RSS

Daily Archives: กันยายน 21, 2007

สร้างความเข้มแข็งให้กับการเมืองภาคประชาชน


สร้างความเข้มแข็งให้กับการเมืองภาคประชาชน 

วิทยากร  เชียงกูล

 

      การต่อสู้ทางการเมืองแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วระหว่างกลุ่มตัวแทนระบอบทักษิณกับกลุ่มคัดค้านระบอบทักษิณยังคงดำรงอยู่ แต่ประชาชนควรมองปัญหาความขัดแย้งและการต่อรองทางการเมืองให้กว้างกว่าการมองแบ่งเป็น 2 ขั้วสุดโต่ง เพราะกลุ่มการเมืองที่มีผลประโยชน์และแนวคิดต่างกันมีอย่างน้อย 4 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มอาจแยกเป็นกลุ่มย่อยได้อีก

      4 กลุ่มประกอบด้วย 1.) กลุ่มระบอบทักษิณ 2.) กลุ่มทหาร/ขุนนางที่ 3.) กลุ่มนักธุรกิจ นักการเมือง อาชีพ ที่อยู่นอกกลุ่มทักษิณ เช่นประชาธิปัตย์ ชาติไทย ประชาราช  และนักธุรกิจอื่นๆ        4.) กลุ่มประชาชนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองและการจัดตั้งองค์กร เช่น นักเคลื่อนไหวทางสังคม นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน นักวิชาชีพ ผู้นำแรงงาน ผู้นำเกษตรกร ผู้นำชุมชน คนชั้นกลางสาขาอาชีพต่างๆ

      การเมืองแบบเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อสู้ของคน 3 กลุ่มแรก เนื่องจากกลุ่มที่ 4 คือกลุ่มประชาชนยังอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ไม่เป็นเอกภาพ และไม่มีการจัดตั้งที่เข้มแข็งพอที่จะสร้างพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนชั้นล่างและชั้นกลางที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ได้ แต่ในบางสถานการณ์และบางจังหวะ กลุ่มประชาชนที่ตื่นตัวอาจจะเลือกเป็นพันธมิตรกับบางกลุ่มและมีบทบาทสร้างอำนาจต่อรองในการเมืองภาคประชาชนได้สูง เช่น การคัดค้านระบอบทักษิณในช่วงปี 2549 ซึ่งนอกจากจะมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแกนนำแล้ว ยังมีนักวิชาการ/นักวิชาชีพเข้าร่วมด้วยมาก

      หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นักวิชาการและนักพัฒนาเอกชนบางส่วนเริ่มคิดต่างกัน บางคนต่อต้านการรัฐประหารและภายหลังต่อต้านรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปด้วย บางคนอาจจะถูกกลุ่มนิยมทักษิณเข้ามากล่อมเกลาจนกลายเป็นแนวร่วมทักษิณ บางคนอาจจะมีแนวคิดแบบเสรีนิยม ปัจเจกชนนิยมของตนเอง แต่หลังจากที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญและมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไปแล้ว นักวิชาการและนักพัฒนาเอกชนที่เคยไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ควรมีจิตใจเป็นประชาธิปไตยพอที่จะยอมรับเสียงส่วนใหญ่ และกลับมาช่วยกันทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้น

      นักวิชาการปัญญาชนคนที่เลือกวิจารณ์แต่คมช. ทหาร ขุนนาง อำมาตยาธิปไตย แต่ละเว้นหรือวิจารณ์ระบอบทักษิณน้อยกว่า จะทำให้ประชาชนสงสัยว่าเขาแอบช่วยระบอบทักษิณทางอ้อมมากกว่าจะช่วยให้ภาคประชาชนเข้มแข็งจริงๆ ในยุคสมัยที่ประชาชนยังอ่อนแอ หากนักวิชาการปัญญาชนเป็นตัวของตัวเองจริงและทำเพื่อส่วนรวมจริง เขาควรคิดหาและเสนอแนะทางออกที่สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์สำหรับภาคประชาชน มากกว่าจะมาเล่นโวหารและเลือกวิจารณ์บางกลุ่มมากกว่ากลุ่มทักษิณ

      แม้รัฐธรรมนูญ 2550 อาจไม่ช่วยให้การเมืองภาคนักการเมืองเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ให้สิทธิประชาชนไว้พอสมควร ภาคประชาชนควรศึกษาหมวดว่าด้วยสิทธิประชาชนอย่างจริงจัง และหาช่องทางผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะถือว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มีผลบังคับใช้แล้ว ประชาชนควรหาช่องทางเรียกร้องผลักดัน รัฐบาล, สนช.,องค์กรอิสระที่มีอยู่ให้เดินหน้าในเรื่อง สิทธิผู้บริโภค กองทุนพัฒนาการเมือง สิทธิชุมชน สิทธิที่ประชาชนจัดการศึกษาได้เอง การปฏิรูปสื่อมวลชน ฯลฯ ได้เลย การใช้สิทธิเรียกร้องต่างๆ ไม่ว่าจะได้ผลแค่ไหน จะเป็นประโยชน์ในการทำให้ประชาชนเรียนรู้ทางการเมืองเพิ่มขึ้น

      นอกจากเรื่องการหาทางใช้สิทธิประชาชนเพื่อทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้นแล้ว องค์กรภาคประชาชนควรค้นคว้า เผยแพร่และ เสนอแนะผลักดันนโยบายการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศฉบับประชาชน ที่ก้าวหน้ามากกว่านโยบายพรรคการเมืองที่มีอยู่ เช่น เสนอการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม หรือการกระจายทรัพย์สิน รายได้ และความรู้ สู่ประชาชนให้เป็นธรรม ในแนวสังคมนิยมประชาธิปไตยและการพึ่งตนเองแบบเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อมุ่งทำให้ประชาชน ชุมชน และประเทศเข้มแข็งขึ้นอย่างแท้จริง

      พรรคการเมืองในขณะนี้ยังเป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุนและชนชั้นกลาง มีนโยบายใหญ่ส่งเสริมการลงทุนและการค้าของทุนต่างชาติและทุนขนาดใหญ่ และเสนอนโยบายย่อยแบบประชานิยมเพื่อหาเสียงและสร้างระบบอุปถัมภ์ เรายังขาดพรรคการเมืองที่ก้าวหน้า แนวสังคมนิยม, พรรคกรีน (อนุรักษ์สภาพแวดล้อม) หรือพรรคแรงงาน ที่มีวิสัยทัศน์เห็นการณ์ไกลมุ่งที่จะช่วยให้ประชาชนและชุมชนและประเทศชาติโดยรวมเข้มแข็งอย่างแท้จริง ดังนั้นประชาชนจึงควรผลักดันนโยบายที่ก้าวหน้าให้พรรคการเมืองบางพรรครับไปทำ หรือจัดตั้งพรรคการเมืองที่ก้าวหน้าเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงขึ้นมา

      ในยุคที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน ขาดความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และการจัดตั้งองค์กร ประชาชนที่ตื่นตัวต้องเข้าร่วมต่อสู้ทางความคิดศึกษาปัญหาอย่างวิเคราะห์  ทำงานเผยแพร่และจัดตั้งองค์กร เพื่อช่วยให้ประชาชนส่วนใหญ่มีโอกาสได้รู้เท่าทันระบอบทักษิณ รู้เท่าทันระบอบทหาร/ขุนนาง และนายทุนกลุ่มอื่นๆ รวมทั้งระบบทุนนิยมโลก เพราะนี่คือทางเดียวที่ประชาชนสามารถพัฒนาตนเอง องค์กรและชุมชนให้เข้มแข็ง มีอำนาจต่อรองกับพวกคนชั้นสูงและชนชั้นกลางได้เพิ่มขึ้น ประชาชนควรจัดตั้งองค์กรทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น สหภาพแรงงาน กลุ่มเกษตรกร สมาคมอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์ เครดิตยูเนียน สหกรณ์ต่างๆหรือแม้แต่พรรคการเมือง ซึ่งจะเริ่มจากพรรคเล็กๆแต่เป็นพรรคมวลชนอย่างแท้จริง

      การเมืองไม่ใช่เรื่องแค่การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่คือเรื่องการสร้างอำนาจต่อรองของประชาชนกลุ่มต่างๆเพื่อจัดการกับทรัพยากรส่วนรวมซึ่งเป็นของประชาชนทุกคน ถ้าประชาชนปล่อยเวทีให้เฉพาะนักการเมือง ฝ่ายธุรกิจ นายทุน คนชั้นกลางหน้าเก่าๆ  2 – 3 พันคน เป็นผู้ผูกขาดการเล่นการเมืองอยู่กลุ่มเดียว ประชาชนก็ยิ่งต่อรองได้น้อย ประชาชนต้องคิดหาทางต่อสู้ทุกวิถีทางและทุกเวทีที่ประชาชนสามารถเข้าไปต่อสู้ หรือขับเคลื่อนได้ ประชาชนจึงจะมีหนทางที่จะสร้างสังคมให้มีประชาธิปไตย ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ประชาชนมีบทบาทอย่างแท้จริงมากกว่าแค่การมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งสส. และ สว.

 

ทางออกของปัญหา:ประเทศไทยจะสร้างผู้นำที่แก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศได้อย่างไร


บทความใน ผู้จัดการรายสัปดาห์
ประเทศไทยยุคใหม่มีทรัพยากรจำกัด ประชากรเพิ่มขึ้นมาก มีโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมืองแบบทุนนิยมผูกขาดและระบบอุปถัมภ์ที่ล้าหลัง มีปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างกลุ่มคนต่างๆมาก ประเทศจึงต้องการการบริหารจัดการปัญหาและความขัดแย้งอย่างซับซ้อนได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเป็นธรรม ผู้นำยุคใหม่ควรเป็นผู้นำที่มีทีมงานที่ดี มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศอย่างเป็นระบบองค์รวม รู้จักการทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิสัยทัศน์ เห็นการณ์ไกล และรักความเป็นธรรม

ผ ู้นำสมัยใหม่ควรเป็นคนที่ซื่อตรงและจริงใจ มีวิสัยทัศน์ เป้าหมายเพื่อส่วนรวม สามารถที่จะสร้างความไว้วางใจและจูงใจคนอื่นๆให้ทำงานเพื่อองค์กรได้อย่างมี ประสิทธิภาพ คือเป็นคนที่เก่งในการช่วยให้คนได้พัฒนาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของเขาออกมาได้ อย่างต่อเนื่อง เพราะการนำสมัยใหม่ ต้องการทีมงานที่ดี เป็นการนำแบบรวมกลุ่ม มากกว่าการนำแบบเดี่ยวๆ

ผู้นำแบบมีภาพพจน์ดีในสายตาผู้ลงคะแนนเลือกสส. อาจไม่ใช่ผู้นำที่เหมาะกับโลกยุคใหม่เสมอไปผู้นำแบบเดี่ยวๆที่มีอำนาจมากไป ได้รับการยกย่องมากเกินไป มีโอกาสที่จะทุจริตฉ้อฉลและตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย เพราะไม่มีการตรวจสอบที่ดี ไม่มีระบบข้อมูลที่ดี ผู้นำแบบเดี่ยวๆที่ไม่ค่อยรู้จักฟังคนอื่น เพราะคิดว่าตัวเองฉลาด/เก่งกว่าคนอื่น ไม่มีทางที่จะรู้ข้อมูลทุกอย่างและตัดสินใจถูกทุกอย่าง สังคมต้องการระบบการนำแบบรวมหมู่ที่ฉลาด (เพื่อส่วนรวม) ซึ่งหมายถึงต้องมีเป้าหมายเพื่อส่วนรวมที่ชัดเจน สร้างและสื่อสารให้เกิดทีมงานที่ฉลาด มีระบบวิจัยข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งกลั่นกรองที่ดี มุ่งความถูกต้องและประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง

ดังนั้น ประเทศไทยต้องปฏิรูปการศึกษา การบริหารราชการ และการเมืองเพื่อสร้างผู้นำในระดับต่างๆต ั้งแต่ผู้นำครอบครัว ผู้นำโรงเรียน ผู้นำองค์กร ผู้นำชุมชน ผู้นำทางการเมือง ฯลฯ และทำให้ประชาชนตื่นตัวมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างเอาการเอ างาน ปัญหาไม่ใช่การขาดแคลนคนที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แต่เรายังขาดผู้นำระดับต่างๆจำนวนมาก การพัฒนาประเทศที่ซับซ้อน ต้องการประชาชนที่มีคุณภาพสูง และร่วมมือกันทำงานทั้งในภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และสังคมประชาอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเทศไทยขาดภูมิปัญญาและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมมากกว่าขาดเงินหรือทรัพยากร ดังนั้นส ิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปการศึกษาหรือการเรียนรู้ของทั้งนักเรียนนักศึ กษาและประชาชน ให้คนรู้จักตัวเอง รู้จักคิดอย่างเชื่อมโยง ใฝ่การเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้มีความฉลาดทั้งในทางปัญญา อารมณ์ และจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม

การสร้างคนให้มีภาวะผู้นำและผู้ตามที่ดี ต้องทำให้เยาวชนและประชาชนเริ่มจากการมีวินัย ความรับผิดชอบที่นำตนเองได้ มีความภูมิใจ มั่นใจในตัวเอง รู้ว่าอะไรถูกผิด คิดตัดสินใจด้วยตนเอง กล้าตัดสินใจ กล้ารับผิดชอบ ทำผิดแล้วก็รู้จักสรุปบทเรียน นำมาปรับปรุงตนเองใหม่ได้ พวกเขาจึงจะพัฒนาไปสู่พลเมืองที่มีประสิทธิภาพและเป็นผู้นำที่ดีได้

การเรียนรู้เพื่อเป็นผู้นำที่ดี ไม่ได้หมายถึงการแข่งขันแบบเห็นแก่ตัวเพื่อแย่งการเป็นผู้นำ แต่หมายถึงการรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ ผู้นำที่ดีก็คือผู้ตามที่ดีด้วย คือมีเหตุผล มีวุฒิภาวะ รู้ว่าอะไรถูกต้องก็ควรตามอย่างคนมีจิตสำนึกรับผิดชอบ ในประเทศยุคใหม่ซึ่งมีการแบ่งงานกันทำอย่างซับซ้อนบางเรื่องเราก็นำ ในบางเรื่องเราก็ตาม ไม่ใช่นำแบบบ้าอำนาจไม่ฟังใคร หรือตามแบบศรัทธาหลงใหลในตัวผู้นำที่สร้างภาพพจน์เก่ง อย่างไม่มีสติที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างจำแนกแยกแยะ

ถ ้าเราสร้างให้พลเมืองมีคุณภาพที่จะเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี พวกเขาก็จะช่วยกันคัดเลือกและตรวจสอบผู้นำทางการเมืองได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่ถ้าประเทศมีพลเมืองที่มีการศึกษาและจิตสำนึกต่ำ สื่อมวลชนมีคุณภาพปานกลางและต่ำ คอยแต่เฮโลตามผู้นำทางการเมืองไปตามกระแสโฆษณาชักจูงใจหรือกระแสสร้างภาพ ก็จะเกิดการนำแบบสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง สภาพเช่นนี้ยิ่งส่งเสริมผู้นำให้มีความเชื่อมั่นตนเอง ไม่รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน เป็นการนำที่ขาดวุฒิภาวะและเสี่ยงภัย มีโอกาสทำให้ประเทศชาติเสียหายรุนแรงได้

เวลานี้ระบบการศึกษาของเราทุกระดับ เน้นแต่การสอนวิชาการและวิชาชีพมากเกินไป สอนเรื่องชีวิต เรื่องความเป็นคน การเป็นผู้นำและผู้ตามในสังคมที่คนเราต้องใช้ชีวิตแบบรวมหมู่น้อยเกินไป แม้แต่วิชาการและวิชาชีพ ก็สอนแบบท่องจำตามตำราที่คัดลอกจดจำมาจากต่างประเทศมากกว่าสอนให้รู้ หัดคิดเป็น ทำเป็น และรู้จักเชื่อมโยงสู่ชีวิตจริง สังคมจริง และประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะต่างๆอย่างเหมาะสม ให้เกิดประโยชน์ที่คนส่วนใหญ่จริงๆ สังคมไทยมีปัญหาคนจบปริญญาจำนวนมากก็จริง (ราว 5 ล้านคน หรือ ร้อยละ 14.3 ของผู้มีงานทำ) แต่เราผลิตแต่ผู้ตาม ผู้รอคำสั่งหรือทำตามกฎระเบียบมากกว่าผู้นำในระดับต่างๆ ประเทศลงทุนการศึกษาปีละ 2 – 3 แสนล้านบาท มีมหาวิทยาลัยหลายร้อยแห่ง มีคนจบปริญญาเอก ปริญญาโททำงานในวงการต่างๆหลายแสนคน แต่ทั้งประเทศขาดแคลนความรู้ที่ใช้งานได้และขาดจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ประเทศไทยจึงได้เกิดปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจและความด้อยพัฒนาทางการเมืองและส ังคมในหลายทาง

การปฏิรูปเรียนรู้ที่จะช่วยส่งเสริมพลเมืองให้ก้าวไปสู่ภาวะการเป็นผู้นำ (ทั้งทางสังคม ธุรกิจ และ การเมือง) จะต้องส่งเสริมให้ทุกคนรักการอ่าน การใฝ่การเรียนรู้ และมีโอกาสได้เรียนรู้ทั้งเรื่องเศรษฐศาสตร์ การเมือง ปรัชญา การบริหารจัดการ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง การสื่อสารความรู้และทักษะแขนงต่างๆ แบบสหวิทยาการ การทำกิจกรรมร่วมกันที่จะช่วยให้คนเข้าใจชีวิตและสังคมอย่างเป็นองค์รวม คิดวิเคราะห์ประยุกต์ใช้เป็น และรู้แนวทางที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองเป็นผู้นำในระดับต่างๆในอนาคต เนื่องจากสังคมและสภาพแวดล้อม ปัญหาต่างๆในโลกยุคใหม่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น คนเราต้องสนใจรู้จักการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

ผู้นำไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง แต่ต้องเป็นคนฉลาดที่รู้จักเรียนรู้จากคนอื่นและคิดถึงส่วนรวมอย่างจริงจัง คนที่รู้จักเรียนรู้อย่างฉลาดพอ จะรู้ว่าจะสามารถหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ได้ที่ไหน ผู้นำควรรู้กว้างๆ แต่อย่างลึกซึ้งถึงระบบโครงสร้างเศรษฐกิจสังคม และรู้จักรับฟัง การเลือกฟัง รู้ว่าควรจะหาข้อมูลที่ไหนจากใคร และรู้จักคิด ตัดสินใจเมื่อได้ข้อมูลแล้ว รู้จักการสื่อสารและการจูงใจคนอื่น และรู้วิธีบริหารจัดการที่ดี

เราจะต้องปฏิรูปการเรียนการสอน ให้คนรักการอ่าน คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้เป็น แ ละปฏิรูปสื่อมวลชน ศิลปวัฒนธรรม และส่งเสริมการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม รวมทั้งต้องปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมให้มีความเสมอภาค เป็นธรรมกันอย่างขนานใหญ่ เราถึงจะสามารถส่งเสริมและสร้างพลเมืองที่เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้