RSS

ทรัพยากรและประชากรจีน (บทที่2)

17 ต.ค.

2.  ทรัพยากรและประชากรจีน 

      จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก คือ มีประชากร 1.3 พันล้านคน หรือ 1 ใน 5 ของประชากรโลก มีพื้นที่ 9.5 พันล้านตารางกิโลเมตร ใกล้เคียงกับสหรัฐซึ่งมีประชากรเพียง 280 ล้านคน พื้นที่ที่เพาะปลูกได้ของจีนมีเพียง 13% ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ พื้นที่นอกนั้นเป็นทุ่งหญ้า, ภูเขาและที่สูง , ทะเลทราย ป่าไม้และอื่นๆ

      จีนมีถ่านหิน เป็นพลังงานหลัก อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ใช้พลังงานถ่านหิน บ้านเรือนส่วนใหญ่ก็ใช้ถ่านที่ทำจากถ่านหิน ทำให้จีนยิ่งพัฒนาอุตสาหกรรมและใช้พลังงานมาก ก็ยิ่งทำลายสภาพแวดล้อมทั้งทางอากาศ และทางน้ำมาก ถ่านหินส่วนใหญ่อยู่ทางเหนือที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายการขนส่งสูง   น้ำมันก็เช่นกัน

      จีนเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ แต่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมของตนเองเป็นส่วนใหญ่ เมื่อจีนพัฒนาอุตสาหกรรมและการขนส่งโดยรถยนต์เพิ่ม ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่ม จีนจึงต้องสั่งเข้าน้ำมันมากขึ้นตามลำดับ

      พลังงานไฮโดรอิเล็กทริก หรือ การผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนมีศักยภาพที่จะผลิตได้อีกมาก ในแม่น้ำทางภาคใต้ แต่ปัญหาคือ การทำเขื่อนจะทำให้น้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกที่มีน้อยอยู่แล้ว และต้องอพยพผู้คนออก ไฟฟ้าจากเขื่อนจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมและคนในเมือง แต่เป็นปัญหาสำหรับคนในชนบทการเติบโตทางด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ทำให้จีนเริ่มมีปัญหาพลังงานไม่พอใช้

      แร่เหล็กและอื่นมีพอสมควร แต่อยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันตกที่ห่างไกล ต้องเสียค่าขนส่งสูง เมื่อจีนพัฒนาอุตสาหกรรมมาก จีนต้องสั่งแร่ โลหะต่าง ๆ จากออสเตรเลียและที่อื่นๆเพิ่มขึ้น

      ภาคตะวันออก มีดิน น้ำ การคมนาคมและภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยต่อการเกษตรและการอยู่อาศัยมากกว่าภาคตะวันตก ดังนั้นเศรษฐกิจจึงโตมากในภาคนี้ซึ่งติดต่อกับเมืองชายฝั่งทะเลด้วย มากกว่าภาคตะวันตก และภาคเหนือที่อยู่ไกลฝั่งทะเล

      พื้นที่เพาะปลูกของจีนมีต่ำกว่า 250 ล้านเอเคอร์ (110 เอเคอร์ เท่ากับ 2.5 ไร่)  หรือเฉลี่ยต่อประชากรในปี 1995 เท่ากับ  .26 เอเคอร์ต่อคน ต่ำกว่าสหรัฐ 7 เท่า การที่จีนมีประชากร 20% ของประชากรโลก แต่มีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 7% ของพื้นที่ที่เพาะปลูกได้ของโลก ทำให้จีนต้องดำเนินนโยบายวางแผนครอบครัวอย่างเข้มแข็งด้วยการเน้นการส่งเสริมให้แต่ละครอบครัวมีลูกเพียงคนเดียว แต่ประชากรก็ยังคงเพิ่มอยู่นั่นเอง

      คาดว่าจำนวนประชากรจะเริ่มคงที่ในปี 2033 โดยมีประชากรราว 1.5 พันล้าน การวางแผนครอบครัวก็มีปัญหาต่อโครงสร้างประชากรในระยะต่อไป เช่น มีประชากรสูงอายุ เป็นสัดส่วนสูงขึ้น , มีประชากรรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และการที่สังคมส่วนใหญ่ประกอบด้วยลูกคนเดียว ก็อาจมีผลต่อการพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก ต่อสถานะครอบครัวที่ต่างออกไปจากเดิมได้

      จีนมีพื้นที่ป่าไม้เพียง 17.5% ของพื้นที่ทั้งประเทศ เทียบกับ 25% ของสหรัฐและ  30% เฉลี่ยทั่วโลก พื้นที่ป่ากำลังลดลง เพราะผลของการพัฒนาอุตสาหกรรมและการขยายตัวของเมือง ทะเลทรายก็กำลังขยายตัว รวมทั้งมีปัญหาสภาพแวดล้อมด้านต่าง ๆ มาก แหล่งน้ำจืดของจีนที่จะใช้ทำประโยชน์ได้  คิดต่อหัวประชากรแล้ว ต่ำกว่าของสหรัฐ 5 เท่า และต่ำกว่าสถิติถัวเฉลี่ยของประเทศทั่วโลก 4 เท่า แหล่งน้ำของจีนยังกระจายอย่างไม่สมดุลด้วย คือ มณฑลทางภาคเหนือขาดน้ำ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้มีปัญหาน้ำท่วมบ่อย ดังนั้นปัญหาการจะผลิตอาหารให้ได้มากพอที่จะเลี้ยงดูประชากรจำนวนมากที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นปัญหาใหญ่มาโดยตลอด

      ประชากร

      ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไปใน ปี 2000  ยังมีประชากรชายที่ไม่รู้หนังสือ 9% และประชากรหญิงที่ไม่รู้หนังสือ 25% เนื่องจากโรงเรียนชั้นประถมในชนบทมีคุณภาพการสอนต่ำมาก ประชากรที่ไร้การศึกษาจำนวนมากกว่านี้ จะเป็นภาระมากกว่าเป็นปัจจัยในการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคใหม่

      ประชากรภาคในเมือง มีสัดส่วนสูงขึ้นมากในรอบ 20 ปี จาก 19.40% ในปี 1980 เป็น 36.33% ในปี 2000 (455 ล้านคน)  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการยกระดับหมู่บ้านและตำบลที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเป็นเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ทำให้ชนบทล้าหลัง คนว่างงานหรือทำงานต่างระดับ อพยพเข้ามาหางานในเมืองใหญ่มากขึ้นในช่วง 10 ปีหลัง และเมืองใหญ่มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย การขนส่ง สาธารณูปโภค และ มลภาวะมากขึ้น   ในปี 2000  มีประชากรเมืองที่ว่างงาน รวม 50 ล้านคน หรือ 12% ของประชากรเมือง  ประชากรทั่วประเทศ 91% เป็นชาวฮั่น   9% เป็นชนกลุ่มน้อย เช่น จ้วง แมนจู (แต่  9% ในปี 1995 ก็เป็นประชากรถึง 108 ล้านคน) 
 
 
 

      โครงสร้างประชากร

      ปี 2003  ประมาณการว่ามีประชากรส่วนใหญ่  69.5% อยู่ในวัย 15 – 64 ปี (ผู้ชาย 461 ล้านคน ผู้หญิง 433  ล้านคน) อีก 23.1%  อยู่ในวัยเด็ก 0 – 14 ปี ( ผู้ชาย 155  ล้านคน   ผู้หญิง 141  ล้านคน)  อีก 7.4% เป็นผู้อายุสูงกว่า 65 ปี ขึ้นไป  แนวโน้มใน 15 ปี ข้างหน้าสัดส่วนประชากรเด็กลดลง , สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นภาระในการเลี้ยงดูและให้สวัสดิการ

      อัตราส่วนของประชากรวัยเรียน  ที่ได้เรียนหนังสือ ตั้งแต่ชั้นประถมถึงอุดมศึกษาอยู่ในราว 64%  ในปี 2000 – 2001  แต่จีนก็มีประชากรที่ได้รับการศึกษาแตกต่างกันมาก ตั้งแต่คนที่ไม่รู้หนังสือเลย , รู้นิดหน่อย  ไปจนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย ซึ่งตั้งแต่ปี 1999 มา จีนพยายามขยายการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมาก  ปี 2003  มีคนจบมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นจากปี 2002 ถึง 46% ทำให้จำนวนผู้จบมหาวิทยาลัยในปีนั้นมีถึง 2.8  ล้านคน ทำให้เริ่มมีปัญหาการหางานทำของคนที่มีการศึกษาสูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาเลือกงานอยากอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งมีโอกาสก้าวหน้ากว่าและมีความเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า เงินเดือนของแรงงานบัณฑิตเริ่มลดลง เพราะมีซัพพลายมากกว่าดีมานต์ บางคนยอมรับเงินเดือน 1,000 หยวน ( 5,000 บาท)  โดยหวังว่าจะมีโอกาสก้าวหน้าภายหลัง    นักศึกษาในปักกิ่ง ให้สัมภาษณ์ว่า ยินดีจะรับเงินเดือนต่ำกว่า 2,000 หยวน แต่ขอให้เป็นงานในเมืองใหญ่ คนที่จบวิศวกรหรือ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง เคยหางานเงินเดือน 5,000 หยวน ได้ แต่ปัจจุบันการแข่งขันหางานทำก็สูง 

คุณภาพชีวิตประชาชน

      UNDP โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ทำรายงานดัชนีการพัฒนามนุษย์ ( HUMAN DEVELOPMENT INDEX)  ออกมาทุกปี โดยพิจารณาทั้งจากรายได้ต่อหัว โอกาสการได้รับการศึกษา , การบริการทางสาธารณสุข การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด และ การพัฒนาสังคมด้านต่าง ๆ ประกอบกัน รายงานล่าสุดปี 2003  จีนถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 104  (ไม่รวมฮ่องกง ซึ่ง ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 26)  อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนามนุษย์ระดับกลาง (ตั้งแต่ลำดับที่ 56 – 105) แต่เกือบท้ายสุด เทียบกับไทยที่อยู่ลำดับที่ 74  เนื่องจากรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรของจีน  แม้จะคิดแบบปรับกับค่าครองชีพ หรือ อำนาจในการซื้อ (PPP) แล้วยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ คือ 4,020 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ในปี 2001  เทียบกับไทย ซึ่งอยู่ที่ 6400 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อปี ในปีเดียวกัน ( รายได้ต่อหัวของจีน ตามมูลค่าการแลกเปลี่ยนจะตกราว 900 ดอลลารสหรัฐเท่านั้น ) ดัชนีด้านการศึกษาของจีนก็ยังได้คะแนนต่ำ แต่ถ้าพิจารณาดัชนีการพัฒนามนุษย์ย้อนหลังไป     6 ปี จีนก็มีคะแนนสูงขึ้น ตามลำดับอย่างเห็นได้ชัด

      ในแง่ดัชนีอัตราความยากจน ซึ่งวัดจากสัดส่วนประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นยากจน จีนถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 26  ในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน   94  ประเทศ (ไทยอยู่ในลำดับที่ 24 )  คนจนตามตัวเลขของทางการจีน ในปี 1987 – 2000  มี 4.6% ของประชากร ขณะที่ของไทยมี 13.1% ของประชากร จีนมีปัญหาอัตราการไม่รู้หนังสือ, เข้าไม่ถึงแหล่งน้ำสะอาดมากกว่าไทย แต่ปัญหาสาธารณสุขบางอย่าง เช่น เด็กมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน , โอกาสที่จะเสียชีวิตก่อนวัย 40 ปี กลับดีกว่าไทย ตัวเลขที่น่าสนใจคือแม้จีนจะใช้งบสาธารณสุขต่อหัวต่ำกว่าไทย แต่จีนมีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรดีกว่าไทย คือจีนมีแพทย์ 167 คน ต่อประชากร 100,000 คน แต่ไทยมีแพทย์เพียง 24 คน ต่อประชากร 100,000 คน (สถิติปี 1990 – 2002 ) น่าสังเกตว่าประเทศไทยนั้นมีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรต่ำที่สุดในหมู่ประเทศพัฒนามนุษย์ขนาดกลาง (MEDIUM HUMMN DEVELOPMENT)  ด้วยกัน 

      ด้านการลงทุนทางการศึกษา  จีนยังลงทุนทางการศึกษาเป็นสัดส่วนของ GDP ต่ำคือ ราว 2.1% เมื่อเทียบกับไทย ที่ 5.8% ของ GDP (ปี 1998 – 2000)  แต่สัดส่วนของผู้ศึกษาขั้นอุดมศึกษาสายวิทยาศาสตร์ , คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์สูงกว่าไทยมาก คือ 53% ของ นักศึกษาอุดมศึกษาทั้งหมด  ของไทยมีเพียง 21%  (ปี 1994 – 2001 )  ของนักศึกษาอุดมศึกษาทั้งหมด

ข้อมูลจาก    1. ROBERTE GAMER  UNDERSTANDING CONTEMPORARY  CHINA LYNNE RIENNER PUBLISHERS, 2003

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: