RSS

ฐานะและบทบาททางเศรษฐกิจของจีนและผลกระทบต่อไทย (บทที่3)

18 ต.ค.

3. ฐานะและบทบาททางเศรษฐกิจของจีนและผลกระทบต่อไทย

(บทความนี้เขียนในช่วงปลายปี 2002 เพื่อเสนอในที่ประชุมสัมมนา เรื่อง “เศรษฐกิจการเมืองจีนในกระแสการเปลี่ยนแปลง” จัดโดยศูนย์ไทย – เอเชียศึกษา   มหาวิทยาลัยรังสิต สถิติและการวิเคราะห์ อาจล้าหลังไปบ้าง เพราะเศรษฐกิจจีนเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่ก็เป็นประโยชน์ เมื่ออ่านอย่างเปรียบเทียบกับสถิติและการวิเคราะห์ในบทความอื่นที่ใช้ข้อมูลล่าสุด  ถึงต้นปี 2004) 

ฐานะทางเศรษฐกิจของจีน

      จีนเป็นประเทศที่มีประชากรใหญ่ที่สุด (20% ของประชากรโลก)  เป็นมหาอำนาจทางทหารอันดับ 2 รองจากสหรัฐ  ในปี 2000  ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ของจีนคิดเทียบเป็นดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ อยู่ในอันดับ 7 ของโลก มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 1.68   แสนล้านดอลลาร์ เป็นที่ 2 รองจากญี่ปุ่น  และเป็นประเทศที่ส่งออกใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก (จาก WWW.ECONOMIST.COM)

      อย่างไรก็ตาม GDP จีนคิดเป็นดอลลาร์สหรัฐจะมีขนาดราว 10% ของ GDP สหรัฐเท่านั้น นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกมองจึงว่าขนาดเศรษฐกิจของจีนยังเล็ก และคงต้องใช้เวลา  50-100  ปี กว่าที่ GDP รวมของจีนจะขยับเข้ามาใกล้หรือแซงสหรัฐ

      การเทียบ GDP จีนแบบนี้เป็นการมองในแค่มูลค่าสมมุติเท่านั้น ที่ GDP คิดเป็นดอลลาร์สหรัฐของจีนต่ำ เพราะเศรษฐกิจพื้นฐานจีนเป็นสังคมนิยม  รัฐเป็นเจ้าของและผู้ควบคุมปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ราคาสินค้าจำเป็นพื้นฐานซึ่งจีนผลิตได้เองส่วนใหญ่ เช่น อาหาร บ้าน ยา เสื้อผ้า ต่ำมาก  ถ้าเทียบกับประเทศพัฒนา   อุตสาหกรรม  จึงมีผลให้การคำนวณตัวเลข GDP ของจีนต่ำกว่าความเป็นจริง  หากมีการคำนวณ GDP ใหม่ โดยปรับเทียบความสามารถในการซื้อสินค้าได้จริง (Purchasing Power Parity)ของคนในแต่ละประเทศ ซึ่งมีค่าครองชีพต่างกัน จีนจะมี GDP ใหญ่เป็นที่ 2 รองจากสหรัฐ และมีขนาดราว 50% ของ GDP สหรัฐที่คิดตามค่าครองชีพ     (THE WORLD FACT BOOK, CIA (WWW.CIA.GOV) ซึ่งแสดงว่าขนาดเศรษฐกิจที่แท้จริงของจีนมองในแง่มูลค่าใช้สอยมีขนาดใหญ่กว่าขนาด GDP มองในแง่ของมูลค่าแลกเปลี่ยนมาก

       ยกตัวอย่างให้เห็นภาพแบบง่าย ๆ ก็คือ ถึง GDP ต่อหัว(คิดแบบตามมูลค่าแลกเปลี่ยน)ของจีนต่ำกว่าไทย ค่อนข้างมาก คือ ราว 871 ดอลลาร์สหรัฐ ของไทยอยู่ที่ราว 2160 ดอลลาร์สหรัฐ แต่สถิติของ UNDP กลับรายงานว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนจีนได้กินอาหารคิดเป็นคาลอรี่ต่อหัวและโปรตีนต่อหัวสูงกว่าไทย  (UNDP Human Development Report 2000) เข้าใจว่าเพราะ        ค่าอาหารในจีนถูกกว่าไทยมาก แต่สถิตินี้จะแม่นยำแค่ไหนต้องตรวจสอบจากสถิติทางอื่น ๆ อีกครั้ง

      นอกจากจีนจะมีระบบเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างสังคมนิยมกับระบบตลาดที่ต่างจากคนอื่นแล้ว จีนยังเป็นประเทศใหญ่ที่กำลังขยายตัว และเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ทุนจากต่างประเทศเข้าไปในจีนสูงถึงปีละ 40,000-50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากเป็นอันดับหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมดและเป็นอันดับสองรองจากในสหรัฐ  (หมายถึงทุนจากประเทศที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐ) แต่ถ้าคิดยอดรวมของการลงทุนต่างประเทศทั้งหมดในโลก สัดส่วนที่ต่างประเทศเข้าไปลงทุนในจีนยังมีสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนต่างประเทศทั่วทั้งโลก          ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนข้ามชาติ ในกลุ่ม 3 ยักษ์ใหญ่คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรปตะวันตก 

การเติบโตในอัตราสูงของจีนมีความหมายอย่างไร

      การมองจีนคงจะต้องมองในลักษณะพลวัตอย่างวิเคราะห์ ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนอย่างสลับซับซ้อน เราไม่อาจตีความจากสถิติแบบสุดโต่งอย่างง่าย ๆ ได้ เช่น ประเด็นที่จีนมีอัตราการเจริญเติบโตของ GDP ในระดับสูงราว 10% ในสองทศวรรษที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง  และยังคงโตได้อย่างน้อยปีละ 7% ต่อไป แม้ในยามเศรษฐกิจโลกเกิดวิกฤติถดถอยนั้น  ไม่ได้แปลว่าจีนจะมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งทุกด้านโดยไม่มีทางสะดุดได้เลย เราคงจะต้องประเมินฐานะทางเศรษฐกิจของจีนจากหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน และต้องมองสถิติการเติบโตของ GDP จีน อย่างวิพากษ์วิจารณ์  เพราะว่า

  •  
    1. สถิติการเติบโตของ GDP ของจีนมาจากหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ซึ่งความดีความชอบขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ มีความเป็นไปได้ว่าสถิติที่รายงานอาจสูงเกินความจริงอยู่บ้าง
    2. จีนเริ่มจากฐาน GDP ที่ต่ำเนื่องจากค่าครองชีพต่ำ มูลค่าสินค้าต่ำ เมื่อสินค้าขยับราคาสูงขึ้น คืออัตราเงินเฟ้อสูง มูลค่า GDP ก็ต้องเพิ่มสูงตามไปด้วย
    3. การที่จีนกำลังเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากระบบวางแผนจากส่วนกลางให้เป็นระบบตลาดเพิ่มขึ้น เช่น การขายรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ, การที่คนจีนจะต้องผ่อนซื้อบ้านที่ตนเคยเช่าจากรัฐได้ในราคาถูกมาก, การเปลี่ยนจากระบบเกษตรเพื่อกินเป็นเกษตรเพื่อขาย จะทำให้สินค้าเพิ่มราคา  ค่าจ้างแรงงานต้องปรับสูง, มีการซื้อขายมากขึ้น มูลค่า GDP ก็ต้องเพิ่มขึ้นตามตัว  ทั้ง ๆ ที่คนจีนก็อยู่บ้านเดิม  การกินอยู่ก็อาจจะไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก
    4. GDP ที่เพิ่มอัตราสูงนั้นส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรม การค้า การบริการในเมือง โดยเฉพาะมณฑลฝั่งตะวันออกและภาคใต้ ภาคเกษตรเติบโตช้ากว่าภาคอื่นมากในช่วง 5-10 ปีหลัง คนว่างงานในชนบทมาก  คน  62 %  ยังอยู่ในชนบท  แรงงาน 50% อยู่ภาคเกษตร
    5. มีรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุน ที่อาจต้องยุบทิ้งจำนวนมาก ธนาคารของรัฐก็ปล่อยหนี้เสีย 30-40% ที่อาจเป็นปัจจัยลบให้มูลค่า GDP ในช่วงต่อไปชลอตัวลงได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในรุสเซีย และยุโรปตะวันออกมาแล้ว

 

จุดแข็งและจุดอ่อนในทางเศรษฐกิจของจีน

      การประเมินฐานและบทบาทของจีนในระบบเศรษฐกิจโลกควรไม่มองที่การเพิ่มขึ้นของGDP เท่านั้น ต้องประเมินว่าจีนจะสามารถพัฒนาให้คน 1,300 ล้านคนมีการกินอยู่ที่ดีขึ้นทั่วถึงหรือไม่ มีความรู้ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมเข้มแข็ง เจริญเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างสม่ำเสมอเพียงไร และเศรษฐกิจจีนในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุนและการค้ากับประเทศอื่น ๆ จะมีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลกอย่างไร  นี่คือโจทย์สำคัญซึ่งต้องการการศึกษาค้นคว้าที่เจาะลึกอย่างวิพากษ์วิจารณ์

      จีนมีศักยภาพหรือมีจุดแข็งในการพัฒนาอยู่มาก เช่น การมีประชากร 1,300 ล้านคน ทำให้การผลิตแบบประหยัดจากขนาดใหญ่ (Economy of Scale) เป็นไปได้มาก นี่คือขนาดในฝันของนักเศรษฐศาสตร์ นักวางแผนทั้งหลาย การที่จีนมีอัตราการออมในประเทศสูง มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงมาก  มีขนาดตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ทำให้จีนพึ่งตนเองหรือพึ่งตลาดภายในประเทศเป็นสัดส่วนสูงกว่าการพึ่งการค้าระหว่างประเทศมาก และการพัฒนาแบบสังคมนิยมที่ผ่านมา 50 กว่าปี (ก่อนที่จะปฏิรูปเป็นระบบตลาดเมื่อ 20 กว่าปีนี้) ก็ทำให้คนจีนมีพื้นฐานทางการศึกษาทั่วไป, มีวินัยในการทำงานที่ดี (แม้ว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีระดับสูงยังพัฒนาได้ไม่มากนัก)  รวมทั้งจีนก็ไม่มีปัญหาความแตกต่างทางเชื้อชาติมาก มีรัฐบาลที่ค่อนข้างมีเอกภาพและประสิทธิภาพ มีเครือข่ายคนจีนโพ้นทะเล ซึ่งชำนาญเรื่องอุตสาหกรรมการค้า ที่พร้อมจะร่วมลงทุน และเข้าไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของจีน

      อย่างไรก็ตาม การมีประชากรมาก ก็เป็นปัญหาหรือเป็นจุดอ่อนด้วยเหมือนกัน   เมื่อเทียบกับขนาดของประเทศ และทรัพยากรต่าง ๆ การมีประชากรมากทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องมีการพัฒนาการบริหารจัดการด้านเกษตร อุตสาหกรรม และบริการที่จำเป็นอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมาก จึงจะทำให้คน 1,300 ล้านคน(เป็นคนสูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปถึง 10% หรือ 120 ล้านคน)  มีงานทำมีอาหารการกิน มีปัจจัยสี่ และปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ อย่างเหมาะสม

      ในปัจจุบันคนจีนส่วนใหญ่มีอาหารการกินอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ แต่บ้านช่องที่ถูกสุขลักษณะ การสาธารณูปโภค และการสาธารณะสุขยังมีสภาพไม่ดีนัก ภาคเกษตรของจีนซึ่งมีสัดส่วนแรงงาน 50% ของแรงงานทั้งประเทศยังล้าหลัง ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ปัญหาคนว่างงานและการทำงานไม่เต็มที่ในชนบทซึ่งประมาณว่ามีไม่น้อยกว่า 100 ล้านคนเป็นปัญหาใหญ่  การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ส่วนหนึ่งมาจากทุนต่างประเทศ กระจุกตัวอยู่แถบในเมืองฝั่งตะวันออกและภาคใต้ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของคนในประเทศมากขึ้น การวัดดัชนีการพัฒนามนุษย์ของ      โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ UNDP ที่วัดจากหลาย ปัจจัยประกอบกันทั้งรายได้ , การศึกษา ,        สาธารณสุข และการพัฒนาทางสังคมด้านอื่น ๆ   พบว่าในปี ค.ศ. 1998 จีนอยู่อันดับ  99  จาก  174   ประเทศ (ไทยอยู่อันดับ 76)

      การที่จีนเปลี่ยนมาดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบระบบตลาดภายใต้รัฐบาลแบบอำนาจนิยม ได้สร้างปัญหาการทุจริตฉ้อฉล, ความหลงไหลในเงินทอง การเอารัดเอาเปรียบแรงงาน (ซึ่งยังไม่มีสหภาพแรงงานแบบเสรีที่เข้มแข็ง)  ปัญหาโสเภณี และปัญหาสังคมอื่น ๆ       รวมทั้งปัญหาสิทธิมนุษยชน และปัญหาการทำลายสภาพแวดล้อมตามมามากมาย  ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ทรัพยากรในประเทศของคนต่างภูมิภาคและต่างกลุ่มจะนำไปสู่ความขัดแยังทางการเมืองและสังคมมากขึ้น แม้ว่ากล่าวโดยเปรียบเทียบกับรุสเซียแล้ว จีนจะปฏิรูปเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบตลาดได้ดีกว่า แต่ปัญหาที่ซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่ก็ยังมีมาก 

บทบาทของจีนต่อเศรษฐกิจโลก 

      แม้การจัดการภายในของจีนจะยังคงมีลักษณะสังคมนิยมและชาตินิยม แต่จีนซึ่งในรอบยี่สิบกว่าปีหลังได้เปิดประตูการลงทุนและการค้ากับประเทศต่าง ๆ ค่อนข้างมากได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเพิ่มขึ้น โครงสร้างทุนนิยมโลกในปัจจุบันเปิดให้กลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 20% ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ฐานะขนาดใหญ่ของจีนอาจจะทำให้เกิดอำนาจต่อรองในองค์การค้าโลก (WTO) ที่จะถ่วงดุลกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมได้บ้าง แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ จีนก็คงจะคำนึงถึงประโยชน์ตัวเองมากกว่าที่จะหาเสียงทางการเมืองกับประเทศกำลังพัฒนาเหมือนในยุคที่ยังมีการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยมกันอยู่

      ประเทศกำลังพัฒนาอาจจะทั้งถูกจีนตีตลาด(สิ่งทอ, เครื่องอิเล็กทรอนิกส์, รองเท้า, สินค้าเกษตร)และขายสินค้าบางอย่างให้จีนได้มากขึ้น แล้วแต่ว่าประเทศไหนจะผลิตสินค้าที่จีนยังขาดแคลนหรือทำได้ดีพอได้เพียงไร  โลกเศรษฐกิจที่เป็นจริง คือ โลกแห่งการแข่งขันแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา องค์การค้าโลกเป็นเวทีต่อรอง ที่คนมือยาวกว่า, แข็งแรงกว่า  สามารถเอาเปรียบคนมือสั้นกว่า  อ่อนแอกว่าได้มากขึ้น  เมื่อจีนเข้ามาสู่เวทีนี้  จีนก็คงเล่นในกติกาเดียวกัน

      ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีการออม  มีการลงทุนภายในประเทศสูง  การลงทุนสุทธิ    จากต่างชาติในรอบ 10 ปีหลังตกปีละกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ  มากที่สุดทั้งในเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมด จีนกำลังจะเติบโตแน่ ๆ แต่เราไม่อาจมองเฉพาะเส้นกราฟของความเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น ต้องมองปัญหาภายในของสังคมจีน  โดยเฉพาะปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตของคน

      ปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของจีน กระจุกตัวอยู่ฝั่งตะวันออกและทางใต้เท่านั้น  การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดควบคู่ไปกับปัญญหาความแตกต่างเหลื่อมล้ำต่ำสูงภายในประเทศ ปัญหาการว่างงานในชนบท, ปัญหาเงินเฟ้อในเมือง, ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลแบบรวมศูนย์ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์และระบบเศรษฐกิจแบบตลาด                 ที่ให้ประโยชน์นายทุนผู้ประกอบการภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์มากกว่าแรงงาน      (คนจีนส่วนน้อยที่รวยขึ้น ส่งเงินออกไปลงทุน ไปศึกษาต่อ ไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น)  ปัญหาการทุจริตฉ้อฉล อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ  รวมทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม เช่น การที่ผู้หญิงยังมีสถานะต่ำกว่าผู้ชาย (อัตราการฆ่าตัวตายของผู้หญิงจีนมีสูงกว่าผู้ชายอย่างน่าสังเกต  ซึ่งต่างจากประเทศทั่วโลกที่ผู้ชายมีอัตราฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้หญิง-UNDP-อ้างแล้ว) ปัญหาที่เอ่ยมาทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัญหาสำคัญที่จะก่อให้เกิดผลในทางลบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมจีนอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปได้

      การมองว่าจีนซึ่งขณะนี้มีอัตราเติบโตสูงกว่าประเทศใด ๆ จะเจริญเติบโตเป็นประเทศร่ำรวยแบบประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้การนำที่มีเอกภาพของพรรคคอมมิวนิสต์ ภายในอีกไม่กี่ปีจึงอาจจะเป็นการมองในแง่ดีอย่างง่าย ๆ มากเกินไป จีนเป็นยักษ์ที่กำลังตื่นและกำลังเจริญเติบโตอย่างไม่ต้องสงสัย แต่จีนจะโตแบบไหน โตอย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง วิพากษ์วิจารณ์ จึงจะเข้าใจภาพรวมที่ซับซ้อนได้   

การเติบโตของจีนและผลกระเทือนต่ออาเซียนและต่อไทย

      การมองว่าการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของจีนจะเป็นผลดีต่ออาเซียน รวมทั้งเศรษฐกิจโลกเป็นการมองตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่อย่างง่าย ๆ มากไปหน่อย        เราต้องพิจารณาให้ดีว่า จะเป็นผลบวกและผลลบอย่างไร  และที่ว่าเป็นประโยชน์นั้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออก,ผู้สั่งเข้า, ผู้ร่วมลงทุน หรือต่อประชาชนทั่วไป  จีนองก็จะได้รับผลกระทบทั้งบวกและลบ คนที่ได้รับผลลบคือภาคเกษตร  ที่ล้าหลังยากจนและเคยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล  จะแข่งขันสินค้าเกษตรจากประเทศอื่น โดยเฉพาะจากประเทศพัฒนา  เช่น  สหรัฐไม่ได้, พนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งขณะนี้มีถึง 70% ของแรงงานภาคอุตสาหกรรมจะถูกเลิกจ้างเพราะการยุบเลิก, การแปรรูป,  ปรับโครงสร้างใหม่  จีนเองก็คงรู้ว่าทีผลลบด้วย  มากขึ้น ฯลฯ แต่จีนต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบทันสมัยจึงยอมเปิดรับบริษัทข้ามชาติ ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้วเคยเป็นศัตรูทางอุดมการณ์

      การมองว่า  ถ้าจีนกับอาเซียน  หรืออาจจะรวม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ (อาเซียน + 3) รวมกันเป็นเขตการค้าเสรี จะกลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่มหึมาในแง่ประชากร และผลิตภัณฑ์มวลรวมนั้น  เป็นการมองแบบคิดเอาในเชิงสถิติเท่านั้น  ความจริงก็คือ จีนกับอาเซียนผลิตสินค้าหลายอย่างใกล้เคียงกัน จึงเป็นคู่แข่งกันโดยปริยาย  ปัจจุบันจีนกับอาเซียนมีการลงทุนและค้าขายกันน้อย เมื่อเทียบกับที่ทั้งจีนและอาเซียน มีการลงทุนและค้าขายกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม 3 กลุ่มใหญ่  คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป  เป็นด้านหลัก หรือมากกว่าครึ่งหนึ่ง

      ในอนาคตมีแนวโน้มที่จีนกับอาเซียนจะลงทุนและค้าขายระหว่างกันมากขึ้น  แต่การที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก หมายถึง จีนจะเปิดรับการลงทุน และการค้ากับประเทศทั่วโลก

อาเซียนไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษนอกจากในแง่ภูมิศาสตร์การเมือง  ว่าอยู่เป็นเพื่อนบ้านกัน  มีวัฒนธรรมแบบเอเชียด้วยกัน  น่าจะมีความสัมพันธ์ทางการเมืองหรือควาามร่วมมือในภูมิภาคที่แน่นแฟ้นกว่าประเทศที่อยู่ห่างไกล  หรือต่างวัฒนธรรมออกไปหน่อย

      ยกตัวอย่างเรื่องการค้าระหว่างจีนกับไทย ถ้ามองในแง่ไทย ในราวปี ค.ศ. 1999  จีนเป็นคู่ค้าระหว่างประเทศอันดับ 4-5 แต่มูลค่าการค้าจริง ๆ ซึ่งอยู่ราว 1.6 แสนล้านบาท จะต่ำกว่าการค้าของไทยกับญี่ปุ่น สหรัฐ ซึ่งอยู่ระดับ 7.7 แสนล้านบาทพอ ๆ กัน หรือยุโรปทั้งกลุ่มมาก ถ้าคิดเป็นสัดส่วนก็จะอยู่ราว 4% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทย ถ้ามองในแง่จีน  ไทยเป็นคู่ค้าที่เล็กมากของจีนอาจจะอยู่อันดับเกือบยี่สิบ และมีสัดส่วนไม่เกิน 1% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของจีน  สถิติการค้าระหว่างไทยกับจีน  ยังมีข้อมูลที่แตกต่างกัน  สถิติทางฝ่ายไทย ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้าให้จีน แต่สถิติฝ่ายจีนอ้างว่าตั้งแต่หลัง ปี ค.ศ. 1996  ไทยขายของให้จีนได้มากกว่าที่สั่งเข้าเล็กน้อย  สถิติของไทย คือ ปี  ค.ศ. 1999  ไทยขาดดุลการค้าจีน         24,024  ล้านบาท  แต่ไทยเกินดุลการค้าฮ่องกง  86,068  ล้านบาท

      การที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก ซึ่งจะทำให้จีนเปิดเสรีทางการค้าการลงทุน เช่น ลดภาษีมากขึ้น จะมีผลต่อไทยทั้งในแง่บวกและลบ สินค้าที่ไทยมีโอกาสขายให้จีนได้มากขึ้น  ข้าว  ยางพารา กุ้งสดแช่แข็ง สินค้าเกษตรแปรรูป น้ำตาล  ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง  เส้นด้ายและผ้าผืน ผลไม้ แต่สินค้าที่ไทยและอาเซียนจะถูกจีนแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งมีกำลังซื้อ คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์  พลาสติก เพราะจีนซึ่งมีค่าแรงงานต่ำกว่า  ผลิตได้ถูกกว่า  ไทยต้องเร่งรัดปรับตัวพัฒนาสินค้าออกที่มีคุณภาพมากขึ้น และต้องเจาะหาตลาดใหม่ ๆ นอกจากกลุ่ม 3 ยักษ์ใหญ่

      ในแง่การลงทุน  ระหว่างจีนกับไทย  ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โอกาสที่ไทยจะไปลงทุนในจีน เป็นโอกาสของบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น  เพราะมีการแข่งขันสูง  ส่วนการลงทุนของจีนในไทย ก็มุ่งมาใช้ทรัพยากร เช่น ปลูกป่ายูคาลิปตัส หรือขายบริการ เช่น  รับเหมา     ก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่  การลงทุนระหว่างสองประเทศยังเป็นประโยชน์แก่ผู้ลงทุนมากกว่าแก่ประชาชนในประเทศทั้งสอง ที่นอกจากได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจน้อยกว่านายทุนแล้ว       ยังเสียประโยชน์ในแง่การทำลายสภาวะแวดล้อมของทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้น

      ไทยและอาเซียนจะได้ประโยชน์จากจีนมากขึ้น  หากการเจรจากันโดยตรงแบบทวิภาคและแบบภูมิภาค  มีข้อตกลงที่พิเศษกว่าข้อตกลงทั่วไปในเวทีองค์การค้าโลก ซึ่งเป็นเวทีที่ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมมักจะได้ประโยชน์มากกว่าประเทศกำลังพัฒนา ความจริงถ้าอาเซียน  จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย  ร่วมมือกันได้จริง คือประเทศรวยกว่าใหญ่กว่ายอมผ่อนปรนช่วยเหลือประเทศที่จนกว่าเล็กกว่า  ภูมิภาคนี้จะเติบโตและเข้มแข็งได้มาก  แต่ทุกวันนี้พวกเขาล้วนมองไปที่สหรัฐและยุโรป ซึ่งมีความมั่งคั่งและกำลังซื้อ  และต่างคนก็ต่างทำเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นของตัวเอง โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งเป็นยักษ์ที่คิดแต่ผลประโยชน์ตัวเองมากเกินไปจนเศรษฐกิจของตนเองถดถอยจนขยับไม่ได้

      การลงทุนและการค้ากับจีนรวมทั้งการท่องเที่ยวมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ถ้ามีการร่วมมือกันพัฒนาด้านการคมนาคมผ่านอินโดจีน  และพม่าไปจีน  ให้ครอบคลุมสะดวกรวดเร็วขึ้น เพราะจะทำให้การขนส่งสินค้าลดต้นทุน  และจีนทางภาคใต้ก็มีประชากรมาก และเศรษฐกิจเติบโต แต่การเติบโตแบบนี้ก็ให้ผลประโยชน์แก่คนบางกลุ่มมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่  และการเปิดประเทศกว้างขึ้น ก็สร้างปัญหาเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย เช่น  มีปัญหาแรงงานเถื่อน โสเภณี  อาชญากรทางเศรษฐกิจ  ยาเสพย์ติด  โรคเอดส์  ฯลฯ เพิ่มขึ้น

      ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองเรื่องการคบกับจีนในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจล้วน ๆ หากต้องมองในแง่ผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม  และสิ่งแวดล้อมด้วย  จีน ไทย อาเซียน ควรจะร่วมมือกันในแง่สังคม การศึกษา  การวิจัย  วิชาการด้านต่าง ๆ วัฒนธรรม  และสิ่งแวดล้อมด้วย  จึงทำให้ภูมิภาคเอเชียนี้เจริญเติบโตไปพร้อม ๆ กันและอย่างยั่งยืน  ไม่ใช่คิดแต่ในแง่การค้า     การลงทุนในกรอบคิดการพัฒนาเพื่อหากำไรเอกชนของระบบทุนนิยมโลก ซึ่งสร้างปัญหา   ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความยากจน การทำลายสิ่งแวดล้อม และปัญหาสังคมอื่นตามมามากมาย  เท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีน 

สัดส่วนของมูลค่าสาขาเศรษฐกิจ คิดเป็น ร้อยละ ของ GDP

                                                           ปี 1982                                        ปี 2002

เกษตร                                                                    33.3%                                        14.5%

อุตสาหกรรมทุกด้าน (INDUSTRY)                      45.0%                                        51.7%

การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม

(MANUFACTURING)                                       (37.3%)                                     (44.5%)

บริการ                                                                    21.7%                                       33.7%

มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ  (หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

                                                            ปี 1982                                        ปี 2002

ส่งออก (FOB)                                                     22,321                                       325,565

     อาหาร                                                               2,908                                        14,623

     น้ำมันเชื้อเพลิง                                                  5,314                                          8,372

     สินค้าอุตสาหกรรม                                         12,271                                      297,085

สั่งเข้า (CIF)                                                          19,285                                     295,203

     อาหาร                                                               4,201                                          5,237

     น้ำมันและพลังงาน                                               183                                        19,285

     สินค้าทุน                                                           3,201                                      137,030

เงินทุนสำรองต่างประเทศ, หนี้และการลงทุนต่างประเทศ  (หน่วย : ล้าน ดอลลาร์)

                                                             ปี 1992                                        ปี 2002

เงินทุนสำรอง (รวมทองคำ)                                 24,182                                       297,721

หนี้ต่างประเทศ                                                    72,428                                       155,628

การลงทุนตรงจากต่างประเทศ                             11,156                                        49,308

(FDI)

ที่มา  :   WORLD BANK 

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: