื้อบริการจากบริษัทแซทแทลไลท์ รวมทั้งการที่นายกรัฐมนตรีใช้การเดินทางไปเจรจากับต่างประเทศโดยพ่วงเรื่องธุรกิจการให้บริการดาวเทียมของบริษัทแซทเทลไลท์เข้าไปด้วย
    • กลุ่มชินคอร์ปร่วมลงทุนในบริษัท สายการบินแอร์เอเซีย และใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้โดยทำให้การบินไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นสายการบินแห่งชาติเป็นฝ่ายเสียประโยชน์
    • หลังจากที่รัฐบาลได้เอื้อประโยชน์ให้บริษัทในเครือกลุ่มชินคอร์ปมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าในรอบ 5 ปี ครอบครัวชินวัตรได้ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปทั้งหมด(โดยไม่ต้องเสียภาษี) ให้กลุ่มเทมาเสกของรัฐบาลสิงคโปร์ในราคาที่ได้กำไรหลายเท่า และยังเท่ากับเป็นการขายกิจการดาวเทียม โทรคมนาคม โทรทัศน์ไอทีวี และสายการบินซึ่งใช้สิทธิ์ของประเทศไทยให้กับต่างชาติด้วย
  1. การตกลงทำสัญญาเขตการค้าเสรี (FTA) แบบทวีภาคีระหว่างไทยกับจีน สหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินเดีย และประเทศอื่นๆ เป็นผลดีต่อธุรกิจบางอย่าง เช่น โทรคมนาคม อุตสาหกรรมรถยนต์ เกษตรขนาดใหญ่ฯลฯซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่คณะรัฐบาลมีหุ้นอยู่ แต่เป็นผลเสียต่อเกษตรขนาดกลางขนาดย่อม เช่น ผู้เลี้ยงวัว ผู้ปลูกหอม กระเทียม และผลไม้
  1. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.)เป็นบริษัทเอกชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เปิดช่องทางให้นักลงทุนผู้มีอำนาจทางการเมืองได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในราคาพาร์เป็นสัดส่วนสูงกว่าประชาชนทั่วไป 3 ปีต่อมาผู้ถือหุ้นเหล่านี้ได้กำไรทั้งจากเงินปันผลและราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ขณะที่สัดส่วนกำไรที่เคยตกเป็นของรัฐลดลง
  2. ใช้อำนาจหน้าที่และการรู้ข้อมูลข่าวสารเหนือคนอื่น ในการช่วยให้ธุรกิจของพรรคพวกหรือที่ตนจะเข้าไปครอบงำกิจการที่เป็นลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้ขาดการชำระ (NPL) ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ 2540 ให้สามารถปฎิรูปโครงสร้างหนี้กับธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทบริหารหนี้เสีย โดยได้ส่วนลดจากเจ้าหนี้สูงมากกว่าธุรกิจอื่นๆที่ไม่ใช่พรรคพวก ธุรกิจที่เป็นลูกหนี้ที่ขาดการชำระบางรายที่มีศักยภาพดี เช่น บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคัลไทย (TPI) ถูกบีบให้ต้องขายหุ้นให้รัฐและบริษัทพรรคพวกตนในราคาต่ำ
  3. ใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี และวิทยุโทรทัศน์ของภาครัฐ และจัดรายการสนทนาทางโทรทัศน์เพื่อประชาสัมพันธ์เฉพาะด้านบวกของฝ่ายรัฐบาล และปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในการเสนอข้อมูลข่าวสาร เชิงวิจารณ์รัฐบาล เช่น ถอดถอนรายการวิทยุและโทรทัศน์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ไม่ให้หน่วยงานรัฐ/รัฐวิสาหกิจบริษัทพรรคพวกตนให้โฆษณา หนังสือพิมพ์ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล สั่งฟ้องเรียกค่าเสียหายเงินจำนวนมากจากผู้ทำงานด้านสื่อ/นักกิจกรรม/นักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรี ทั้งๆที่ในอารยะประเทศถือว่าคณะรัฐมนตรีเป็นบุคคลสาธารณะที่สื่อและประชาชนย่อมมีสิทธิ์วิจารณ์ได้
  4. การใช้งบประมาณทั้งผ่านกระทรวงและงบประมาณกลางซึ่งตั้งไว้เป็นสัดส่วนสูงยิ่งกว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมา และใช้เงินทุนจากธนาคารภาครัฐลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ และโครงการประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไม่มีการวางแผนที่ดี ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ รั่วไหลได้ง่าย โครงการขนาดใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง รถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งการมีโอกาสได้รับได้ค่าคอมมิชชั่นจากโครงการขนาดใหญ่ ส่วนโครงการประชานิยมเน้นให้ประชาชนกู้เงินและจับจ่ายใช้สอยเพิ่ม จนเป็นหนี้เพิ่มขึ้นสูงกว่ารายได้ เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคบางอย่างให้ประชาชนได้เพิ่มขึ้น มากกว่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาภาคประชาชนและชุมชนให้เข้มแข็ง

      ผลกระทบของการคอรัปชั่น/ผลประโยชน์ทับซ้อนต่อการพัฒนาประเทศ

      สภาพที่เป็นทั้งสาเหตุ และตัวปัญหาที่สำคัญของปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนคือ การพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุล ไม่ได้กระจายทรัพย์สิน รายได้ และความรู้ไปสู่ประชาชนกลุ่มต่างๆอย่างทั่วถึงเป็นธรรม ประชาชนขาดความรู้ข้อมูลข่าวสาร ขาดจิตสำนึกที่จะเข้าใจว่าเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น ถึงแม้จะไม่ผิดกฎหมายหรือเลี่ยงกฎหมาย แต่ก็คือปัญหาความไม่ถูกต้อง ความด้อยประสิทธิภาพ และทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ไม่ส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทของไทยพัฒนาตัวเองเพื่อไปแข่งขันกับผู้ประกอบการในต่างประเทศต่อไปได้ยาก ประชาชนผู้บริโภคเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมเจริญเติบโตช้าลง และพัฒนาไปอย่างไม่มั่นคง และไม่ยั่งยืน

      ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนทำให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองเร่งรัดการใช้ทรัพยากรกันแบบใครมีอำนาจใครได้ มุ่งหากำไรสูงสุดของเอกชน และการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวม โดยไม่คำนึงต้นทุน และผลตอบแทนทางสังคม หรือผลกระทบต่อประชาชนส่วนรวม การเร่งรัด การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณสมบัติ งบประมาณ ฯลฯ เพื่อผลิตสินค้าและบริการแสวงหาผลกำไรสูงสุดของเอกชน ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโต แต่เป็นประโยชน์กับเจ้าของธุรกิจส่วนน้อยมากกว่าประชาชนทั่วไป และทำให้เกิดการทำลายสภาวะแวดล้อม การขาดสมดุลในระบบนิเวศ การขาดความสมดุลระหว่างเมืองกับชนบท การกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาความยากจนและปัญหาสังคมเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจขั้นพื้นฐานอ่อนแอ มีโอกาสนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจสังคมที่รุนแรงยิ่งขึ้นในระยะต่อไป

แนวทางการแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อน

  •  
    1. แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฎิรูปทางการเมือง ให้ประชาชนมีสิทธิและอำนาจในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นฝ่ายประชาชนหรือฝ่ายเป็นกลาง เป็นอิสระ มีขีดความสามารถที่จะตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติควรพัฒนาให้เป็นองค์กรที่มีกำลังคนงบประมาณและความเข้มแข็งแบบเดียวกับในสิงคโปร์และฮ่องกง รวมทั้งพัฒนาองค์กรอื่น เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ให้เข้มแข็งเพิ่มขึ้น
  1. ตราพระราชบัญญัติตั้งองค์กรอิสระเพิ่มขึ้น เช่นองค์กรอิสระข้อมูลข่าวสาร องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรอิสระสภาพแวดล้อมแห่งชาติ องค์กรอิสระเพื่อความโปร่งใส และปฎิรูปกระบวนการได้มาซึ่งคณะกรรมการองค์กร ควรให้ได้คนที่เป็นกลาง เป็นอิสระจากพรรคการเมืองจริงๆ และไม่ควรเน้นคุณสมบัติผู้สมัครประเภทที่มุ่งให้ข้าราชการตำแหน่งสูงที่เกษียณแล้วได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการเหล่านี้ เนื่องจากจะทำให้ผู้บริหารองค์กรเหล่านี้ทำงานแบบคิดว่าตนยังเป็นส่วนราชการ และไม่กล้าตรวจสอบนักการเมืองในฐานะเป็นองค์กรอิสระจากรัฐบาลอย่างจริงจัง
  1. รัฐบาลต้องจัดงบประมาณสนับสนุนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น จัดสรรงบสนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรประชาชน ให้ทำงานคู่ขนานร่วมมือกับองค์กรอิสระ เพราะการได้รับการสนับสนุน และการเคลื่อนไหวเสริมของภาคประชาชนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้งานขององค์กรอิสระประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็จะช่วยให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง พัฒนาระบบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมให้ก้าวหน้าไปมากยิ่งขึ้น
  2. เร่งปฏิรูปกฎหมาย ปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ ปฎิรูประบบราชการ (โดยเฉพาะหน่วยงานด้านที่เกี่ยวข้องกับการเงิน, การใช้งบประมาณ,การออกใบอนุญาตต่างๆ)  ปฎิรูประบบการศึกษา ปฎิรูปการสื่อสารมวลชน เพื่อให้กลไกการทำงานของกฎหมาย การศึกษา ระบบข้อมูลข่าวสาร มีความชัดเจน โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น
  3. ประชาชน นักวิชาการ ผู้ทำงาน สื่อสารมวลชนต้องร่วมกันเรียกร้องให้หน่วยราชการเปิดเผยข้อมูลด้านงบประมาณและการใช้จ่ายรวมทั้งการทำสัญญาต่างๆของรัฐให้ประชาชนรับรู้ และเข้าถึงได้ง่าย ร่วมกันศึกษาทำความเข้าใจและเผยแพร่ความรู้ระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อน เช่น เรื่องการสื่อสาร โทรคมนาคม ตลาดหลักทรัพย์ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การตกลงการค้าเสรี ฯลฯ ให้ประชาชนเข้าใจและรู้เท่าทันนักการเมืองให้มากที่สุด ประชาชนจะได้ไม่ถูกหลอกให้เป็นเพียงผู้ลงคะแนนให้นักการเมืองอย่างเดียว แต่เป็นพลเมืองที่จะคอยติดตามตรวจสอบว่านักการเมืองนำทรัพยากรของประเทศไปใช้อย่างไรบ้าง
  4. ส่งเสริมการรวมตัวของภาคธุรกิจ ภาคประชาชนทุกฝ่าย เป็นองค์กรผู้บริโภค และองค์กรเพื่อความโปร่งใสที่เข้มแข็ง ติดตามตรวจสอบการทำงานของทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดระบบการบริหารที่ดีหรือธรรมาภิบาล(GOOD GOVERNANCE) คือมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและเป็นธรรม เพราะการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อช่วยตรวจสอบประเภทนี้ และการพัฒนาระบบบริหารที่ดี เป็นหนทางที่ป้องกันและลดการทุจริตคอรัปชั่นอย่างได้ผลทางหนึ่ง
  5. ปฎิรูปและบังคับใช้กฎหมายให้ผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองและครอบครัวต้องโอนหุ้นให้ทรัสต์ และห้ามผู้มีตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องที่จะเอื้อประโยชน์ให้บริษัทที่ตนถือหุ้นอยู่ด้วย กฎหมายฉบับเดิมไม่ได้ห้ามเรื่องครอบครัว และไม่มีระบบตรวจสอบและพิจารณาลงโทษเรื่องการที่ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเอื้อประโยชน์ให้บริษัทของคนหรือครอบครัว
  6. ออกกฎหมายกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูงและคู่สมรส รายงานและเปิดเผย (DISCLOSURE) สถานะการเป็นเจ้าของทรัพย์สินตอนเริ่มเข้ารับตำแหน่ง และหลังจากพ้นตำแหน่ง หรือต้องรายงานทุกปี เพื่อแสดงความโปร่งใสให้สาธารณชนรับทราบว่า เขาไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้นทรัพย์สินและไม่ได้ใช้ตำแหน่งทางการเมืองหรือการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหาประโยชน์จนมีทรัพย์สินหรือรวยขึ้นผิดปกติ
  •  
         แก้กฎหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบปราบปรามคอรัปชั่นมีอำนาจเพิ่มขึ้น ถ้าหากคณะกรรมการสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐคนใด มีทรัพย์สินและพฤติกรรมการบริโภคที่ร่ำรวยผิดปรกติ เจ้าหน้าที่รัฐผู้นั้นต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าได้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นด้วยวิธีการลงทุนที่สุจริตวิธีใด หากพิสูจน์ไม่ได้ อาจถูกฟ้องยึดทรัพย์สินส่วนเกินและ/หรือถูกลงโทษได้ อย่างเช่นกรณีของฮ่องกง
  •  
    1. การใช้หลักให้ผู้เกี่ยวข้องงดเว้น (RECUSAL) การเข้าร่วมพิจารณา  เพื่อป้อง    กันผลประโยชน์ทับซ้อน เช่นถ้าคณะกรรมการของหน่วยงานรัฐกำลังพิจารณาว่าจะจ้างบริษัทที่ปรึกษาเอกชนหรือให้บริษัทเอกชนเข้ามาประมูลรับงาน และมีกรรมการบางคนที่มีหรือเคยมีความสัมพันธ์กับบางบริษัท กรรมการผู้นั้นต้องงดเว้นไม่เข้าร่วมการพิจารณาครั้งนั้น เพื่อป้องกันการลำเอียงจากการหาผลประโยชน์ทับซ้อน รวมทั้งในการพิจารณาจ้างคน กรรมการที่มีญาติพี่น้องของตนลงรวมสมัครก็ต้องงดเว้น ไม่เข้าร่วมในคณะกรรมการการพิจารณาคัดเลือก
    2. การให้บุคคลที่สามเป็นผู้ประเมิน (THIRD PARTY EVALUATIONS) เพื่อ ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน หากผู้มีอำนาจจะเป็นฝ่ายประเมินเสียเอง เช่นการที่หน่วยงานรัฐจะเวนคืนที่ดินจากราษฎรเพื่อสร้างเขื่อน หากหน่วยงานรัฐประเมินราคาเวนคืนเอง ก็อาจจะประเมินให้ต่ำ เพื่อที่ตนเองจะได้จ่ายน้อย หรืออาจจะเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกด้วยการประเมินให้พรรคพวกตนที่ไปกว้านซื้อที่ดินมาก่อนหน้านี้แล้วในราคาสูงไป กรณีเช่นนี้ควรให้มีหน่วยงานที่มีอิสระและเป็นกลางเป็นผู้ประเมิน และต้องเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอย่างโปร่งใส
    3. การกำหนดหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม (CODE OF ETHICS) หรือหลักเกณฑ์ทางการประพฤติ (CODE OF CONDUCT) สำหรับนักการเมือง ข้าราชการและอาชีพที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะ เป็นแนวทางชี้แนะว่าบุคคลที่ตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องดูแลผลประโยชน์สาธารณะควรจะทำอะไรหรือไม่ ทำอะไร ที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อที่สาธารณชนจะได้ทราบและจับตามอง และบุคคลนั้นจะมาอ้างภายหลังว่าเขาไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเรื่องทุจริตไม่ได้ เช่น เจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรรับของขวัญ ของกำนัลที่มีราคา ไม่ควรรับการเลี้ยง หรือการให้ความบันเทิงจากบุคคลภายนอกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้ประโยชน์จากหน่วยงานรัฐเป็นต้น
    สรุป

      สิ่งที่ผู้วิจัยสรุปได้ และต้องการเสนอแนะให้ประชาชนไทยตระหนักคือ การทุจริตคอรัปชั่นไม่ใช่เรื่องความจำเป็นตามธรรมชาติแบบที่บางคนมองว่าตราบใดที่คนยังโลภ การโกงก็เป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้น การทุจริตคอรัปชั่นนั้นเป็นเรื่องของการจัดการทางสังคมที่คนในสังคมต่างๆสามารถแก้ไขป้องกันและปราบปรามได้ หากเราเปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ต่างก็เคยมีปัญหาคอรัปชั่นกันมาคล้ายกับของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันพวกเขาแก้ไขปัญหานี้ได้ดีจนมีการคอรัปชั่นเหลือน้อยมากประเทศไทยก็น่าจะมีหนทางแก้ได้ ถ้าเราช่วยกันวิจัยและเผยแพร่ทำให้ประชาชนตระหนักว่าปัญหาคอรัปชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นมะเร็งร้ายที่จะทำให้ประเทศชาติเสียหายได้มากเพียงใด และการที่ประชาชนจะตื่นตัวลุกขึ้นมาร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นปัญหาใหม่ที่ซับซ้อน และทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงนั้น เป็นภาระสำคัญสำหรับพลเมืองดีที่ต้องการเห็นประเทศชาติพัฒนาไปอย่างเจริญก้าวหน้า เป็นธรรม และยั่งยืน

 

2 responses to “บทคัดย่อสำหรับผู้บริหาร-นโยบายของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ: การทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ-

  1. anan

    กันยายน 18, 2007 at 11:25 am

    เติบโตขึ้นเรื่อยๆเลยครับเว็บนี้, คุณนิดนี่เป็นคนที่น่านับถือจริงๆ
    ผมรู้สึกดีใจจริงๆ ที่ได้แนะนำให้คุณรู้จักกับอาจารย์วิทยากร
    อันที่จริงแล้วผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณ

     
  2. พี่นิด

    กันยายน 21, 2007 at 10:14 am

    คุณต้อมผิดแล้วนะค่ะที่จะมาขอบคุณนิด คุณต้อมอย่าเพิ่งลืมนะค่ะกว่าที่จะมีวันนี้ของชมรมศึกษาฯ ก็เพราะความกรุณาและน้ำใจของคุณต้อมนะค่ะ นิดยังจำคำพูดของคุณได้ดีเสมอที่คุณพูดว่า
    “อยากทำอะไรเพื่ออาจารย์วิทยากร เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่อาจารย์ไม่อยากให้คนดีๆ อย่างท่าน ต้องเลือนหายจากความทรงจำ ไปพร้อมกับประวัติศาสตร์ที่คนไทยบางคนอาจจะจำไม่ได้หรือไม่รู้จักด้วย และเมื่อมีกำลังใจอาจารย์ก็จะได้สรรค์สร้างผลงานและสิ่งดีๆ แก่สังคมต่อไป”
    นิดยังจำคำพูดนี้ของคุณได้ดีเสมอมาเพราะคำพูดนี้ ทำให้นิดรู้สึกอยากทำอะไรคนดีของสังคมเหมือนที่คุณอยากทำ ขอบพระคุณมากค่ะ งานสัปดาห์หนังสือเดือน ตค 50 คิดว่าคงอาจจะได้เจอกันนะค่ะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: