RSS

จะสร้างองค์กรการเมืองแบบใหม่ได้อย่างไร (ทางออกจากปัญหาวิกฤติของชาติปี 2542)

04 ต.ค.

4.  จะสร้างองค์กรการเมืองแบบใหม่ได้อย่างไร

      ปัจจุบันเริ่มมีหน่อความคิดใหม่และมีกลุ่มผู้นำหรือมีศักยภาพในการนำใหม่ ๆ เกิดขึ้นในองค์กรและชุมชนต่าง ๆ บ้าง  แต่พวกเขายังเผยแพร่และทำงานในกลุ่มย่อย ๆ.  พวกเขายังขาดการร่วมมือและการสร้างแนวคิดและองค์กรที่เป็นเอกภาพ  เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการสื่อสารและการเผยแพร่.  รวมทั้งพวกเขา ยังไม่ได้แลกเปลี่ยน หรือรู้จักกันมากพอ  จึงมีช่องว่างทางความเข้าใจและความเชื่อถือไว้วางใจกันและกัน. 

      ดังนั้น  เราจำเป็นต้องหากลุ่มคนที่กล้าริเริ่มเป็นหัวหอก  กลุ่มคนที่มีอุดมคติ  จริงใจ  และมีวุฒิภาวะในการประสานงาน อธิบายทำความเข้าใจ  ทำงานร่วมมือกับกลุ่มต่าง ๆ เพื่อที่จะสร้างเครือข่ายที่มีแนวคิดนโยบายและแนวทางการทำงานร่วมกัน อย่างมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ไปในทางที่มีภูมิปัญญาในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้มากขึ้น.

ผู้นำแบบใหม่จะมาจากไหน

      ปัจจุบันสังคมไทยมักจะมองหาผู้นำจากกลุ่มนักการเมือง หรือนักบริหาร นายธนาคาร นักธุรกิจ นักวิชาชีพ  ผู้มีอำนาจหรือมีชื่อเสียงในวงการสังคมชั้นสูง  ซึ่งเป็นการมองที่คับแคบอยู่เฉพาะในหมู่คนจำนวนน้อยเพียง  1,000-2,000 คน. การมองคนจากวงที่จำกัดนี้ทำให้เราแทบมองไม่เห็นผู้นำแบบใหม่ ๆ ที่จะเปรียบเทียบกับผู้นำเก่ง ๆ ในประเทศอื่น ๆ ได้.  ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีการศึกษาหรือคนที่เคยตื่นตัวสนใจการเมืองหลายคนเกิดความท้อแท้ คิดว่าเมืองไทยคงเปลี่ยนแปลงได้ยากมาก  พวกเขาจึงอยู่กันแบบต่างคนต่างทำมาหากินไปวัน ๆ.  

      การมองเช่นนี้ไม่น่าจะถูกต้อง ประชาชนไทยมีคนจบปริญญาตรีเกือบ 2 ล้านคน  ที่จบระดับมัธยมขึ้นไปอีกหลายล้านคน ที่ศึกษาด้วยตัวเอง  และรับรู้ข้อมูลข่าวสาร  มีความคิดความอ่านประสบการณ์ดี ๆ ก็มีไม่น้อย.  ประชาชนจะต้องกล้าจินตนาการถึงสิ่งใหม่ ๆ และช่วยกันเสาะหาและเสริมสร้างผู้นำแบบใหม่ขึ้นมาด้วย ไม่ใช่มองผู้นำเฉพาะคนที่มีชื่อเสียงมาก ๆ หรือนั่งรอผู้นำให้เกิดขึ้นเองตามสถานการณ์

      ภายใต้สภาพแวดล้อมของการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ  การเมือง  สังคม และการสื่อสารโดยคนกลุ่มน้อยในปัจจุบัน  ย่อมไม่เอื้ออำนวยให้เกิดผู้นำใหม่ ๆ เกิดขึ้น.  ถ้าประชาชนไม่คิดต่อสู้ทางการเมืองเมื่อมีเวทีเปิดให้ เช่น  สนับสนุนคนใหม่ ๆ เข้าไปเป็นวุฒิสมาชิก,  ผู้บริหารท้องถิ่น,  ส.ส.  ฯลฯ คนกลุ่มน้อยผู้ผูกขาดอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ  การเมือง  และวัฒนธรรม  อยู่ในปัจจุบัน  ก็จะส่งลูกหลาน  ญาติ  พี่น้อง  พรรคพวก มาลงสมัครสืบทอดอำนาจต่อกันไปได้อยู่เรื่อย ๆ.

ประชาชนสามารถช่วยกันสร้างผู้นำแบบใหม่ได้

      ผู้นำแบบใหม่อาจเป็นปัญญาชน นักวิชาการ  นักบริหาร นักวิชาชีพ  ผู้นำชุมชน  ผู้นำองค์กร หรือใครก็ได้ที่มีทั้งวิสัยทัศน์ ความรู้ความสามารถในการนำและการบริหาร  และมีจิตสำนึกทางสังคม.  ผู้นำประเภทที่ต้องการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปสังคมเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในระยะยาว  หรืออย่างน้อยมีศักยภาพที่จะพัฒนาความเป็นผู้นำประชาชนแบบใหม่นี้ได้.

      เราควรช่วยกันมองหาและพัฒนาเสริมสร้างให้พวกผู้นำแบบใหม่ขยายบทบาทได้มากขึ้น  มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเป็นที่ยอมรับของประชาชนมากขึ้น.  ถ้าประชาชนจากกลุ่มองค์กรต่าง ๆ   โดยเฉพาะสื่อมวลชนไม่ช่วยกันส่งเสริมบุคคลที่มีศักยภาพ  หรือมีความเป็นผู้นำในระดับหนึ่งแต่คนยังไม่ค่อยรู้จักเหล่านี้.  ประชาชนก็จะรู้จักเฉพาะบุคคลหน้าเก่า ๆ ในวงการสังคมชั้นสูงที่เป็นข่าวบ่อยเพราะมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต  มีฐานะทางสังคม  หรือรู้จักเฉพาะคนมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง  วงการกีฬา ฯลฯ มากกว่า ปัญญาชน ผู้นำองค์กรหรือผู้นำชุมชนที่มีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำที่ดีต่อไปได้  ถ้าเราให้โอกาสแก่เขา.

      การแสวงหาผู้มีศักยภาพในการนำและการเปลี่ยนแปลง  และการจัดตั้งองค์กรประชาชน คือยุทธศาสตร์สำคัญในการที่ฝ่ายประชาชนจะช่วยกันสานต่อพัฒนาแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหาวิกฤติให้ชัดเจน และปรับเข้ากับสถานการณ์ที่เป็นจริงได้อย่างต่อเนื่อง .

การเมืองมิติใหม่ควรจะเป็นอย่างไร

      ปัญหาสำคัญของการเมืองไทย คือ

  1. มีช่องว่างความแตกต่างทั้งทางฐานะและความรับรู้ระหว่างชนชั้นนำกับประชาชนทั่วไปมาก  ทำให้นักการเมืองซื้อความจงรักภักดี  และซื้อเสียงจากประชาชนได้,  โดยระบบการให้ความอุปถัมภ์ และการสร้างภาพพจน์ว่าพวกเขาสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้.
  2. การมองว่าสมาชิกสภาผู้แทน คือ เครื่องหมายของประชาธิปไตย  คนที่ได้รับเลือกเป็นผู้แทนฯ แล้วจะทำอะไรก็ชอบธรรมทั้งนั้น ทำให้ไม่มีระบบการตรวจสอบผู้แทนที่ดี.  คนที่เคยเป็นนักอุดมคติ  นักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย หลายคนพอเข้าไปเป็นผู้แทนฯ ก็กลืนเข้าไปในระบบพรรคการเมืองที่มุ่งแสวงหาอำนาจและประโยชน์ส่วนตัว. 

          เราควรสร้างการเมืองมิติใหม่  โดยการส่งเสริมให้ประชาชนฉลาดทางการเมือง และรู้จักการรวมกลุ่มยกระดับการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองมากยิ่งขึ้น.  การที่ประชาชนต่อรองแบบหนึ่ง ซึ่งให้ผลตอบแทนแก่ประชาชนต่ำมาก ; เมื่อเทียบกับที่นักการเมืองเข้าไปโกงกิน และทำให้ประเทศชาติเกิดวิกฤติ  จนประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้เฉลี่ยคนละไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นบาท. 

          เราต้องอธิบายให้ประชาชนความเป็นจริงข้อนี้  และช่วยให้ประชาชนยกระดับการต่อรองเพื่อมากขึ้น เช่น  ต่อรองกับพรรคการเมืองด้านแนวคิด นโยบาย  และการเลือกตั้งบุคคลเข้มาเป็นผู้แทนฯ,  ต่อรองในเรื่องอำนาจในการปกครองท้องถิ่น  และการจัดสรรดูแลทรัพยากรท้องถิ่น,  ต่อรองฝ่ายองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งประชาชนจะต้องคอยตรวจสอบดูแลนักการเมืองอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เพื่อที่จะสามารถผลักดันให้นักการเมืองต้องทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเพิ่มมากขึ้น. 

          ประชาชนต้องมองนักการเมืองอย่างวิพากษ์วิจารณ์ เลิกยกย่องตัวบุคคล  เลิกเชื่อถือ  นักการเมืองที่ชอบอ้างว่าตัวเองเก่งกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง   แต่ไม่ได้มีพฤติกรรม,  ผลงาน,  แนวคิดนโยบายในการแก้ปัญหาที่แตกต่างจากอีกฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด.  ปัญญาชนและสื่อมวลชน ประชาชนผู้มีการศึกษาหรือรับรู้ข้อมูลข่าวสารดี จะต้องช่วยเหลือประชาชนคนอื่น ๆ ให้รู้จักมองนักการเมืองอย่างวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น,  เราถึงจะมีทางสร้างนักการเมืองที่มีคุณภาพ  หรืออย่างน้อยต้องรับฟังเสียงประชาชนเพิ่มมากขึ้น. 

Advertisements
 

2 responses to “จะสร้างองค์กรการเมืองแบบใหม่ได้อย่างไร (ทางออกจากปัญหาวิกฤติของชาติปี 2542)

  1. kaewta

    พฤษภาคม 29, 2011 at 2:34 pm

    การเมืองแบบใหม่ที่อยากได้
    ถึงผู้รู้/นักวิชาการ

    การปกครองประเทศไทยตั้งแต่ปี 2475 เป็นระยะเวลาเกือบ 80 ปี และเกินครึ่งของอายุผู้เขียน การปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีการแบ่งอำนาจออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร แต่ในความเป็นจริงอำนาจนิติบัญญัติ กับอำนาจบริหาร เป็นบุคคล กลุ่ม หรือ คณะเดียวกันเพราะรัฐบาลทำหน้าที่บริหาร (พรรคการเมืองจะกี่พรรคก็ตาม) ก็จะมี ส.ส. ทำหน้าทีนิติบัญญัติด้วย ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การลงคะแนนเสียงเรื่องอะไรก็ตาม รัฐบาลจะเป็นฝ่ายชนะตลอด แม้บางครั้ง ส.ส. เองจะไม่เห็นด้วยก็ต้องยกมือเห็นชอบตามเพราะว่าเป็น มติของพรรคให้ยกมือ พอจะประมาณได้ว่า ความเป็นจริง ส.ส.มิใช่ของประชาชน แต่เป็นของพรรคการเมืองผู้เขียนมีความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง ที่แยกอำนาจบริหาร และนิติบัญญัติให้เป็นคนละกลุ่ม หรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน ซึ่งอาจจะไม่ขาดจากกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็น่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
    วิธีการ
    ส.ส. จะต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองใดๆ หรือไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะการสังกัดพรรคการเมืองมีข้อเสียดังนี้
    1. ผู้สนใจการเป็นผู้เทนทำหน้าที่ โดยผู้ที่มีความจริงใจกับปัญหาของประชาชน ไม่มีโอกาสเข้ามาทำงาน เพราะพรรคไม่ส่ง หรือไม่มีพื้นที่ให้ลงสมัคร
    2. ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก เพื่อซื้อโอกาสในการลงสมัคร
    3. ไม่อาจทำหน้าทีฝ่ายนิติบัญญัติได้ตามความคิดหรือความต้องการของประชาชนที่เลือกตัวเองเข้ามาได้
    4. ทำหน้าที่คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลไม่ได้เป็นเพราะเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล (ฝ่ายบริหาร)
    ข้อเสียจะไม่ขอเขียนไว้ เพราะเชื่อว่าน่าจะดีกว่าที่มีอยู่นปัจจุบัน (ฝ่ายบริหารให้มาจากพรรคการเมือง)
    วิธีการได้มาของฝ่ายบริหาร(รัฐบาล)แบบใหม่
    ให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคที่มีและอยากเป็นพรรคที่ทำหน้าที่บริหารประเทศ
    1. ประกาศนโยบายของพรรค และวิธีการนำเนินการตามนโยบาย ให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร (โดยไม่ต้องรอตั้งรัฐบาลแล้วจึงจัดร่างนโยบายมาแถลงในรัฐสภา) ให้แถลงกับประชาชนทั้งประเทศ ถือเป็นสัญญากับประชาชนในการหาเสียง
    2. ให้พรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้องส่งบัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรีทุกคนที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วย พร้อมทั้งระบุด้วยว่าผู้สมัครคนใดสังกัดกระทรวงใด เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความเหมาะสมและความพึงพอใจ
    ข้อดี
    1. ประชาชนเลือกรัฐบาลโดยตรง
    2. นโยบายชัดเจนไม่เป็นนโยบายสมยอม
    3. ลดการแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี (แม้พรรคเดียวกันก็ยังเกิดขึ้น)
    4. ขจัดปัญหาการขัดแย้งระหว่างกระทรวง (พรรคการเมือง)
    5. พรรคการเมืองทุกพรรคจะเท่าเทียมกันไม่มีพรรคเล็ก พรรคใหญ่ มีเงินมากหรือน้อย ต่างกันที่พรรคใดจะมีคนมากที่สุด มีนโยบายดีที่สุด
    การสิ้นสุดอายุการทำงานของรัฐบาลจะได้เต็ม 4 ปี แต่หากเกิดการทุจริตหรือความไม่น่าไว้วางใจ ให้ส.ส.และ ส.ว.เข้าชื่อเท่าไหร่ ให้กำหนดขึ้นมาเปิดประชุมสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ รายบุคคลหรือคณะ ถ้ารายบุคคลควรจะเท่าไหร่ ทั้งคณะเท่าไหร่ ผู้เขียนขอยกให้ผู้รู้ทางการเมืองมากกว่าคิดต่อ หากการอภิปรายรายบุคคลผลลงมติไม่ไว้วางใจ ก็ให้นายกหาคนมาทำหน้าทีแทนโดยให้สภารับรองแทนการเลือกตั้ง (รายบุคคลรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย) กรณีนายกรัฐมนตรีถูกอภิปราย และแพ้มติ ให้พรรคหาคนมาแทนนายกโดยความเห็นชอบของสภาเหมือนกัน เหตุผลนี้เพราะประชาชนเลือก พรรคนี้มาเพราะนโยบาย ไม่ใช่ตัวบุคคลอย่างเดียว ฉะนั้นการที่บุคคลทำผิด ก็ลงโทษเฉพาะบุคคล เพื่อรัฐบาลจะได้ทำหน้าที่ต่อไป จนครบวาระ 4 ปี หากถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งคณะฯ ก็ให้รัฐบาล ลาออกและให้สภาผู้แทนทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้มีภายในที่กำหนด ส่วน ส.ส.และ ส.ว. ก็ทำหน้าที่ให้ครบวาระไม่จำเป็นต้องหมดวาระพร้อมกับฝ่ายบริหาร
    พรรคการเมืองที่แพ้เลือกตั้งไปไหน? เนื่องจากพรรคต่างๆทำหน้าที่อยู่แล้วในจังหวัดต่างๆ มีทั้ง ส.จ. ส.ท. แม้กระทั้ง อบต. ก็อยู่ในสังกัดพรรคการเมือง ส่วนพรรคเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อมารับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจะได้หมดไปจะได้ประหยัดงบประมาณสนับสนุนพรรคการเมือง
    การเมืองรูปแบบอย่างนี้ น่าจะเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เท่าเทียมกันไม่ว่าใครจะรวยหรือจน นักการเมืองในปัจจุบันต้องมีองค์ประกอบดังนี้ จึงจะเป็น ส.ส. หรือ รมต. ได้
    1. รวย (น่าจะให้คำว่า มีรายได้สูง)
    2. มีอิทธิพล
    3. มีเครือญาติเป็นนักการเมืองมาก่อน
    4. มีดีกรีทางการศึกษา (น่าจะใช้คำว่า จบการศึกษาสูง)
    สิ่งที่นักการเมืองปัจจุบันยังขาดอยู่มาก
    1. การเสียสละ (ไม่ใช่เพียงแจกหรือร่วมงานบุญ)
    2. ความจริงใจ
    3. ความละอายต่อการพูดเท็จ (ขาดหิริโอตัปปะ)
    4.จิตสำนึกสาธารณะต่อสังคม ของความเป็นคนดีในสังคมไทย(คนดีคือผู้ที่เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน)

     
  2. kaewta

    พฤษภาคม 29, 2011 at 2:37 pm

    การเมืองแบบใหม่ที่อยากได้
    การปกครองประเทศไทยตั้งแต่ปี 2475 เป็นระยะเวลาเกือบ 80 ปี และเกินครึ่งของอายุผู้เขียน การปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีการแบ่งอำนาจออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร แต่ในความเป็นจริงอำนาจนิติบัญญัติ กับอำนาจบริหาร เป็นบุคคล กลุ่ม หรือ คณะเดียวกันเพราะรัฐบาลทำหน้าที่บริหาร (พรรคการเมืองจะกี่พรรคก็ตาม) ก็จะมี ส.ส. ทำหน้าทีนิติบัญญัติด้วย ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การลงคะแนนเสียงเรื่องอะไรก็ตาม รัฐบาลจะเป็นฝ่ายชนะตลอด แม้บางครั้ง ส.ส. เองจะไม่เห็นด้วยก็ต้องยกมือเห็นชอบตามเพราะว่าเป็น มติของพรรคให้ยกมือ พอจะประมาณได้ว่า ความเป็นจริง ส.ส.มิใช่ของประชาชน แต่เป็นของพรรคการเมือง
    ผู้เขียนมีความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง ที่แยกอำนาจบริหาร และนิติบัญญัติให้เป็นคนละกลุ่ม หรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน ซึ่งอาจจะไม่ขาดจากกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็น่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
    วิธีการ
    ส.ส. จะต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองใดๆ หรือไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะการสังกัดพรรคการเมืองมีข้อเสียดังนี้
    1. ผู้สนใจการเป็นผู้เทนทำหน้าที่ โดยผู้ที่มีความจริงใจกับปัญหาของประชาชน ไม่มีโอกาสเข้ามาทำงาน เพราะพรรคไม่ส่ง หรือไม่มีพื้นที่ให้ลงสมัคร
    2. ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก เพื่อซื้อโอกาสในการลงสมัคร
    3. ไม่อาจทำหน้าทีฝ่ายนิติบัญญัติได้ตามความคิดหรือความต้องการของประชาชนที่เลือกตัวเองเข้ามาได้
    4. ทำหน้าที่คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลไม่ได้เป็นเพราะเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล (ฝ่ายบริหาร)
    ข้อเสียจะไม่ขอเขียนไว้ เพราะเชื่อว่าน่าจะดีกว่าที่มีอยู่นปัจจุบัน (ฝ่ายบริหารให้มาจากพรรคการเมือง)
    วิธีการได้มาของฝ่ายบริหาร(รัฐบาล)แบบใหม่
    ให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคที่มีและอยากเป็นพรรคที่ทำหน้าที่บริหารประเทศ
    1. ประกาศนโยบายของพรรค และวิธีการนำเนินการตามนโยบาย ให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร (โดยไม่ต้องรอตั้งรัฐบาลแล้วจึงจัดร่างนโยบายมาแถลงในรัฐสภา) ให้แถลงกับประชาชนทั้งประเทศ ถือเป็นสัญญากับประชาชนในการหาเสียง
    2. ให้พรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้องส่งบัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรีทุกคนที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วย พร้อมทั้งระบุด้วยว่าผู้สมัครคนใดสังกัดกระทรวงใด เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความเหมาะสมและความพึงพอใจ
    ข้อดี
    1. ประชาชนเลือกรัฐบาลโดยตรง
    2. นโยบายชัดเจนไม่เป็นนโยบายสมยอม
    3. ลดการแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี (แม้พรรคเดียวกันก็ยังเกิดขึ้น)
    4. ขจัดปัญหาการขัดแย้งระหว่างกระทรวง (พรรคการเมือง)
    5. พรรคการเมืองทุกพรรคจะเท่าเทียมกันไม่มีพรรคเล็ก พรรคใหญ่ มีเงินมากหรือน้อย ต่างกันที่พรรคใดจะมีคนมากที่สุด มีนโยบายดีที่สุด
    การสิ้นสุดอายุการทำงานของรัฐบาลจะได้เต็ม 4 ปี แต่หากเกิดการทุจริตหรือความไม่น่าไว้วางใจ ให้ส.ส.และ ส.ว.เข้าชื่อเท่าไหร่ ให้กำหนดขึ้นมาเปิดประชุมสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ รายบุคคลหรือคณะ ถ้ารายบุคคลควรจะเท่าไหร่ ทั้งคณะเท่าไหร่ ผู้เขียนขอยกให้ผู้รู้ทางการเมืองมากกว่าคิดต่อ หากการอภิปรายรายบุคคลผลลงมติไม่ไว้วางใจ ก็ให้นายกหาคนมาทำหน้าทีแทนโดยให้สภารับรองแทนการเลือกตั้ง (รายบุคคลรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย) กรณีนายกรัฐมนตรีถูกอภิปราย และแพ้มติ ให้พรรคหาคนมาแทนนายกโดยความเห็นชอบของสภาเหมือนกัน เหตุผลนี้เพราะประชาชนเลือก พรรคนี้มาเพราะนโยบาย ไม่ใช่ตัวบุคคลอย่างเดียว ฉะนั้นการที่บุคคลทำผิด ก็ลงโทษเฉพาะบุคคล เพื่อรัฐบาลจะได้ทำหน้าที่ต่อไป จนครบวาระ 4 ปี หากถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งคณะฯ ก็ให้รัฐบาล ลาออกและให้สภาผู้แทนทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้มีภายในที่กำหนด ส่วน ส.ส.และ ส.ว. ก็ทำหน้าที่ให้ครบวาระไม่จำเป็นต้องหมดวาระพร้อมกับฝ่ายบริหาร
    พรรคการเมืองที่แพ้เลือกตั้งไปไหน? เนื่องจากพรรคต่างๆทำหน้าที่อยู่แล้วในจังหวัดต่างๆ มีทั้ง ส.จ. ส.ท. แม้กระทั้ง อบต. ก็อยู่ในสังกัดพรรคการเมือง ส่วนพรรคเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อมารับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจะได้หมดไปจะได้ประหยัดงบประมาณสนับสนุนพรรคการเมือง
    การเมืองรูปแบบอย่างนี้ น่าจะเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เท่าเทียมกันไม่ว่าใครจะรวยหรือจน นักการเมืองในปัจจุบันต้องมีองค์ประกอบดังนี้ จึงจะเป็น ส.ส. หรือ รมต. ได้
    1. รวย (น่าจะให้คำว่า มีรายได้สูง)
    2. มีอิทธิพล
    3. มีเครือญาติเป็นนักการเมืองมาก่อน
    4. มีดีกรีทางการศึกษา (น่าจะใช้คำว่า จบการศึกษาสูง)
    สิ่งที่นักการเมืองปัจจุบันยังขาดอยู่มาก
    1. การเสียสละ (ไม่ใช่เพียงแจกหรือร่วมงานบุญ)
    2. ความจริงใจ
    3. ความละอายต่อการพูดเท็จ (ขาดหิริโอตัปปะ)
    4.จิตสำนึกสาธารณะต่อสังคม ของความเป็นคนดีในสังคมไทย(คนดีคือผู้ที่เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน)

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: